Share

ตอนที่5 เงินก้อนแรกของปลากริมมาแล้ว

            "ทำห่อหมกครับป้า เอาไว้ผมจะเอาไปขายนะครับ" สิงห์ตะโกนตอบกลับไป

            "เออ เอาสิ กลิ่นหอมแบบนี้น่าจะอร่อยทีเดียว เสร็จแล้วเอามาให้ป้าลองสักห่อนะ!" เสียงป้าชื่นตอบกลับมาอย่างอารมณ์ดี

            คำพูดนั้นทำให้สิงห์ใจชื้นขึ้นมาอีกเป็นกอง เขามองลูกสาวตัวน้อยที่ยืนยิ้มแป้นอยู่ข้างเตาถ่านราวกับว่าห่อหมกเป็นสมบัติล้ำค่า ไม่นานนักห่อหมกทั้งหมดก็สุกได้ที่พอดี

            ปลากริมใช้ผ้าขี้ริ้วเก่า ๆ จับฝาซึ้งที่ร้อนระอุออกอย่างระมัดระวัง ไอความร้อนที่หอมกรุ่นพวยพุ่งขึ้นมาปะทะใบหน้า เนื้อห่อหมกในกระทงใบตองดูนุ่มฟู หัวกะทิที่หยอดไว้แตกมันสวยงามน่ากินเป็นที่สุด

            สมองของเชฟสาวในร่างเด็กเริ่มทำงานถึงราคาขาย (ปลาช่อนตัวใหญ่มาก ได้เนื้อปลาเยอะ เราทำออกมาได้ทั้งหมด 15 กระทงพอดี...ตั้งราคาขายห่อละ 50 สตางค์ก็แล้วกัน เพราะเราใส่เนื้อปลาเยอะไม่ได้มีแต่แป้งกับผักเหมือนเจ้าอื่น)

            เธอคิดในใจอย่างรวดเร็ว ก่อนจะเงยหน้าขึ้นไปพูดกับพ่อ

            "พ่อจ๋า เราเก็บไว้กินกันสี่กระทงนะจ๊ะ คนละกระทงเลย ส่วนที่เหลืออีกสิบเอ็ดกระทง เราเอาไปขายกัน"

            สิงห์พยักหน้ารับคำอย่างว่าง่าย เขารู้สึกเหมือนตัวเองกลายเป็นลูกมือของลูกสาวไปแล้ว แต่ก็เป็นความรู้สึกที่ดีอย่างน่าประหลาด

            ก่อนจะรับฟังลูกสาวต่อ "พ่อจ๋า เอาห่อหมกกระทงนี้ไปให้ป้าชื่นก่อนเลยจ้ะ กระทงแรกของร้านเราเลยนะ เป็นการประเดิมเอาฤกษ์เอาชัย" ปลากริมบรรจงเลือกห่อหมกที่ดูสวยที่สุดส่งให้พ่อด้วยรอยยิ้มกว้าง

            สิงห์รับกระทงห่อหมกที่ยังร้อนกรุ่นมาถือไว้ในมือ ความรู้สึกภาคภูมิใจแล่นปราดเข้ามาในหัวใจ ไม่นานชายหนุ่มที่เดินหายไปยังร้านป้าชื่นก็เดินนำเงินเหรียญห้าสิบสตางค์แรกที่ได้จากการขายกลับมาให้ลูกสาว ดวงตาของสองพ่อลูกสบกันอย่างมีความหมาย...นี่คือรายได้แรกจากหยาดเหงื่อแรงกายของพวกเขา

            หลังจากจัดการเรื่องธุรกิจเล็ก ๆ เรียบร้อยแล้ว ปลากริมก็หันมาจัดการเรื่องปากท้องของคนในครอบครัว เธอเหลือบไปเห็นไข่ไก่ที่แม่ตั้งใจจะต้มให้เธอกับน้องแบ่งกันยังคงวางอยู่ในตะกร้า

            จากนั้นเด็กหญิงก็เดินไปที่เตาถ่านที่ยังร้อนอยู่ จัดการต้มไข่ที่เหลืออยู่หนึ่งฟองนั้นจนสุก พอไข่เย็นลงเธอก็จัดการปอกเปลือกอย่างบรรจงแล้วยื่นส่งให้น้องชายที่นั่งรอตาแป๋วอยู่

            "ปั้นขลิบกินนะ พี่กินห่อหมก" เธอพูดพลางลูบหัวน้องชายอย่างเอ็นดู

            ปั้นขลิบรับไข่ต้มมาถือไว้ในมือเล็กแล้วฉีกยิ้มกว้างอย่างดีใจ เหตุการณ์ทุกอย่างครอบครัวผ่านไปจนกระทั่งฟ้าเริ่มมืด  เย็นวันนั้น...บนแคร่ไม้ไผ่เก่าหน้าบ้านมีสำรับกับข้าวง่าย ๆ ที่ดูพิเศษกว่าทุกวัน ข้าวสวยร้อน ๆ กับห่อหมกปลาช่อนฝีมือเชฟปลากริมวางอยู่ตรงหน้าทุกคนในครอบครัว

            มันไม่ใช่แค่อาหารมื้อค่ำ...แต่มันคือรสชาติของความหวังและจุดเริ่มต้นใหม่ของครอบครัว ค่ายมวยสิงหราชที่กำลังจะกลับมาผงาดอีกครั้ง

            ซึ่งหลังจากบัวกลับมาจากขายขนมที่ยังเหลืออยู่นิดหน่อยก็ได้แต่มองกับข้าวอย่างประหลาดใจ กระนั้นเธอก็คิดว่าควรให้ทุกคนกินให้อิ่มก่อนค่อยถาม

            เมื่อมื้ออาหารแห่งความหวังผ่านพ้นไป บัวที่เก็บสำรับเรียบร้อยแล้วจึงเดินมานั่งเคียงข้างลูกสาวตัวน้อย

            "ปลากริม...ลูกไปเรียนทำห่อหมกเก่งอย่างนี้มาจากไหนกันจ๊ะ แม่ไม่เคยรู้เลยว่าลูกทำกับข้าวเป็นด้วย" เธอถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

            ซึ่งสิงห์ที่นั่งอยู่ด้วยก็รู้สึกประหลาดใจในคำถามของเมียรัก (ไม่ใช่ว่าปลากริมบอกว่าแม่เป็นคนสอนหรอกหรือ) เขาคิดก่อนจะนั่งฟังอย่างเงียบ ๆ ข้างลูกชายที่กำลังนั่งมองคนในครอบครัวตาแป๋วสลับกันไปมา

            ปลากริมนิ่งไปอึดใจหนึ่ง เธอรู้ว่าคำถามนี้ต้องมาถึงและเธอก็ได้เตรียมคำตอบที่น่าจะสมเหตุสมผลที่สุดสำหรับคนในยุคนี้ไว้ในใจแล้ว เด็กหญิงสูดหายใจเข้าปอดลึกก่อนจะเล่าด้วยน้ำเสียงใส ๆ แต่จริงจังที่ทำให้คนเป็นพ่อแม่ยกมือทาบอกด้วยความคาดไม่ถึงระคนตกใจ

            "คืออย่างนี้จ้ะ พ่อจ๋า แม่จ๋า ตอนที่หนูสลบไปหลังจากตกน้ำ...มีคุณยายใจดีคนหนึ่ง ท่านใส่ชุดสวยมากเหมือนคนสมัยก่อนเลย ท่านจูงมือหนูพาไปเที่ยวในที่ที่สวยเหลือเกิน และที่แห่งนั้นก็มีแต่ดอกไม้กับขนมหลากหลายแบบเต็มไปหมดเลยจ้ะ จากนั้นท่านก็ถ่ายทอดเรื่องการทำของหวานของคาวให้กับหนู ท่านสอนทุกอย่างเลยนะจ๊ะ...อีกทั้งยังกำชับหนูอีกว่าให้เอาความรู้เหล่านี้มาช่วยครอบครัวของเราให้ได้"

            สิ้นคำพูดของปลากริมทั้งสิงห์และบัวต่างหันมาสบตากันด้วยความตกตะลึง แววตาเต็มไปด้วยความเหลือเชื่อระคนขนลุกซู่

            "คุณ...คุณยายคนนั้น...ท่านชื่ออะไรลูก ท่านบอกไหม" คนเป็นแม่ถามเสียงสั่นน้ำตาจวนเจียนจะหยด หัวใจของหล่อนเต้นแรง

            ปลากริมแสร้งทำท่านึกอยู่ครู่หนึ่ง "ท่านไม่ได้บอกชื่อจ้ะแต่ท่านใจดีมาก ๆ เลย"

            น้ำตาของแม่บัวเริ่มไหลรินออกมา "ต้องใช่แน่ ๆ...ต้องเป็นคุณยายกระถินของลูกแน่ ๆ...ท่านคงเป็นห่วงพวกเรา" เธอพึมพำกับตัวเอง

            "ท่านเป็นแม่ของแม่เองลูก...ท่านจากแม่ไปตั้งแต่แม่ยังอายุแค่สิบห้า..."

            ธารามลในร่างปลากริมได้แต่พยักหน้าเออออไปตามน้ำ เพราะในนิยายไม่ได้กล่าวถึงเรื่องนี้เลยแม้แต่น้อย แต่นี่กลับกลายเป็นข้ออ้างชั้นดีที่ทำให้ความสามารถเกินวัยของเธอดูมีที่มาที่ไปอย่างน่าอัศจรรย์

            หลังจากบรรยากาศซาบซึ้งระคนลี้ลับผ่านไป ปลากริมก็เปลี่ยนเรื่องเพื่อไม่ให้แม่จมอยู่กับความเศร้านาน

            "พ่อจ๋า แม่จ๋า เรามานับเงินกันเถอะจ้ะ!"

            เด็กหญิงเทเหรียญทั้งหมดที่ได้จากการขายห่อหมกสิบเอ็ดกระทงลงบนแคร่ไม้ มีทั้งเหรียญบาท เหรียญสลึง และเหรียญห้าสิบสตางค์ผสมปนเป เธอนับรวมกันได้ห้าบาทห้าสิบสตางค์

            บัวมองกองเงินเล็ก ๆ นั้นแล้วน้ำตาก็พาลจะไหลออกมาอีกรอบ แต่ครั้งนี้เป็นน้ำตาแห่งความตื้นตันใจ

            "เงินนี่...มันมากกว่าค่าแรงที่แม่เดินหาบขนมขายทั้งวันเสียอีกนะลูก"

            ปลากริมยิ้มกว้าง เธอรวบกองเงินนั้นไว้ในอุ้งมือเล็กแล้วยื่นให้แม่ "ถ้าอย่างนั้นเงินจำนวนนี้เราเอามาเป็นทุนก้อนแรกในการทำขนมหวานของเราขายกันเองดีไหมจ๊ะแม่ เราไม่ต้องไปรับของใครมาขายแล้ว!"

            ความคิดของเด็กหญิงทำให้สองสามีภรรยามองหน้ากันอีกครั้ง ก่อนจะพยักหน้าเห็นด้วยกับลูกสาวอย่างไม่มีข้อโต้แย้ง

            "แล้ว...เราจะทำขนมอะไรขายกันดีล่ะลูก" สิงห์ถามขึ้น

            ปลากริมชี้ไปยังเครือกล้วยน้ำว้าที่พ่อเพิ่งตัดมาจากดงกล้วยข้างบ้าน ซึ่งเป็นผลงานของแม่นางตานีที่เนรมิตให้เธอตามที่ผีสาวกล่าว

            "เราจะทำกล้วยบวชชีกันจ้ะพ่อ! แต่...กล้วยบวชชีของปลากริมจะธรรมดาได้ยังไง!" เด็กหญิงพูดพลางยิ้มอย่างมีเลศนัย ธารามลคนนี้จะใช้พิมพ์กดให้กล้วยเป็นรูปดอกไม้สวย ๆ เลยคอยดู! เธอคิดก่อนจะพูดออกมาอย่างมั่นใจ

            "หนูจะทำกล้วยให้เป็นรูปดอกไม้จ้ะ รับรองไม่มีใครเหมือนและไม่เหมือนใครอย่างแน่นอน" ความคิดสร้างสรรค์ที่ดูเรียบง่ายแต่ไม่เคยมีใครทำมาก่อนในยุคนี้ทำให้พ่อกับแม่ได้แต่นึกทึ่งในตัวของลูกสาว

            ดูเหมือนว่าคุณยายกระถินในความฝันคงจะมอบของขวัญล้ำค่าที่สุดมาให้ครอบครัวของพวกตนเพื่อที่จะได้พ้นจากความยากลำบาก

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • ฉันนี่แหละนักเลงขนมหวาน "ฟันน้ำนม" แห่งพระนครยุค 2500   ตอนที่10 เจ้าแม่ต้มแซ่บก็มา

    เมื่อคนทั้งคู่กลับถึงบ้านในตอนบ่ายแก่ ๆ ของวันนั้น สิงห์กับปั้นขลิบที่ทำความสะอาดบ้านจนเอี่ยมอ่องเช่นเดียวกับเมื่อวานก็รีบออกมาต้อนรับทันที "เป็นยังไงบ้างบัว ขายหมดไหม?" สิงห์ถามด้วยความตื่นเต้น บัวไม่ได้ตอบเป็นคำพูด แต่ค่อย ๆ เทเงินทั้งหมดจากย่ามผ้าลงบนแคร่ไม้ไผ่...ไม่ใช่แค่เหรียญสลึงหรือเหรียญบาทเหมือนเมื่อวาน แต่คราวนี้ได้มีธนบัตรใบละยี่สิบบาทที่ยับยู่ยี่ปะปนอยู่ด้วย ทั้งครอบครัวนั่งล้อมวงมองเงินกองนั้นแล้วช่วยกันนับ...ห้าสิบ...หกสิบ...แปดสิบ...เก้าสิบ... "หนึ่งร้อย...หนึ่งร้อยสามบาทกับอีกห้าสิบสตางค์!" สิงห์พูดสรุปด้วยเสียงเบาหวิวพลางจ้องเงินตรงหน้านิ่งราวกับไม่เชื่อสายตาตัวเอง&nbs

  • ฉันนี่แหละนักเลงขนมหวาน "ฟันน้ำนม" แห่งพระนครยุค 2500   ตอนที่6 พันธมิตรของปลากริม

    เช้าวันรุ่งขึ้น บรรยากาศในบ้านไม้หลังเก่าของค่ายมวยสิงหราชดูเปลี่ยนไป ความเงียบเหงาและท้อแท้ที่เคยปกคลุมจางหายไปจนเกือบหมดสิ้น เหลือไว้เพียงความกระตือรือร้นและความหวังที่ส่องประกายอยู่ในแววตาของทุกคนในครอบครัว เงินจำนวนห้าบาทห้าสิบสตางค์ที่ได้มาเมื่อวานอาจจะดูไม่มากสำหรับบางคน แต่สำหรับพวกเขาแล้ว มันคือสมบัติล้ำค่าและเป็นทุนก้อนแรกที่จะเปลี่ยนแปลงทุกสิ่ง หลังจากมื้อเช้าแสนง่ายที่อิ่มหนำกว่าทุกวันด้วยห่อหมกที่เหลือจากเมื่อวานกับปลาทอดฝีมือแม่ เชฟปลากริมก็เรียกประชุมครอบครัวทันทีถึงเรื่องการทำขนมจากที่เมื่อวานเด็กหญิงได้พูดไว้กำลังจะเริ่มต้นขึ้น "แม่จ๋า พ่อจ๋า...ตอนที่คุณยายกระถินมาหาหนูในฝัน ท่านบอกว่าท่านจะให้ของวิเศษหนูมาช่วยทำขนมให้ครอบครัวเราด้วยนะจ๊ะ"&n

  • ฉันนี่แหละนักเลงขนมหวาน "ฟันน้ำนม" แห่งพระนครยุค 2500   ตอนที่8 ขายดิบขายดี

    หลังจากขนมของปลากริมผ่านการคิวซีจากแม่นางกวักเรียบร้อย เมื่อพ่อกับลูกสาวกลับถึงบ้านปลากริมก็ออกมาขายขนมกับแม่ โดยที่พ่อกับปั้นขลิบรับหน้าที่ทำความสะอาดบ้าน สิงห์มองตามหลังภรรยาและลูกสาวคนโตที่หาบขนมเดินออกจากบ้านไปด้วยแววตาที่เปลี่ยนไป...ไม่มีอีกแล้วความท้อแท้สิ้นหวัง มีแต่กำลังใจที่อยากจะทำบ้านให้น่าอยู่เพื่อรอรับการกลับมาของ "ทัพหน้า" ของครอบครัว "เอาละปั้นขลิบ! มาช่วยพ่อขัดพื้นกัน!" เสียงทุ้มตะโกนบอกลูกชายตัวน้อยอย่างกระตือรือร้น เด็กชายพยักหน้าก่อนจะนำผ้ามาทำตามพ่ออย่างเก้ ๆ กัง ๆ ซึ่งสิงห์มองว่ามันช่างน่ารัก น่าเอ็นดู ทางด้านสองแม่ลูกคนเป็นแม่ได้เดินตรงไปยังตลาดใหญ่ใจกลางชุมชน ซึ่งเป็นที่เดียวกับที่ปลากริมกับพ่อเพิ่งมาสักครู่นี่เอง "เราจะขายกันตรงนี้แหละจ้ะแม่" ปลากริมบอกพลางชี้ไปยังลานว่างเล็ก ๆ ใกล้กับศาลแม่นางกวักพอด

  • ฉันนี่แหละนักเลงขนมหวาน "ฟันน้ำนม" แห่งพระนครยุค 2500   ตอนที่9 คัพเค้ก

    เช้าวันรุ่งขึ้น หลังจากการประชุมครอบครัวฉบับจิ๋วเมื่อวานเรียบร้อย เชฟใหญ่ปลากริมก็เริ่มต้นปฏิบัติการทันที แผนการของเธอคือการใช้ กล้วยที่เป็นทรัพยากรหลักที่ได้มาฟรี ๆ ให้เกิดประโยชน์สูงสุดอีกวันหนึ่ง และในวันนี้เธอตั้งใจจะสร้างสรรค์เมนูใหม่เพื่อดึงดูดลูกค้าให้เข้าถึงได้ทุกกลุ่ม "เอาละ...แผนขนมหวานของเราวันนี้นะจ๊ะ" ปลากริมประกาศเสียงใส ขณะที่ทุกคนในครอบครัวล้อมวงกันอยู่หน้าเครือกล้วยน้ำว้าขนาดใหญ่ซึ่งปั้นขลิบก็ได้แต่ทำตาปริบ ๆ พลางกินกล้วยสุกในมือเคี้ยวจนแก้มตุ่ย "อย่างแรกเลย...เราจะทำกล้วยบวชชี เนื่องจากเมื่อวานนี้ลูกค้าบ่นว่ามีน้อยเกินไป แต่วันนี้หนูจะทำให้มันแตกต่างจากเมื่อวานเล็กน้อยจ้ะ" การเริ่มต้นของเธอทำให้พ่อกับแม่รู้สึกสนใจเป็นอย่างมาก "นอกจากที่เราจะใช้พิมพ์วิเศษของคุณยายกดเป็นรูปดอกไม้สวย ๆ แล้ว เคล็ดลับที่จ

  • ฉันนี่แหละนักเลงขนมหวาน "ฟันน้ำนม" แห่งพระนครยุค 2500   ตอนที่7 ลูกค้า VIP นามแม่นางกวัก

    ลมหมุนนั้นพัดจากหลังบ้านของปลากริมผ่านตรอกซอกซอยมุ่งหน้าไปยังตลาดใหญ่ใจกลางชุมชนที่ซึ่งมีศาลไม้มงคลหลังเล็ก ๆ ทาสีแดงสดตั้งอยู่อย่างโดดเด่น...ศาลของ "แม่นางกวัก" เทพแห่งการค้าขายที่พ่อค้าแม่ค้าในตลาดนับถือกันเป็นอย่างมาก เมื่อมาถึงหน้าศาลลมหมุนนั้นก็คืนร่างเป็นแม่นางตานีผู้งดงาม นางมองเข้าไปในศาลที่บัดนี้มีร่างทิพย์ของสตรีในชุดไทยสไบเฉียงสีแดงสดนั่งพับเพียบในท่ากวักมือเรียกทรัพย์อันเป็นเอกลักษณ์ "พี่นางกวักจ๋า...น้องมีเรื่องมาขอให้พี่ช่วยจ้ะ" แม่นางตานีเอ่ยทักทายสหายเก่าเสียงหวาน แม่นางกวักลืมตาขึ้น แววตาของนางดูเฉียบคมและเปี่ยมด้วยบารมี ต่างจากแววตาอ่อนโยนของแม่นางตานี "ว่ามาสิน้องตานี มีเรื่องอันใดรึถึงมาหาพี่ถึงที่นี่" แม่นางตานีจึงเล่าเรื่องของเด็ก

  • ฉันนี่แหละนักเลงขนมหวาน "ฟันน้ำนม" แห่งพระนครยุค 2500   ตอนที่5 เงินก้อนแรกของปลากริมมาแล้ว

    "ทำห่อหมกครับป้า เอาไว้ผมจะเอาไปขายนะครับ" สิงห์ตะโกนตอบกลับไป "เออ เอาสิ กลิ่นหอมแบบนี้น่าจะอร่อยทีเดียว เสร็จแล้วเอามาให้ป้าลองสักห่อนะ!" เสียงป้าชื่นตอบกลับมาอย่างอารมณ์ดี คำพูดนั้นทำให้สิงห์ใจชื้นขึ้นมาอีกเป็นกอง เขามองลูกสาวตัวน้อยที่ยืนยิ้มแป้นอยู่ข้างเตาถ่านราวกับว่าห่อหมกเป็นสมบัติล้ำค่า ไม่นานนักห่อหมกทั้งหมดก็สุกได้ที่พอดี ปลากริมใช้ผ้าขี้ริ้วเก่า ๆ จับฝาซึ้งที่ร้อนระอุออกอย่างระมัดระวัง ไอความร้อนที่หอมกรุ่นพวยพุ่งขึ้นมาปะทะใบหน้า เนื้อห่อหมกในกระทงใบตองดูนุ่มฟู หัวกะทิที่หยอดไว้แตกมันสวยงามน่ากินเป็นที่สุด สมองของเชฟสาวในร่างเด็กเริ่มทำงานถึงราคาขาย (ปลาช่อนตัวใหญ่มาก ได้เนื้อปลาเยอะ เราทำออกมาได้ทั้งหมด 15 กระทงพอดี...ตั้งราค

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status