คล้อยหลังย่ากับน้องสาวของชายหนุ่มเดินจากไป หรูอวี้เซียงก็เอ่ยถามเขาออกมาด้วยท่าทางหยอกเย้า “หรือว่าพี่มาที่นี่แต่เช้าเพราะคิดถึงฉันกันคะ”
คำพูดของหญิงสาวทำให้ใบหน้าของโม่ไห่ตงเกิดอาการเขินอาย หากสังเกตจะเห็นว่าใบหูของเขาเปลี่ยนเป็นสีแดงตัดกับผิวขาว ๆ ของชายหนุ่ม
โม่ไห่ตงที่ยังยืนอยู่ตรงหน้า ก้มหน้าลงเล็กน้อยอย่างไม่รู้ตัว มือข้างหนึ่งยกขึ้นเกาท้ายทอยเบา ๆ ราวกับจะปกปิดความเขินอายของตัวเอง
“เธอพูดอะไรนะ เซียงเซียง… ใครคิดถึงกัน”
หรูอวี้เซียงหัวเราะคิกคัก มือทั้งสองเท้าสะเอวอย่างล้อเลียน “ก็ดูสิ พี่เขินจนใบหูแดงไปหมดแล้ว ไม่คิดถึงฉันจริง ๆ แล้วจะเป็นอะไรได้ล่ะคะ?”
คำพูดของเธอยิ่งทำให้โม่ไห่ตงทำตัวไม่ถูก ใบหน้าที่เคยสุขุมในตอนแรกเริ่มเปลี่ยนเป็นสีแดงระเรื่อ เขายกมือขึ้นแตะใบหูอย่างลืมตัวก่อนจะรีบตอบกลับด้วยน้ำเสียงติดขรึม “ไม่ได้คิดถึงแบบนั้นหรอก พี่แค่มาคุยเรื่องสำคัญ”
หรูอวี้เซียงมองเขาแล้วยิ้มอย่างขบขัน ในใจเธอพลันคิดว่าโม่ไห่ตงมักจะเป็นแบบนี้เสมอ เขาเป็นคนที่ค่อนข้างเขินอายง่ายโดยเฉพาะเวลาอยู่ต่อหน้าเธอ ทั้งที่เมื่อคืนนี้เขากลับกล้าเอ่ยคำพูดที่ตรงไปตรงมาจนทำให้เธอถึงกับนิ่งอึ้ง
(เขากล้าขอเริ่มต้นใหม่กับฉันเมื่อคืน แต่ตอนนี้กลับเป็นอีกคนไปเสียได้ หรือจะเป็นเพราะแบบนี้ชาติที่แล้วจึงทำให้เราเข้าใจผิดกันไปเสียตั้งนาน)
หรูอวี้เซียงยืนมองชายหนุ่มด้วยรอยยิ้มบางเบา แต่ในดวงตาของเธอพลันมีแววอ่อนโยนมากขึ้น
“ฉันไม่ล้อพี่แล้ว ว่าแต่เรื่องสำคัญที่พี่อยากคุยคืออะไรคะ?”
โม่ไห่ตงถอนหายใจก่อนจะมองตรงไปที่เธอด้วยสายตาจริงจัง “พี่อยากพูดถึงสิ่งที่เราต้องทำร่วมกัน... เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับอนาคต”
หรูอวี้เซียงเลิกคิ้วเล็กน้อย “อนาคต? หมายถึงเรื่องที่พี่บอกเมื่อคืนใช่ไหมคะ?”
“ใช่” โม่ไห่ตงพยักหน้า “เมื่อคืนพี่พูดแค่คร่าว ๆ แต่วันนี้พี่อยากจะอธิบายให้เธอฟังชัดเจนกว่านี้ทั้งหมด”
เธอนิ่งฟังด้วยความสนใจพลางยกมือขึ้นกอดอก “ถ้าอย่างนั้น... ฉันฟังอยู่ค่ะ ว่ามาเลย”
โม่ไห่ตงสูดลมหายใจลึก ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “เกมที่พี่พัฒนาในชาติก่อน... มันไม่ใช่แค่เกมธรรมดา แต่มันเป็นเครื่องมือที่เราสามารถใช้เพื่อเอาชีวิตรอดในโลกที่เต็มไปด้วยซอมบี้ได้จริง ๆ”
คำพูดนี้ทำให้หรูอวี้เซียงนิ่งไป ใบหน้าของเธอเผยแววตกใจ “พี่พูดจริงเหรอคะ? ทุกอย่างในเกมสามารถนำมาใช้ได้ในชีวิตจริง?”
“ใช่” โม่ไห่ตงตอบ “แต่เธอรู้ไหมว่ามันมีเงื่อนไข... เราต้องใช้ทรัพยากรในเกม เช่น ทองคำหรือเหรียญเพื่อปลดล็อกอาวุธและอุปกรณ์ต่าง ๆ”
หรูอวี้เซียงขมวดคิ้วเล็กน้อย “แล้วพี่อยากให้ฉันช่วยอะไรเหรอคะ?”
“พี่รู้ว่าเธอมีมิติที่สามารถเก็บทรัพยากรได้ และเราสามารถทำงานร่วมกันเพื่อสะสมทองคำ ใช้มิติของเธอช่วยปลูกพืชหรือสร้างทรัพยากรที่จำเป็นสำหรับการปลดล็อกอาวุธในเกม”
เธอนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าเบา ๆ “พี่รู้ได้ยังไงว่าฉันมีมิติ” หรูอวี้เซียงมองเขาด้วยสีหน้าสงสัย
โม่ไห่ตงมองสบเข้าไปดวงตาของหญิงสาว เมื่อเห็นความสงสัยในแววตาของเธอ
“ในชาติที่แล้ว เธออาจจะไม่รู้ว่าตัวเองมีมิติ… แต่พี่เคยสังเกตเห็นบางอย่างที่แปลกประหลาด ตอนที่เธอสามารถหาทรัพยากรบางอย่างมาได้ในสถานการณ์ที่ดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้”
“พี่หมายถึงอะไรคะ? ฉันไม่เคยรู้เลยว่าฉันมีมิติ” หรูอวี้เซียงค่อนข้างตกใจในสิ่งที่ได้ยินเนื่องจากเธอเคยสงสัยเหมือนกันแต่ตอนนั้นไม่มีเวลาให้เธอได้ใคร่ครวญ
โม่ไห่ตงถอนหายใจก่อนจะอธิบายออกมาตามที่เขารู้สึก “พี่ก็ไม่รู้แน่ชัดในตอนนั้น แต่หลังจากที่พี่ได้กลับมาพี่เริ่มปะติดปะต่อเรื่องราว และตอนนี้พี่มั่นใจว่าเธอมีสิ่งนี้ติดตัวมาตั้งแต่แรก เพียงแต่เธอไม่เคยรู้วิธีใช้มัน”
คำพูดของเขาทำให้หรูอวี้เซียงเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยขึ้น “แล้วพี่คิดว่าสิ่งนี้มันจะช่วยเราได้ยังไง?” หรูอวี้เซียงแสร้งถามเขาออกมาแม้ว่าเธอกับเขาจะตกลงใจคบกันแต่เธอก็อยากรู้ว่าเขามีความจริงใจแค่ไหน
โม่ไห่ตงมองเธอด้วยสายตาแน่วแน่ “มิตินี้เป็นเหมือนขุมทรัพย์ ถ้าเราใช้มันอย่างถูกต้องเราจะสามารถสร้างทรัพยากรได้เอง ไม่ว่าจะเป็นอาหาร วัตถุดิบ หรือแม้แต่สิ่งที่จำเป็นสำหรับการอยู่รอดในอนาคตใช่ไหมตามที่พี่เคยรู้มา”
หรูอวี้เซียงก้มหน้าคิดอยู่ครู่หนึ่งไม่ได้ตอบรับและปฏิเสธ ก่อนจะเงยหน้ามองเขาตรง ๆ
เธอยังคงถามออกมาอีก “แล้วพี่คิดว่าฉันควรเริ่มยังไง?”
โม่ไห่ตงเผยรอยยิ้มอันเจิดจ้าของตน “เริ่มจากสิ่งที่ง่ายที่สุด ใช้มิตินี้เพื่อปลูกพืชและสะสมทรัพยากรที่เราสามารถขายเพื่อแลกเป็นทองคำ และถ้าเราได้ทองคำมากพอ เราก็จะสามารถปลดล็อกสิ่งต่าง ๆ ในเกมที่พี่พัฒนาไว้”
“ฟังดูเหมือนเป็นแผนที่ดี…” หรูอวี้เซียงพยักหน้าลงเอ่ยอย่างเห็นพ้อง
“แต่..” คำว่าแต่ของหญิงสาวทำให้โม่ไห่ตงเกิดความสงสัยก่อนที่เขาจะรู้ถึงความกังวลของหญิงสาวตรงหน้า
“เซียงเซียง ที่พี่มาวันนี้เพราะมีอีกเรื่องที่สำคัญ พี่บอกเธอตามตรงพี่ไม่อยากให้เราเสียเวลาอีกแล้ว ชาติที่แล้วพวกเราก็รู้จักกันมามากพอแล้ว ดังนั้นชาตินี้ในเมื่อพวกเราได้มีโอกาสกลับมาและเพื่อให้เธอเห็นความจริงใจของพี่ เธอจะแต่งงานกับฉันได้ไหม” ชายหนุ่มลงไปนั่งคุกเข่าข้างหนึ่งพร้อมกับเปิดกล่องแหวนเพชรที่เขาเตรียมเอาไว้มาตั้งแต่เรียนจบ ตั้งแต่เมื่อชาติก่อนจนถึงชาตินี้คนที่เขาอยากแต่งงานด้วยมีเพียงผู้หญิงตรงหน้ามาโดยตลอด
คำพูดของโม่ไห่ตงทำให้หรูอวี้เซียงนิ่งค้าง เธอไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าเขาจะพูดเรื่องนี้ออกมาตรง ๆ โดยไม่มีการเตรียมตัวหรือบอกใบ้มาก่อน แถมการกระทำของเขาที่คุกเข่าลงตรงหน้าเธอพร้อมกล่องแหวนเพชรยังยิ่งทำให้เธอตกใจจนพูดไม่ออก
“พี่ไห่ตง… นี่พี่พูดจริงเหรอคะ?” หรูอวี้เซียงเอ่ยเสียงเบา ความตกใจในแววตาของเธอทำให้ชายหนุ่มเผยรอยยิ้มออกมาอย่างเอ็นดู
“พี่พูดจริงทุกคำ เซียงเซียง ชาติที่แล้วพี่เสียใจที่ไม่ได้บอกความรู้สึกของตัวเองให้เธอรู้… และพี่ก็ไม่อยากให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยอีก ในชาตินี้พี่ตั้งใจจะทำทุกอย่างให้ถูกต้องตั้งแต่เริ่มต้น และถ้าเธอยอมรับพี่อยากให้เราเริ่มต้นชีวิตด้วยกันตั้งแต่ตอนนี้”
หรูอวี้เซียงมองแววตาที่จริงจังของเขา ดวงตาของเธอสั่นไหวเล็กน้อย เธอไม่เคยเห็นโม่ไห่ตงในลุคที่กล้าเปิดเผยและจริงจังแบบนี้มาก่อน
“พี่รู้ว่าเรื่องนี้อาจจะเร็วเกินไปสำหรับเธอ แต่พี่อยากให้เธอรู้ว่าพี่พร้อมจะทำทุกอย่างเพื่อเธอ เพื่อให้เรามีอนาคตที่มั่นคงและมีความสุขร่วมกัน”
น้ำเสียงของเขาอบอุ่นและหนักแน่น หรูอวี้เซียงนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อย ๆ พูดออกมา
“พี่ไห่ตง… ฉันไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้เลย… เราเพิ่งเริ่มต้นใหม่ในชาตินี้ ฉันกลัวว่ามันอาจจะเร็วเกินไป”
โม่ไห่ตงเผยรอยยิ้มออกมาตามเดิม แม้ว่าคำตอบของหรูอวี้เซียงจะไม่ได้เป็นคำตอบที่เขาหวังไว้ทั้งหมด แต่เขาก็เข้าใจถึงเหตุผลของเธอ
“พี่เข้าใจเธอดังนั้นพี่จะไม่เร่งรัด หากเธอยังไม่พร้อมพี่ขอแค่เธอยังเห็นค่าความสัมพันธ์ของเราก็พอ พี่ยินดีจะรอเธอเสมอ” คำพูดของชายหนุ่มยังคงเต็มไปด้วยความอ่อนโยน
หรูอวี้เซียงมองใบหน้าที่เปี่ยมไปด้วยความจริงใจของเขา เธอสูดลมหายใจลึกก่อนจะพูดต่อ
“และพี่ก็ต้องเข้าใจด้วยนะคะ ว่าฉันกับย่า... เรามีกันแค่สองคน ย่าเป็นทุกสิ่งทุกอย่างสำหรับฉัน ฉันไม่สามารถละทิ้งย่าได้”
โม่ไห่ตงพยักหน้าลง อย่างเข้าใจ “พี่รู้ ย่าฮัวเป็นคนสำคัญของเธอและพี่ก็เคารพเรื่องนี้ ดังนั้นพี่จึงได้มาขอซื้อที่ดินต่อจากย่าเพื่อที่เราทั้งสองบ้านจะได้อยู่ร่วมกัน ส่วนหนึ่งก็เพื่อเป็นการสะดวกต่อการดูแลยามเกิดเหตุการณ์ร้ายในอนาคต”
หรูอวี้เซียงนิ่งไปอีกครั้งหลังจากได้ยินคำพูดของเขา ก่อนที่เธอจะมองชายหนุ่มตรงหน้าด้วยสายตาที่ผสมผสานระหว่างความแปลกใจระคนซาบซึ้ง
“พี่คิดมาถึงขั้นนี้เลยเหรอคะ?” เธอถามด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลง
โม่ไห่ตงพยักหน้า “ใช่ เซียงเซียง พี่ตั้งใจแบบนั้นจริง ๆ ชาติก่อนพี่เสียใจที่ไม่ได้ปกป้องเธอกับย่าให้ดีมากกว่านี้ ครั้งนี้พี่ไม่อยากพลาดอีก การที่พี่ขอซื้อที่ดินจากย่าไม่ใช่แค่เพราะอยากเริ่มต้นทำเกษตรหรือสร้างฐานของเราเอง แต่พี่อยากให้เราทั้งสองบ้านใกล้ชิดกันมากขึ้น เพื่อที่เวลามีอะไรเกิดขึ้น เราจะได้ช่วยกันได้ทันที”
คำพูดนี้ทำให้หรูอวี้เซียงรู้สึกถึงความจริงใจที่เปี่ยมล้น “พี่ไห่ตง… ฉันไม่รู้จะพูดอะไรดี ฉันไม่เคยคิดว่าพี่จะวางแผนมาขนาดนี้”
“พี่แค่ไม่อยากเสียเธอไปอีก” โม่ไห่ตงพูดด้วยน้ำเสียงมั่นคง “ในชาตินี้พี่อยากให้ทุกอย่างออกมาดีมากกว่าเดิมหากเป็นไปได้”
หรูอวี้เซียงพยักหน้าอย่างเห็นด้วยในคำพูดของเขา “ฉันเข้าใจแล้วค่ะ พี่คิดถูก การอยู่ใกล้กันจะช่วยให้เราปลอดภัยมากขึ้น และถ้าพี่ตั้งใจแบบนั้นฉันก็จะช่วยพี่ทุกอย่างเท่าที่ทำได้” ในใจตอนนี้ของหรูอวี้เซียงไม่ได้รู้สึกหวาดระแวงผู้ชายคนนี้อีกแล้ว
(เรื่องนี้จะโทษก็ต้องโทษที่บาดแผลแห่งความเชื่อใจครั้งก่อนมันฝังลึกเกินไป)
โม่ไห่ตงยิ้มกว้างทั้งปากและตา “ขอบคุณนะเซียงเซียง พี่สัญญาว่าจะไม่ทำให้เธอผิดหวัง”
ทั้งสองคนมองหน้ากันด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นและความเชื่อใจ ในใจของหรูอวี้เซียงรู้สึกอบอุ่นที่มีโม่ไห่ตงคอยสนับสนุนและวางแผนเพื่ออนาคตที่ดีกว่าการที่เธอจะคิดและตัดสินใจคนเดียวแม้ว่าจะมีไหหม่าคอยช่วยก็ตาม
เรื่องที่โม่ไห่ตงกระทำในวันนี้นั้นชายหนุ่มยังไม่รู้ว่าครอบครัวของเขาเองก็ตั้งใจนำมาปรึกษาย่าของหญิงสาวเช่นเดียวกัน ทั้งนี้เป็นเพราะทุกคนในครอบครัวล้วนรู้ดีว่าลูกหลานของตนนั้นรู้สึกเช่นไรกับหลานสาวบ้านนี้
เซียงเซียง ผมดีใจกับคุณด้วยที่ตอนนี้คุณได้พันธมิตรที่แข็งแกร่งมาอยู่ในมือ เสียงของไหหม่าดังขึ้นอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย