LOGINเวิงอี๋พยายามหยิบยื่นไมตรีหวังช่วยแก้ต่างให้หลู่เหยียนด้วยท่าทีมีเมตตา “เรื่องนั้น ฉันสอบถามมาจากคนในแผนกเลขาฯ เองค่ะ พวกเขาเป็นคนบอกฉัน”ทว่าเมื่อได้ยินคำตอบนั้น กลับไม่ได้ทำให้สีหน้าของโจวซือเหย่ดูดีขึ้นแม้แต่น้อย รังสีความเย็นชายังคงแผ่ซ่านออกมาจนบรรยากาศรอบข้างอึดอัด สำหรับเขาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม หากกล้าถือวิสาสะสอดรู้เรื่องตารางงานส่วนตัว เขาไม่มีทางปล่อยผ่านไปโดยง่ายหลู่เหยียนที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ลอบนึกเวทนาในชะตากรรมของคนพวกนั้น ดูท่าแผนกเลขาฯ คงถึงคราวต้องถูกสังคายนาขนานใหญ่เสียแล้วคนกลุ่มนี้ช่างทำงานได้ไม่เอาถ่าน ขนาดเห็นจุดจบของหลัวเจี๋ยเป็นบทเรียนแล้วแท้ ๆ กลับยังไม่รักตัวกลัวตายกันอีกหรืออย่างไร?ขณะที่ความเงียบเริ่มเข้าปกคลุม เวิงอี๋ก็ช้อนสายตาขึ้นมองโจวซือเหย่ด้วยความเว้าวอนระคนตัดพ้อ น้ำเสียงที่เอ่ยออกมานั้นสั่นเครือและน่าสงสารจับใจ “พี่ซือเหย่ เมื่อวานพี่รับปากฉันแล้วไม่ใช่หรือว่า จะยอมไปทานข้าวกับฉันเป็นมื้อสุดท้าย พี่คงไม่ได้ลืมมันไปแล้วใช่ไหม?”ความจริงก็คือ ความทรงจำเรื่องนัดหมายนั้นได้เลือนหายไปจากสมองของเขาจนสิ้นซาก ยิ่งในยามนี้ หัวใจของเขาโบยบินกลับไปยังค
เพียงลำพังเรี่ยวแรงของไต้ซานเหอไม่อาจเหนี่ยวรั้งเจียงซู่ที่กำลังคลุ้มคลั่งเพราะพายุแห่งความเศร้าไว้ได้ ชุยจี้เหิงที่เพิ่งมาถึงจึงต้องรีบถลันเข้ามาช่วยตรึงร่างของเธอเอาไว้“ปล่อยฉัน ไปช่วยคุณย่าเดี๋ยวนี้ คุณย่ายังอยู่ในนั้นอยู่เลย” เจียงซู่แผดเสียงตะโกนอย่างเสียสติ ดวงตาที่แดงก่ำเบิกโพลง พยายามโถมตัวเข้าหาเปลวไฟที่มอดไหม้อย่างไม่คิดชีวิต “ไปช่วยย่าฉันที! คุณย่าออกมา คุณย่า”ทว่าเมื่อสายตาของทุกคนจับจ้องไปยังโกดังที่ถูกทะเลเพลิงกลืนกินจนวอดวาย ต่างก็รู้ดีแก่ใจในความจริงที่โหดร้าย ว่าไม่มีสิ่งมีชีวิตใดจะรอดพ้นจากนรกอเวจีเบื้องหน้านี้ออกมาได้อีกแล้วไต้ซานเหอกอดรัดร่างที่ดิ้นรนของเจียงซู่ไว้สุดแรง ขอบตาของเธอร้อนผ่าวจนน้ำตาพรั่งพรูออกมาไม่ต่างกันเธอได้แต่เงียบงันเพราะไม่รู้จะสรรหาถ้อยคำใดมาปลอบประโลม ในวินาทีที่โลกทั้งใบของเจียงซู่ดับสลายไปพร้อมกับกองเพลิง คำปลอบโยนใด ๆ ก็เป็นเพียงเศษเสี้ยวของความว่างเปล่าที่ไร้ความหมายแม้แต่ชุยจี้เหิงผู้มักจะฉาบใบหน้าด้วยความเย็นชาอยู่เสมอ เมื่อต้องมาประจักษ์กับภาพโศกนาฏกรรมตรงหน้า เขากลับรู้สึกสะท้อนใจจนยากจะพรรณนาเป็นถ้อยคำพวกเขาเข้ามาพร้อมกับห
เจียงซู่โถมกายเข้าหาความตายที่กำลังร่วงหล่นมาอย่างไม่คิดชีวิต ทว่าแรงอันน้อยนิดของเธอพ่ายแพ้ต่อโชคชะตา เธอทำได้เพียงไขว่คว้าประคองศีรษะของคุณย่าเอาไว้เพียงเล็กน้อยก่อนร่างนั้นจะกระแทกพื้นเสียงร่างที่ร่วงหล่นกระแทกกับพื้นดินดัง ตุบ ราวกับเสียงค้อนที่ทุบลงบนหัวใจของเจียงซู่จนแตกละเอียดเจียงซู่เอ่ยเรียกชื่อคุณย่าออกมาด้วยเสียงที่สั่นเครือ แววตาที่ขุ่นเคืองด้วยความแค้นในตอนแรก บัดนี้เหลือเพียงความโศกเศร้าที่ท่วมท้น “คุณย่า...”อี้เหลียนฮัวพยายามจะบอกว่าไม่เป็นไร ทว่าด้วยความเจ็บปวดกลับรุนแรงเกินกว่าจะต้านทาน เลือดสีสดพุ่งทะลักออกมาจากปาก ทิ้งคราบเลือดอุ่น ๆ ไว้บนใบหน้าของหลานสาว เป็นรอยตราบาปที่ตอกย้ำความล้มเหลวของเจียงซู่ให้เจ็บปวดถึงขั้วหัวใจท่ามกลางเสียงสะอื้นที่ไร้ทางออก เวิงอี๋กลับยืนมองดูเหตุการณ์นั้นด้วยรอยยิ้มหยันชวนขนลุก “เจียงซู่ ฉันน่ะรักษาคำพูดเสมอ ในเมื่อแกพยายามรับไว้ได้ถึงเพียงนี้ ฉันก็จะไม่ทำอะไรพวกแกต่อ ต่อจากนี้ แกก็ใช้เวลาที่เหลืออยู่ดูแลคุณย่าของแกให้ดี ๆ แล้วกัน”เวิงอี๋ทิ้งท้ายไว้เพียงคำพูดถากถางใจ ก่อนจะนำสมุนเดินจากไปด้วยท่าทีลำพองใจที่ได้เหยียบย่ำชีวิตคนจนจ
“รู้ได้ไงว่าเป็นฉัน”ในแววตาของเวิงอี๋ไม่ได้มีความรู้สึกผิดชอบชั่วดีฉายออกมาเลยแม้จะถูกกระชากหน้ากากออกในที่แจ้ง เธอกลับยังคงเชิดหน้า วางท่าทีลำพองอย่างไม่ยำเกรงทันทีที่ได้รับคำยืนยันจากไต้ซานเหอว่าอวี้เจินล่วงรู้ถึงความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับเวิงอี๋ เจียงซู่ก็เริ่มปะติดปะต่อชิ้นส่วนปริศนาอันเลือนลาง คนที่กล้าลงมือลักพาตัวคุณย่าของเธอ จะเป็นใครไปไม่ได้หากไม่ใช่ผู้หญิงที่อยู่เบื้องหน้าตอนนี้เจียงซู่ถามกลับเสียงเรียบ เมินเฉยต่อคำถามก่อนหน้าโดยสิ้นเชิง “คุณย่าฉันอยู่ไหน?”เวิงอี๋ไม่ได้ตอบในทันที เธอพึมพำกับตัวเองด้วยรอยยิ้มเย้ยหยันที่มุมปาก “แกนี่มันไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงจะแพศยาไปถึงไหน?”“แค่เลิกยุ่งกับพี่ซือเหย่มันยากนักหรือไง? ถึงต้องรนหาที่ตายแบบนี้! ฉันให้โอกาสแล้วไม่รู้จักคว้าเอาไว้เอง”เพราะเจียงซู่ไม่ยอมเลิกราและท้าทายเธอครั้งแล้วครั้งเล่า เธอจึงถูกบีบให้ต้องก้าวเข้าสู่เส้นทางที่ไร้ทางถอยเช่นนี้ทว่าเจียงซู่ไม่ได้สนใจคำพูดเหล่านั้นเลยแม้แต่น้อย เธอยังคงย้ำคำเดิมด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “คุณย่าฉันอยู่ไหน?”เวิงอี๋เหยียดยิ้มเย็นชาพลางชี้นิ้วไปข้างบน “ดูตรงนั้นสิ”เจียงซู่กวาดสา
“พักผ่อนเถอะ พี่ต้องไปแล้ว”โจวซือเหย่ทิ้งท้ายด้วยน้ำเสียงราบเรียบจนเกือบจะไร้ความรู้สึกก่อนจะหมุนตัวเดินจากไปอย่างไม่คิดจะใยดีเวิงอี๋ไม่ได้เอ่ยปากรั้งเขาไว้แต่อย่างใด เธอทำเพียงทอดสายตามองตามแผ่นหลังกว้างของเขาที่ค่อย ๆ ลับหายไปทันทีที่ก้าวพ้นอาณาเขตห้องพักฟื้น โจวซือเหย่ก็กดโทรศัพท์กลับไปที่บ้านเพื่อเช็กความเรียบร้อย ป้าเฉินรายงานเขากลับมาว่า เจียงซู่ยังไม่กลับจากโรงพยาบาล หัวใจของเขาพลันวูบไหวด้วยความกังวลที่เริ่มก่อตัวขึ้นอย่างเงียบเชียบทว่าเมื่อตัดสายจากป้าเฉิน สายเรียกเข้าจากหลู่เหยียนก็แทรกเข้ามาทันที“บอสครับ จะกลับมาเมื่อไหร่ครับ? ตัวแทนจากบริษัทเฟยเทอร์มาถึงสักพักแล้วครับ ควรเริ่มการประชุมได้แล้ว”หลู่เหยียนกรอกเสียงตามสาย พลางนึกค่อนขอดอยู่ในใจอย่างอดไม่ได้ว่า เวิงอี๋ช่างหาเรื่องเก่งเสียจริง ถ้าร่างกายอ่อนแอขี้โรคมากนัก ก็นอนซมอยู่บ้านไปเสียสิ จะมาเสนอหน้าหาเรื่องกดดันท่านประธานให้เสียการเสียงานทำไมกันโจวซือเหย่เอ่ยสั่งการ “กำลังไป นายไปรับรองพวกเขาไว้ก่อน”สิ้นเสียงตอบรับของหลู่เหยียน โทรศัพท์ของโจวซือเหย่ก็แจ้งเตือนแบตเตอรี่หมดแล้วดับไปทันที เขาไม่ได้ใส่ใจอะไ
คุณหมออวี้?จิตแพทย์ประจำตัวของเจียงซู่อย่างนั้นเหรอ?ในที่สุดชิ้นส่วนปริศนาที่ขาดหายไปก็ถูกประกอบจนสมบูรณ์ ไต้ซานเหอนึกออกแล้ว ผู้หญิงลึกลับที่เธอเคยเห็นว่าแอบนัดพบกับเวิงอี๋ที่ร้านอาหารอย่างลับ ๆ ในวันนั้น คือคนคนเดียวกับจิตแพทย์ที่เธอเคยพบที่คฤหาสน์จิ่งหยวนไม่ผิดแน่!ใบหน้าของไต้ซานเหอซีดเผือดฉับพลัน ลมหายใจขาดห้วงด้วยความตระหนกที่พุ่งขึ้นมาจุกอยู่ที่ลำคอ“เจียงเจียง”เจียงซู่ที่กำลังตกอยู่ในภวังค์แห่งความกังวล ได้ยินเสียงของเพื่อนที่ลอดออกมาจากหูฟังบลูทูธ จึงขานรับเสียงเรียบ “มีอะไรเหรอ?”ไต้ซานเหอถามย้ำเพื่อความแน่ใจครั้งสุดท้าย“แกอยู่บนรถของยัยหมอจิตแพทย์คนนั้นใช่ไหม?”เจียงซู่เพียงตอบเสียง อืม ในลำคอและเอ่ยว่า “ใช่”ไต้ซานเหอแผดเสียงหลงจนแทบเป็นเสียงตะโกน “ลงจากรถ! รีบลงจากรถเดี๋ยวนี้!” น้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความหวาดหวั่นทำให้เจียงซู่ถึงกับชะงักกึก ความหนาวเหน็บเริ่มเกาะกินหัวใจไต้ซานเหอรีบพูดรัวเร็วราวกับกลัวว่าจะไม่ทันกาล “จิตแพทย์ของแกแอบนัดเจอกับเวิงอี๋ลับหลังแก!”เธอไม่รู้ว่าเรื่องคุณย่าจะเกี่ยวไหม ทว่าการที่ยัยหมอนั่นมาโผล่ตรงหน้าเจียงซู่ในเวลาที่ประจวบเหมาะขนา







