LOGIN“องค์รัชทายาท! จะทำอะไรหยุดนะ!”
“ข้าจะส่งเสริมเจ้าทำทานอย่างไรเล่า”
น้ำเสียงเข้มเอ่ยโต้ตอบพร้อมกับจับเรียวขางามแยกออกจากกัน ร่างสูงกำยำแทรกเข้ากลางกายสาว ขยับเอวหนาสอดประสานความเป็นบุรุษ
“หยุดนะ! ข้าเจ็บ!”
“หากไม่อยากเจ็บก็อยู่นิ่งๆ” เหลียงเฟิงไห่เอ่ยบอกเสียงแหบพร่า เมื่อยามที่ร่างกายของเขาประสานสอดแทรกเข้าสู่ตัวนาง ความคับแน่นที่ตอดรัดโต้ตอบก็ทำให้เขาสั่นสะท้าน ร้อนผ่าวจนแทบต้านทานไม่ไหว
“หลินหลินอย่าเกร็ง ข้า...”
“อะ... ข้าเจ็บ! พอแล้ว!” เสียงครวญกระเส่าของนางที่หลุดลอดออกมายามที่เขาขยับเอวหนา เป็นดุจเชื้อเพลิงที่โยนเข้ากองไฟ ร่างกายของรัชทายาทแคว้นฉู่ร้อนผ่าว ขนกายลุกชันจวนเสร็จสม หากแต่ถ้าเขาพ่ายแพ้ต่อนางง่ายดายเพียงนี้คงถูกนางดูแคลนอย่างแน่นอน
เหลียงเฟิงไห่ขบกรามแน่น ร่างกายเรียกร้องให้เขาขยับเอวหนาจนสุดกำลังเพื่อกลืนกินนาง เพียงแต่แค่เริ่มขยับตัว จ้าวฟางหลินก็แอ่นอกกรีดร้องออกมาอย่างเจ็บปวด เหมือนร่างกายจะฉีกขาดออกจากกันเหลียงเฟิงไห่มองใบหน้าหวานที่ส่ายหน้าไปมาพร้อมกับหยาดน้ำตาที่ไหลอาบแก้ม มือหนาปล่อยขาเรียวลงข้างกาย ก่อนใช้ปลายนิ้วกดบดคลึงที่เนินเนื้อกลางกาย กระตุ้นปลุกเร้านาง
“อื้ม...”
เมื่อถูกคนเหนือร่างปลุกเร้าอย่างหนักหน่วง จ้าวฟางหลินก็บิดตัวร้องครวญเสียงกระเส่าเหลียงเฟิงไห่เห็นร่างกายนางเริ่มตอบสนองก็โน้มตัวลง แนบริมฝีปากร้อนดูดกลืนยอดอก ตวัดลิ้นร้อนไปทั่วดอกบัวตูม ขณะที่เอวหนาก็ยังคงค่อยๆ ขยับเคลื่อนไหวฝังตัวในกายนางอย่างช้าๆจนกระทั่งถึงกลางลำ
“อะ...”
เสียงครวญกระเส่าดังสอดประสานกับจังหวะนิ้วยาวที่บดคลึง ใบหน้าขององค์หญิงจากต่างแดนแดงก่ำ เส้นผมเงางามเปียกชุ่ม ความเจ็บปวดในคราแรกแปรเปลี่ยนเป็นร้อนผ่าว ความรู้สึกแปลกประหลาดตีตื้นขึ้นมาในร่างกายเรียกร้องสัมผัสจากเขา
“อะ... อื้ม...”
เฟิงไห่ยิ้มออกมาอย่างพอใจเมื่อเอวบางเริ่มขยับเข้าหาเขาอย่างเรียกร้อง
“หลินหลินอยู่นิ่งๆ ไม่เช่นนั้นจะเจ็บมาก” เพราะร่างกายของนางบอบบางเกินไป หากเขารุกล้ำเข้าหานางในคราวเดียวนางย่อมไม่อาจรับไหว เพียงแต่ตอนนี้เขาเองก็ไม่อาจควบคุมตนเองได้แล้วเช่นกัน เอวหนาค่อยๆ ขยับอย่างอ่อนโยน หากแต่ทุกการเคลื่อนไหวกลับมั่นคง เพียงชั่วอึดใจก็ฝังตัวลงในกายนางจนสุดทาง
“อะ...อ้าส์...”
ร่างบางรีบยกมือขึ้นปิดปากตนเองเพราะหลุดเสียงน่าอายออกมา มุมปากของรัชทายาทแคว้นฉู่ยกขึ้นอย่างพึงพอใจ ก่อนจะขยับเอวถอยห่างและแนบชิดจนสุดทางอีกครั้ง
“อะ... คนป่าเถื่อนหยุดนะ” จ้าวฟางหลินร้องบอกเสียงสะท้าน เมื่อถูกเอวหนาขยับเร่งจังหวะถี่กระชั้น
“หยุดอย่างนั้นหรือ...” เหลียงเฟิงไห่เอ่ยเสียงแหบพร่าเย้ยหยัน ก่อนจะขยับเอวเน้นหนักจนคนใต้ร่างตัวสั่นคลอน
“เจ้าตอดรัดข้าแน่นเพียงนี้ ต้องการให้ข้าหยุดจริงหรือ...พระชายาบรรณาการ”
“อะ... ชั่วช้า ข้า... อื้ม”
สิ้นประโยคนั้นจ้าวฟางหลินก็ไม่เหลือสติคิดถ้อยคำต่อว่าเขาอีก ร่างกายของนางร้อนผ่าว เอวบางขยับตอบสนอง เรียกร้องตอดรัดเขาโดยไม่รู้ตัวเหลียงเฟิงไห่แหงนหน้าร้องครวญเสียงแหบพร่าอย่างพึงพอใจ ขยับเอวหนากลืนกินนางอย่างหนักหน่วงต่อเนื่อง ดวงตาคมมองร่างบอบบางของพระชายาที่สั่นไหวตามแรงเอวหนา แล้ววางสองมือจับยึดบีบเคล้นอกอวบอิ่มที่กระเพื่อมไหวมือเรียวบางของจ้าวฟางหลินขยุ้มผ้าปูเตียงจนยับย่น ขยับยกเอวบางโต้ตอบ ร่างกายทั้งเสียวทั้งเจ็บเกิดความรู้สึกหลากหลายที่ไม่คุ้นเคย ใบหน้าหวานเชิดขึ้น ริมฝีปากอ้าออกเพื่อหอบหายใจสลับกับครวญครางเหลียงเฟิงไห่ถูกคนใต้ร่างตอดรัดโต้ตอบอย่างไร้เดียงสา ก็ไม่อาจควบคุมตนเองเอาไว้ได้ มือหนาเคลื่อนลงมาจับยึดเอวบางแล้วขยับเอวหนาสุดกำลัง จ้าวฟางหลินถูกเขาส่งแรงรักเข้ามาอย่างหนักหน่วงร่างกายก็ไม่อาจต้านทาน เกร็งกระตุกสั่นสะท้านตอดรัด
“หยุด! ข้าไม่ไหวแล้ว อื้ม...” เสียงร้องครวญหวานของพระชายาต่างเมืองดังลั่นห้อง ร่างกายของผู้เป็นรัชทายาทก็ไม่อาจทนต่อไปได้อีก ขยับเอวหนาอีกระลอกก็ปลดปล่อยสายน้ำอุ่นอาบไว้กลางกายนางทว่าจ้าวฟางหลินยังไม่ทันได้พักหายใจ ผู้เป็นสวามีก็จับเอวบางพลิกคว่ำ มือหนาช้อนสะโพกให้ยกขึ้น ก่อนจะเสียบแท่งหยกลงไปอีกครั้ง
“อ่าส์...ไอ้คนป่าเถื่อน...ปล่อยข้า...พอแล้ว”เสียงหวานเอ่ยปากห้ามอย่างอ่อนแรง เอ่ยออกมาแต่ละคำช่างยากเย็น และน่าอับอายเพราะเสียงนางสั่นจากแรงกระแทกถี่ที่ด้านล่าง
“อ้าส์...พอได้อย่างไรดูเจ้าออกจะชอบสิ่งนั้นของข้า มิเช่นนั้นจะตอดรัดข้าแน่นอย่างนี้หรือ”
จ้าวฟางหลินกรีดร้องออกมา ทว่าไม่สามารถตอบโต้กลับไปได้แม้เพียงครึ่งคำ สติที่พึ่งคืนกลับถูกเขาทำให้เลือนหายอีกครั้งเหลียงเฟิงไห่ไม่ได้เบาแรงตนเองลงเลยสักเพียงนิด ร่างหนาเอาแต่ใจตนเอง ขยับเอวหนาจวบจนรุ่งสางก็ยังไม่ยอมรามือจวบจนเห็นว่าพระชายาตนเองนอนหลับใหลราวคนสิ้นสติ เอวหนาจึงเน้นหนักปลดปล่อยความสุขสมอีกระลอกแล้วจึงยอมหยุดมือ ก้าวลงจากเตียงไปหยิบเสื้อคลุมออกมาใส่ และเดินออกไปสั่งนางกำนัลเข้ามาเช็ดเนื้อตัวให้พระชายาบรรณาการของตน
เมื่อสั่งเสร็จองค์รัชทายาทหนุ่มก็เดินกลับไปยังห้องนอนของตนเองอย่างไม่สนใจไยดีอีก เขาไม่ต้องการจะร่วมหลับนอนห้องเดียวกับนาง และเมื่อสั่งสอนคนอวดดีเสร็จก็ไม่มีเหตุผลต้องอยู่ต่อ ร่างหนาเดินจากไปอย่างเบาตัว
ตอนที่ 6 กฎข้อที่ยี่สิบหลังจากที่เหลียงเฟิงไห่เข้าไปหาเรื่องนางในห้องอาบน้ำวันนั้น จ้าวฟางหลินก็ไม่เห็นพระพักตร์ของพระสวามีตนเองอีกเลย นางออกมาจากห้องอาบน้ำก็เห็นเหล่านางกำนัลจัดเตรียมสำรับอาหารอย่างดีเอาไว้รออยู่ก่อนแล้ว ทว่าเจ้าของตำหนักกลับไม่อยู่ หลังจากรับอาหารมื้อนั้นจ้าวฟางหลินก็ถามเวลาอาหารที่แน่นอนของที่แห่งนี้ ทว่าคำตอบจากเหล่านางกำนัลกลับไม่เป็นเช่นที่สวามีขู่นาง หากนางอยากรับอาหารหรือของว่างยามใดก็ย่อมได้ ร่างอรชรได้แต่ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันอย่างมาดร้าย เรื่องเพียงนี้ไยต้องมาขู่กันเล่น เหลียงเฟิงไห่ถูกเรียกตัวไปปราบโจรภูเขาที่อี้หนานผ่านไปถึงยี่สิบห้าวันแล้วองค์รัชทายาทก็ยังไม่กลับตำหนัก จ้าวฟางหลินนั่งจิบชาอยู่ในสวนกลางตำหนักไป่เหอ เป็นตำหนักที่คนป่าเถื่อนนั้นมอบให้นางได้อยู่อาศัย ใบหน้าหวานคิดทบทวนถึงเรื่องที่ผ่านมา ไม่เข้าใจว่าเกิดสิ่งใดขึ้นเมื่อตอนที่สวามีไปรับนางจากวังหลวงท่าทีของเขาก็ยังดูเหมือนเป็นปกติเฉกเช่นคนทั่วไป ทว่าเมื่อเปิดผ้าคลุมหน้าออกเพียงเท่านั้น นางก็ได้รับสายตาเย็นชากลับคืนมาทันที “นางกำนัลหลี่ ข้าอยากไปเยี่ยมท่านตาเสียหน่อยจะได้หรือไม่”นางกำนัลหลี่นางกำน
ตอนที่ 5ไม่เลี้ยงคนอ่อนแอถางเย่ยกถังน้ำเข้ามาในห้อง เมื่อนางกำนัลคนสนิทเห็นสภาพองค์หญิงของตนเอง น้ำตานางก็ไหลออกมาอย่างห้ามไม่ได้“โธ่...องค์หญิงของเย่เย่”มือนางกำนัลหยิบผ้าชุบน้ำมาเช็ดรอยคราบน้ำรักที่แห้งกรังเต็มเนื้อตัวเจ้านายตนเอง บนร่างกายที่ขาวนวลเต็มไปด้วยรอยแดง บางแห่งก็แดงเข้มเหมือนจะช้ำ ยิ่งบริเวณเนินอก หน้าท้อง และต้นขา ยิ่งแดงเป็นจ้ำอย่างน่าหวาดกลัวถางเย่ยกมือข้างหนึ่งปิดปากกลั้นเสียงสะอื้นไห้จนตัวสั่นคลอน แต่ถึงแม้ถางเย่จะร้องไห้จนตัวสั่นสักเพียงใด จ้าวฟางหลินก็ไม่มีเรี่ยวแรงจะตื่นมาปลอบใจนางได้อีก“อย่าร้อง...ข้าไม่เป็นอันใด”เมื่อพูดเสร็จร่างบางก็เข้าสู่ห้วงนิทราไปทันที นางกำนัลคนสนิทเห็นดังนั้นก็รีบสวมอาภรณ์ให้พระชายาอย่างเบามือ เมื่อเสร็จสิ้นทุกอย่างนางก็ร่นถอยออกไปนอนหน้าห้องเช่นเดิมยามเฉิน (07.00-08.59)จ้าวฟางหลินตื่นขึ้นมาพร้อมกับความปวดร้าวไปทั่วสรรพางค์กาย คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันแน่น นางเปิดผ้าคลุมกายตนเองออกก็เห็นว่าร่างกายมีอาภรณ์สวมอยู่ เมื่อนึกดูดี ๆ แล้วก็จำได้ว่าเป็นถางเย่นางกำนัลคนสนิทที่ตามมาจากซีจิ้งเป็นคนผลัดเปลี่ยนให้ มือเรียวยกขึ้นลูบไล้บนที่นอนด้านข
ตอนที่ 4 ป่าเถื่อนที่แท้จริง“องค์รัชทายาท! จะทำอะไรหยุดนะ!”“ข้าจะส่งเสริมเจ้าทำทานอย่างไรเล่า”น้ำเสียงเข้มเอ่ยโต้ตอบพร้อมกับจับเรียวขางามแยกออกจากกัน ร่างสูงกำยำแทรกเข้ากลางกายสาว ขยับเอวหนาสอดประสานความเป็นบุรุษ“หยุดนะ! ข้าเจ็บ!”“หากไม่อยากเจ็บก็อยู่นิ่งๆ” เหลียงเฟิงไห่เอ่ยบอกเสียงแหบพร่า เมื่อยามที่ร่างกายของเขาประสานสอดแทรกเข้าสู่ตัวนาง ความคับแน่นที่ตอดรัดโต้ตอบก็ทำให้เขาสั่นสะท้าน ร้อนผ่าวจนแทบต้านทานไม่ไหว“หลินหลินอย่าเกร็ง ข้า...”“อะ... ข้าเจ็บ! พอแล้ว!” เสียงครวญกระเส่าของนางที่หลุดลอดออกมายามที่เขาขยับเอวหนา เป็นดุจเชื้อเพลิงที่โยนเข้ากองไฟ ร่างกายของรัชทายาทแคว้นฉู่ร้อนผ่าว ขนกายลุกชันจวนเสร็จสม หากแต่ถ้าเขาพ่ายแพ้ต่อนางง่ายดายเพียงนี้คงถูกนางดูแคลนอย่างแน่นอนเหลียงเฟิงไห่ขบกรามแน่น ร่างกายเรียกร้องให้เขาขยับเอวหนาจนสุดกำลังเพื่อกลืนกินนาง เพียงแต่แค่เริ่มขยับตัว จ้าวฟางหลินก็แอ่นอกกรีดร้องออกมาอย่างเจ็บปวด เหมือนร่างกายจะฉีกขาดออกจากกันเหลียงเฟิงไห่มองใบหน้าหวานที่ส่ายหน้าไปมาพร้อมกับหยาดน้ำตาที่ไหลอาบแก้ม มือหนาปล่อยขาเรียวลงข้างกาย ก่อนใช้ปลายนิ้วกดบดคลึงที่เนินเน
ตอนที่ 3 เชื่อมสัมพันธไมตรี“พระองค์ไม่ทรงพอพระทัยหม่อมฉันหรือเพคะ”เสียงใสถามออกไปอย่างไม่เข้าใจ ไม่ใช่มีเพียงแค่นางที่ไม่เต็มใจ เขาเองก็ไม่เต็มใจเช่นกันใช่หรือไม่ คิ้วเรียวขมวดขึ้นอย่างใช้ความคิด ถึงแม้จะรู้ดีว่าเชื้อพระวงศ์โดยมากก็มักจะแต่งงานเพื่อความเหมาะสม หาได้มีเรื่องรักใคร่มาเกี่ยวข้อง หากแต่นางเองก็เป็นเพียงสตรีนางหนึ่ง ย่อมอยากแต่งให้บุรุษที่รักยิ่งไม่ได้เชียวหรือ ถึงแม้จะมิมีใจทว่าท่าทางรังเกียจกันเช่นนี้ ก็เกินจะรับไหว“คำพูดข้าเจ้าไม่เข้าใจตรงไหน หรือสตรีซีจิ้งจะโง่เขลาเบาปัญญา หูพิการถึงได้ไม่เข้าใจคำพูดของข้า”น้ำเสียงเย็นชาเอ่ยออกไป พร้อมด้วยสายตาที่มองมาอย่างดูแคลน จ้าวฟางหลินสูดลมหายใจเข้าปอดจนสุดเพื่อข่มกลั้นโทสะในใจเอาไว้ ตั้งแต่เล็กจนโตยังไม่เคยมีผู้ใดกล้าใช้วาจาหยาบคายกับนางเช่นนี้ องค์ชายแคว้นฉู่ไม่เพียงแค่ป่าเถื่อนดังคำร่ำลือ ทว่าฝีปากยังจัดจ้านกว่าสตรีบางผู้บางคนเสียอีก เพียงแค่เจอหน้า ยังมิทันได้พูดจากลับต่อว่าต่อขานนางเสียแล้ว“เช่นนั้นเหตุใดองค์รัชทายาทผู้ยิ่งใหญ่ไม่ทรงปฏิเสธตั้งแต่ครั้งแรกเลยล่ะเพคะ จะให้หม่อมฉันทนลำบากเดินทางมายังบ้านป่าเมืองเถื่อนของพระอ
ตอนที่ 2 ขบวนเกี้ยวเจ้าสาวที่งดงามเกี้ยวเจ้าสาวขนาดแปดคนหามเคลื่อนขบวนออกจากวังหลวงตั้งแต่ยามเหม่า การตกแต่งประดับประดานับว่าประณีตงดงามไร้ที่ติ ถึงคณะเดินทางจะออกจากแคว้นซีจิ้งเช้าปานนี้ ทว่าประชาชนก็ยังรวมตัวออกมาส่งองค์หญิงอันเป็นที่รัก หีบสินเดิมทอดยาวเป็นสาย บ่งบอกถึงความสำคัญขององค์หญิงในพระทัยพระบิดาร่างอรชรในเกี้ยวเจ้าสาวนั่งหลังเหยียดตรงใบหน้าภายใต้ผ้าแดงมงคลเรียบเฉย เสียงอวยพรที่ดังมิได้เข้าหู เพราะในใจรู้ดีว่าการแต่งงานครั้งนี้เป็นไปตามคำบัญชา หาใช่ความรู้สึกแท้จริงไม่ ทันทีที่สวมใส่ชุดวิวาห์สีแดงสดภายในใจก็หนักอึ้ง หนทางข้างหน้าจะดีหรือร้ายไม่อาจคาดเดา จ้าวฟางหลินหลับตาลงช้า ๆ เสียงผู้คนเริ่มไกลออกไปจนกระทั่งเสียงเหล่านั้นเงียบลงไปในที่สุด นางคงเดินทางออกนอกเมืองหลวงเป็นที่เรียบร้อยแล้ว“องค์หญิงเพคะ ขบวนเราจะพักโรงเตี๊ยมข้างหน้า องครักษ์เฉินล่วงหน้าไปเตรียมสถานที่ไว้แล้ว เราจะหยุดค้างหนึ่งคืน องค์หญิงพอพระทัยหรือไม่เพคะ” จ้าวฟางหลินถอนหายใจออกมา พลันในใจอดจะคิดไม่ได้ว่าหากไม่พอใจเล่าจะอยู่ที่โรงเตี๊ยมแห่งนี้ตลอดไปได้หรือ ทว่าความคิดก็คงเป็นได้เพียงความคิด สิ่งที่แสดงออก
ตอนที่ 1 มิอาจฝืนชะตา“...เสด็จพ่อลูกไม่แต่งได้หรือไม่ แคว้นฉู่มิใช่เป็นแคว้นที่ป่าเถื่อนหรอกหรือ เสด็จพ่อส่งลูกไปเช่นนี้เห็นทีว่าคงจะส่งลูกไปสู่ความตาย ไม่ทรงรักลูกแล้วหรือเพคะจึงได้ผลักไสกันเช่นนี้”น้ำเสียงหวานเอ่ยตัดพ้อผู้เป็นบิดาจ้าวฝูหมิงองค์ฮ่องเต้แคว้นซีจิ้งถอนหายใจออกมาอย่างปวดใจ ไม่ใช่ว่าพระองค์จะไม่ทรงรักพระธิดาคนนี้ของตน ทว่าพันธสัญญาที่เคยมอบให้ไว้กับแคว้นเพื่อนบ้านนั่นก็สำคัญ เป็นกษัตริย์ตรัสแล้วมิอาจคืนคำ“หลินเอ๋อร์ใช่ว่าพ่อจะไม่รักเจ้า แต่เพราะสวรรค์ลิขิตเอาไว้เช่นนี้ อีกอย่างแคว้นฉู่ก็หาได้ป่าเถื่อนอย่างที่ว่า เสียงร่ำลือมักเกินจริงเสมอ ไม่เห็นหรือว่าผู้คนต่างก็ลือกันไปว่าซานเอ๋อร์ดุร้ายเช่นไร แต่เจ้าก็เห็นแล้วมิใช่หรือว่าน้องสามของเจ้าหาได้เป็นเช่นนั้น ชาวฉู่ก็เช่นกัน อย่าได้ด่วนตัดสินเพียงแค่ได้ยินมาหากเจ้ายังไม่พบเจอลูกเอ๋ย” ถึงแม้จะได้ยินคำปลอบประโลมจากบิดาจ้าวฟางหลินก็หาได้คลายความกังวลไม่ ใบหน้าหวานยังคงอาบไปด้วยหยาดน้ำตา สายตาตัดพ้อยังคงส่งไปที่องค์ฮ่องเต้อย่างไม่ลดละ “เสด็จพ่อเมตตาลูกสักครั้งเถอะเพคะ ลูกไม่อยากจากบ้านจากเมืองไปไกลเช่นนี้ ให้ลูกได้อยู่ปรนนิบ







