Masuk
ร่างสูงสง่าดั่งม้ายูนิคอร์นในชุดสูทเรียบหรู เจ้าของความสูงหกฟุตสองนิ้วที่กำลังจะเยื้องย่างพ้นประตูหน้าโรงแรม ได้ตกเป็นเป้าสายตาของพนักงานสาวๆ และแขกเหรื่อหลายคน ทั้งนี้เพราะบุคลิกอันโดดเด่นของเขา จึงเป็นแม่เหล็กชั้นดีที่ดึงดูดใครต่อใครให้ต้องมองตาม
บุรุษผู้นี้ไม่ได้หล่อสะอาดสะอ้านอย่างนายแบบตามหน้านิตยสารทั่วไป แต่เขาหล่อเหลาคมคาย และแฝงไว้ด้วยความเด็ดเดี่ยวดุดันเฉียบขาดสมชายชาตรีทุกประการ
‘นายหัวเพลิง’ หรือ ‘อัคนี โอลิเวียรา อัครเดชา’ ลูกครึ่งเลือดผสมระหว่างไทย-บราซิลเลียน กำลังก้าวตรงไปข้างหน้าอย่างมาดมั่นและสง่างาม หลังจากที่เพิ่งจะเจรจาธุรกิจกับลูกค้ารายใหญ่เสร็จสิ้น
ขณะเดียวกัน สาวน้อยหน้าตาหมดจดในชุดนักศึกษารัดรูปขนาดพอดีตัว ก็กำลังกึ่งเดินกึ่งวิ่งขึ้นบันไดมาอย่างกระหืดกระหอบ ข้อมือเล็กๆ พลิกดูนาฬิกาเป็นระยะ วันนี้เจ้าตัวเลิกเรียนค่ำเพราะอาจารย์นัดสอนชดเชยจึงทำให้มาเข้างานช้ากว่าปกติ
“ตายแล้ว! ยัยมลเอ๊ย! งานนี้โดนหักเงินเดือนแน่ๆ”
เสียงใสบ่นพึมพำเหมือนสวดคาถา พลางซอยเท้าเล็กๆ ถี่ยิบขึ้นบันได ประตูของโรงแรมอยู่แค่ไม่กี่ก้าว สาวน้อยรีบตรงดิ่งเข้าไปโดยไม่รีรอ ด้วยหวังว่าจะตอกบัตรลงเวลาให้ทันเพราะจะได้ไม่ต้องถูกหักเงินเดือน
‘มล’ หรือ ‘นิชมล ประกายรุ้ง’ นักศึกษาพยาบาลชั้นปีสุดท้ายของมหาวิทยาลัยชื่อดังแห่งหนึ่ง มาทำงานเป็นพนักงานเสิร์ฟของผับในโรงแรมแห่งนี้ เพื่อหาเงินส่งเสียตัวเองเรียนอีกทาง เพราะเธอเป็นลูกสาวชาวบ้านธรรมดา ซึ่งฐานะทางครอบครัวก็ไม่ค่อยจะสู้ดีนัก
โครม!!?!...
ทว่าจังหวะนั้นเอง ร่างแน่งน้อยก็ชนเข้ากับอะไรบางสิ่งอย่างจัง จนล้มก้นจ้ำเบ้าและมึนงงไปหลายวินาที ครั้งแรกนิชมลนึกว่าตัวเองซุ่มซ่ามวิ่งชนกับประตู แต่มันไม่ได้เป็นเช่นนั้น เพราะสิ่งที่เธอชนก็คือ...ผู้ชายหน้าตาหล่อเหลาปานเทพบุตรคนหนึ่ง!
“เป็นอะไรมากหรือเปล่าคุณ”
เสียงทุ้มนุ่มลึกเอ่ยถาม พร้อมกับเอื้อมมือเข้ามาประคองร่างแน่งน้อยให้ลุกขึ้นอย่างเป็นสุภาพบุรุษ
สัมผัสจากมือใหญ่ทำให้นิชมลรู้สึกเหมือนมีกระแสบางอย่างแล่นปราดไปทั่วทุกอณูเนื้อ หัวใจดวงน้อยเต้นโครมครามราวกับจะทะลุออกมานอกอกเสียให้ได้
“มะ...ไม่เป็นไรค่ะ...”
เสียงที่ตอบออกไปนั้นพลอยตะกุกตะกักอย่างไม่มีเหตุผล ดวงตากลมโตแป๋วแหววดำขลับ ซึ่งมีเงานุ่มเสมือนกำมะหยี่อยู่ข้างใน มองสบประสานสายตากับชายหนุ่มโดยมิได้หลบเลี่ยง
“ไม่เป็นอะไรก็ดีแล้วครับ” คนพูดยิ้มทรงเสน่ห์อวดใบหน้าคมคร้าม “ผมต้องขอโทษด้วยที่เดินชนคุณเมื่อตะกี้นี้”
“ฉันต่างหากที่ต้องขอโทษคุณ...” นิชมลบอกอ่อยๆ และรู้สึกผิดอย่างบอกไม่ถูก ทั้งๆ ที่ตัวเองเป็นคนวิ่งชนเขาแท้ๆ แต่เขากลับเป็นฝ่ายเอ่ยปากขอโทษเสียก่อน
“แล้วคุณมาทำอะไรที่นี่เหรอครับ”
ประโยคนั้นทำให้สาวน้อยนึกได้ว่าเธอต้องรีบไปทำงาน
“เออ...ใช่ ฉันต้องไปแล้วล่ะค่ะ ขอบคุณมากนะคะ”
ว่าแล้วร่างบอบบางก็สะบัดตัวออกจากการโอบประคองของเขา ก่อนจะวิ่งแจ้นเข้าไปในโรงแรมทันที
อัคนีได้แต่มองตามด้วยความงุนงงนิดๆ มือหนายกขึ้นเท้าเอวพลางส่ายศีรษะน้อยๆ แต่ก็อดยิ้มอย่างเอ็นดูกับท่าทางลุกลี้ลุกลนของสาวน้อยแก้มเนียนที่เพิ่งจะวิ่งไปไม่ได้
วันนี้ที่ชมรมเชียร์ลีดเดอร์คึกคักเป็นพิเศษ เพราะมีการรวม ตัวกันของเหล่าบรรดาสาวสวยในมหาวิทยาลัย ซึ่งล้วนแต่เป็นตัว แทนจากคณะต่างๆ เพื่อเตรียมฝึกซ้อมเชียร์สำหรับฟุตบอลประเพณีระหว่างมหาวิทยาลัย ที่กำลังจะมีขึ้นในอีกหนึ่งเดือนข้างหน้า
“ตกลงจะให้มลเป็นตัวแทนคณะของเราจริงๆ เหรอปา...”
นิชมลเอ่ยถามปาริชาติ ผู้เป็นประธานรุ่นของคณะพยาบาลด้วยสีหน้าเจื่อนๆ เมื่อรู้ว่าตนถูกคัดเลือกให้เป็นตัวแทนเชียร์ลีดเดอร์ของคณะ
“ปาขอสักปีนะมล...มลน่ะผลัดปามาตั้งแต่ปีหนึ่งแล้วนะ และ นี่ก็เป็นปีสุดท้ายแล้ว อีกอย่างทางชมรมก็ขอคณะของเรามาแค่คนเดียว เพราะฉะนั้นมลห้ามปฏิเสธเด็ดขาด”
“โธ่...ปา...” นิชมลพยายามร้องอุทธรณ์ทั้งสีหน้าและแววตา
“ไม่ต้องมาโธ่เลยยัยมล ไปรายงานตัวได้แล้ว”
ปาริชาติทำเสียงเด็ดขาด ก่อนจะคว้าข้อมือเพื่อนสาวพาเดินตรงไปชมรมเชียร์ลีดเดอร์ทันที
สาวสวยที่เป็นตัวแทนจากแต่ละคณะ ต่างนั่งรวมตัวกันอยู่ในห้องของชมรม คนที่โดดเด่นที่สุดในนั้นก็คือ ‘อรนิดา อัครเดชา’ ซึ่งเป็นคุณหนูไฮโซแสนสวย สายตาทุกคู่ต่างมองอรนิดาด้วยความชื่นชม เพราะนอกจากนี้เธอยังมีดีกรีเป็นถึงดาวมหาวิทยาลัยอีกด้วย
“เราเริ่มซ้อมกันได้หรือยังจี๊ด”
ปัทมาวดีเพื่อนสนิทของอรนิดาเอ่ยถามจิตตาภาซึ่งเป็นประธานชมรมเชียร์ลีดเดอร์
“เดี๋ยวก่อนปิ๋ม ยังขาดตัวแทนจากคณะพยาบาลอีกคน”
“เฮ้อ! ชักช้าจริงๆ เวลานัดก็ออกจะชัดเจน ไม่รู้หรือไงว่าทำให้คนอื่นเขาเสียเวลา อยากจะรู้นักเชียวว่าจะสวยแค่ไหน” ปัทมาวดีบ่นออกมาอย่างไม่พอใจ
“เอาน่า...ปิ๋ม” อรนิดาหันมาบอกเพื่อนรักให้ใจเย็นๆ ลงบ้าง
“มันน่าบ่นไหมล่ะอร ถ้ามาถึงเมื่อไหร่ฉันจะเล่นงานให้หนักเลย คอยดูสิ”
หลังจากปัทมาวดีโวยวายได้ไม่นาน ปาริชาติก็พาเพื่อนสาวเดินเข้ามาในห้องชมรม การก้าวเข้ามาของทั้งสอง ทำให้คนในชมรมต่างหันไปมองเป็นตาเดียวกันทันที
“ตัวแทนจากคณะพยาบาลมาแล้วจ้า...ชื่อ ‘นิชมล’ หรือเรียกสั้นๆ ว่า ‘มล’ ก็ได้นะ” ปาริชาติผายมือแนะนำเพื่อนของตัวเองพลางฉีกยิ้มกว้างๆ จนตาหยี
“สวัสดีค่ะ”
นิชมลก้าวออกมาโค้งศีรษะและยิ้มหวานให้ทุกคนในห้องนั้นแบบฝากเนื้อฝากตัว
ความสวยสดใสอย่างเป็นธรรมชาติ ซึ่งเปล่งประกายจรัสจ้าดั่งแก้วเจียระไนออกมาจากตัวของนิชมล ทำให้สาวๆ ในห้องนั้นอดมองอย่างชื่นชมแกมอิจฉาไม่ได้
“นี่น่ะเหรอ...ตัวแทนเชียร์ลีดเดอร์จากคณะพยาบาล”
ปัทมาวดีเบ้ปาก แล้วจึงหันไปกระซิบกระซาบกับอรนิดา
“สวยดีนะปิ๋ม” อรนิดาเองยังอดชื่นชมไม่ได้เหมือนกัน
“เธอไม่รู้อะไรหรอกอร ยัยนี่ร้ายจะตายไป ได้ข่าวว่าทำงานกลางคืนที่โรงแรมด้วยนะ คงจะหาทุนการศึกษาล่ะมั้ง” ปัทมาวดีดูถูกทั้งปากทั้งตา
“จริงเหรอปิ๋ม แต่ท่าทางเขาดูซื่อๆ นะ”
“ได้ยินไม่ผิดหรอกอร ยัยคนนี้ใช้ชุดนักศึกษาหากิน! เธอน่ะมันพวกโลกสวย ไม่รู้ทันเล่ห์เหลี่ยมคนพวกนี้หรอก”
ความชื่นชมของอรนิดาซึ่งมีให้กับนิชมลหายวับไปทันที ราวกับดอกไม้ช่องามที่หมดความสดสวย เมื่อได้รู้ถึงภูมิหลังที่ผู้เป็นเพื่อนป้อนข้อมูลให้ โดยสายตาของคุณหนูไฮโซกวาดมองผู้มาใหม่ตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าเป็นเชิงรังเกียจ
“เป็นอันว่ามากันครบแล้วนะ” จิตตาภาพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ดังชัดเจนให้ได้ยินทั่วห้อง “ถ้าอย่างนั้นเรามาเริ่มซ้อมกันเลย”
“เดี๋ยวก่อนจี๊ด!” จู่ๆ อรนิดาก็ลุกพรวดขึ้นยืน
“มีอะไรเหรออร?”
“อรขอถอนตัวจากงานนี้”
“อ้าว! ทำไมล่ะ” จิตตาภาได้แต่ถามอย่างงงๆ
“อรไม่สามารถทนร่วมกิจกรรมกับคนที่ใช้ชุดนักศึกษาหากินได้หรอก” อรนิดาพูดพลางจิกสายตาไปทางนิชมล ท่าทีนั้นพลอยทำให้คนอื่นๆ ในห้องมองตามไปด้วย
“ที่คุณพูดนี่หมายถึงฉันเหรอคะ”
นิชมลซึ่งสังเกตท่าทางของอรนิดาและปัทมาวดีมาได้สักพัก จึงรีบถามออกไปด้วยความสงสัย เมื่อเห็นสายตาเหยียดหยามของทั้งคู่ที่มองมาทางตนในแบบเปิดเผย
“เธอก็น่าจะรู้ตัวดีอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ หรือจะปฏิเสธว่าเธอไม่ได้ทำงานกลางคืน”
“ใช่ค่ะ ฉันยอมรับว่าฉันทำงานกลางคืน แต่งานที่ฉันทำก็เป็นงานสุจริต ไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อนนี่คะ”
“หน้าด้านที่สุด! พูดออกมาได้ไม่อายปาก!” ปัทมาวดีแทรกเสียงขึ้นในตอนนั้น
“มีเรื่องอะไรที่จะต้องอายกันเหรอคะ ที่ฉันต้องทำงานก็เพราะครอบครัวของฉันยากจน ฉันต้องช่วยแบ่งเบาภาระของพ่อแม่หาเงินมาเป็นค่าเล่าเรียนตัวเอง แล้วฉันก็ไม่คิดว่ามันผิดตรงไหนนี่ ในเมื่อฉันไม่ได้คาบช้อนเงินช้อนทองมาเกิด ฉันก็ต้องช่วยเหลือตัวเองและครอบครัว เพราะฉะนั้นเวลาของฉันทุกนาทีจึงมีค่า แต่ฉันก็ยังเสียสละเวลาเพื่อมาทำกิจกรรมให้กับมหาวิทยาลัย ซึ่งถ้าพวกคุณรังเกียจฉันที่ไม่ใช่คุณหนูร่ำรวยอย่างพวกคุณ ฉันก็ยินดีจะถอนตัว” นิชมลตอบโต้ออกไปอย่างเด็ดเดี่ยวและหยิ่งทะนงในศักดิ์ศรี
“ปาผิดหวังมากเลยนะจี๊ด ผิดหวังจริงๆ ไม่คิดว่าคนในชมรมจะใจแคบแบบนี้” ปาริชาติหันไปเล่นงานประธานชมรมเชียร์ลีดเดอร์ทันที ก่อนจะชวนเพื่อนสาวเดินออกไปด้วยอารมณ์ขุ่นเคือง
“เดี๋ยวสิปา!” จิตตาภาเรียกตาม แต่ปาริชาติกับนิชมลก็ไม่ฟังเสียงเลย ประธานชมรมเชียร์ลีดเดอร์จึงได้แต่ยืนทำหน้าเหวอ เพราะยังตั้งตัวไม่ทันกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ดังนั้นสายตาทุกคู่จึงเหลือบไปทางอรนิดาและปัทมาวดีอย่างตำหนิ ที่ทำให้งานกร่อยตั้งแต่ยังไม่เริ่ม เป็นอันว่าวันนั้นไม่มีการซ้อมเพราะตัวแทนจากคณะพยาบาลขอถอนตัวออกไป จิตตาภาจึงจำเป็นต้องหาคนใหม่มาแทน...
งานแต่งงานระหว่าง ‘อัคนี’ และ ‘นิชมล’ ถูกจัดขึ้นในอีกหนึ่งสัปดาห์ต่อมา คนที่มาร่วมงานเป็นเพียงคนในครอบครัวและคนสนิทเท่านั้นบรรยากาศในงานเต็มไปด้วยความเป็นกันเองและความชื่นมื่น เดวิดกับซาร่าบินตรงจากประเทศอังกฤษเพื่อมาร่วมงานของลูกสาวบุญธรรม เช่นเดียวกับพ่อและแม่ของนิชมลที่มาร่วมงานนี้ด้วย“แด๊ดกับมัมขอให้ลูกมีความสุขมากๆ นะแนนซี่” ซาร่ากล่าวอวยพร“ขอบคุณค่ะ มัมไม่โกรธใช่ไหมคะ ที่แนนซี่ไม่ได้อยู่ดูแลมัมแล้ว”“จะโกรธทำไมล่ะลูก ความสุขของแนนซี่กับพอลสำคัญที่สุด” ซาร่าตอบด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้ม ก่อนจะยื่นหน้าเข้ามากระซิบอะไรบางอย่าง “เขาหล่อมากเลยนะแนนซี่”นิชมลยิ้มเขินๆ “ค่ะมัม”“ฉันฝากแนนซี่กับพอลด้วยนะคุณอัคนี” ซาร่าหันไปทางเจ้าบ่าว“ผมสัญญาด้วยชีวิตครับว่าจะดูแลทั้งสองคนให้ดีที่สุด” ชายหนุ่มยืนยันด้วยน้ำเสียงและแววตาที่หนักแน่น“ขอบคุณมากๆ”“ผมต่างหากที่ต้องพูดคำนี้ เพราะคุณซาร่ากับคุณเดวิดช่วยดูแลภรรยาและลูกชายของผมเป็นอย่างดี...” อัคนียกมือขึ้นไหว้สองสามีภรรยาชาวอังกฤษ“ไม่ต้องขอบคุณหรอก เพราะแนนซี่คือลูกสาวของเราเหมือนกัน”การอวยพรของเดวิดและซาร่าจบลงด้วยความซาบซึ้ง จากนั้นก็เป็นแขก
คืนนี้พระจันทร์ทรงกลดทอแสงอร่ามเรืองอยู่เหนือยอดมะพร้าวที่ไหวไปมาน้อยๆ ช่างแลดูงดงามยิ่งนัก ก่อนเข้านอนบรรยากาศนั้นเงียบสงบจนได้ยินเสียงร้องของหัวใจบอกว่ามีความสุขได้อย่างชัดเจนพอลหลับไปแล้วเพราะเหนื่อยล้าจากการเล่นสนุกสนานมาตลอดทั้งวัน นิชมลก้มลงจูบที่หน้าผากเล็กนั้นเบาๆ แล้วจึงเดินไปยืนชื่นชมความงามของธรรมชาติในยามค่ำคืนที่ริมหน้าต่างในขณะที่ร่างอรชรกำลังทอดมองอยู่นั้น ไออุ่นหวามๆ ของกายแกร่งก็ลอยล่องมาพร่างพรมเบียดแนบจากด้านหลัง ก่อนที่ลำแขนแข็งแรงจะสอดเข้ารวบเอวบาง พร้อมๆ กับปลายจมูกโด่งเป็นสันฝังลงที่ต้นคอขาวละมุน“อุ๊ย...” หญิงสาวอุทานเบาๆ เพราะไม่คิดว่าอัคนีจะเข้ามาในนี้“ทำไมยังไม่นอน หือ...” เสียงทุ้มกระซิบถามในขณะที่ยังคลอเคลียดอมดมอยู่กับพวงแก้มขาวอมชมพู“แล้วคุณล่ะคะ” เธอหันหน้ากลับมาถามเขาบ้าง “ทำไมถึงยังไม่นอน”“นอนไม่หลับ” เขาทำสายตาเจ้าชู้หรี่มอง “หาคนกล่อมนอนอยู่”“สงสัยจะชินกับการมีคนกล่อมนอนล่ะสิคะ”หญิงสาวมีอาการคอแข็งขึ้นมาฉับพลัน“ไม่เคยมีใครกล่อมสักที”“เชื่อได้แน่เหรอคะ ว่านายหัวอัคนีผู้ยิ่งใหญ่จะไม่เคยมีใครกล่อมนอน”“เชื่อได้สิครับ รักเมียคนเดียว ไม่เคยไปทำเ
อัคนีก็ได้รับอนุญาตให้ออกจากโรงพยาบาลในอีกสองสัปดาห์ต่อมา โดยมีวีไปรับแต่เช้ามืด ซึ่งก็เป็นเวลาเดียวกับพระอาทิตย์ดวงโตกำลังจะโผล่พ้นขอบน้ำทะเลอันกว้างใหญ่ ขึ้นมาทักทายทุกสรรพสิ่งบนโลกใบนี้เฉกเช่นเดียวกับทุกๆ วัน บรรยากาศธรรมชาติในตอนเช้านั้นช่างแลดูสดใสบริสุทธิ์ โอบล้อมด้วยสายลมแสงแดดและท้องทะเลสีคราม ทำให้ชายหนุ่มสูดลมหายใจเข้าเต็มปอดด้วยความดีใจ ที่ได้กลับมาที่นี่อีกครั้งพร้อมกับคนที่เขารักทั้งสองคนเมื่อสองวันก่อน นิชมลได้สั่งให้ป้าแจ๋วจัดห้องให้อัคนีบนเรือนหลังใหญ่เช่นเดิม ส่วนเธอย้ายไปอยู่อีกห้องกับลูกชาย“คุณพักห้องนี้เหมือนเดิมนะคะ…” เสียงหวานเอื้อนเอ่ยเมื่อประคองเขาขึ้นมาถึงห้อง แล้วพาไปนั่งลงบนเตียงกว้างซึ่งเคยเป็นเตียงของเขา“แล้วคุณล่ะมล”“มลก็กลับไปอยู่ห้องเดิมของมลสิคะ”“ทำไมไม่อยู่ห้องเดียวกันล่ะครับ” เสียงทุ้มถามอ้อนๆ ด้วยแววตากรุ้มกริ่ม“ได้ไงกันคะ” หญิงสาวค้อนอย่างน่ารัก “มลก็ขาดทุนแย่สิแบบนั้น”“ถ้างั้นเรารีบแต่งงานกันเถอะนะมล ผมเหงา ไม่อยากอยู่คนเดียว”นิชมลเบ้ปากคล้ายกับจะยิ้ม “เมื่อก่อนก็อยู่ได้นี่นา ไม่เห็นจะบ่นแบบนี้เลย”“อยู่ได้แต่ทรมานน่าดู...” สีหน้าเขาเคร่งเ
ไพลิณีย์มาที่โรงพยาบาลเพื่อเยี่ยมอาการของอัคนี ครั้นพอเปิดประตูเข้ามาก็เห็นนิชมลยืนอยู่ข้างๆ เตียงชายหนุ่ม ไพลิณีย์จึงมีสีหน้าเจื่อนไปเล็กน้อย“คุณนิชมล...”“สวัสดีค่ะคุณลิน” นิชมลเอ่ยทักทายพร้อมกับยิ้มให้ราวกับไม่ได้โกรธเคืองกันมาก่อน“คุณสบายดีนะคะ”“มลสบายดีค่ะ และก็อยากจะขอโทษคุณลินเรื่องที่...” นิชมลกำลังจะขยับปากพูด“อย่าพูดถึงมันเลยค่ะคุณนิชมล เรื่องมันผ่านมาตั้งนานแล้ว เอาเป็นว่าลินให้อภัยค่ะ จากนี้ไปเรามาเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันดีกว่านะคะ ความจริงที่เรื่องเป็นแบบนี้ก็เพราะเพลิงไม่เคยรักลินเลยต่างหากล่ะคะ”“ขอบคุณมากนะคะคุณลิน”ไพลิณีย์ยิ้มละไม ก่อนจะเข้าไปกอดนิชมลอย่างอบอุ่น อัคนีมองภาพนั้นแล้วอดยิ้มไม่ได้ เขาดีใจที่คนที่เขารักทุกคนต่างให้อภัยซึ่งกันและกัน“ว่าแต่จะแต่งงานกันเมื่อไรเหรอคะ ลินจะได้เตรียมตัดชุด” ไพลิณีย์หันไปถามคนป่วยบ้าง“แล้วแต่มลเขาน่ะครับลิน” นายหัวหนุ่มยื่นมือของตัวเองไปจับมือเรียวเล็กของนิชมลแบบเอาใจ พร้อมทั้งขยิบตาข้างเดียวยิบๆ อย่างยวนยั่ว“ว่าไงคะคุณมล”“มลขอตัวไปดูพอลก่อนนะคะ ไม่รู้ไปเล่นซนอยู่ที่ไหน” นิชมลเดินหนีอย่างเขินๆ ปล่อยให้ไพลิณีย์และอัคนีมองตาม
จากนั้นสารวัตรสัญญาและตำรวจร้อยเวรอีกนายก็ลากลับ บรรยากาศในห้องกลับมาเงียบอีกครั้ง นิชมลกำลังจะขยับหนีไปนั่งที่โซฟาตัวยาว แต่กลับถูกมือหนารั้งไว้เสียก่อน“จะไปไหนครับที่รัก”“มลจะไปนั่งตรงโน้นค่ะ” หญิงสาวบุ้ยปากไปที่โซฟาตัวยาว“นั่งนี่ก็ได้” คนป่วยออดอ้อน ทำตาวิบวับ“มลไม่ได้ไปไหนนี่คะ”“อยากให้อยู่ใกล้ๆ ขอกอดหน่อยนะ ไม่ได้กอดตั้งนาน”“ไหนว่าไม่อยากแตะต้องมลไงคะ” เธอแขวะให้จนได้“ก็ตอนนั้นคนมันหึงนี่ คิดว่ามลมีคนอื่น แล้วยังทำท่ารังเกียจผมอีกต่างหาก”“แล้วรู้ได้ยังไงว่ามลไม่มีคนอื่น”“รู้สิ...เพราะมลตัวสั่นมากตอนที่ถูกผมเมกเลิฟ...” ชายหนุ่มกระเซ้าเสียงแหบพร่า พลางมองหน้าคนถามด้วยแววตากรุ้มกริ่มนิชมลหน้าแดงแปร๊ดอีกระลอก เผลอใช้กำปั้นทุบที่หน้าอกเขาเบาๆ แต่ก็ไม่ได้ทำให้อัคนีรู้สึกเจ็บปวดอะไร ดวงตาคู่คมจ้องมองใบหน้าสวยอย่างแสนรักใคร่ โดยนึกอยากจะหายไวๆ และพาเธอกระโจนขึ้นเตียงให้สมกับที่โหยหามานานแสนนาน“มลจ๋า...”“ขา...” หญิงสาวขานรับเสียงหวาน“คืนนี้อยู่เป็นเพื่อนผมนะ”“ถ้ามลอยู่กับคุณแล้วลูกล่ะคะ” นิชมลตกอยู่ในสภาวะของคนที่ห่วงหน้าพะวงหลัง“อืม...นั่นสิ”ในขณะที่ทั้งสองกำลังขบคิดอยู่น
“บางทีมลอาจจะต้องขอบคุณคุณอรนะคะ เพราะการจากไปครั้งนั้นทำให้มลได้เจอสิ่งดีๆ ในชีวิตหลายอย่าง” นิชมลบอกยิ้มๆ“หลานของอรชื่ออะไรคะ” อรนิดาถามต่อ ความหนักอึ้งที่แบกอยู่ในใจมานานตอนนี้เบาโหวงเมื่อได้รับการให้อภัยจากหญิงสาวที่ยืนอยู่ตรงหน้า“ชื่อพอลค่ะ”“พอล...” หญิงสาวบุ้ยปาก ทำท่าครุ่นคิด “คล้องจองกับเพลิงจังเลย”“เอ่อ...” นิชมลอึกอักด้วยความขัดเขิน เพราะไม่คิดว่าอรนิดาจะทันสังเกตว่าเธอจงใจตั้งชื่อนี้ให้ลูกก็เพราะคิดถึงเขา...นายหัวอัคนีที่รัก“ให้อภัยอาเพลิงได้ไหมมล ความจริงแล้วอาเพลิงรักมลมากและไม่รู้เรื่องใดๆ ด้วยเลย อาเพลิงอาจจะผิดที่จับมลมาทารุณ แต่อาเพลิงก็หลงรักมลเข้าจริงๆ ตั้งแต่ที่มลจากไป อาเพลิงก็เศร้ามาก ไม่เป็นอันทำการทำงานจนทุกอย่างพังทลายลงเหมือนอย่างที่มลเห็นนี่แหละ” อรนิดาง้อนิชมลแทนอาของตนอีกแรง โดยไม่รู้ว่าก่อนหน้านี้ทั้งนิชมลและอัคนีปรับความเข้าใจกันแล้วหรือยัง...นิชมลไม่ตอบอะไรนอกจากยิ้มอย่างเดียว แต่แค่นั้นก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้อรนิดายิ้มออกมาได้บ้าง อรนิดาสัญญากับตัวเองว่าต่อไปนี้เธอจะรักคนรอบข้างให้มากกว่าที่รักตัวเอง“อรอยากเห็นหน้าพอลจัง”“ตอนนี้พอลอยู่ที่โรงแรม







