ยังไม่ทันที่ปลากริมจะได้ตอบตกลงหรือปฏิเสธข้อเสนอของสหายต่างภพ เสียงฝีเท้าหนัก ๆ ที่คุ้นเคยก็ดังขึ้นจากทางตัวบ้าน ทำให้บทสนทนาในความคิดของเธอต้องหยุดชะงักลง
พ่อเจ้ามาแล้ว...ข้าไปก่อนนะ แล้วค่อยคุยกันใหม่
เสียงของแม่นางตานีทิ้งท้ายไว้เพียงเท่านั้น ก่อนที่ร่างโปร่งแสงในชุดสีเขียวตองจะค่อย ๆ จางหายไปกับสายลมและ ร่มเงาของดงกล้วยอย่างรวดเร็ว ทิ้งให้ปลากริมยืนอยู่ตามลำพัง
"ปลากริม...ลูกเป็นยังไงบ้าง" เสียงทุ้มต่ำที่แฝงความเหนื่อยล้าแต่ก็เต็มไปด้วยความเป็นห่วงของพ่อดังขึ้น ร่างสูงใหญ่ของเขาเดินตรงมาหาเด็กหญิงโดยมือใหญ่อีกข้างจับจูงลูกชายตัวน้อยมาด้วยกัน
"แม่เขาเล่าให้พ่อฟังหมดแล้ว...ว่าลูกเห็นอะไรแปลก ๆ จริงหรือ" สิงห์ทรุดตัวลงนั่งยองให้สายตาอยู่ในระดับเดียวกับลูกสาวคนโต มือที่หยาบกร้านจากการฝึกมวยเอื้อมมาลูบหัวเธออย่างแผ่วเบา
ปลากริมใจหายวาบ เธอจะบอกพ่อยังไงดีว่าเมื่อสักครู่ เธอเพิ่งจะเจรจาทางธุรกิจแลกเปลี่ยนกล้วยกับใบตองกับผีนางตานีอยู่! จะมีคนที่ไหนเขาทำกัน!
"เอ่อ...คือ...หนู...หนูเห็นแมวจ้ะพ่อ" น้ำเสียงอ้อมแอ้มของปลากริมดังขึ้นพร้อมกับชี้มือไปทางดงกล้วย "มันตัวใหญ่มาก แต่ตอนนี้มันวิ่งหายไปแล้วหนูก็เลยตกใจกลัว ส่วนหนึ่งอาจจะเพราะหิวด้วยมั้งจ๊ะ ก็เลยทำให้ตาฝาด"
สิงห์หรี่ตามองไปยังทิศที่ลูกสาวชี้ เขาไม่เห็นอะไรนอกจากกอกล้วยที่ขึ้นรกชัฏและเงาไม้ที่เริ่มทอดยาวในยามเย็น เขารู้ว่าลูกสาวอาจจะไม่ได้พูดความจริงทั้งหมด แต่เมื่อเห็นแววตาของเธอที่สบมา ชายหนุ่มก็ไม่อยากจะคาดคั้นให้ลูกกลัวไปมากกว่านี้
"งั้นรึ...ช่างมันเถอะ" เขาถอนหายใจออกมาเล็กน้อย พลางพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
"ปะ...เราเข้าไปรอแม่ในบ้านกันดีกว่า ตอนนี้แม่เขาหาบขนมออกไปเดินเร่ขายตามบ้านคนแล้ว กว่าจะกลับก็คงค่ำ หากลูกหิวพ่อจะรีบทำปลาจากนั้นพ่อจะทอดให้กิน"
สิงห์พูดพลางยื่นมือข้างหนึ่งมาจูงปลากริม ส่วนแขนอีกข้างก็ช้อนร่างเล็ก ๆ ของปั้นขลิบขึ้นอุ้มไว้แนบอก
ปลากริมยอมให้พ่อจูงมือเดินกลับเข้าบ้านแต่โดยดี ดวงใจดวงน้อยของเธอยังคงเต้นไม่เป็นส่ำ ก่อนจะเหลียวกลับไปมองดงกล้วยที่ตอนนี้ดูเงียบสงบอย่างน่าประหลาด
วันนี้ทั้งวันเกิดเรื่องราวเหลือเชื่อขึ้นกับเธอมากมายเหลือเกิน...ทั้งตกเครื่องบิน ทั้งจมน้ำ ทั้งทะลุมิติ และยังค้นพบมิติส่วนตัว แต่สถานการณ์ล่าสุดนี่สิ ช่างน่าพรั่นพรึงมากกว่าทุกเรื่อง นั่นก็คือการผูกมิตรกับผีนางตานีช่างจ้อนั่นเอง
ดูท่าว่าชีวิตใหม่ในฐานะตัวร้ายในนิยายของเธอจะต้องพัวพันกับเรื่องลี้ลับน่าปวดหัว...แต่ก็น่าตื่นเต้นไปพร้อม ๆ กันเสียแล้ว
"นั่งรอกันอยู่ตรงนี้นะลูก เดี๋ยวพ่อไปทำปลาก่อน จากนั้นจะทอดให้กิน"
คำพูดของพ่อดึงสติของปลากริมให้กลับมาอยู่กับปัจจุบัน ท้องของเธอเริ่มส่งเสียงประท้วง ความหิวโหยหลังจากเผชิญเรื่องราวมาทั้งวันเป็นเรื่องจริงที่ไม่อาจปฏิเสธได้
แต่ทว่า...ในสมองของเชฟสาวธารามลกลับประมวลผลอย่างรวดเร็ว ปลาช่อนตัวเขื่องขนาดนี้ถ้าทอดกินกันในครอบครัวก็คงจะอิ่มอร่อยได้แค่มื้อเดียว แต่ถ้ามันจะสามารถต่อยอดไปเป็นอย่างอื่นได้ล่ะ?
แม้จะท้องร้องแต่เธอคิดว่าปลาที่พ่อหามา แทนที่จะเป็นอาหารมื้อแรกให้กับเธอและครอบครัว มันยังสามารถเป็นทุน แรกเริ่มในการหารายได้เข้าบ้านด้วยก็น่าจะดีไม่น้อย
ไวเท่าความคิด ดวงตากลมโตของปลากริมก็เป็นประกายขึ้นมาทันที
"พ่อจ๋า พวกเราทำห่อหมกปลาช่อนขายกันดีไหมจ๊ะ"
เสียงเล็กใสที่เอ่ยออกมาทำให้สิงห์ที่กำลังจะเดินเข้าครัวซึ่งอยู่ข้างบ้านต้องชะงักฝีเท้า เขาหันกลับมามองลูกสาวตัวน้อยด้วยความประหลาดใจ
"ห่อหมกเหรอลูก?" สิงห์แปลกใจในความคิดของลูก "แล้วใครจะทำล่ะ พ่อทำกับข้าวไม่เป็นหรอกนะ ได้แต่ ทอด ๆ ย่าง ๆ ง่าย ๆ เท่านั้นแหละ" เขาตอบตามจริงพลางเกาหัวอย่างรู้สึกกระดากอาย
ปลากริมฉีกยิ้มกว้างอย่างน่ารักน่าเอ็นดูจนเห็นเหงือกสีชมพู "หนูทำได้จ้ะพ่อ! หนูเคยเห็นแม่ทำ" เธอรีบเสนอตัวทันทีโดยแอบไขว้นิ้วไว้ด้านหลัง พลางคิดว่าควรจะหาข้ออ้างอะไรมาบอกความจริงพ่อกับแม่ดี เพราะเธอจะต้องสร้างฐานะให้ครอบครัวอย่างน้อยก็มีกินมีใช้ไม่อด
"หนูจำได้ว่าต้องทำยังไงจ้ะ มันไม่ยากเลยนะจ๊ะ เรามีปลาแล้ว เครื่องแกงกับกะทิเดี๋ยวหนูจะไปซื้อจากร้านป้าชื่น ส่วนใบยอก็ไปขอเก็บเอาหลังวัดได้นี่จ๊ะ ส่วนใบตองก็ตรงนั้นไงจ้ะพ่อ มีเป็นดงเลย"
เด็กหญิงตัวน้อยอธิบายฉอด ๆ อย่างคล่องแคล่ว จนคนเป็นพ่อได้แต่อ้าปากค้างมองลูกสาวราวกับเห็นเป็นครั้งแรก
ถึงแม้ในชาติก่อ เราจะถนัดของหวานมากกว่า แต่เรื่องของคาว...โดยเฉพาะอาหารไทยตำรับโบราณน่ะ เชฟอย่างธารามลก็ไม่เป็นสองรองใครหรอกนะ เธอคิดอย่างภาคภูมิใจ
สิงห์มองดวงตาที่มุ่งมั่นและเป็นประกายของลูกสาว เขายังคงสับสนว่าเหตุใดปลากริมที่เคยเอาแต่ใจและไม่เคยสนใจเรื่องการทำมาหากิน จู่ ๆ ถึงได้มีความคิดความอ่านเป็นผู้ใหญ่เกินวัยได้ขนาดนี้ หรือว่าการจมน้ำครั้งนี้จะทำให้ลูกสาวของเขาเปลี่ยนแปลงไปหรือว่าจะมีอะไรมากกว่านั้น
แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม...แววตาที่เต็มไปด้วยความหวังและความกระตือรือร้นของลูกสาวก็เหมือนแสงสว่างแม้จะยังน้อยนิด กระนั้นมันก็คือแสงที่ส่องเข้ามาในหัวใจอันมืดมนและท้อแท้ของเขา
"ถ้า...ถ้าลูกว่าอย่างนั้น...ก็ลองดูสักตั้งก็ได้" สิงห์ตอบเสียงเบา ด้วยไม่อยากทำลายความตั้งใจของลูกสาวตัวน้อย
นั่นคือคำอนุญาตแรก...และเป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิวัติครัวเล็ก ๆ หลังบ้านของปลากริมตัวร้ายที่ต่อไปก็จะร้ายและยังนักเลงด้วย แต่ว่าจะเป็นอย่างไรนั้นคงต้องดูกันต่อไป
เมื่อได้รับไฟเขียวจากผู้เป็นพ่อ เด็กหญิงก็ไม่รอช้า เธอกลับเข้าสู่โหมดเชฟธารามลในทันที ดวงตากลมโตที่เคยฉายแววตื่นตระหนกบัดนี้กลับเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นและสมาธิอันแน่วแน่
"พ่อจ๋า ขอเงินสักสองสามบาทได้ไหมจ๊ะ หนูจะไปร้านป้าชื่น"
สิงห์มองลูกสาวอย่างงุนงง แต่ก็ยอมล้วงเงินเหรียญจากกระเป๋ากางเกงส่งให้แต่โดยดี เขาเห็นปลากริมจูงมือน้องชายปั้นขลิบเดินดุ๊กดิ๊กออกจากบ้านไปด้วยความกระฉับกระเฉงอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน
ไม่นานนักสองพี่น้องก็กลับมาพร้อมกับห่อเครื่องพริกแกงและมะพร้าวขูดฝอย ในมือปลากริมยังมีใบยอที่ไปขอเก็บจากหลังวัดติดมาด้วย เธอบอกให้น้องชายไปนั่งรอเงียบ ๆ ก่อนจะเริ่มบัญชาการในครัวทันทีโดยมีพ่อเป็นลูกมือ
"พ่อจ๋า ช่วยขอดเกล็ดปลาแล้วก็แล่เอาแต่เนื้อให้หน่อยได้ไหมจ๊ะ แล่ชิ้นพอดีคำนะ"
สิงห์ผู้ไม่เคยทำอะไรในครัวนอกจากต้มน้ำและทอดไข่ได้แต่ทำตามที่ลูกสาวบอกอย่างงง ๆ เขาใช้มีดเล่มเก่าค่อย ๆ แล่เนื้อปลาช่อนตามคำสั่งของผู้กำกับตัวน้อยอย่างเก้ ๆ กัง ๆ
ส่วนปลากริมนั้นแม้จะอยู่ในร่างเล็กแต่ท่าทีกลับคล่องแคล่วเกินวัย เธอจัดการนำมะพร้าวมาคั้นกับน้ำอุ่น แยกหัวกะทิและหางกะทิอย่างชำนาญ
ก่อนจะนำเนื้อปลาที่พ่อแล่เสร็จแล้วลงไปขยำกับเครื่องพริกแกงจนเข้าเนื้อ ปรุงรสด้วยน้ำปลาและน้ำตาลปี๊บเล็กน้อยที่พอจะมีติดครัวอยู่ จากนั้นจึงค่อย ๆ เติมหัวกะทิลงไปคนให้เข้ากันจนข้นเหนียว
หืม...ขาดไข่ไก่ไปหน่อย แต่ไม่เป็นไร พอแก้ขัดได้ เธอคิดในใจพลางชิมรสชาติที่ปลายนิ้วแล้วพยักหน้ากับตัวเองอย่างพอใจ
ขั้นตอนต่อไปคือการเตรียมกระทง เธอเดินไปที่ดงกล้วยหลังบ้านที่แม่นางตานีสถิตอยู่ ก่อนจะยกมือไหว้แล้วกระซิบเสียงเบา
"พี่สาวจ๋า...หนูขอใบตองงาม ๆ หน่อยนะจ๊ะ"
จบคำของเด็กหญิง จากนั้นก็มีลมพัดมาแผ่วเบาทำให้ใบตองกล้วยใบใหญ่ที่ดูสมบูรณ์ที่สุดสั่นไหวเป็นคำตอบ ปลากริมฉีกยิ้มก่อนจะลงมือเลือกตัดใบตองอย่างรู้งาน
เมื่อกลับมาถึงครัว เธอก็ฉีกใบตองเป็นแผ่นทำความสะอาดอย่างชำนาญ ก่อนจะนำมาทำกระทงซึ่งเธอรู้สึกประหลาดใจที่ใบตองไม่แตกเลยแม้แต่น้อย กระนั้นเด็กหญิงก็ปล่อยผ่าน ยกให้เป็นอภินิหารของแม่ตานีไป
เมื่อปลากริมทำทุกอย่างได้ตามที่ตั้งใจ เจ้าตัวน้อยก็วางใบยอรองที่ก้นกระทงตักเนื้อปลาที่ผสมเครื่องแกงแล้วตามลงไป ก่อนหยอดหน้าด้วยหัวกะทิข้น ๆ เพื่อให้พ่อนำไปนึ่งบนเตาถ่านที่ไฟลุกแดง
ไม่นานนัก...กลิ่นหอมอันเป็นเอกลักษณ์ของห่อหมกก็เริ่มลอยฟุ้งออกจากครัวเล็กข้างบ้าน เป็นกลิ่นหอมของเครื่องแกงที่ผสานกับความมันของกะทิ ความสดของเนื้อปลา และกลิ่น อ่อน ๆ ของใบยอและใบตองที่โดนความร้อน กลิ่นนั้นช่างหอมยั่วน้ำลายเสียจนปั้นขลิบที่นั่งเล่นอยู่ต้องรีบวิ่งมาเกาะขอบประตูครัวทันที
กลิ่นหอมนั้นไม่ได้อบอวลอยู่แค่ในรั้วบ้าน แต่มันยังลอยข้ามรั้วสังกะสีผุพังไปไกลจนถึงบ้านข้างเคียง ป้าชื่นเจ้าของร้านโชห่วยที่กำลังกวาดพื้นอยู่หน้าบ้านถึงกับต้องหยุดชะงัก หันมาสูดจมูกฟุดฟิดไปทางบ้านของครูสิงห์
"เอ...บ้านครูสิงห์ ทำอะไรกินกันวันนี้ หอมมาถึงนี่เชียว"
ป้าชื่นบ่นพึมพำกับตัวเอง และเพราะทนความหอมยั่วน้ำลายไม่ไหว สุดท้ายจึงตะโกนข้ามรั้ว
"สิงห์เอ๊ย! ทำห่อหมกกินเหรอ? โอ๊ยยย...กลิ่นหอมโขมงโฉงเฉงไปทั่วซอยแล้วนะพ่อคุณ!"
สิงห์ที่นั่งมองลูกสาวทำกับข้าวด้วยความทึ่งอยู่ พอได้ยินเสียงข้างบ้านร้องทักก็ยิ่งรู้สึกภูมิใจระคนประหลาดใจ เขามองไปยังร่างเล็ก ๆ ของปลากริมที่กำลังยืนเฝ้าซึ้งนึ่งอย่างใจจดใจจ่อ... นี่น่ะหรือ...ลูกสาวของเขา? เด็กหญิงปลากริมที่เขาไม่เคยคิดว่าจะทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน...
ดูเหมือนว่าแสงสว่างที่เขาเห็นในแววตาของลูกสาวเมื่อครู่...กำลังจะกลายเป็นแสงแห่งความหวังที่แท้จริงของครอบครัวเสียแล้ว ปลากริมนั้นไม่รู้เลยว่าการเปิดครัวครั้งแรกได้เรียกไฟที่มอดไหม้ของคนเป็นพ่อให้กลับมาอีกครั้ง
เมื่อคนทั้งคู่กลับถึงบ้านในตอนบ่ายแก่ ๆ ของวันนั้น สิงห์กับปั้นขลิบที่ทำความสะอาดบ้านจนเอี่ยมอ่องเช่นเดียวกับเมื่อวานก็รีบออกมาต้อนรับทันที "เป็นยังไงบ้างบัว ขายหมดไหม?" สิงห์ถามด้วยความตื่นเต้น บัวไม่ได้ตอบเป็นคำพูด แต่ค่อย ๆ เทเงินทั้งหมดจากย่ามผ้าลงบนแคร่ไม้ไผ่...ไม่ใช่แค่เหรียญสลึงหรือเหรียญบาทเหมือนเมื่อวาน แต่คราวนี้ได้มีธนบัตรใบละยี่สิบบาทที่ยับยู่ยี่ปะปนอยู่ด้วย ทั้งครอบครัวนั่งล้อมวงมองเงินกองนั้นแล้วช่วยกันนับ...ห้าสิบ...หกสิบ...แปดสิบ...เก้าสิบ... "หนึ่งร้อย...หนึ่งร้อยสามบาทกับอีกห้าสิบสตางค์!" สิงห์พูดสรุปด้วยเสียงเบาหวิวพลางจ้องเงินตรงหน้านิ่งราวกับไม่เชื่อสายตาตัวเอง&nbs
เช้าวันรุ่งขึ้น บรรยากาศในบ้านไม้หลังเก่าของค่ายมวยสิงหราชดูเปลี่ยนไป ความเงียบเหงาและท้อแท้ที่เคยปกคลุมจางหายไปจนเกือบหมดสิ้น เหลือไว้เพียงความกระตือรือร้นและความหวังที่ส่องประกายอยู่ในแววตาของทุกคนในครอบครัว เงินจำนวนห้าบาทห้าสิบสตางค์ที่ได้มาเมื่อวานอาจจะดูไม่มากสำหรับบางคน แต่สำหรับพวกเขาแล้ว มันคือสมบัติล้ำค่าและเป็นทุนก้อนแรกที่จะเปลี่ยนแปลงทุกสิ่ง หลังจากมื้อเช้าแสนง่ายที่อิ่มหนำกว่าทุกวันด้วยห่อหมกที่เหลือจากเมื่อวานกับปลาทอดฝีมือแม่ เชฟปลากริมก็เรียกประชุมครอบครัวทันทีถึงเรื่องการทำขนมจากที่เมื่อวานเด็กหญิงได้พูดไว้กำลังจะเริ่มต้นขึ้น "แม่จ๋า พ่อจ๋า...ตอนที่คุณยายกระถินมาหาหนูในฝัน ท่านบอกว่าท่านจะให้ของวิเศษหนูมาช่วยทำขนมให้ครอบครัวเราด้วยนะจ๊ะ"&n
หลังจากขนมของปลากริมผ่านการคิวซีจากแม่นางกวักเรียบร้อย เมื่อพ่อกับลูกสาวกลับถึงบ้านปลากริมก็ออกมาขายขนมกับแม่ โดยที่พ่อกับปั้นขลิบรับหน้าที่ทำความสะอาดบ้าน สิงห์มองตามหลังภรรยาและลูกสาวคนโตที่หาบขนมเดินออกจากบ้านไปด้วยแววตาที่เปลี่ยนไป...ไม่มีอีกแล้วความท้อแท้สิ้นหวัง มีแต่กำลังใจที่อยากจะทำบ้านให้น่าอยู่เพื่อรอรับการกลับมาของ "ทัพหน้า" ของครอบครัว "เอาละปั้นขลิบ! มาช่วยพ่อขัดพื้นกัน!" เสียงทุ้มตะโกนบอกลูกชายตัวน้อยอย่างกระตือรือร้น เด็กชายพยักหน้าก่อนจะนำผ้ามาทำตามพ่ออย่างเก้ ๆ กัง ๆ ซึ่งสิงห์มองว่ามันช่างน่ารัก น่าเอ็นดู ทางด้านสองแม่ลูกคนเป็นแม่ได้เดินตรงไปยังตลาดใหญ่ใจกลางชุมชน ซึ่งเป็นที่เดียวกับที่ปลากริมกับพ่อเพิ่งมาสักครู่นี่เอง "เราจะขายกันตรงนี้แหละจ้ะแม่" ปลากริมบอกพลางชี้ไปยังลานว่างเล็ก ๆ ใกล้กับศาลแม่นางกวักพอด
เช้าวันรุ่งขึ้น หลังจากการประชุมครอบครัวฉบับจิ๋วเมื่อวานเรียบร้อย เชฟใหญ่ปลากริมก็เริ่มต้นปฏิบัติการทันที แผนการของเธอคือการใช้ กล้วยที่เป็นทรัพยากรหลักที่ได้มาฟรี ๆ ให้เกิดประโยชน์สูงสุดอีกวันหนึ่ง และในวันนี้เธอตั้งใจจะสร้างสรรค์เมนูใหม่เพื่อดึงดูดลูกค้าให้เข้าถึงได้ทุกกลุ่ม "เอาละ...แผนขนมหวานของเราวันนี้นะจ๊ะ" ปลากริมประกาศเสียงใส ขณะที่ทุกคนในครอบครัวล้อมวงกันอยู่หน้าเครือกล้วยน้ำว้าขนาดใหญ่ซึ่งปั้นขลิบก็ได้แต่ทำตาปริบ ๆ พลางกินกล้วยสุกในมือเคี้ยวจนแก้มตุ่ย "อย่างแรกเลย...เราจะทำกล้วยบวชชี เนื่องจากเมื่อวานนี้ลูกค้าบ่นว่ามีน้อยเกินไป แต่วันนี้หนูจะทำให้มันแตกต่างจากเมื่อวานเล็กน้อยจ้ะ" การเริ่มต้นของเธอทำให้พ่อกับแม่รู้สึกสนใจเป็นอย่างมาก "นอกจากที่เราจะใช้พิมพ์วิเศษของคุณยายกดเป็นรูปดอกไม้สวย ๆ แล้ว เคล็ดลับที่จ
ลมหมุนนั้นพัดจากหลังบ้านของปลากริมผ่านตรอกซอกซอยมุ่งหน้าไปยังตลาดใหญ่ใจกลางชุมชนที่ซึ่งมีศาลไม้มงคลหลังเล็ก ๆ ทาสีแดงสดตั้งอยู่อย่างโดดเด่น...ศาลของ "แม่นางกวัก" เทพแห่งการค้าขายที่พ่อค้าแม่ค้าในตลาดนับถือกันเป็นอย่างมาก เมื่อมาถึงหน้าศาลลมหมุนนั้นก็คืนร่างเป็นแม่นางตานีผู้งดงาม นางมองเข้าไปในศาลที่บัดนี้มีร่างทิพย์ของสตรีในชุดไทยสไบเฉียงสีแดงสดนั่งพับเพียบในท่ากวักมือเรียกทรัพย์อันเป็นเอกลักษณ์ "พี่นางกวักจ๋า...น้องมีเรื่องมาขอให้พี่ช่วยจ้ะ" แม่นางตานีเอ่ยทักทายสหายเก่าเสียงหวาน แม่นางกวักลืมตาขึ้น แววตาของนางดูเฉียบคมและเปี่ยมด้วยบารมี ต่างจากแววตาอ่อนโยนของแม่นางตานี "ว่ามาสิน้องตานี มีเรื่องอันใดรึถึงมาหาพี่ถึงที่นี่" แม่นางตานีจึงเล่าเรื่องของเด็ก
"ทำห่อหมกครับป้า เอาไว้ผมจะเอาไปขายนะครับ" สิงห์ตะโกนตอบกลับไป "เออ เอาสิ กลิ่นหอมแบบนี้น่าจะอร่อยทีเดียว เสร็จแล้วเอามาให้ป้าลองสักห่อนะ!" เสียงป้าชื่นตอบกลับมาอย่างอารมณ์ดี คำพูดนั้นทำให้สิงห์ใจชื้นขึ้นมาอีกเป็นกอง เขามองลูกสาวตัวน้อยที่ยืนยิ้มแป้นอยู่ข้างเตาถ่านราวกับว่าห่อหมกเป็นสมบัติล้ำค่า ไม่นานนักห่อหมกทั้งหมดก็สุกได้ที่พอดี ปลากริมใช้ผ้าขี้ริ้วเก่า ๆ จับฝาซึ้งที่ร้อนระอุออกอย่างระมัดระวัง ไอความร้อนที่หอมกรุ่นพวยพุ่งขึ้นมาปะทะใบหน้า เนื้อห่อหมกในกระทงใบตองดูนุ่มฟู หัวกะทิที่หยอดไว้แตกมันสวยงามน่ากินเป็นที่สุด สมองของเชฟสาวในร่างเด็กเริ่มทำงานถึงราคาขาย (ปลาช่อนตัวใหญ่มาก ได้เนื้อปลาเยอะ เราทำออกมาได้ทั้งหมด 15 กระทงพอดี...ตั้งราค