Masukหลิ่งฟางเซียงพนักงานเดินเอกสารของบริษัทเซียวกรุ๊ป ยินยอมลงนามเข้าร่วมการทดลองทะลุมิติเพื่อแลกกับโบนัสสินปี 10,000 หยวน เพียงแต่ในคู่มือแจ้งว่าการทดลองนี้เป็นการทดลองทะลุมิตเพื่อย้ายร่างกายไปในยุคฮั่น อันเป็นยุคทองและมีความเจริญรุ่งเรืองที่สุดในประวัติศาสตร์ของจีน ทว่าทั้งที่ทำทุกอย่างตามขั้นตอน แต่เหตุใดรอบตัวจึงได้แตกต่างจากที่ทางบริษัทแจ้งขนาดนี้ ยุคทองและรุ่งเรืองอะไรกัน นี่มันบ้านร้างชัดๆ "อัพเดตข้อมูลโฮสต์" สิ้นเสียงประหลาดเรื่องราวต่างๆ ก็หลั่งไหลเข้ามาในความคิดราวกับสายน้ำหลาก นี่มันเรื่องอะไรกัน หลิ่งฟางเซียงพระสนมของอ๋องเฉิน แห่งแคว้นเซียว คือใครกันทำไมชื่อแซ่ถึงเหมือนนางราวกับคนเดียวกันเช่นนี้ แต่ที่ต้องตกใจก็คือ พระสนมน้อยผู้นี้ยังถูกเนรเทศมาท้ายวัง ใช้ชีวิตไม่ต่างจากสุนัขเลี้ยงที่ถูกทิ้ง สวรรค์นี่มันชะตาร้ายเกินไปหรือไม่!!
Lihat lebih banyak
“พรุ่งนี้สิบโมงเช้า นายมีนัดคุยงานกับคุณเลวิสนะครับ”
เพทาย บอดี้การ์ดและผู้ช่วยคนสนิท เอ่ยรายงานตารางงานของเจ้านายเป็นครั้งสุดท้ายของวัน ก่อนที่ทั้งคู่จะแยกย้ายกันไปพักผ่อน
มิลเลอร์ละสายตาจากเอกสารในมือก่อนขมวดคิ้วเล็กน้อย เมื่อตารางงานของเขาเริ่มชนกัน
“พรุ่งนี้กูต้องเข้าไปคุยงานแทน เฮียเอเดน มึงเลื่อนคุณเลวิสไปช่วงเย็นแทนก็แล้วกัน นัดที่ผับของเราก็ได้” ร่างสูงเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ทำงาน พลางหมุนปากกาในมือเล่นด้วยท่าทีสบาย
“ผมติดต่อไปแล้วครับ แต่ทางคุณเลวิสแจ้งว่าไม่สะดวก” เพทายตอบ
“ทำไม? ”
“ทางคุณเลวิสแจ้งว่า จะต้องพาภรรยาไปดินเนอร์ครับ”
คำตอบของบอดีการ์ดคนสนิท ทำเอามิลเลอร์ถอนหายใจออกมาอยู่หลายครั้ง ภรรยาของเลวิสก็ไม่ใช่ใครที่ไหนหากแต่เป็นสาวรุ่นน้องคนสนิท ในแก๊งของเขาอีกนั้นแหละ
ยัยบ้า โอลิเวีย นั้นก็เอาแต่ใจไม่น้อย ก่อนโยนปากกาลงบนโต๊ะอย่างหมดความอดทน
“แม่ง...” มิลเลอร์สถบออกมาด้วยความหัวเสีย “เหตุผลของไอ้พวกมีเมียแต่ละคน ”
เพทายเม้มริมฝีปากกลั้นยิ้ม กับท่าทีเกรี้ยวกราดของผู้เป็นนาย
สาเหตุเป็นเพราะช่วงหลายวันที่ผ่านมานี้ ตารางงานของมิลเลอร์แทบไม่มีช่องว่างให้หายใจ อีกอย่างมันไม่ใช่เพราะงานส่วนตัวของมิลเลอร์เลย แต่เป็นเพราะอีกฝ่ายต้องวิ่งทำงานแทนรุ่นพี่คนอื่นๆ ในแก๊งแทบทุกคน
ฟรานซิส ก็มาพาเมียไปดูแข่งรถที่ต่างประเทศ ส่วน เอเดน พาเมียไปฮันนีมูนรอบที่แสนล้าน ไปแม่งอยู่นั้นจะฮันนีมูนอะไรนักหนาก็ไม่รู้ ส่วน ต้นกล้า ก็ไปง้อเมียอยู่ที่อเมริกา
สุดท้ายภาระงานทั้งหมดก็มากองอยู่ที่เขาคนเดียว
“แล้วเฮียลูอิส ล่ะ” พี่ชายตนเองคือที่พึ่งสุดท้าย
เพทายเปิดแท็บเล็ตเช็กกำหนดการ ก่อนตอบเสียงเรียบ
“คุณลูอิสพาคุณจันทร์เจ้าไปญี่ปุ่นครับ กำหนดกลับอีกทีอาทิตย์หน้า”
มิลเลอร์พ่นลมหายใจออกทางจมูก ระบายความหงุดหงิดในใจ
“สรุปคือ... คนอื่นได้ใช้ชีวิตคู่อย่างมีความสุข แต่กูต้องมานั่งทำงานแทนพวกมันทุกคนแบบนั้นเหรอวะ ”
เพทายพยักหน้าตอบช้า ๆ กับคำถามของเจ้านาย
“ประมาณนั้นครับ”
“เวรเอ๊ย” ไม่รู้ว่ารอบที่เท่าไหร่ ที่คำหยาบหลุดออกมาจากปากของมิลเลอร์
“คราวหน้าถ้าใครในแก๊งแม่งโยนงานให้กู เพราะเหตุผลปัญญาอ่อนอย่างพาเมียไปเที่ยวอีก กูจะคิดค่าเสียเวลาแม่งให้หมดทุกคน เอาให้พวกแม่งล้มละลายไปข้างเลย”
มาเฟียหนุ่มเงยหน้ามองเพทายพร้อมรอยยิ้มมุมปาก ดวงตาฉายชัดถึงความเจ้าเล่ห์ออกมาชัดเจน
“แบบนี้ก็รวยแย่น่ะสิครับ เพราะทั้งแก๊งเหลือนายโสดอยู่แค่คนเดียว” เพทายหลุดหัวเราะออกมา
“ พลังบวกเชิงลบมากไอ้สัส แต่ช่างเถอะมีเมียมันไร้สาระจะตาย”
“นายไม่กลัวคนอื่นว่านายไม่มีน้ำยาเหรอครับ”
“ก็แค่เมีย คนอย่างกูจะมีตอนไหนก็ได้”
“.....” เพทายแค่นหัวเราะในลำคอ ตลกท่าทีเจ้านายของตนเอง มิลเลอร์พูดแบบนี้มาหลายปีแล้ว แต่ก็ยังไม่เคยเห็นมิลเลอร์คิดจะลงหลักปักฐานกับผู้หญิงคนไหน ทั้งที่มีผู้หญิงดีๆ พยายามเข้าหาตลอด
“หัวเราะอะไร”
“เปล่าครับ”
“หรือมึงว่า กูควรมีเมียให้แม่งจบๆ พวกมันจะได้เลิกใช้งานกูสักที” เจอแบบนี้บ่อยๆ เข้าก็คงไม่ไหว
“ถ้าจะมีเมียเพราะเหตุผลนั้น ผมว่าไม่ต้องมีมันหรอกครับ” สงสารผู้หญิงคนนั้น แม้แต่เอมิล่าที่เป็นลูกพี่ลูกน้อง มิลเลอร์ยังไม่เคยทรีตดีด้วย
“เสือก...” ถลึงตาใส่ลูกน้อง เมื่อเริ่มพูดจาขัดหู
“ชีวิตนี้ของข้าได้ปกป้องเจ้า ข้าไม่เสียใจ”เสียงแผ่วเบาเอ่ยจบประโยคก็กระอักเลือดออกมาอีกหน หลิ่งฟางเซียงส่ายหน้าไปมา“ไม่นะท่านอ๋อง หม่อมฉันไม่ยอม พระองค์ห้ามเป็นอะไรทั้งนั้น”มือเรียวรีบวาดในอากาศเปิดระบบร้านค้าโดยไม่กังวลว่าความลับจะถูกเปิดเผยอีกต่อไป จากนั้นกดเข้าไปที่หมวดร้านค้า ค้นรายการเพื่อหายาแก้สารพัดพิษ เพียงแต่ของสิ่งนั้นเป็นของที่ได้จากการทำภารกิจดังนั้นจึงไม่มีขายทั่วไปในระบบค้นหายาแก้สารพัดพิษไม่พยในระบบเมื่อตกอยู่ในสถานการณ์ที่ไร้ทางแก้ไข หลิ่งฟางเซียงก็ร้องไห้จนตัวสั่น ในใจหวาดกลัวอย่างที่ไม่เคยเป็น อ๋องเฉินยกมือขึ้นวางบนแก้มเนียน มุมปากยกยิ้มอ่อนแรงให้นาง“เซียงเซียง วันหน้าไม่มีข้าอยู่ต้องดูแลตนเองให้ดี เข้าใจไหม”“ไม่! ข้าไม่เข้าใจ ไม่เข้าใจอะไรทั้งนั้น หมอ! หมอมาหรือยัง!”เห็นท่าทางร้อนใจของนางในใจของหยางหย่งเล่อก็รู้สึกเจ็บปวดไม่ต่างกัน เพียงแต่เวลานี้ตัวเขารู้สึกอ่อนแรงเกินกว่าจะขยับตัวโอบกอดปลอบโยนนาง“เซียงเซียง ข้า... รักเจ้า...”น้ำเสียงแผ่วเบาสุดท้ายเอ่ยออกมาก่อนที่ดวงตาคมจะปิดลง พร้อมกับลมหายใจของอ๋องเฉินที่ค่อย ๆ แผ่วลงทีละน้อย"ไม่นะ... ท่านอ๋อง หยางหย่ง
หลิ่งฟางเซียงมองดูทหารส่วนพระองค์สี่นายที่เข้ามาจับกุมตัวเธอแล้วขมวดคิ้วเรียว ดูเหมือนว่าอ๋องเฉินจะไม่ยอมทำตามคำร้องขอของเธอในจดหมายและยืนยันจะเข้าเมืองหลวง เพียงแต่สถานการณ์ในตอนนี้อ๋องเฉินควรตกเป็นรองไม่ใช่หรือไร เหตุใดองค์ฮ่องเต้จึงทำราวกับว่าตนเองตกเป็นรองเช่นนี้เล่า“ขอพระสนมโปรดอภัยด้วย”“ไม่ต้อง พวกเจ้านำทางก็พอ”ด้วยรู้ดีว่าไม่สามารถสู้กำลังของอีกฝ่ายได้ หลิ่งฟางเซียงจึงไม่คิดต่อต้านให้ตนเองตกที่นั่งลำบาก แสร้งยอมเดินตามทหารส่วนพระองค์ไปด้วยท่าทางสงบ หากแต่ในใจกำลังขบคิดหาทางหนีทีไล่ให้ตนเอง“หม่อมฉันถวายพระพรฝ่าบาท”หยางหย่งหมิงมองดูท่าทางว่าง่ายของหลิ่งฟางเซียงแล้วแค่นยิ้ม อ๋องเฉินเก่งกาจทางการรบแล้วอย่างไร สตรีของอีกฝ่ายในตอนนี้ไม่ใช่ว่าอยู่ในกำมือเขาหรือไร“สนมรัก เจ้ารู้หรือไม่ตอนนี้อ๋องเฉินกำลังจะบุกเข้ามาชิงตัวเจ้า”“จะเป็นไปได้อย่างไรเพคะ อ๋องเฉินเป็นเพียงอ๋องประจำเมือง ถึงจะมีตำแหน่งแม่ทัพแต่ทหารในมือก็มีเพียงน้อยนิดเท่านั้น”“แน่นอนว่าอาศัยเพียงกำลังทหารจากหัวเมืองเหนือเขาย่อมไม่กล้า แต่ที่เขากล้าก็เพราะเขามีกำลังหนุนจากอีกสามหัวเมืองอย่างไรเล่า”เมื่อได้ยินเรื่องนี้ใ
ในวันถัดมาหลิ่งฟางเซียงให้ซ่งหลินซางไปสืบความทั้งในและนอกวังเพื่อประเมินสถานการณ์ อีกทั้งยังให้เขาปล่อยข่าวเรื่องว่าเธอเป็นหญิงกาลกิณี เพียงก้าวเข้าวังก็เกิดเรื่องสะเทือนแผ่นดินดังนั้นวันต่อมาองค์ฮ่องเต้หยางหย่งหลงจึงได้รับราชฎีกามากมายคัดค้านการแต่งตั้งพระสนมคนใหม่ หากแต่เขาวางแผนอย่างยากลำบากเพื่อชิงคนของน้องชายมา แน่นอนว่าย่อมไม่คิดปล่อยมือโดยง่าย“เรื่องตำหนักหลังของข้ายังไม่ถึงคราวให้ขุนนางอย่างพวกเจ้าสอดมือ! ประกาศราชโองการออกไป ผู้ใดคัดค้านการแต่งตั้งพระสนมไป๋ให้ถือว่าต่อต้านข้าผู้เป็นฮ่องเต้ มีโทษเทียบเท่ากบฏ”แน่นอนว่าหลังจากที่หยางหย่งหลงประกาศราชโองการนี้ออกไปก็ไม่มีผู้ใดกล้าเอ่ยปากคัดค้านอีก“ในเมื่อเขายังไม่ยอมถอย เช่นนั้นก็เพิ่มยาแรงอีกสักหน่อย อาซางคืนนี้เจ้าไปจัดการวางระเบิดศาลบรรพชน พรุ่งนี้โถงว่าราชการ วันถัดไปก็เป็นศาลาชมขันทร์ ข้าจะดูว่าฮ่องเต้ยังจะทนรับข้าเป็นสนมได้อยู่หรือไม่”“กระหม่อมรับพระบัญชา”ซ่งหลินซางรับกล่องระเบิดแล้วพลิ้วกายไปจัดการตามคำสั่งของผู้เป็นนาย และในยาวสวีเสียงระเบิดก็ดังขึ้นอีกครั้ง และครั้งนี้ก็สร้างความโกลาหลวุ่นวายไปทั่วทั้งวังหลวง ด้วยไม
หลิ่งฟางเซียงหยุดเท้าที่หน้าโถงพระโรง ขันทีนำทางก็แจ้งแก่ขันทีหน้าประตูไม่นานก็ได้ยินเสียงขันทีด้านในประกาศดังก้อง“เชิญเสด็จพระสนมผินไป๋เข้าเฝ้า”สิ้นเสียงขันทีด้านในท้องพระโรง หลิ่งฟางเซียงก็ก้าวเท้าเข้าไปด้านใน สายตาของบรรดาขุนนางมองหญิงสาวที่สวมชุดสามัญ ใบหน้าครึ่งล่างอำพรางด้วยผ้าโปร่งแล้วพากันแค่นเสียงเย้ยหยันในลำคอ บางคนยังถึงขั้นเอ่ยออกมาโดยตรง“กระหม่อมทราบมาว่าพระสนมเป็นเพียงแม่ค้าชาวบ้าน ทว่าอย่างไรตอนนี้ก็ได้เป็นพระสนมแล้ว เรื่องมารยาทอย่างเครื่องแต่งกายก็ควรจะทราบบ้างนะพ่ะย่ะค่ะ”หลิ่งฟางเซียงปรายตามองอีกฝ่ายแล้วยกยิ้มเย้ยหยันใต้ผ้าโปร่ง ดูจากลักษณะของขุนนางผู้นี้แล้วน่าจะเป็นรองเจ้ากรมโยธาอันจ้าวเหยียน“รองเจ้ากรมอันกล่าวเช่นนี้กำลังตำหนิฝ่าบาทหรือ”อันจ้าวเหยียนอยู่ดีๆ ก็ถูกกล่าวหาด้วยโทษหมิ่นเบื้องสูงจึงรีบขยับตัวมาคุกเข่ากลางห้องโถงรีบเอ่ยแก้ต่างในทันที“กระหม่อมมิได้มีเจตนาเช่นนั้นพ่ะย่ะค่ะ พระสนมทรงกล่าวหากระหม่อมเช่นนี้มีจุดประสงค์อันใดกันแน่”“ข้าเป็นเพียงแม่ค้าชาวบ้านจะกล่าวหารองเจ้ากรมไปทำไม อีกทั้งตอนนี้ตำแหน่งของข้าก็เป็นเพียงสนมขั้นผิน เทียบกับอันเฟยแล้วนับว่า
เมื่อหยางหย่งเล่อรู้เรื่องที่ซ่งหลิงซางต้องการคนคุ้มกันนายหญิงของเขาในใจของท่านอ๋องหนุ่มก็รู้สึกร้อนรน กระวนกระวายจนไม่อาจสงบลงได้ มือหนากำเข้าหากันแน่น นึกถึงเหตุการณ์ในช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมา ตั้งแต่เขากลับเข้าเมืองหลวงมาไป๋ฟางเซียงก็ถูกคนลอบสังหารถึงสองครั้งแล้ว หากคนพวกนั้นยังไม่ยอมรามือและกล้า
ซ่งหลินซางเดินทางมาหยุดที่หน้า สำนักคุ้มกันหลงอวิ๋น เวลานี้ในใจของเขาเต็มไปด้วยความกังวล เนื่องจากว่าสำนักคุ้มกันแห่งนี้ไม่เพียงมีชื่อเสียงในการคุ้มกันภัย แต่ยังเลื่องชื่อเรื่องราคาว่าจ้างที่สูงมากอีกด้วย“ข้าต้องการว่าจ้างคนคุ้มกันหนึ่งเดือน”ซ่งหลินซางกล่าวกับคนของสำนักคุ้มกัน หลงอวิ๋นด้วยน้ำเสียง
หลิ่งฟางเซียงนั่งลงที่เก้าอี้กลม เบื้องหน้าเป็นชายวัยกลางคนสามคน ไป๋เหลียนฮวาที่ยืนอยู่ด้านหลังจึงผายมือเริ่มแนะนำคน“นี่คือพี่สาวของข้า ไป๋ฟางเซียง”หญิงสาวก้มศีรษะลงเล็กน้อยเพื่อเป็นการทักทาย“พี่หญิง นี่คือนายท่านมู่ นายท่านสวี และนายท่านเกา เจ้าค่ะ”“ได้ยินชื่อเสียงนายหญิงไป๋มานาน ไม่คิดว่าตัวจ
เพราะมีจ้าวเหวินและหานจื่อซึ่งเป็นคนของอ๋องเฉินคอยคุ้มกันอยู่ที่หน้าร้าน ทำให้บรรดาลูกค้าที่หวาดกลัวอันตรายมีความไว้วางใจและกลับมาซื้อของที่ร้านค้าตระกูลไป๋อีกครั้ง"ฮูหยินอู๋ เจ้าก็มาซื้อของที่นี่เหมือนกันหรือ"“แน่นอนว่าข้าต้องมา ใครบ้างไม่รู้ว่าร้านธัญพืชทั่วทั้งเมืองหลวงไม่มีที่ไหนขายถูกเท่าร้าน






Ulasan-ulasanLebih banyak