로그인หลิ่งฟางเซียงพนักงานเดินเอกสารของบริษัทเซียวกรุ๊ป ยินยอมลงนามเข้าร่วมการทดลองทะลุมิติเพื่อแลกกับโบนัสสินปี 10,000 หยวน เพียงแต่ในคู่มือแจ้งว่าการทดลองนี้เป็นการทดลองทะลุมิตเพื่อย้ายร่างกายไปในยุคฮั่น อันเป็นยุคทองและมีความเจริญรุ่งเรืองที่สุดในประวัติศาสตร์ของจีน ทว่าทั้งที่ทำทุกอย่างตามขั้นตอน แต่เหตุใดรอบตัวจึงได้แตกต่างจากที่ทางบริษัทแจ้งขนาดนี้ ยุคทองและรุ่งเรืองอะไรกัน นี่มันบ้านร้างชัดๆ "อัพเดตข้อมูลโฮสต์" สิ้นเสียงประหลาดเรื่องราวต่างๆ ก็หลั่งไหลเข้ามาในความคิดราวกับสายน้ำหลาก นี่มันเรื่องอะไรกัน หลิ่งฟางเซียงพระสนมของอ๋องเฉิน แห่งแคว้นเซียว คือใครกันทำไมชื่อแซ่ถึงเหมือนนางราวกับคนเดียวกันเช่นนี้ แต่ที่ต้องตกใจก็คือ พระสนมน้อยผู้นี้ยังถูกเนรเทศมาท้ายวัง ใช้ชีวิตไม่ต่างจากสุนัขเลี้ยงที่ถูกทิ้ง สวรรค์นี่มันชะตาร้ายเกินไปหรือไม่!!
더 보기ท่ามกลางหิมะที่เหน็บหนาว ซ่งอี้เหรินหอบความเจ็บปวดกลับมาที่จวนซ่ง ก้มคำนับแด่พี่ชายที่ตอนนี้เปลี่ยนมาเป็นผู้นำตระกูลแทนบิดาที่สิ้นอายุขัยไป
“น้องหญิง…เหตุใดจึงอุ้มหลานชายพี่ตากหิมะมาเช่นนี้!!” พี่สะใภ้ผู้แสนอ่อนโยนรีบเข้ามารับหลานชายไปโอบอุ้มให้คลายความหนาว ทั้งยังเรียกสาวใช้ให้นำชุดคลุมมาให้น้องสามีอย่างห่วงใย…ทั้งๆที่พี่ชายและพี่สะใภ้ดีกับข้าเช่นนี้ ข้ากลับมองข้ามไปเสียอย่างนั้น… “ข้ามีเรื่องจะขอร้องท่าน” ร่างบอบบางสวมชุดสีชมพูกลีบบัว คุกเข่าลงตรงหน้าประสานมือต่อพี่ชายด้วยความเคารพ “บุตรชายข้าคนนี้ไร้วาสนา มีบิดาเป็นคนมักมาก หากเติบโตในจวนเจิ้งแน่นอนว่า…เขาจะถูกใช้เป็นหุ่นเชิดต่อรองกับราชวงศ์เพียงเพราะเขามีเสด็จป้าเป็นฮองเฮา เพื่อตัดสายสัมพันธ์ที่บีบรัด…” น้ำตาที่ไหลจนอาบแก้ม นางไม่คิดจะเช็ดมันออกปล่อยให้ไหลไปเพื่อชำระล้างความโง่เขลาในวันวาน “ข้าผู้เป็นมารดา ยกบุตรชายคนนี้ให้เป็นบุตรบุญธรรมแม่ทัพใหญ่แห่งเสวียนอี ขอท่านพี่เมตตาเขาด้วย หากชาติหน้ามีจริง…ข้าจะเชื่อฟังท่านทุกคำ จะแต่งงานกับหลี่เฟย จะไม่ดื้อดันรักคนที่ลมปาก ให้อภัยข้าที่ตอบแทนสกุลซ่งได้เพียงระยะเวลา20หนาวเท่านั้น!!“ แม้จะงงงวยแต่ไม่มีเวลาให้คิด ซ่งหยางเหมามองน้องสาวพร้อมลงมาโอบกอด ”หากเจ้าสบายใจค่อยมารับบุตรชายเจ้ากลับ เวลานี้ใกล้เวลาตัดสินโทษเต็มที หลังกลับมาจากลานประหาร พี่จะร้องขอฝ่าบาท เรื่องการแยกกันอยู่ของเจ้ากับคนสกุลเจิ้ง ดีหรือไม่“ นางไม่ตอบสิ่งใดนอกจากพยักหน้า ”พี่ใหญ่…ฝากบอกแม่ทัพหลี่ ชาตินี้ข้าไร้วาสนามีตาหามีแววไม่ ความโง่เขลาครั้งนี้ข้าขอชดใช้ในชาติหน้า“ เท้าเล็กที่สวมเพียงรองเท้าปักผ้าลายดอกโบตั๋นคู่เก่าจนบางเฉียบที่ท่านแม่ปักให้ ชุดคลุมหนาที่ลากไปกับพื้นที่เต็มไปด้วยหิมะคือชุดคลุมที่บิดามอบให้ ชุดปิ่นแปดชิ้นสำหรับสวมวันแต่งงานคือเครื่องประดับที่ฮองเฮาผู้เป็นพี่สาวมอบให้ มือถือดาบประจำตระกูลที่พี่น้องสกุลซ่งมีทุกคน ทุกอย่างของสกุลซ่งอยู่รอบกายนาง แต่เหตุใดยังเหน็บหนาวเช่นนี้ ”ทั้งๆที่รับผิดแทนองค์รัชทายาทแท้ๆ เหตุใดจึงต้องโทษประหาร“ ”ความผิดน้อยนิดเช่นนี้ แต่สั่งประหารมิใช่ว่าต้องการลดทอนอำนาจท่านแม่ทัพหรือ“ ”หากตามเดิมที่เคยอยากเกี่ยวดองกับสกุลซ่งเป็นไปได้ ป่านนี้ท่านแม่ทัพคงมีคนหนุนหลัง“ ”หลายปีมานี้ต่อสู้เพื่อบ้านเมืองเหตุใดจุดจบจึงหน้าเศร้านัก!!“ เสียงพูดคุยดังมาตลอดทางเดิน นางทำเพียงรับฟังมันด้วยความเจ็บปวด นึกย้อนเวลากลับไป ชีวิตนี้นางมีบุรุษให้เลือกถึงสองคน คนนึงเย็นชาใช้ชีวิตในสนามรบ มารดากล่าวว่าหากนางได้เป็นฮูหยินท่านแม่ทัพ อาจจะเปล่าเปลี่ยวเพียงเพราะเขาออกรบทั้งปี แต่หากเลือกบุตรชายสกุลเจิ้ง นางจะเป็นสตรีที่มีความสุขที่สุด เพราะเขานั้นมีแต่คำหวานหู และตำแหน่งขุนนางในวังหลวงที่เขาจะได้รับ นางจะยิ่งมีคนเชิดหน้าชูตา…คำพูดหวานหูจะมั่นคงเท่าการกระทำได้อย่างไร…“ชีวิตนี้ของข้าได้ปกป้องเจ้า ข้าไม่เสียใจ”เสียงแผ่วเบาเอ่ยจบประโยคก็กระอักเลือดออกมาอีกหน หลิ่งฟางเซียงส่ายหน้าไปมา“ไม่นะท่านอ๋อง หม่อมฉันไม่ยอม พระองค์ห้ามเป็นอะไรทั้งนั้น”มือเรียวรีบวาดในอากาศเปิดระบบร้านค้าโดยไม่กังวลว่าความลับจะถูกเปิดเผยอีกต่อไป จากนั้นกดเข้าไปที่หมวดร้านค้า ค้นรายการเพื่อหายาแก้สารพัดพิษ เพียงแต่ของสิ่งนั้นเป็นของที่ได้จากการทำภารกิจดังนั้นจึงไม่มีขายทั่วไปในระบบค้นหายาแก้สารพัดพิษไม่พยในระบบเมื่อตกอยู่ในสถานการณ์ที่ไร้ทางแก้ไข หลิ่งฟางเซียงก็ร้องไห้จนตัวสั่น ในใจหวาดกลัวอย่างที่ไม่เคยเป็น อ๋องเฉินยกมือขึ้นวางบนแก้มเนียน มุมปากยกยิ้มอ่อนแรงให้นาง“เซียงเซียง วันหน้าไม่มีข้าอยู่ต้องดูแลตนเองให้ดี เข้าใจไหม”“ไม่! ข้าไม่เข้าใจ ไม่เข้าใจอะไรทั้งนั้น หมอ! หมอมาหรือยัง!”เห็นท่าทางร้อนใจของนางในใจของหยางหย่งเล่อก็รู้สึกเจ็บปวดไม่ต่างกัน เพียงแต่เวลานี้ตัวเขารู้สึกอ่อนแรงเกินกว่าจะขยับตัวโอบกอดปลอบโยนนาง“เซียงเซียง ข้า... รักเจ้า...”น้ำเสียงแผ่วเบาสุดท้ายเอ่ยออกมาก่อนที่ดวงตาคมจะปิดลง พร้อมกับลมหายใจของอ๋องเฉินที่ค่อย ๆ แผ่วลงทีละน้อย"ไม่นะ... ท่านอ๋อง หยางหย่ง
หลิ่งฟางเซียงมองดูทหารส่วนพระองค์สี่นายที่เข้ามาจับกุมตัวเธอแล้วขมวดคิ้วเรียว ดูเหมือนว่าอ๋องเฉินจะไม่ยอมทำตามคำร้องขอของเธอในจดหมายและยืนยันจะเข้าเมืองหลวง เพียงแต่สถานการณ์ในตอนนี้อ๋องเฉินควรตกเป็นรองไม่ใช่หรือไร เหตุใดองค์ฮ่องเต้จึงทำราวกับว่าตนเองตกเป็นรองเช่นนี้เล่า“ขอพระสนมโปรดอภัยด้วย”“ไม่ต้อง พวกเจ้านำทางก็พอ”ด้วยรู้ดีว่าไม่สามารถสู้กำลังของอีกฝ่ายได้ หลิ่งฟางเซียงจึงไม่คิดต่อต้านให้ตนเองตกที่นั่งลำบาก แสร้งยอมเดินตามทหารส่วนพระองค์ไปด้วยท่าทางสงบ หากแต่ในใจกำลังขบคิดหาทางหนีทีไล่ให้ตนเอง“หม่อมฉันถวายพระพรฝ่าบาท”หยางหย่งหมิงมองดูท่าทางว่าง่ายของหลิ่งฟางเซียงแล้วแค่นยิ้ม อ๋องเฉินเก่งกาจทางการรบแล้วอย่างไร สตรีของอีกฝ่ายในตอนนี้ไม่ใช่ว่าอยู่ในกำมือเขาหรือไร“สนมรัก เจ้ารู้หรือไม่ตอนนี้อ๋องเฉินกำลังจะบุกเข้ามาชิงตัวเจ้า”“จะเป็นไปได้อย่างไรเพคะ อ๋องเฉินเป็นเพียงอ๋องประจำเมือง ถึงจะมีตำแหน่งแม่ทัพแต่ทหารในมือก็มีเพียงน้อยนิดเท่านั้น”“แน่นอนว่าอาศัยเพียงกำลังทหารจากหัวเมืองเหนือเขาย่อมไม่กล้า แต่ที่เขากล้าก็เพราะเขามีกำลังหนุนจากอีกสามหัวเมืองอย่างไรเล่า”เมื่อได้ยินเรื่องนี้ใ
ในวันถัดมาหลิ่งฟางเซียงให้ซ่งหลินซางไปสืบความทั้งในและนอกวังเพื่อประเมินสถานการณ์ อีกทั้งยังให้เขาปล่อยข่าวเรื่องว่าเธอเป็นหญิงกาลกิณี เพียงก้าวเข้าวังก็เกิดเรื่องสะเทือนแผ่นดินดังนั้นวันต่อมาองค์ฮ่องเต้หยางหย่งหลงจึงได้รับราชฎีกามากมายคัดค้านการแต่งตั้งพระสนมคนใหม่ หากแต่เขาวางแผนอย่างยากลำบากเพื่อชิงคนของน้องชายมา แน่นอนว่าย่อมไม่คิดปล่อยมือโดยง่าย“เรื่องตำหนักหลังของข้ายังไม่ถึงคราวให้ขุนนางอย่างพวกเจ้าสอดมือ! ประกาศราชโองการออกไป ผู้ใดคัดค้านการแต่งตั้งพระสนมไป๋ให้ถือว่าต่อต้านข้าผู้เป็นฮ่องเต้ มีโทษเทียบเท่ากบฏ”แน่นอนว่าหลังจากที่หยางหย่งหลงประกาศราชโองการนี้ออกไปก็ไม่มีผู้ใดกล้าเอ่ยปากคัดค้านอีก“ในเมื่อเขายังไม่ยอมถอย เช่นนั้นก็เพิ่มยาแรงอีกสักหน่อย อาซางคืนนี้เจ้าไปจัดการวางระเบิดศาลบรรพชน พรุ่งนี้โถงว่าราชการ วันถัดไปก็เป็นศาลาชมขันทร์ ข้าจะดูว่าฮ่องเต้ยังจะทนรับข้าเป็นสนมได้อยู่หรือไม่”“กระหม่อมรับพระบัญชา”ซ่งหลินซางรับกล่องระเบิดแล้วพลิ้วกายไปจัดการตามคำสั่งของผู้เป็นนาย และในยาวสวีเสียงระเบิดก็ดังขึ้นอีกครั้ง และครั้งนี้ก็สร้างความโกลาหลวุ่นวายไปทั่วทั้งวังหลวง ด้วยไม
หลิ่งฟางเซียงหยุดเท้าที่หน้าโถงพระโรง ขันทีนำทางก็แจ้งแก่ขันทีหน้าประตูไม่นานก็ได้ยินเสียงขันทีด้านในประกาศดังก้อง“เชิญเสด็จพระสนมผินไป๋เข้าเฝ้า”สิ้นเสียงขันทีด้านในท้องพระโรง หลิ่งฟางเซียงก็ก้าวเท้าเข้าไปด้านใน สายตาของบรรดาขุนนางมองหญิงสาวที่สวมชุดสามัญ ใบหน้าครึ่งล่างอำพรางด้วยผ้าโปร่งแล้วพากันแค่นเสียงเย้ยหยันในลำคอ บางคนยังถึงขั้นเอ่ยออกมาโดยตรง“กระหม่อมทราบมาว่าพระสนมเป็นเพียงแม่ค้าชาวบ้าน ทว่าอย่างไรตอนนี้ก็ได้เป็นพระสนมแล้ว เรื่องมารยาทอย่างเครื่องแต่งกายก็ควรจะทราบบ้างนะพ่ะย่ะค่ะ”หลิ่งฟางเซียงปรายตามองอีกฝ่ายแล้วยกยิ้มเย้ยหยันใต้ผ้าโปร่ง ดูจากลักษณะของขุนนางผู้นี้แล้วน่าจะเป็นรองเจ้ากรมโยธาอันจ้าวเหยียน“รองเจ้ากรมอันกล่าวเช่นนี้กำลังตำหนิฝ่าบาทหรือ”อันจ้าวเหยียนอยู่ดีๆ ก็ถูกกล่าวหาด้วยโทษหมิ่นเบื้องสูงจึงรีบขยับตัวมาคุกเข่ากลางห้องโถงรีบเอ่ยแก้ต่างในทันที“กระหม่อมมิได้มีเจตนาเช่นนั้นพ่ะย่ะค่ะ พระสนมทรงกล่าวหากระหม่อมเช่นนี้มีจุดประสงค์อันใดกันแน่”“ข้าเป็นเพียงแม่ค้าชาวบ้านจะกล่าวหารองเจ้ากรมไปทำไม อีกทั้งตอนนี้ตำแหน่งของข้าก็เป็นเพียงสนมขั้นผิน เทียบกับอันเฟยแล้วนับว่า
“มาช่วยคน”พูดจบเท้าเล็กก็มาหยุดอยู่ที่จุดค้าทาสทางตรอกตะวันออก สามวันก่อนเพื่อป้องกันความผิดพลาดหลิ่งฟางเซียงจึงให้ซ่งหลินซางแอบมาชี้ตัวเซียวหลีเอาไว้แล้ว วันนี้จึงไม่ต้องกังวลเรื่องช่วยผิดคน“นังตัวดีหากวันนี้พี่ชายของเจ้ายังไม่มาไถ่ตัว ข้าจะขายเจ้าไปให้หอนางโลม”“ขายไปหอนางโลมอะไรกันสภาพนางเป็นเช
ในวันถัดมาหลิ่งฟางเซียงเช่ารถม้าพาเซียวหลีเดินทางไปหมู่บ้านชิงชิวตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่าง ยามที่ไปถึงหน้าหมู่บ้านดวงตะวันก็เคลื่อนตัวพ้นขอบเขาพอดี มือเรียวเปิดม่านหน้าต่างทอดสายตามองดูทิวทัศน์ด้านนอก หมู่บ้านชิงชิวแห่งนี้ขึ้นชื่อเรื่องการปลูกข้าวมาแต่ดั้งเดิม ไม่ว่าจะเป็น ข้าวฟ่าง ข้าวเจ้า ข้าวเหนียว
หลังจากตกลงทำสัญญาซื้อขายร้านค้าที่ตรอกหนิงอันเรียบร้อยแล้วหลิ่งฟางเซียงก็เริ่มวางแผนเปิดกิจการ“ตอนนี้ข้าวโพดแล้วก็ถั่วเหลืองใกล้จะเก็บเกี่ยวได้แล้ว เช่นนั้นช่วงแรกเริ่มเปิดร้านก็คงไม่ต้องกังวลกับวัตถุดิบในส่วนนี้ เพียงแต่ข้าวสารเป็นสิ่งจำเป็นอย่างไรก็คงต้องรับซื้อเข้ามา”“ที่หมู่บ้านชิงชิว ชาวบ้าน
“เด็กสาวผู้นี้แม้อายุยังน้อย แต่บิดาของนางเป็นหมอยามีความรู้เรื่องสมุนไพร นายท่านซื้อตัวไปรับรองว่าไม่ขาดทุน ค่าตัวนางเพียงแค่ 500 อีแปะเท่านั้น”นายหน้าขายทาสจับตัวเซียวหลีออกมาแสดงให้กับชายชราคนหนึ่งดู เด็กหญิงแม้อายุยังน้อยทว่ากลับไม่มีท่าทีตื่นตระหนกเช่นเด็กในวัยเดียวกัน สีหน้าของนางนิ่งสงบ มีเพ






리뷰더 보기