เข้าสู่ระบบหลิ่งฟางเซียงพนักงานเดินเอกสารของบริษัทเซียวกรุ๊ป ยินยอมลงนามเข้าร่วมการทดลองทะลุมิติเพื่อแลกกับโบนัสสินปี 10,000 หยวน เพียงแต่ในคู่มือแจ้งว่าการทดลองนี้เป็นการทดลองทะลุมิตเพื่อย้ายร่างกายไปในยุคฮั่น อันเป็นยุคทองและมีความเจริญรุ่งเรืองที่สุดในประวัติศาสตร์ของจีน ทว่าทั้งที่ทำทุกอย่างตามขั้นตอน แต่เหตุใดรอบตัวจึงได้แตกต่างจากที่ทางบริษัทแจ้งขนาดนี้ ยุคทองและรุ่งเรืองอะไรกัน นี่มันบ้านร้างชัดๆ "อัพเดตข้อมูลโฮสต์" สิ้นเสียงประหลาดเรื่องราวต่างๆ ก็หลั่งไหลเข้ามาในความคิดราวกับสายน้ำหลาก นี่มันเรื่องอะไรกัน หลิ่งฟางเซียงพระสนมของอ๋องเฉิน แห่งแคว้นเซียว คือใครกันทำไมชื่อแซ่ถึงเหมือนนางราวกับคนเดียวกันเช่นนี้ แต่ที่ต้องตกใจก็คือ พระสนมน้อยผู้นี้ยังถูกเนรเทศมาท้ายวัง ใช้ชีวิตไม่ต่างจากสุนัขเลี้ยงที่ถูกทิ้ง สวรรค์นี่มันชะตาร้ายเกินไปหรือไม่!!
ดูเพิ่มเติม“ชีวิตนี้ของข้าได้ปกป้องเจ้า ข้าไม่เสียใจ”เสียงแผ่วเบาเอ่ยจบประโยคก็กระอักเลือดออกมาอีกหน หลิ่งฟางเซียงส่ายหน้าไปมา“ไม่นะท่านอ๋อง หม่อมฉันไม่ยอม พระองค์ห้ามเป็นอะไรทั้งนั้น”มือเรียวรีบวาดในอากาศเปิดระบบร้านค้าโดยไม่กังวลว่าความลับจะถูกเปิดเผยอีกต่อไป จากนั้นกดเข้าไปที่หมวดร้านค้า ค้นรายการเพื่อหายาแก้สารพัดพิษ เพียงแต่ของสิ่งนั้นเป็นของที่ได้จากการทำภารกิจดังนั้นจึงไม่มีขายทั่วไปในระบบค้นหายาแก้สารพัดพิษไม่พยในระบบเมื่อตกอยู่ในสถานการณ์ที่ไร้ทางแก้ไข หลิ่งฟางเซียงก็ร้องไห้จนตัวสั่น ในใจหวาดกลัวอย่างที่ไม่เคยเป็น อ๋องเฉินยกมือขึ้นวางบนแก้มเนียน มุมปากยกยิ้มอ่อนแรงให้นาง“เซียงเซียง วันหน้าไม่มีข้าอยู่ต้องดูแลตนเองให้ดี เข้าใจไหม”“ไม่! ข้าไม่เข้าใจ ไม่เข้าใจอะไรทั้งนั้น หมอ! หมอมาหรือยัง!”เห็นท่าทางร้อนใจของนางในใจของหยางหย่งเล่อก็รู้สึกเจ็บปวดไม่ต่างกัน เพียงแต่เวลานี้ตัวเขารู้สึกอ่อนแรงเกินกว่าจะขยับตัวโอบกอดปลอบโยนนาง“เซียงเซียง ข้า... รักเจ้า...”น้ำเสียงแผ่วเบาสุดท้ายเอ่ยออกมาก่อนที่ดวงตาคมจะปิดลง พร้อมกับลมหายใจของอ๋องเฉินที่ค่อย ๆ แผ่วลงทีละน้อย"ไม่นะ... ท่านอ๋อง หยางหย่ง
หลิ่งฟางเซียงมองดูทหารส่วนพระองค์สี่นายที่เข้ามาจับกุมตัวเธอแล้วขมวดคิ้วเรียว ดูเหมือนว่าอ๋องเฉินจะไม่ยอมทำตามคำร้องขอของเธอในจดหมายและยืนยันจะเข้าเมืองหลวง เพียงแต่สถานการณ์ในตอนนี้อ๋องเฉินควรตกเป็นรองไม่ใช่หรือไร เหตุใดองค์ฮ่องเต้จึงทำราวกับว่าตนเองตกเป็นรองเช่นนี้เล่า“ขอพระสนมโปรดอภัยด้วย”“ไม่ต้อง พวกเจ้านำทางก็พอ”ด้วยรู้ดีว่าไม่สามารถสู้กำลังของอีกฝ่ายได้ หลิ่งฟางเซียงจึงไม่คิดต่อต้านให้ตนเองตกที่นั่งลำบาก แสร้งยอมเดินตามทหารส่วนพระองค์ไปด้วยท่าทางสงบ หากแต่ในใจกำลังขบคิดหาทางหนีทีไล่ให้ตนเอง“หม่อมฉันถวายพระพรฝ่าบาท”หยางหย่งหมิงมองดูท่าทางว่าง่ายของหลิ่งฟางเซียงแล้วแค่นยิ้ม อ๋องเฉินเก่งกาจทางการรบแล้วอย่างไร สตรีของอีกฝ่ายในตอนนี้ไม่ใช่ว่าอยู่ในกำมือเขาหรือไร“สนมรัก เจ้ารู้หรือไม่ตอนนี้อ๋องเฉินกำลังจะบุกเข้ามาชิงตัวเจ้า”“จะเป็นไปได้อย่างไรเพคะ อ๋องเฉินเป็นเพียงอ๋องประจำเมือง ถึงจะมีตำแหน่งแม่ทัพแต่ทหารในมือก็มีเพียงน้อยนิดเท่านั้น”“แน่นอนว่าอาศัยเพียงกำลังทหารจากหัวเมืองเหนือเขาย่อมไม่กล้า แต่ที่เขากล้าก็เพราะเขามีกำลังหนุนจากอีกสามหัวเมืองอย่างไรเล่า”เมื่อได้ยินเรื่องนี้ใ
ในวันถัดมาหลิ่งฟางเซียงให้ซ่งหลินซางไปสืบความทั้งในและนอกวังเพื่อประเมินสถานการณ์ อีกทั้งยังให้เขาปล่อยข่าวเรื่องว่าเธอเป็นหญิงกาลกิณี เพียงก้าวเข้าวังก็เกิดเรื่องสะเทือนแผ่นดินดังนั้นวันต่อมาองค์ฮ่องเต้หยางหย่งหลงจึงได้รับราชฎีกามากมายคัดค้านการแต่งตั้งพระสนมคนใหม่ หากแต่เขาวางแผนอย่างยากลำบากเพื่อชิงคนของน้องชายมา แน่นอนว่าย่อมไม่คิดปล่อยมือโดยง่าย“เรื่องตำหนักหลังของข้ายังไม่ถึงคราวให้ขุนนางอย่างพวกเจ้าสอดมือ! ประกาศราชโองการออกไป ผู้ใดคัดค้านการแต่งตั้งพระสนมไป๋ให้ถือว่าต่อต้านข้าผู้เป็นฮ่องเต้ มีโทษเทียบเท่ากบฏ”แน่นอนว่าหลังจากที่หยางหย่งหลงประกาศราชโองการนี้ออกไปก็ไม่มีผู้ใดกล้าเอ่ยปากคัดค้านอีก“ในเมื่อเขายังไม่ยอมถอย เช่นนั้นก็เพิ่มยาแรงอีกสักหน่อย อาซางคืนนี้เจ้าไปจัดการวางระเบิดศาลบรรพชน พรุ่งนี้โถงว่าราชการ วันถัดไปก็เป็นศาลาชมขันทร์ ข้าจะดูว่าฮ่องเต้ยังจะทนรับข้าเป็นสนมได้อยู่หรือไม่”“กระหม่อมรับพระบัญชา”ซ่งหลินซางรับกล่องระเบิดแล้วพลิ้วกายไปจัดการตามคำสั่งของผู้เป็นนาย และในยาวสวีเสียงระเบิดก็ดังขึ้นอีกครั้ง และครั้งนี้ก็สร้างความโกลาหลวุ่นวายไปทั่วทั้งวังหลวง ด้วยไม
หลิ่งฟางเซียงหยุดเท้าที่หน้าโถงพระโรง ขันทีนำทางก็แจ้งแก่ขันทีหน้าประตูไม่นานก็ได้ยินเสียงขันทีด้านในประกาศดังก้อง“เชิญเสด็จพระสนมผินไป๋เข้าเฝ้า”สิ้นเสียงขันทีด้านในท้องพระโรง หลิ่งฟางเซียงก็ก้าวเท้าเข้าไปด้านใน สายตาของบรรดาขุนนางมองหญิงสาวที่สวมชุดสามัญ ใบหน้าครึ่งล่างอำพรางด้วยผ้าโปร่งแล้วพากันแค่นเสียงเย้ยหยันในลำคอ บางคนยังถึงขั้นเอ่ยออกมาโดยตรง“กระหม่อมทราบมาว่าพระสนมเป็นเพียงแม่ค้าชาวบ้าน ทว่าอย่างไรตอนนี้ก็ได้เป็นพระสนมแล้ว เรื่องมารยาทอย่างเครื่องแต่งกายก็ควรจะทราบบ้างนะพ่ะย่ะค่ะ”หลิ่งฟางเซียงปรายตามองอีกฝ่ายแล้วยกยิ้มเย้ยหยันใต้ผ้าโปร่ง ดูจากลักษณะของขุนนางผู้นี้แล้วน่าจะเป็นรองเจ้ากรมโยธาอันจ้าวเหยียน“รองเจ้ากรมอันกล่าวเช่นนี้กำลังตำหนิฝ่าบาทหรือ”อันจ้าวเหยียนอยู่ดีๆ ก็ถูกกล่าวหาด้วยโทษหมิ่นเบื้องสูงจึงรีบขยับตัวมาคุกเข่ากลางห้องโถงรีบเอ่ยแก้ต่างในทันที“กระหม่อมมิได้มีเจตนาเช่นนั้นพ่ะย่ะค่ะ พระสนมทรงกล่าวหากระหม่อมเช่นนี้มีจุดประสงค์อันใดกันแน่”“ข้าเป็นเพียงแม่ค้าชาวบ้านจะกล่าวหารองเจ้ากรมไปทำไม อีกทั้งตอนนี้ตำแหน่งของข้าก็เป็นเพียงสนมขั้นผิน เทียบกับอันเฟยแล้วนับว่า
หลิ่งฟางเซียงมองดูบรรยากาศในร้านด้วยสีหน้าภูมิใจ ยิ่งเห็นว่าทุกคนพยายามอย่างเต็มที่ในการช่วยเหลือกิจการของเธอ ในใจก็รู้สึกอิ่มเอมจนยิ้มกว้าง“นายหญิง ข้าวสารที่ด้านหน้าขายหมดแล้ว ข้าจะไปนำในคลังด้านหลังมาเพิ่มนะขอรับ”“อืม... เสร็จแล้วเจ้าก็พักสักหน่อยนะ”“ขอรับ”ซ่งหลินซางตอบรับเสร็จก็รีบวิ่งไปที่ด
“ข้าคุณชายรองเซิ่น เซิ่นชิงหรวน ผู้สืบทอดตำแหน่งหัวหน้ากลุ่มการค้าฟูฮั่นลำดับที่สอง ยินดีที่ได้รู้จักแม่นางไป๋ฟางเซียง”เมื่อได้ยินคำพูดบอกกล่าวสถานะของเซิ่นชิงหรวน บรรยากาศในห้องก็พลันเงียบงันไปชั่วขณะหลิ่งฟางเซียงจ้องมองเซิ่นชิงหยวน ด้วยสายตาสับสน ตกใจ ก่อนจะกลับมานิ่งสงบเช่นเดิมเธอกับเซิ่นชิงหยว
"นายหญิง"เซียวหลีเดินเข้ามาจับมือของหลิ่งฟางเซียง พร้อมกับเงยหน้าขึ้นมองนายหญิงของตนด้วยสายตาสั่นไหวเล็กน้อยหลิ่งฟางเซียงสบดวงตาของเด็กหญิง พลันก็ฉุกคิดถึงท่าทีของเซียวหลีเมื่อตอนที่นางพบกับเซิ่นชิงหยวนเป็นครั้งแรก ในตอนนั้นเธอสังเกตเห็นว่าเซียวหลีมีท่าทีตื่นตระหนก เดิมทีคิดว่าเด็กหญิงอาจไม่คุ้นเค
หลังจากที่เกิดเรื่องกลุ่มการค้าฟูฮั่นมาข่มขู่ร้านค้าเล็กๆ ผู้คนทั้งเมืองก็พากันวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงและกว้างขวาง ทำให้กลุ่มการค้าฟูฮั่นไม่กล้ามาสร้างความวุ่นวายอีก หลิ่งฟางเซียงจึงสามารถทำกิจการร้านค้าต่อได้อย่างสงบสุข“นายหญิง คุณชายเซิ่นมาขอรับ!”เมื่อได้ยินซ่งหลินซีเข้ามาแจ้งหลิ่งฟางเซียงก็เง






ความคิดเห็นเพิ่มเติม