เธอหลุบตามองต่ำ ยกยิ้มที่มุมปากก่อนจะตอบในใจพันธมิตรที่แข็งแกร่งอย่างนั้นเหรอ… ฉันก็หวังว่าจะเป็นแบบนั้นนะ ไหหม่าว่าแต่นายมีอะไรจะเตือนฉันอีกไหม?
ไม่มีอะไรนอกจากคำแนะนำ ไหหม่าตอบเสียงราบเรียบ แต่เต็มไปด้วยความรู้สึกเป็นมิตร
อย่าปล่อยโอกาสครั้งนี้หลุดลอยไป คุณมีทั้งครอบครัวของคุณและโม่ไห่ตงคอยสนับสนุน สิ่งที่ต้องทำต่อจากนี้คือวางแผนและเริ่มลงมือเพื่อสร้างอนาคตที่คุณต้องการ
หรูอวี้เซียงถอนหายใจเบา ๆ ขณะที่ดวงตาของเธอเหลือบไปทางโม่ไห่ตงที่กำลังพูดถึงแผนการปลูกพืชและสะสมทรัพยากรกับเธอ
“พี่ไห่ตง” เธอเอ่ยขึ้นขัดจังหวะ “พวกเราออกไปข้างนอกกันดีไหมคะ”
โม่ไห่ตงมองหน้าหรูอวี้เซียงด้วยความสงสัยเล็กน้อย “ออกไปข้างนอก? ทำไมล่ะเซียงเซียง?”
หรูอวี้เซียงทำเพียงยิ้มเล็กน้อยพร้อมตอบด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูเหมือนเป็นเรื่องปกติ
“ก็อากาศดีออกค่ะ ฉันอยากเดินเล่น พี่เองก็จะได้พักผ่อนด้วย”
โม่ไห่ตงเดินตามหรูอวี้เซียงออกจากบ้านไปด้วยความรู้สึกสงสัยแต่ก็ไม่ได้เอ่ยถามอะไร เพียงแต่ยิ้มบาง ๆ พร้อมมองเธอที่ดูราวกับตั้งใจจะเดินไปที่ไหนสักแห่ง
“พี่ไห่ตง” หรูอวี้เซียงพูดขึ้นขณะเดินนำ “เราไปเดินเล่นแถวสวนกันเถอะค่ะ ฉันจะพาพี่ชมสวน”
หรูอวี้เซียงพยายามเดินให้ไกลจากบ้านมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ในใจของเธอมีแต่ความกังวลว่า หากครอบครัวของโม่ไห่ตงหรือย่าของเธอเดินเข้ามาในบ้านแล้วเห็นทั้งสองคนอยู่ด้วยกันเพียงลำพังพวกเขาอาจจะคิดเลยเถิดไปไกลกว่าเดิม
“เซียงเซียง” โม่ไห่ตงเรียกเธอเสียงเบาเมื่อเห็นว่าเธอดูเหมือนกำลังคิดอะไรบางอย่าง
“เธอดูเหมือนไม่สบายใจ มีอะไรหรือเปล่า?”
หรูอวี้เซียงหยุดเดินเล็กน้อยก่อนจะหันมายิ้มให้เขา “ไม่มีอะไรหรอกค่ะ แค่คิดว่าถ้าฉันอยู่ในบ้านกับพี่นานเกินไปคนอื่นจะคิดมาก ฉันก็เลยชวนพี่ออกมาข้างนอก”
คำพูดของเธอทำให้โม่ไห่ตงหลุดหัวเราะออกมา “นี่เธอกลัวพวกเขาจะเข้าใจผิดเหรอ?”
หรูอวี้เซียงเบือนหน้าหนีเล็กน้อย “ก็ใช่นะสิคะ ฉันยังไม่ได้ตกลงอะไรเลย ถ้าพวกเขาคิดไปไกลฉันจะอธิบายยังไงดีล่ะ”
โม่ไห่ตงมองเธอด้วยสายตาอ่อนโยนก่อนจะพูดขึ้น “เธอไม่ต้องกังวลเรื่องนั้นหรอก พี่ไม่ได้รีบร้อน และพี่ก็พร้อมจะรอจนกว่าเธอจะมั่นใจ”
“พี่พูดแบบนั้นได้ก็เพราะพี่ไม่ได้อยู่ในสถานการณ์ของฉัน” หรูอวี้เซียงพูดพลางถอนหายใจ “ถ้าพี่เป็นผู้หญิงเหมือนฉัน พี่คงเข้าใจว่ามันลำบากใจแค่ไหน”
โม่ไห่ตงหัวเราะเบา ๆ “ก็จริงของเธอ เอาอย่างนี้พี่จะอยู่ข้าง ๆ เธอโดยไม่เร่งรัดอะไรทั้งนั้น”
หรูอวี้เซียงยิ้มออกมาเล็กน้อย ความจริงใจของโม่ไห่ตงทำให้เธอรู้สึกสบายใจขึ้นมาก
“ขอบคุณนะคะพี่ไห่ตง”
ทั้งสองคนเดินไปเรื่อย ๆ โดยที่ไม่รู้เลยว่าในขณะเดียวกัน ด้านในบ้านครอบครัวของโม่ไห่ตงกำลังนั่งพูดคุยอย่างจริงจังกับฮัวอวี้หลินเกี่ยวกับอนาคตของพวกเขาทั้งสองคน
ในขณะที่หรูอวี้เซียงกับโม่ไห่ตงเดินทอดน่องไปตามทางเดินริมสวน เสียงนกที่ร้องประสานกันในยามเช้าทำให้บรรยากาศรอบตัวดูสงบขึ้น
หรูอวี้เซียงแอบมองโม่ไห่ตงที่เดินอยู่ข้าง ๆ เขาดูผ่อนคลายแต่เธอรู้ว่าภายในใจของเขายังมีความกังวลบางอย่าง
“พี่ไห่ตง” เธอเรียกชื่อเขาด้วยน้ำเสียงค่อนข้างเบา
“หืม?” โม่ไห่ตงหันมามองเธอด้วยดวงตาอันเต็มไปด้วยความอบอุ่นที่ทำให้เธอรู้สึกปลอดภัย
“พี่รู้ไหมว่า ในชาติก่อนฉันเคยคิดว่าชีวิตของฉันไม่มีทางไปต่อได้แล้ว แต่การที่ได้เจอพี่ทำให้ฉันมีความหวังขึ้นมาอีกครั้ง” เธอพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง
ใบหน้าของโม่ไห่ตงเผยรอยยิ้มออกมา “พี่เองก็เหมือนกัน เซียงเซียง การได้เจอเธอในวันนั้นทำให้พี่รู้สึกว่าชีวิตของพี่มีความหมายขึ้นมาก”
หรูอวี้เซียงยิ้มตอบแต่ในใจของเธอมีคำถามที่ยังไม่ได้พูดออกมา เธอไม่อยากให้บรรยากาศในตอนนี้ถูกทำลายด้วยความกังวล
“ว่าแต่พี่มีแผนอะไรต่อจากนี้คะ?” เธอเปลี่ยนเรื่องเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ
โม่ไห่ตงถอนหายใจเล็กน้อยก่อนจะพูดตามที่ใจคิด “พี่คิดว่าจะเริ่มทำเกษตรจากที่ดินที่พี่ซื้อจากย่าของเธอ และใช้ทรัพยากรที่เราสร้างขึ้นมาเป็นทุนสำหรับปลดล็อกฟังก์ชันในเกมของพี่เพื่อเตรียมตัวรับมือกับสิ่งที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต เริ่มจากเอาวัสดุที่สามารถทนต่อสภาพอากาศและการโจมตีของซอมบี้ออกมาสร้างบ้านรวมถึงล้อมรั้ว”
หรูอวี้เซียงพยักหน้าลงอย่างเห็นพ้อง “ฟังดูเป็นแผนที่ดีนะคะ เพราะถ้าพี่สามารถสร้างบ้านที่ทนต่อสภาพอากาศและการโจมตีได้ มันจะกลายเป็นสถานที่ที่ปลอดภัยสำหรับพวกเราทุกคน”
“ใช่ พี่ตั้งใจแบบนั้น” โม่ไห่ตงพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“แต่ไม่ใช่แค่บ้าน พี่จะสร้างระบบป้องกันที่ดีที่สุด รอบ ๆ บ้านจะมีรั้วที่สามารถป้องกันไม่ให้ซอมบี้และสัตว์กลายพันธุ์เข้ามาได้ พร้อมทั้งติดตั้งอาวุธเสริมเพื่อป้องกันอีกชั้นแต่สิ่งนี้พี่คิดว่าคงจะต้องรอให้ถึงวันนั้นก่อนไม่อย่างนั้นคงไม่มีใครให้เราทำ”
สีหน้าของหรูอวี้เซียงเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมเนื่องจากคงไม่มีใครเชื่อหากบอกว่าวันสิ้นโลกจะมาถึงในอีกไม่นาน ทว่าเธอกลับไม่ได้พูดออกมาเพราะคิดว่าชายหนุ่มเองก็รู้คำตอบดีอยู่แล้ว
หล่อนจึงได้เปลี่ยนเรื่อง “เหมือนพี่กำลังพูดถึงฐานทัพในเกมเลยใช่ไหมคะ” หรูอวี้เซียงพูดเสียงกลั้วหัวเราะแต่ในน้ำเสียงยังคงแฝงไปด้วยความประทับใจ
“มันคือสิ่งเดียวกัน” โม่ไห่ตงไม่ปฏิเสธ “เกมที่พี่พัฒนามันไม่ใช่แค่เกม แต่มันเป็นคู่มือเอาตัวรอดในโลกที่เราเคยเจอ… โลกที่เราไม่อยากให้มันเกิดขึ้นอีก”
หรูอวี้เซียงนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะพูดขึ้น “ฉันจะช่วยพี่ในทุกวิถีทางค่ะ ฉันเองก็มีมิติที่สามารถช่วยสะสมทรัพยากรได้ เราจะร่วมมือกันเพื่อสร้างที่ปลอดภัยสำหรับทุกคนและครอบครัว เราสองคนจะร่วมกันปกป้องพวกเขาค่ะ”
โม่ไห่ตงมองหรูอวี้เซียงด้วยแววตาอ่อนโยนและเต็มไปด้วยความชื่นชม
“ขอบคุณนะ เซียงเซียง… พี่ดีใจที่เธอคิดแบบนี้ เราสองคนจะร่วมมือกันเพื่อสร้างอนาคตที่ดีกว่า ทั้งสำหรับเราและครอบครัว”
แม้ว่าหรูอวี้เซียงจะยิ้มออกมาแต่ในใจกลับรู้สึกหนักอึ้งเล็กน้อย ความทรงจำในชาติก่อนยังคงตามหลอกหลอนเธอ…
ภาพของคนในหมู่บ้านที่เธอรักต้องล้มตายไปทีละคนจากหน้าจอก่อนที่เธอจะตายเนื่องจากมีบางคนหนีไม่ทันแม้ว่าที่นี่จะถูกใช้เป็นฐานทัพหลักก็ตาม
ความทรมานที่เธอเผชิญ ความเจ็บปวดที่ต้องเห็นโม่ไห่ตงเสี่ยงชีวิตเพื่อช่วยเหลือเธอ ทั้งหมดนั้นหล่อหลอมให้เธอตัดสินใจแน่วแน่ในชาตินี้
“พี่ไห่ตง…” หรูอวี้เซียงพูดขึ้นเสียงเบา “พี่รู้ใช่ไหมว่าในชาติก่อนพี่ทำให้ฉันรู้สึกว่าชีวิตยังมีความหวัง แต่มันก็เจ็บปวดมากเหมือนกันที่ต้องเห็นพี่เสี่ยงทุกอย่างเพื่อช่วยฉัน”
โม่ไห่ตงนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงมั่นคง “พี่รู้ว่าเธอเจ็บปวด แต่พี่ไม่เสียใจที่ได้ทำในสิ่งนั้น ถึงจะสายเกินไปสำหรับเราสองคนในตอนนั้น แต่ชาตินี้พี่ตั้งใจจะไม่ปล่อยให้มันจบแบบเดิมอีก”
คำพูดของเขาทำให้หรูอวี้เซียงยิ้มออกมาทั้งน้ำตาคลอหน่วย “เราจะทำมันด้วยกันค่ะ พี่ไห่ตง เราจะสร้างที่ปลอดภัย เราจะปกป้องครอบครัวของเรา… และเราจะไม่เสียใครไปอีก”
“ใช่” โม่ไห่ตงพยักหน้า “เราจะไม่ปล่อยให้ความผิดพลาดในอดีตมาขวางทางอนาคตอีกต่อไป”
ในขณะที่หรูอวี้เซียงและโม่ไห่ตงยืนมองหน้ากันด้วยสายตาเปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่น ภายใต้ร่มเงาของต้นไม้ไม่ไกลออกไป ครอบครัวของทั้งสองฝ่ายกำลังแอบมองอยู่ด้วยรอยยิ้มอันอบอุ่น
ปู่โม่เทียนหลงกระซิบเบา ๆ กับฮัวอวี้หลิน “ดูสิคุณฮัว หลานสาวของคุณกับหลานชายของผมเหมาะสมกันขนาดไหน”
ฮัวอวี้หลินเผยรอยยิ้มก่อนจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ แต่แฝงไปด้วยความเอ็นดู
“พวกเขาโตขึ้นมากจริง ๆ ฉันไม่เคยคิดเลยว่าวันหนึ่งเซียงเอ๋อร์จะมีคนที่พร้อมจะดูแลและปกป้องเธอได้ขนาดนี้”
โม่เข่อซิงที่ยืนอยู่ด้านหลังอดไม่ได้ที่จะยิ้มกว้าง “ปู่คะ ย่าคะ พี่ไห่ตงนี่เขาเหมือนคนที่เจอรักแท้เลยนะคะ ดูสิเขามองพี่เซียง เซียงเหมือนจะละลายแล้ว”
เฉินเจียวที่ได้ยินคำพูดของลูกสาวหัวเราะออกมาอย่างถูกใจ “ลูกพูดถูก แม่เองก็ไม่เคยเห็นพี่ชายของลูกเป็นแบบนี้มาก่อน”
โม่อี๋เจ๋อมองลูกชายและหรูอวี้เซียงด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ “ลูกชายผมก็ต้องเหมือนผมสิ หากทุ่มเทให้ใครก็จะมีแต่เธอคนนั้น”
ทุกคนต่างพากันหัวเราะให้กับคำพูดของพ่อโม่ ขณะที่เสียงหัวเราะคิกคักของโม่เข่อซิงดังขึ้นอีกครั้ง “แต่ว่า… ทำไมพี่ ไห่ตงถึงหน้าแดงขนาดนั้นล่ะคะ ฮ่า ๆ ๆ!”
ฮัวอวี้หลินหัวเราะตาม “เด็กคนนี้… เราอย่าไปแซวพวกเขาเลย ให้พวกเขาได้มีช่วงเวลาของตัวเองเถอะ”
ปู่โม่เทียนหลงพยักหน้าเห็นด้วย ก่อนจะกระซิบเบา ๆ “ใช่ ให้พวกเขามีโอกาสแสดงออกถึงความจริงใจต่อกันเถอะ”
เสียงพูดคุยเบา ๆ ของกลุ่มผู้ใหญ่ที่ซ่อนตัวอยู่ในเงามืดนั้นไม่ได้รบกวนหรูอวี้เซียงและโม่ไห่ตงเลยแม้แต่นิดเดียว เพราะทั้งสองยังคงยืนอยู่ด้วยกันพร้อมกับสายลมอ่อน ๆ พัดผ่าน เหมือนจะเป็นกำลังใจให้กับคู่หนุ่มสาวที่กำลังเริ่มต้นสร้างเส้นทางชีวิตใหม่ของพวกเขา