Masukทางด้านของขวัญที่ออกมาจากห้องเอารายงานที่อาจารย์สั่งมานั่งทำอยู่หน้าบ้าน โดยมีจอมทัพที่บังเอิญเดินมาเห็นเข้าพอดี จึงอาสาเข้ามาสอนการบ้านเธอ กระทั่งเสียงของเพื่อนที่เดินออกมาจากในบ้านดังขึ้น
"ทำอะไรกันอยู่เหรอ"
"อ้าวคุณอา ยังไม่นอนเหรอคะ พอดีหนูกำลังทำรายงานอยู่ค่ะ นายหัวเลยมาช่วยสอนให้"
สิ้นเสียงหวานของเด็กสาวที่พูดด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม ท่าทางของเธอช่างร่าเริงสดใส ทำเอาคนเป็นพ่อผู้ให้กำเนิดยิ้มออกมาด้วยความปลื้มใจที่มีลูกสาวน่ารักน่าเอ็นดูขนาดนี้ ก่อนจะเดินกลับเข้าบ้านไปโดยไม่พูดอะไร ทำเอาเด็กสาวงงไม่น้อยกับการไปมาของเขาที่มาถามแล้วก็ไปเสียดื้อๆ ก่อนจะเลือกไม่สนใจแล้วทำการบ้านต่อ
ประมาณสิบห้านาทีต่อมา ทางด้านราเชนทร์ที่เดินหายเข้าไปในบ้านเมื่อครู่ไม่บอกไม่กล่าว ก็เดินออกมาพร้อมกับนมอุ่นหนึ่งแก้ว ในขณะที่ของขวัญทำรายงานเสร็จพอดี
"เสร็จแล้วก็เก็บของเถอะจะได้รีบเข้านอน" จอมทัพพูดพลางช่วยเด็กสาวเก็บกระดาษรายงานที่กระจัดกระจ่ายอยู่บนโต๊ะ
"ทำรายงานเสร็จหนูของขวัญคงจะหิว ดื่มนมอุ่นๆก่อนนอนนะครับ" ราเชนทร์พูดขณะเดินมานั่งลงข้างเด็กสาวพร้อมกับวางแก้วนมที่เขาเข้าไปอุ่นในครัวมาให้เธอ
"ขอบคุณนะคะ นี่คุณอาไปอุ่นนมมาให้หนูเหรอคะ" ของขวัญไม่ลืมที่จะยกมือไหว้ก่อนจะหยิบแก้วนมอุ่นๆขึ้นมาถือไว้
"ใช่ครับ รีบดื่มเร็วเดี๋ยวจะเย็นซะก่อน" ราเชนทร์ตอบกลับด้วยใบหน้ายิ้มๆ พอรู้ว่าเด็กสาวตรงหน้าคือลูกของตัวเองก็รู้สึกรักเธอขึ้นมาโดยที่ไม่ได้มีความผูกพันธ์มาก่อนเพราะไม่เคยเลี้ยงดูเธอ แต่มันก็รู้สึกรักมาก ยกให้เธอเป็นดั่งแก้วตาดวงใจก็พูดได้เต็มปาก วันนี้เขาได้เข้าใจลึกซึ้งแล้วว่าการได้เป็นพ่อคนมันรู้สึกดีแบบนี้นี่เอง
"คุณอาใจดีจังเลย เดี๋ยวหนูจะดื่มให้หมดแก้วเลยค่ะ" ของขวัญพูดด้วยใบหน้ายิ้มๆเช่นเดิมก่อนจะยกแก้วนมขึ้นดื่ม
ด้านจอมทัพที่นั่งฝั่งตรงข้ามมองเด็กสาวกับเพื่อนของตัวเองด้วยสีหน้าบอกบุญไม่รับ และในจังหวะที่เพื่อนของเขายื่นมือมาลูบศีรษะเล็กของเด็กสาวก็ทำเอาเขานั่งไม่ติด รีบดันตัวลุกขึ้นก่อนจะยื่นมือไปปัดมือของเพื่อนที่มาแตะต้องเด็กน้อยของเขาทันที
พรึ่บ!
"อะไรของมึงวะไอ้ทัพ มาปัดมือกูทำไม"
"มือมึงควรจะอยู่ให้นิ่ง ไปลูบหัวเด็กมันทำไม"
"ก็กูเอ็นดูหนูของขวัญ กูก็เลยลูบหัวไง"
"เอ็นดูก็ส่วนเอ็นดู แต่มือมึงไม่ต้องถึง"
ด้านของขวัญนั่งมองผู้ใหญ่สองคนเถียงกันอย่างงงๆ กับไอ้แค่ลูบหัวเธอมันไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรเลยทำไมต้องเถียงกันด้วยก็ไม่รู้ เธอจึงเอ่ยขัดออกไปเพราะไม่อยากให้ผู้ใหญ่ต้องมานั่งเถียงกันเพราะเธอ
"เอ่อ นายหัวก็ยังเคยลูบหัวหนูเลย แค่ลูบหัวเองไม่เป็นไรหรอกค่ะ"
"ไม่เป็นไรไม่ได้! / ไม่เป็นไรไม่ได้!"
สิ้นเสียงของเด็กสาวสองหนุ่มอายุมากถึงกับพูดออกมาเป็นเสียงเดียวกันน้ำเสียงแข็ง พร้อมกับหันมามองเด็กสาวเป็นตาเดียว คนหนึ่งหวงลูกสาวตน อีกคนหวงเด็กสาวที่ตนแอบรัก งานนี้ก็ยุ่งสิครับ คนแก่มีเดือด ถึงกับหัวร้อนกันเลยทีเดียว
ด้านเด็กสาวจึงตกใจนั่งนิ่งไม่กล้าไหวติง มองคนอายุมากทั้งสองสลับกันตาปริบๆ เม็มปากแน่นไม่กล้าแม้แต่จะปริปากพูดอะไรออกมาอีก เนื่องจากตอนนี้สายตาที่พวกเขามองมาแทบจะกินหัวเธออยู่แล้ว หากพูดอะไรไม่เข้าหูพวกเขาอีกก็เกรงว่าจะทำตัวเองเดือดร้อน นาทีนี้เธออยากจะร้องไห้หาแม่เหลือเกินแต่ก็ทำไม่ได้ ได้แต่นั่งทำตาปริบๆกำแก้วนมในมือแน่น ขณะที่น้ำตาเริ่มเอ่อคลอเบ้าด้วยความที่ทำอะไรไม่ถูกและไม่รู้ว่าตัวเองผิดอะไรถึงต้องมาตกอยู่ในสภาพนี้ ปากบางเริ่มเบะคว่ำก่อนที่เสียงสะอื้นไห้จะดังเล็ดลอดออกมา พร้อมกับน้ำตาไหลหยดแหมะลงมาอาบแก้มนุ่มอย่างน่าสงสาร
"ฮึ่ๆ~ ฮือ~"
ด้านสองหนุ่มใหญ่เมื่อเห็นเด็กสาวร้องไห้ก็ทำอะไรไม่ถูก ต่างคนต่างพากันลนลานไปหมด ก่อนจะพากันเข้ามาปลอบเด็กสาว
"เอ่อ หนูของขวัญ ไม่ร้องนะหนูนะ อาขอโทษที่เสียงดังใส่"
"ยัยหนู ฉันขอโทษ อย่าร้องเลยนะ"
"ใช่อย่าร้องเลย พวกเราสัญญาว่าจะไม่เสียงดังใส่หนูอีกแล้ว"
"ใครไปสัญญาด้วยกับมึง"
"ไอ้ทัพ มึงนี่" ราเชนทร์ขึงตาจ้องเขม็งใส่เพื่อนที่มาเห็นต่างไม่ดูสถานการณ์เลย
ด้านจอมทัพเมื่อเห็นเด็กสาวหันมามองกันตาปริบๆขณะที่ปากบางของเธอยังเบะคว่ำ ดวงตากลมโตแดงก่ำ น้ำตาก็ไหลไม่หยุดก็ทำเขาใจอ่อนยวบจึงยอมเออออไปกับเพื่อนแต่โดยดี เพราะเด็กสาวหรอกเขาถึงยอมเล่นตามน้ำไปก่อน
"ใช่ครับ เราสองคนจะไม่เสียงดังใส่หนูอีก ยัยหนูอย่าร้องเลยนะ คงตกใจมากเลยใช่ไหมครับ"
ด้านเด็กสาวจึงพยักหน้าหงึกๆให้แทนคำตอบขณะที่ปากบางยังคงเบะคว่ำอยู่อย่างนั้น ทำเอาสองหนุ่มที่มองอยู่สงสารจับใจ ได้แต่พูดปลอบโยนเธอให้หยุดร้องไห้ เพราะถ้าเธอยังไม่หยุดร้อง พวกเขานี่แหละจะร้องตาม
"ไม่ร้องแล้วนะ นมที่อาอุ่นมาให้จะเย็นหมดแล้วรีบดื่มเถอะครับ"
"ดื่มนมเสร็จแล้วยัยหนูจะได้รีบเข้านอน ไม่ต้องร้องแล้วนะ"
เด็กสาวจึงพยักหน้าหงึกๆเช่นเดิม แล้วรีบดื่มนมต่อทั้งน้ำตา แต่ไม่ได้มีเสียงสะอื้นไห้เหมือนในตอนแรก มีเพียงแค่เสียงซื้ดน้ำมูกเท่านั้น ดื่มนมไปพลางซื้ดน้ำมูกไปพลางราวกับเด็กสามขวบร้องไห้ ทำเอาสองหนุ่มใหญ่รู้สึกเอ็นดูปนสงสารไม่น้อย เพราะไม่คิดว่าเด็กสาวจะขี้แยขนาดนี้
ทว่าขนาดร้องไห้เธอก็ยังน่ารัก แล้วจะไม่ให้พวกเขาหวงเธอได้ยังไง...
หลังจากเด็กสาวดื่มนมเสร็จพวกเขาก็ปล่อยให้เธอเข้าบ้านไปนอน ส่วนพวกเขายังนอนไม่ได้ เพราะยังมีเรื่องต้องเคลียร์กันหน่อย
"ไอ้ทัพ มึงนี่มันยังไงวะ มึงคิดไม่ซื่อกับหนูของขวัญใช่ไหม อยู่กันสองคนมึงไม่ต้องมาปิดบังกู กูเป็นเพื่อนมึงมาหลายปีกูรู้ดีว่ามึงเป็นคนไม่ชอบเด็ก ถ้ามึงจะบอกกูว่ามึงเอ็นดูหนูของขวัญเหมือนลูกเหมือนหลาน มึงไปพูดให้เด็กอนุบาลฟังเถอะเพราะกูไม่เชื่อมึง" ราเชนทร์พูดร่ายยาวออกมาทันทีเมื่ออยู่กับเพื่อนสองคน คุยแบบเปิดอกเปิดใจกันไปเลย ไม่ต้องมาอ้อมค้อมให้เสียเวลา เพราะการกระทำของเพื่อนที่แสดงออกกับเด็กสาวมันก็บอกชัดเจนอยู่แล้ว หากจะมาบิดเบือนความจริงหรือไม่ยอมรับ เขานี่แหละจะทุบหัวมันให้แบะ ต่อให้เป็นนายหัวจอมทัพผู้ที่ใครๆต่างยำเกรงเขาก็ไม่สน
"เออ กูคิดไม่ซื่อกับยัยหนูของขวัญ กูชอบเด็กคนนี้แล้วมึงจะทำไม" จอมทัพตอบออกไปตามตรงด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง ในเมื่อเพื่อนอยากรู้ความจริง เขาก็พร้อมตอบตามตรง ชอบก็คือชอบมีไรต้องปิด
"ไอ้สัสเอ๊ย! ทำไมต้องเป็นหนูของขวัญด้วยวะ นั่นรุ่นลูกเลยนะเว้ย" ราเชนทร์แทบจะรับไม่ได้กับสิ่งที่ได้ยิน แม้จะหวังให้เพื่อนตอบตรงๆแบบนี้อยู่แล้ว แต่พอได้คำตอบจากปากเพื่อนจริงๆก็ไม่อยากจะเชื่อหู
"รุ่นลูกที่ไหนกัน กูยังไม่มีลูก"
"มึงอย่ามาติดตลกไอ้ทัพ มึงก็รู้ว่ากูหมายถึงอะไร"
"กูไม่ได้ติดตลก คนอย่างกูไม่เคยคิดหรือทำอะไรเล่นๆ กูรู้ดีว่ากูมันแก่ แต่แก่แล้วยังไงวะ แก่แล้วชอบเด็กไม่ได้หรือไง"
"ไม่ใช่ว่าชอบเด็กไม่ได้ แต่ทำไมต้องเป็นเด็กคนนี้ด้วยวะ"
"ทำไมวะ กูชอบยัยหนูของขวัญแล้วมึงมาเป็นเดือดเป็นร้อนอะไรด้วย" จอมทัพพูดออกมาด้วยใบหน้าเข้มดุ เพราะเริ่มจะไม่พอใจเพื่อนที่ทำตัวเจ้ากี้เจ้าการราวกับเป็นผู้ปกครองเด็ก ด้านราเชนทร์ถึงกับชะงักมีอาการเลิ่กลั่กขึ้นมาเล็กน้อย
"กู... กูก็แค่เอ็นดูหนูของขวัญเหมือนลูกเหมือนหลาน มึงก็รู้ว่าตอนกูแต่งงานกับวิภากูอยากมีลูกมาก แต่วิภาก็มีลูกให้กูไม่ได้ พอกูเห็นเด็กน่ารักๆอย่างหนูของขวัญกูก็เลยรู้สึกเอ็นดูเด็กคนนี้มาก กูไม่อยากให้มึงมายุ่งกับเด็กที่กูเอ็นดูเหมือนลูก มึงแก่เกินไปไอ้ทัพ มึงไม่เหมาะกับหนูของขวัญหรอก"
...จริงอยู่ที่ราเชนท์เคยอยากมีลูกกับวิภาเมียเก่าของเขาที่ได้หย่าร้างกันไปแล้ว แต่ตอนอยู่ด้วยกันก็ไม่มีลูกสักที แม้จะปรึกษาหมอเฉพาะทางแล้วแต่ก็ไม่เป็นผล คงอาจจะเป็นเพราะเวรกรรมที่เขาเคยคิดทำร้ายลูกตัวเองในวันนั้น พอเขาตั้งใจอยากจะมีลูกขึ้นมา เด็กจึงไม่ยอมมาอยู่กับเขาสักที จนกระทั่งวันนี้เขาได้รู้ว่าเด็กที่เขาเคยคิดร้ายกลับยังมีชีวิตอยู่ให้เขาได้เห็นให้ชื่นตาชื่นใจ
"เหมาะไม่เหมาะมึงมีสิทธิ์อะไรมาตัดสิน มึงจะเอ็นดูยัยหนูของขวัญเหมือนลูกแล้วยังไง สุดท้ายความจริงมึงก็ไม่ใช่พ่อเด็ก อย่ามาตัดสินแทน" จอมทัพพูดออกไปอย่างเหลืออด เพราะเขาเริ่มจะหมดความอดทน
"เออ กูไม่ใช่พ่อเด็ก คนอย่างกูมันเลวเกินไป กูไม่เหมาะจะเป็นพ่อให้ใครหรอก แต่กูแค่กลัวว่าความชอบของมึงอาจจะเป็นแค่การหลงเด็ก" แม้จะพูดความจริงออกไปไม่ได้ แต่ก็อยากจะพูดในฐานะพ่อ อยากจะทำหน้าที่พ่อให้ถึงที่สุด ต่อให้เพื่อนจะมองว่าเขายุ่งไม่เข้าเรื่องก็ตาม
ด้านจอมทัพเงียบไปครู่หนึ่ง ขณะที่พยายามปรับอารมณ์ให้เย็นลง ก่อนจะเอ่ยพูดออกมา
"มึงไม่ใช่กู อย่ามาคิดแทนกู มึงไม่เข้าใจความรู้สึกของกูด้วยซ้ำอย่ามาตัดสินแทนกู กูไม่ได้หลง แต่กูรัก ที่ผ่านมากูมีโอกาสเข้าใกล้ยัยหนูของขวัญมากกว่าการนั่งมองนั่งคุยกับเธอด้วยซ้ำ แต่กูก็เลือกที่จะไม่ทำอะไรเธอ เพราะกูรอวันที่เธอพร้อม รอให้เธอรักกูตอบ ต่อให้วันเวลามันพากูแก่ไปเรื่อยๆกูก็พร้อมจะรอยัยหนูของกู" เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าทำไมถึงต้องมาอธิบายความรู้สึกของตัวเองที่มีต่อเด็กสาวให้เพื่อนฟังทั้งที่เพื่อนเขาก็ไม่ใช่พ่อแม่ของเด็กสาวด้วยซ้ำ แต่พอพูดออกไปแล้วก็รู้สึกโล่งอย่างน่าประหลาดใจ
ด้านราเชนทร์ถึงกับไม่อยากเชื่อคำพูดที่ออกมาจากปากเพื่อนของเขา เพราะเขาไม่เคยเห็นเพื่อนเป็นแบบนี้กับผู้หญิงคนไหนมาก่อน ยิ่งเป็นเด็กยิ่งแล้วใหญ่
"กูไม่คิดเลยว่าคนอย่างมึงจะมาตกม้าตายเพราะเด็กคนเดียว ความมุ่งมั่นและความตั้งใจรักเด็กของมึงเอาเป็นว่ากูเข้าใจแล้ว แต่กูขอถามมึงเรื่องนึง"
"ขนาดนี้แล้วไม่ต้องขอหรอก มึงถามมาเลย"
"ถ้ามึงตั้งใจจะรักหนูของขวัญขนาดนี้ แล้วผู้หญิงที่มึงเลี้ยงไว้ล่ะ กับเนตรมึงจะทำยังไง"
"กูเลิกแล้ว กูให้เงินเธอไปตั้งตัวใหม่แล้ว"
"จริงดิ มึงเลี้ยงดูเนตรมาตั้งหลายปี กูคิดว่ามึงมีใจให้เธอซะอีกถึงเลี้ยงไว้นานขนาดนี้ มึงนี่ทำทุกอย่างเพื่อหนูของขวัญคนเดียว ดีจริงๆว่ะ แบบนี้สิวะกูชอบ" ราเชนทร์เดินเข้าไปตบบ่าเพื่อนอย่างภูมิใจ จนลืมไปว่าตัวเองนั้นแสดงออกเกินหน้าเกินตา จนจอมทัพเห็นแล้วก็รู้สึกหมั่นไส้ไม่น้อยก่อนจะเบี่ยงบ่าหลบแล้วเอ่ยพูดออกมา
"มึงอย่าพูดมั่ว กูไม่เคยมีใจให้เนตร แล้วมึงก็อย่าทำตัวเหมือนกูทำเพื่อลูกมึงได้ไหม เพราะกูทำเพื่อยัยหนูของกู และยัยหนูของกูก็ไม่ใช่ลูกมึง สติหน่อย มึงดูรักลูกคนอื่นขนาดนี้กูเห็นแล้วขัดตาว่ะ" พูดจบจอมทัพก็ไม่อยู่รอให้เพื่อนได้พูดหรือถามอะไรอีก เขาเลือกที่จะเดินเข้าบ้านไปเลย
(ลูกคนอื่นที่ไหน นั่นมันลูกกูเว้ย) ราเชนทร์ก็ทำได้แค่พูดในใจเท่านั้น ขณะมองตามแผ่นหลังกว้างของเพื่อนที่เดินเข้าบ้านไปก็อยากจะตะโกนบอกเพื่อนไปดังๆให้รู้ๆกันไปเลยว่าของขวัญคือลูกสาวของเขา แต่ก็ทำได้แค่คิดเท่านั้น เพราะคงบอกความจริงออกไปไม่ได้ ที่สำคัญเพื่อนเขาไม่รู้น่ะดีแล้ว เพราะหากรู้ก็คงตกอยู่ในสภาพที่ไม่ต่างกันกับเขา
"ถ้ามึงรู้ว่ายัยหนูที่มึงรักนักรักหนาคือลูกกูในตอนนั้น มึงจะเป็นยังไงนะไอ้ทัพ.. เฮ้อ~". ราเชนทร์พูดบ่นออกมาคนเดียวแล้วถอนหายใจออกมาอย่างคนหนักใจ ก่อนจะส่ายหน้าให้กับชีวิตของตัวเองที่มาถึงจุดนี้ก็เคยทำเรื่องผิดพลาดครั้งใหญ่มาก่อน ตอนนี้จึงต้องมาเผชิญหน้ากับผลกรรมที่เคยทำในครั้งนั้นอย่างเลี่ยงไม่ได้
โดยที่ไม่รู้เลยว่าทุกบทสนทนาของพวกเขาเมื่อครู่ ถูกคนเป็นแม่ของเด็กสาวเจ้าตัวที่พวกเขาพูดถึงได้ยินเข้าทั้งหมดแล้ว เพราะเธอได้ยืนแอบฟังแอบมองเหตุการณ์อยู่ตั้งแต่แรก ตั้งแต่ที่ลูกสาวของเธอยังนั่งอยู่เลยด้วยซ้ำ...
เมื่อเดินออกมาดูอีกคนที่เดินหายออกมาทางหน้าบ้าน ก็เห็นเขายืนกอดอกอยู่ข้างริมรั้ว นึกว่าจะไปไหนได้ที่แท้มายืนงอนอยู่ตรงนี้ เห็นเช่นนั้นปากบางจึงระบายยิ้มออกมาด้วยความเอ็นดูคนแก่ขี้น้อยใจ เธอจึงเดินเข้าไปสวมกอดเอวสอบจากด้านหลังแล้วเอ่ยถามเขาน้ำเสียงหวาน“นายหัวโกรธหนูเหรอคะ”“...”ทว่าไร้ซึ่งเสียงตอบรับจากอีกคน เธอจึงไม่รอช้าที่จะง้อเขาต่อขณะที่ยังสวมกอดเอวสอบไม่ยอมปล่อย“หนูขอโทษนะคะที่พูดกับนายหัวแบบนั้น ช่วงนี้หนูแค่รู้สึกเหนื่อยๆน่ะค่ะ นายหัวไม่โกรธหนูนะ” เมื่อเธอพูดจบอีกคนก็หันมาประจันหน้ากัน ก่อนที่เขาจะเอ่ยพูดกับเธอ“ฉันต่างหากที่ควรขอโทษยัยหนู ยัยหนูดูแลลูกของเราก็เหนื่อยอยู่แล้ว แต่ฉันก็ยังทำตัวงี่เง่าเพิ่มภาระให้หนูอีก ฉันมันเป็นสามีที่ใช้ไม่ได้เลยใช่ไหม”สิ้นเสียงทุ้ม คิ้วเรียวเล็กจึงขมวดเข้าหากันเล็กน้อย ก่อนเสียงหวานจะบ่นพึมพำเบาๆคนเดียว“คนแก่อารมณ์ขึ้นๆลงๆแบบนี้ทุกคนเลยไหมนะ หรือว่านายหัวจะเป็นวัยทอง”“อะไรทองๆนะ”เมื่อได้ยินอีกคนถาม ของขวัญจึงได้สติและกลับมาโฟกัสที่ประเด็นหลักต่อ“ไม่มีอะไรค่ะ นายหัวฟังหนูนะคะ นายหัวเป็นสามีและเป็นพ่อของลูกที่ดีมากค่ะ แต่ละวันนายหัวทำงาน
หกปีต่อมาหลังจากของขวัญเรียนจบ เธอกับจอมทัพก็แต่งงานกันทันที งานแต่งของทั้งคู่จัดขึ้นใหญ่โตสมฐานะของเจ้าบ่าวและไม่ให้ฝ่ายเจ้าสาวน้อยหน้าใคร แขกเหรื่อมากันมากมายเป็นที่พูดถึงกันไม่ขาดปาก จนสาวๆในหมู่บ้านต่างพากันอิจฉาเจ้าสาวกันเป็นแถวที่ได้สามีหล่อรวยและเพอร์เฟคไปทุกอย่าง ส่วนหนุ่มๆก็เช่นเดียวกัน ต่างพากันอิจฉาเจ้าบ่าวเฒ่าที่ได้เมียเด็กทั้งสาวทั้งสวยและน่ารักไม่มีที่ติ ช่างเป็นวาสนาของเจ้าบ่าวเฒ่าจริงๆหลังจากแต่งงานกันได้ไม่นาน ทั้งคู่ก็มีลูกชายด้วยกันหนึ่งคน ตอนนี้อายุได้หนึ่งขวบสองเดือนแล้ว มีนามว่า เจ้าขุน เด็กน้อยน่าตาน่ารักน่าเอ็นดูและอ้วนท้วมสมวัยเป็นที่รักของทุกคนในบ้าน เว้นแต่คนเป็นพ่อที่แอบอิจฉาลูกตัวเองที่มาแย่งความรักของเมียไปจากตน แม้จะรักลูกไม่ต่างกับคนอื่น แต่ก็แอบนอยด์ที่ตนไม่ได้เป็นที่หนึ่งในใจเมียเหมือนแต่ก่อน เพราะมีลูกจึงโดนแย่งความรักความสนใจไปหมด ซึ่งเขารู้ตัวดีว่าไม่ควรคิดเช่นนี้กับลูกในสายเลือด แต่มันก็อดคิดไม่ได้จริงๆ จากเคยเป็นที่หนึ่งตอนนี้กลับเป็นรองใครบ้างจะไม่นอยด์“นายหัวให้ลูกดูโทรศัพท์อีกแล้วเหรอคะ หนูบอกแล้วไงว่าลูกยังเล็กไม่ควรให้เล่นโทรศัพท์ แล้วนี่
เวลาต่อมา20:35 น.“นายหัวเห็นขนมหนูไหมคะ” เมื่อหาขนมที่เหลือไม่เจอ ของขวัญจึงหันไปถามอีกคนที่นั่งอ่านหนังสืออยู่บนเตียง เขาจึงละสายตาจากหนังสือหันมาพูดกับเธอ“แล้วที่ถืออยู่นั่นไม่ใช่ขนมเหรอ” ปากขยับพูดกับเด็กสาวขณะสายตาหลุบมองขนมในมือเล็กที่ถืออยู่หนึ่งห่อ“ก็ใช่ค่ะ แต่หนูจำได้ว่ามันยังเหลืออีกสามห่อ กลับจากสวนหนูเอาใส่ไว้ในลิ้นชักตรงนี้ แต่ทำไมมันถึงมีแค่ห่อเดียว” ขณะพูดใบหน้าก็เริ่มงองำ เธอจำได้แม่นว่าตอนกลับจากสวนเธอเอาขนมที่เหลือสามห่อเก็บไว้ในลิ้นชักข้างหัวเตียง แต่ตอนนี้กลับเหลือแค่ห่อเดียว แล้วอีกสองห่อมันหายไปไหน“ยัยหนูจำผิดรึเปล่าครับ”“ไม่นะคะ หนูจำได้ว่ามันยังเหลืออีกสามห่อ หนูกะว่าอาบน้ำเสร็จจะมากิน แต่ทำไมถึงมีอยู่แค่หอเดียว หรือว่านายหัวแอบกินของหนูคะ” เมื่อหาคำตอบให้ตัวเองไม่ได้ ก็เหลือแต่เขานี่แหละที่น่าสงสัย ทว่าอีกคนแม้จะถูกเธอกล่าวหาแต่เขาก็ยังคงนั่งนิ่ง ก่อนที่เขาจะพูดกับเธออย่างใจเย็น“ฉันไม่ชอบกินขนมฉันจะไปแย่งยัยหนูกินทำไม อีกอย่างขนมพวกนี้ฉันเป็นคนซื้อ ถ้าฉันจะกินจริงๆฉันไปซื้อเอาใหม่ก็ได้ ไม่เห็นต้องมาแอบกินของยัยหนูเลย”“ก็จริง แต่มันหายไปไหนสองห่อนะ” ยิ่ง
สองเดือนต่อมาหลังจากที่ราเชนทร์พาเมียและลูกไปพบหน้าคนที่บ้าน ทางด้านพ่อแม่ของเขาก็ชอบในตัวเข็มมุกและเอ็นดูในตัวของขวัญเป็นอย่างมาก ไม่ต้องตรวจดีเอ็นเอก็พิสูจน์ได้จากความรู้สึกผูกพันทางสายเลือด แม้ปู่ย่าจะไม่ได้เลี้ยงดูหลานมาแต่ก็สัมผัสได้ถึงสายเลือดของตน โดยไม่ต้องใช้เหตุผลใดๆแค่เห็นหน้าหลานครั้งแรกพวกท่านก็รู้สึกรักแล้วทุกอย่างลงเอยด้วยดี ซึ่งตอนนี้เข็มมุกก็ได้ย้ายไปอยู่กับราเชนทร์เรียบร้อยแล้ว ส่วนจอมทัพกับของขวัญก็อยู่ด้วยกันเช่นเดิม ทุกคนต่างได้อยู่กับคนที่รักสมใจ โดยที่คอยแวะเวียนไปหากันตลอดแล้วแต่ใครจะสะดวกมาตอนไหน แต่ส่วนใหญ่ก็จะเป็นราเชนทร์กับเข็มมุกที่เป็นฝ่ายแวะเวียนมาหาลูกสาว เนื่องจากมีลูกสาวอยู่คนเดียวก็ต้องห่วงเป็นธรรมดา แม้ว่าลูกจะมีคนรักที่คอยดูแลอยู่แล้วเป็นอย่างดี ทว่าคนเป็นพ่อแม่ก็ยังคงห่วงลูกเสมอทางจอมทัพกับของขวัญก็ยังคงใช้ชีวิตในแต่ละวันวนลูปอยู่เช่นเดิม เพิ่มเติมคือความรักที่พวกเขามีให้กันไม่เคยลดน้อยลงเลย วันไหนเด็กสาวมีเรียนจอมทัพก็จะคอยไปรับไปส่งเธอที่มหาลัยเหมือนเช่นเคย โดยที่มีนักศึกษาหนุ่มคอยมาเกาะแกะเมียเด็กของเขาให้เห็นอยู่ตลอด ซึ่งเขาก็ต้องคอยจัดการค
ด้านของขวัญแม้จะเห็นท่อนเอ็นของอีกคนมาหลายครั้งแล้ว แต่ก็ไม่เคยชินกับความใหญ่โตของมันสักที ทุกครั้งที่เห็นมันก็ใจเต้นแรงตลอด รู้สึกหวั่นๆทุกครั้ง ปฏิเสธไม่ได้ว่ากลัวมันนั่นแหละ แต่ทว่าต่อให้กลัวแค่ไหนเธอก็ยังอยากที่จะทำให้เขาอยู่ดี จึงรวบรวมความกล้าเอ่ยถามเขาที่กำลังใช้มือชักสาวท่อนเอ็นลำใหญ่ของตัวเองไม่หยุด“ละ แล้วหนูต้องทำยังไงคะ”“จับมันแบบนี้ครับ” ไม่สอนปากเปล่า มือใหญ่จับมือเล็กมากุมท่อนเอ็นของตัวเอง ก่อนจะนำพามือเล็กชักสาวมันขึ้นลงเบาๆ แล้วเอ่ยสอนต่อพร้อมกับมือใหญ่อีกข้างคอยลูบศีรษะเล็กเบาๆ“ยัยหนูแลบลิ้นออกมาเลียตรงหัวมันก่อน หรือจะเลียทั้งลำก็ได้แล้วค่อยอมมันเข้าไป จากนั้นก็ดูดมันเหมือนไอติมแท่งเลยครับ พอทำได้ไหม”“ได้ค่ะ” เด็กสาวพยักหน้าตอบทันทีที่อีกคนสอนจบ จากนั้นเธอจึงสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆแล้วพ้นลมออกแรงๆเพื่อเตรียมความพร้อมกับสิ่งที่ต้องทำ จนอีกคนที่มองอยู่หลุดยิ้มออกมาด้วยความเอ็นดูกับท่าทีของเธอในตอนนี้ เขารู้ดีว่าเด็กสาวทั้งตื่นเต้นทั้งกลัวที่จะทำเช่นนี้ให้เขา แต่แค่เธอมีใจอยากทำให้ก็ทำให้เขามีความสุขมากแล้วขณะที่นั่งมองเด็กสาวไม่ละสายตา เมื่อเห็นเธอค่อยๆเลื่อนใบหน้า
ทางด้านจอมทัพที่อุ้มกระเตงเด็กสาวเข้ามาในห้อง ก็วางร่างบางของเธอลงบนโต๊ะทำงาน ที่ตั้งอยู่ตรงมุมห้อง ขณะที่กายแกร่งของเขาแทรกกลางตรงหว่างขาเธอไม่ห่าง สองแขนแกร่งโอบกอดเอวบางเอาไว้หลวมๆ ก่อนจะเอ่ยพูดกับเธอน้ำเสียงอ่อนโยน“ยัยหนู เมื่อกี้หนูน่ารักมากเลยรู้ไหม รู้จักปกป้องฉันด้วย”“ก็หนูรักนายหัวหนิคะ หนูก็ต้องปกป้องนายหัวอยู่แล้ว““ฉันก็รักยัยหนูนะ”“รักมากแค่ไหนคะ” ขณะเอ่ยถามอีกคนสองแขนเรียวเล็กก็เลื่อนขึ้นมาคล้องลำคอหนาเอาไว้ เอียงใบหน้าเล็กน้อย มองอีกคนตาแป๋วอย่างรอคำตอบ ก่อนจะได้ยินเขาตอบออกมาน้ำเสียงอ่อนโยนฟังแล้วนุ่มหู“ฉันรักหนูมาก มากจนหนูคิดไม่ถึงหรอก”“ขนาดนั้นเลยเหรอคะ แต่ถ้าเราอยู่กันแบบนี้ไปเรื่อยๆนายหัวก็ต้องมีเบื่อหนูเข้าสักวันแหละ พอเบื่อแล้วทิ้งหนูขึ้นมาทำไง”หมับ!สิ้นเสียงหวาน จอมทัพก็จับล็อคใบหน้าเล็กเข้ามาแล้วกัดริมฝีปากล่างของเธอไปหนึ่งที เด็กสาวจึงส่งเสียงร้องอยู่ในลำคอด้วยความเจ็บ“อื้อ!”พอเขาผละปากออก เธอก็แว้ดใส่เขาทันทีขณะใบหน้าน่ารักงองำ“นายหัวกัดปากหนูทำไมคะ”“ก็โทษฐานที่ยัยหนูพูดจาไม่น่าฟังยังไงล่ะ”“บอกกันดีๆก็ได้หนิคะไม่เห็นต้องกัดกันเลย หนูเจ็บ” ไม่พูดเ







