LOGIN“แน่นอนเธอทำไม่ได้ เพราะกลัวว่าคนจะรู้เรื่องระหว่างเธอกับพ่อ” อานนท์พูดตามจริงอย่างที่ใจคิด ปกติเขาเป็นคนถนอมคำพูด และไม่ชอบจะพูดจาเสวนายาวเหยียดกับใคร แต่กับผู้หญิงตรงหน้า ขอหน่อยเถอะ
“เธอไม่รู้สึกอะไรบ้างเลยหรือไง นั่นรุ่นพ่อเธอเลย”
“หือ...”
อิงอิงถึงกับหน้าเหวอ นี่เขาคิดไปกันใหญ่แล้ว
อานนท์ที่กำลังมึนเมาจากฤทธิ์ของน้ำเหล้าที่ดื่มมากับเพื่อนก่อนหน้ารวมกับอารมณ์คุกรุ่นที่ไม่รู้ว่ามาจากไหนจึงทำให้เขาไม่คิดจะถนอมคำพูดกับผู้หญิงตรงหน้าเลยสักนิด เขายังคงพูดต่อ “ผู้หญิงหน้าด้านไร้ยางอายอย่างเธอ ไปให้ห่าง ออกไป”
อิงอิงเจอประโยคนี้เข้าไปถึงกับจุก
แต่เธอจะหน้าด้านใครจะทำไม
“ไม่ไป!” หญิงสาวพูดออกมาด้วยน้ำเสียงเด่นชัด
คราวนี้เป็นอานนท์บ้างที่รู้สึกจุกจนพูดไม่ออก
“ฉันจะไม่ไปไหนทั้งนั้น ฉันจะไม่ทำผิดอีกเป็นครั้งที่สอง ฉันจะไม่ปล่อยให้คุณต้องอยู่คนเดียว อาหมิง” อิงอิงพูดจาชัดเจนทุกคำโดยไม่ทันได้คิดอะไร ทำเอาคนฟังถึงกับนิ่งอึ้งไปคล้ายกับเหวอไปชั่วขณะ
“ฉันจะไม่ทิ้งคุณไปไหนอีกแล้ว อาหมิง ฉันจะอยู่กับคุณตลอดไป”
อิงอิงพูดเสียงเบามากกว่าเดิมเพิ่มเติมคือความหมายที่ลึกซึ้ง
“คุณจะไม่ต้องอยู่อย่างเดียวดายท่ามกลางผู้คนมากมายรายล้อม คุณจะไม่ต้องฝืนยิ้มทั้งๆ ที่ใจกำลังร่ำไห้ คุณจะไม่ต้องทุกข์ใจ...”
“พูดบ้าอะไรของเธอ?”
“...!”
เฮ่อ! คนกำลังซึ้ง
อิงอิงถอนหายใจอีกที
อานนท์ที่รู้สึกแปลกๆ อย่างประหลาดกับคำพูดน้ำเน่าอย่างนั้นถึงกับรู้สึกอุ่นวาบขึ้นมา ผู้หญิงหลายคนที่พยายามเข้าหาเขาก็มักจะมีมารยาอยู่เป็นร้อยเล่มเกวียน แต่มุขนี้เขายังไม่เคยเจอ ทำเอาขนแขนของเขาลุกเกรียวเลยทีเดียว
ผู้หญิงแต่งตัวเชยๆ ท่าทางเซอร์ๆ บุคลิกเฉิ่มๆ ผิดกับหน้าตาและคำพูดชวนขนหัวลุกแบบนี้
เกิดมาไม่เคยเจอ!
อานนท์ถึงกับยืนนิ่ง หรี่ตาก้มมองหน้าของอิงอิงอยู่อย่างนั้น
อิงอิงที่เห็นอานนท์ยืนจ้องอยู่จึงยืนนิ่งยิ่งกว่า ให้เขาได้จ้องมอง
เอาเลย มองให้หนำใจ อยากมองตรงไหน เชิญ!
หญิงสาวคิดอย่างนั้นพร้อมกับก้าวเท้าเข้าใกล้ชายหนุ่มตรงหน้าอีกนิด ยื่นใบหน้าให้เขาอีกหน่อย แถมส่งยิ้มหวานๆ ให้อีกด้วย
อานนท์ยิ่งก้มหน้ามองตาปริบๆ
“ข้าคิดถึงท่าน” อิงอิงเงยหน้าขึ้นสูงพูดเสียงเบาๆ ใส่หน้าอานนท์ “เหมือนที่ท่านก็คิดถึงข้า”
คราวนี้อานนท์ถึงกับเบิกตากว้าง
อิงอิงที่เดินเข้ามาใกล้อานนท์จนได้กลิ่นเหล้าผสมกลิ่นกายของเขายังคงคลี่ยิ้มอ่อนหวานส่งให้
ใบหน้าสวยหวานแต่โฉบเฉี่ยวจึงขยับอยู่ใกล้ๆ ใบหน้าหล่อเหลาคมคายจนปลายจมูกเฉียดกัน
“คุณกำลังยั่วผม” อานนท์พูดเสียงต่ำ เขากำลังได้กลิ่นหอมๆ ของผู้หญิงตรงหน้าผสมผสานสายตาสวยหวานซ่อนคมของเธอทำให้อารมณ์บางอย่างเริ่มมีขึ้นมา
ทั้งฤทธิ์ของเหล้า ทั้งคำพูดโบราณชวนหลอน ทั้งใบหน้าใสซื่อที่ซ่อนความร้ายกาจนั่น ทำเอาเขาที่เคยสุขุมกลับรู้สึกร้อนรุ่มแปลกๆ
เขาพยายามดึงสติของตนเองแล้วพูดเหยียดหยาม
“หากคิดจะยั่วผมก็ควรแต่งตัวให้ดูดีมากกว่านี้ ไม่ใช่แค่เสื้อยืดกางเกงผ้า”
อิงอิงได้ยินอย่างนั้นยิ่งคลี่ยิ้มแล้วสวนกลับ “เรื่องนี้เสื้อผ้าไม่เกี่ยวเลย ใจสั่งมาล้วนๆ”
“...”
เมื่อก่อนไป๋กุ้ยอิงใส่อาภรณ์ของทหารหญิง มีชุดเกราะสีดำด้านด้วยซ้ำ
จ้าวหยางหมิงเซียนยังชมว่างาม...
อิงอิงคิดอย่างนั้นพร้อมรอยยิ้มที่หวานล้ำมากยิ่งขึ้น ดวงตาทอประกายลึกล้ำมากยิ่งขึ้น
อานนท์ยิ่งรู้สึกแปลกๆ อย่างประหลาด
เขาแน่ใจว่าเป็นเพราะฤทธิ์ของแอลกอฮอร์กับอารมณ์เพศโดยธรรมชาติจึงไม่ใส่ใจรายละเอียดอะไรในความรู้สึกแปลกๆ นั่น
“อยากนักเดี๋ยวจัดให้” เขาพูดเสียงกดต่ำแค่นั้นพร้อมกับเอื้อมฝ่ามือจับเอวบางของผู้หญิงตรงหน้าให้เข้าแนบชิดกับกลางลำตัวของเขา
ผู้หญิงคนอื่นยั่วเขาไม่เคยสำเร็จ
แต่กับคนนี้ ขอหน่อยเถอะ
อิงอิงถึงกับหุบยิ้มตกใจจนตาโต แต่เธอยังไม่ทันได้คิดอะไรริมฝีปากของเขาที่ทั้งแดงและอุ่นชื้นก็แนบชิดเข้ามาที่ริมฝีปากของเธอ
อา...ริมฝีปากที่คิดถึง
อิงอิงคิดได้อย่างนั้นพลางหลับตาลงยินยอมให้เขาจูบเธอแต่โดยดี
ไม่คิดไม่ฝันว่าจะได้จูบนี้
อิงอิงยังคงคิดได้แค่นั้น
บนหอคอยสูงชันหน้าป้อมปราการแห่งแคว้นฉู่ เรือนร่างของบุรุษสูงศักดิ์ในอาภรณ์สีทอง เจ้าแห่งแผ่นดิน ยังคงยืนนิ่งอยู่อย่างนี้เป็นประจำในระยะเวลาหลายปีมาแล้วบนหอคอยสูงเสียดฟ้า เขายืนอยู่ตรงนั้น ยืนที่เดิมเหมือนดังเช่นทุกวัน รอนางอย่างหนักแน่นมั่นคงมิแปรผันตั้งแต่เมื่อวันนั้น วันที่สตรีนางเดียวในดวงใจของเขาต้องเดินทางไปปราบกบฏตามหน้าที่อันสลักสำคัญของนางวันนั้นเขาเป็นเพียงองค์รัชทายาทที่อ่อนแอไร้กำลัง วันนั้นเขาทำได้เพียงแอบยืนส่งนางเดินทางจากไปอยู่ตรงนี้ เขาได้เห็นไป๋กุ้ยอิงในวันนั้นอยู่ในอาภรณ์ของแม่ทัพหญิง นางสวมเครื่องแบบเต็มยศ ใส่เกราะหนัก แผ่นหลังตั้งตรง นั่งนิ่งๆ อย่างสง่างามอยู่บนหลังม้า นำพาขบวนทหารเดินทางจากไปเพื่อทำการศึกแดนไกลเขาส่งนางอย่างปวดใจ มองนางค่อยๆ หายไป ไกลลับตาและหลังจากนั้น ผ่านมาแล้วหลายปี เขาก็ยังคงยืนรอนางอยู่ตรงนี้รอนางอยู่ด้วยความเจ็บปวดในหัวใจที่มีเพิ่มมากขึ้นในทุกๆ วัน ทนทุกข์ทรมานเพื่อรอนางอันเป็นที่รักกลับมาแต่นางก็ไม่เคยกลับมา...ทั้งๆ ที่เขาเฝ้ารอนางอยู่ นางก็ยังคงไม่คิดจะกลับมานางไม่กลับมาอีกเลย...หลายปีผ่านพ้น จักรพรรดิแคว
รัตติกาลทอดยาว ในเรือนยิ่งดึกยิ่งเหน็บหนาว กระทั่งล่วงเช้าของอีกวัน ไป๋ฮองเฮาก็ได้รับสุราหนึ่งจอก พร้อมข้อหาร้ายแรงอิจฉาริษยา ใจแคบอำมหิต ไร้จิตเมตตา ปองร้ายสายเลือดมังกรใช่แล้ว! ไป๋หนิงไม่มีบุตรกับจ้าวหยางหมิงเซียน เพราะเขาเลือกมอบโอรสให้สตรีคนอื่นและตอนนี้เขาต้องการยกใครอีกคนขึ้นเป็นฮองเฮาแผนการร้ายอันแยบยลของเขาทำให้นางพลั้งพลาดตกบ่วงจนร่างตกจากฟ้าในพริบตานางไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพระสนมนางใดกำลังตั้งครรภ์ เพียงกลั่นแกล้งใช้อำนาจตามประสาหมายกำราบให้อยู่หมัดแต่กลายเป็นว่ามีพระสนมจากตระกูลใหญ่คนหนึ่งถึงขั้นตกเลือดและตายอย่างง่ายดายพร้อมลูกในท้องหลักฐานเอาผิดทุกอย่างล้วนชี้มาที่นางอย่างชัดเจน จนตระกูลฝั่งมารดาของสนมคนนั้นถึงปลุกระดมผู้คนลุกฮือ เพื่อเรียกร้องความยุติธรรมอย่างเอาเป็นเอาตาย“ด้วยโอรสสวรรค์รักความยุติธรรม จึงมิอาจเพิกเฉย ละเลยเหล่าชาวประชา ทว่าเพราะทรงมีเมตตาที่เปี่ยมล้น พระองค์จึงมิทรงแขวนคอเสียบร่างประจานหน้าประตูเมือง เพราะอาจมีภาพไม่น่ามอง เพียงปลดจากตำแหน่งฮองเฮาและประทานเหล้าพิษถึงตำหนักชั้นใน” ขันทีกล่าวเสียงเนิบไป๋หนิงก้มหน้ามองจอกเหล้าในมือผ่านม่านน
เลือกที่จะจากไปพร้อมกับลูกในครรภ์นี่ย่อมเป็นทางเลือกที่ดี เพื่อเขา...ต่อให้ไม่ตายนางก็ไม่มีทางกลับไปหาเขาคำสัญญาที่ให้ไว้จำต้องตระบัดสัตย์แล้วแววตาไป๋กุ้ยอิงพลันลุกโชนด้วยขุมพลังครั้งสุดท้าย หากองค์ชายรองยังไม่ตาย นางไม่มีทางตาย...สงครามปราบกบฏพลันปะทุขึ้นอย่างรุนแรงอีกครั้ง พื้นพสุธาเต็มไปด้วยทะเลโลหิตไหลนองท้ายที่สุด ไป๋กุ้ยอิงก็สู้จนตัวตายหลายเดือนต่อมา บนหอคอยสูงเฉียดฟ้า ภายในพระราชวังอันวิจิตรตระการตาของแคว้นฉู่ จ้าวหยางหมิงเซียนยืนนิ่งเงียบงัน ท่วงท่าสูงส่งเย็นชา รอบกายแผ่ซ่านความสูงศักดิ์เปี่ยมบารมีไม่แปรเปลี่ยน แต่ที่เปลี่ยนไปก็คือจิตใจของเขาที่กลายเป็นด้านชา ไร้ความรู้สึกเฉกเช่นมนุษย์ที่เป็นบุรุษทั่วไปหากย้อนเวลากลับไปได้เขาจักแปรเปลี่ยนชะตาลิขิตเขาจะทำทุกอย่างไม่ให้คนสำคัญเช่นไป๋กุ้ยอิงต้องหายไปกลายเป็นเพียงแค่ความทรงจำคืนนั้น แม้เขาปรารถนารั้งนางไว้ข้างกายไม่ห่างหาย แต่ทว่าภารกิจและหน้าที่ย่อมสำคัญไม่อาจเปลี่ยนไป นางยังคงต้องเดินทางไกลไปทำตามหน้าที่อันสลักสำคัญยิ่งตามคำสั่งประกาศิตขององค์ฮ่องเต
อึดใจต่อมา ฝนธนูถี่ยิบราวกับพายุลูกน้องของนางที่เคลื่อนพลกันมาร่วมรบกับนางแบ่งเป็นสองฝักสองฝ่ายหนึ่งคือผู้ภักดีต่อนางสองคือผู้ที่ภักดีต่อคนที่นางรักแลเคารพฝ่ายหนึ่งที่เป็นผู้ภักดีได้ตายไปจนหมดสิ้นแล้ว เหลือเพียงฝ่ายสองพวกเขารอเวลากลับไปเพื่อแจ้งข่าวเรื่องราวของนางไป๋กุ้ยอิงค่อยๆ หลับตา หัวเราะหยันในลำคอเบาๆ ให้กับดินฟ้าที่ไร้ความยุติธรรม นางเป็นตัวแทนออกศึกครานี้เพื่อหมายปราบกลุ่มกบฏนอกเขตเมืองหลวงและไล่ล่ากันมาจนถึงเขตชายแดนแห่งแคว้นฉู่แห่งนี้เพราะอะไรการศึกครั้งนี้นางรู้แล้วว่ามันเป็นแผนการของใครพวกเขาพร้อมใจกันไล่ล่าที่หมายมาดให้นางมาตายด้วยความปราชัยนอกเขตเมืองหลวงอันแสนไกลนางผิดเองที่เกิดมาเป็นสตรีไร้ศักดิ์ไร้ฐานะฐานันดร ไม่มีอำนาจต่อกรที่มากพอจะเคียงคู่กับมังกรสูงศักดิ์เช่นเขาแต่แล้วอย่างไร อุตส่าห์หลีกทางให้กลับไม่เพียงพอ ขอให้บุตรสาวของตัวได้เป็นชายาของจ้าวหยางหมิงเซียนนางก็ยอมแล้วให้แล้วปะไร เช่นนั้นแล้ว ศึกครานี้ก็ถือเสียว่านางได้ทดแทนบุญคุณให้กับทุกคนก็แล้วกัน!ไป๋กุ้ยอิงคิดอย่างนั้นพลางจ้องมองไปรอบทิศทาง สายตาดุดันข่มขวัญนางถลันขึ้นหน้า คว้าหมับที่ก
เขาสอดแทรกแก่นกายร้อนผ่าวเข้าผสานร่องกลีบของร่างบางแล้วเริ่มบอกรักนางด้วยจังหวะเนิบนาบเข้าออกนุ่มนวล ขยับเน้นๆ ก่อนจะค่อยๆ แปรเปลี่ยนเพิ่มจังหวะจากเคลื่อนที่เบาๆ เป็นกระแทกแรงขึ้นพาเอาสตรีใต้ร่างต้องส่งเสียงครวญครางอย่างรัญจวนนางยกฝ่ามือขึ้นจับขยุ้มตรงช่วงไหล่เพื่อหาหลักยึดเมื่อจังหวะของเขาเริ่มกระชั้นถี่ กระแทกเข้าออกขึ้นลงรุนแรง “อาหมิง...” นางหายใจหอบหนักครางเรียกชื่อเขา“ข้ารักเจ้า...อาอิง...” เขาครางเสียงแหบต่ำสั่นพร่าพร้อมจังหวะกระแทกกระทั้นหนักขึ้น “ข้ารักท่าน...”“ข้ารักเจ้า...”“ข้าจะกลับมา...”“ข้าจะรอ...”และตามด้วยประโยคคำเดิมซ้ำๆ พร้อมเสียงของเนื้อกระทบกันดังสอดประสานอย่างเร่าร้อน“ข้ารักเจ้า อาอิง...รักเจ้าเหลือเกิน”จ้าวหยางหมิงเซียนยังคงเอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบพร่าดังกระเส่าขณะกำลังขยับเรือนร่างกำยำเข้าออกอย่างเป็นจังหวะอยู่บนเรือนร่างของไป๋กุ้ยอิงเขาพาช่วงกลางลำตัวขับเคลื่อนพายุอารมณ์กับนางจนคลายความคิดถึงและโหยหาอย่างรู้ใจกันและกันไป๋กุ้ยอิงหลับตาแหงนหงายใบหน้าที่แดงก่ำและตอบรับด้วยเสียงครวญครางแสนหวาน นางยินดีมอบสิ่งมีค่าที่สุดในชีวิตให้จ้าวหยางหมิงเซียนแบบทั้งตัวแล
ทุกวันในตำหนักบูรพา บรรดาชายาของเขามักจะก่อสงครามประสาทและสาดภาษาดอกไม้ฟาดฟันใส่กันไม่ยั้ง ทั้งยังเรียกร้องความสนใจจากเขาไม่เว้นวัน พวกนางพากันสร้างเรื่องสร้างราวช่วงชิงความโปรดปรานกันอยู่ทุกวี่วัน แต่ละคราล้วนปวดเศียรเวียนเกล้าเป็นที่เอือมระอาแต่ด้วยตำแหน่งและอำนาจ รวมถึงมิอาจผิดใจกับตระกูลของพวกนาง เขาจึงจำต้องแบ่งเวลาให้อย่างอดทน แม้จะรำคาญใจแทนทนไม่ไหวในขณะที่ไป๋กุ้ยอิงเพียงยืนมองเขาด้วยความเข้าใจและเป็นห่วงอยู่ห่างๆ นางยังคงอดทนมองเขาอยู่อย่างนั้นไม่เคยปริปากบ่นหรือกล่าวโทษเขาแต่อย่างใด นางเจ็บปวดมากมายปานใดไยเขาจะไม่เข้าใจเขาเองก็เจ็บปวดในหัวใจไม่แพ้กันกับนาง ในห้องหนังสือตำหนักบูรพาเสิ่นหลีเข้ามารายงานด้วยสีหน้าเคร่งเครียดว่า “ทูลรัชทายาท ไป๋กุ้ยอิงได้ตัดสินใจออกเดินทางไปทำศึกปราบกบฏพ่ะย่ะค่ะ”พู่กันในมือพลันชะงัก จ้าวหยางหมิงเซียนเงยหน้า ละสายตาตำรายุทธการศึกทันที“เจ้าว่าอย่างไรนะ?”นั่นจึงทำให้จ้าวหยางหมิงเซียนได้ตระหนักขึ้นมาว่าเขากับนางกำลังทำเรื่องผิดพลาดไปนางคงไม่อยากทนเห็นเขาอยู่กับสตรีอื่นอีกต่อไปและเขาเองก็ไม่อยากประชดประชันนางอีกต่อไปแล้วเช่นเดี
เวลา 18.10 น. ในต่างจังหวัดนอกกรุงเทพฯ ณ โขดหินกลางทะเลที่ตั้งตระหง่านห่างไกลจากชายหาดออกมาในเวลานี้เป็นเวลาค่อนข้างที่จะเย็นมากแล้วจึงเริ่มมีปรากฏการที่เรียกว่าพระอาทิตย์ตกน้ำ หากกำลังยืนมองบนเนินดินก็จะเรียกว่าพระอาทิตย์ตกดิน แต่ตอนนี้อานนท์กับอิงอิงกำลังอยู่ในน้ำจึงมองเห็นเป็นพระอาทิตย์ตกน้ำ พ
ถึงแม้ว่าเธอจะเป็นเพียงผู้หญิงคนหนึ่งที่เข้ามาในชีวิตของเขาเพียงแค่ไม่กี่วัน ถึงแม้ว่าเธอจะใจง่ายให้เขาได้จับกินอย่างนั้น แต่เธอกลับแตกต่างจากผู้หญิงทั่วไปที่เพียงแค่รักสนุกเธอเหมือนมีความรู้สึกลึกล้ำแปลกๆ เธอทำให้เขารู้สึกแปลกประหลาดอยู่ในใจ เขารู้สึกดีใจแบบแปลกๆ เขารู้สึกอบอุ่นแบบบอกไม่ถูก แต่ทั
อานนท์ยังคงก้มหน้าลงเป่าลมหายใจอุ่นร้อนรดช่วงไหล่ของอิงอิงอยู่ทางด้านหลัง ในขณะทีอิงอิงยังคงแหงนหงายใบหน้าหลับตาพริ้มพ่นลมหายใจถี่ๆ เช่นเดียวกัน ทุกอย่างที่ทำกันช่างสามัคคี“อือ...อาหมิง...” อิงอิงส่งเสียงครางครวญเรียกชื่อของอานนท์ตลอดเวลาในขณะที่บั้นท้ายของเธอยังคงถูกเขากระแทกกระทั้นเป็นจังหวะหนัก
“อืม...” อิงอิงส่งเสียงครางออกมาเมื่อฝ่ามือของอานนท์เลื่อนลงต่ำอยู่ใต้น้ำตรงตำแหน่งเนื้อนูนกลางลำตัวของเธอในขณะที่ริมฝีปากของเขายังคงดูดดันอยู่ตรงยอดอกที่ไวต่อความรู้สึกของเธอ เธอแอ่นอกจนตัวโค้งอย่างสวยงามให้เขาได้กระทำตามใจทั้งส่วนบนและส่วนล่างชายหนุ่มถอนริมฝีปากของเขาออกจากเนินเนื้อกลมกลึงตรงหน้







