LOGIN“พระองค์ไม่ทรงพอพระทัยหม่อมฉันหรือเพคะ”
เสียงใสถามออกไปอย่างไม่เข้าใจ ไม่ใช่มีเพียงแค่นางที่ไม่เต็มใจ เขาเองก็ไม่เต็มใจเช่นกันใช่หรือไม่ คิ้วเรียวขมวดขึ้นอย่างใช้ความคิด ถึงแม้จะรู้ดีว่าเชื้อพระวงศ์โดยมากก็มักจะแต่งงานเพื่อความเหมาะสม หาได้มีเรื่องรักใคร่มาเกี่ยวข้อง หากแต่นางเองก็เป็นเพียงสตรีนางหนึ่ง ย่อมอยากแต่งให้บุรุษที่รักยิ่งไม่ได้เชียวหรือ ถึงแม้จะมิมีใจทว่าท่าทางรังเกียจกันเช่นนี้ ก็เกินจะรับไหว
“คำพูดข้าเจ้าไม่เข้าใจตรงไหน หรือสตรีซีจิ้งจะโง่เขลาเบาปัญญา หูพิการถึงได้ไม่เข้าใจคำพูดของข้า”น้ำเสียงเย็นชาเอ่ยออกไป พร้อมด้วยสายตาที่มองมาอย่างดูแคลน จ้าวฟางหลินสูดลมหายใจเข้าปอดจนสุดเพื่อข่มกลั้นโทสะในใจเอาไว้ ตั้งแต่เล็กจนโตยังไม่เคยมีผู้ใดกล้าใช้วาจาหยาบคายกับนางเช่นนี้ องค์ชายแคว้นฉู่ไม่เพียงแค่ป่าเถื่อนดังคำร่ำลือ ทว่าฝีปากยังจัดจ้านกว่าสตรีบางผู้บางคนเสียอีก เพียงแค่เจอหน้า ยังมิทันได้พูดจากลับต่อว่าต่อขานนางเสียแล้ว
“เช่นนั้นเหตุใดองค์รัชทายาทผู้ยิ่งใหญ่ไม่ทรงปฏิเสธตั้งแต่ครั้งแรกเลยล่ะเพคะ จะให้หม่อมฉันทนลำบากเดินทางมายังบ้านป่าเมืองเถื่อนของพระองค์ด้วยเหตุใด”ใบหน้าหวานเชิดขึ้นอย่างไม่ยินยอม นางเองไม่ใช่สตรีสามัญชน มีศักดิ์เป็นถึงองค์หญิงใหญ่แห่งแคว้นซีจิ้งจำเป็นด้วยหรือที่จะต้องยอม
“เจ้า!...”
เหลียงเฟิงไห่ได้ยินคำพูดดูแคลนของพระชายาหมาดๆของตนเอง โทสะในใจก็พุ่งทะยานจนแทบทะลุเพดานตำหนัก ใครเล่าจะไปคิดว่าสตรีบอบบางแลอ่อนโยน กิริยาดูเหมือนจะว่าง่ายหัวอ่อน ยามเผชิญหน้ากับเขาตามลำพังกลับกล้าเถียงเขาเช่นนี้ ช่างเป็นสตรีที่ดูเบาไม่ได้เสียจริง
จ้าวฟางหลินถอนหายใจออกมาด้วยท่าทางเบื่อหน่าย ไร้ซึ่งความสนใจต่อพระสวามีรูปงามของตนเอง ในเมื่อเขาไม่ได้อยากแต่งงานกับนาง และนางเองก็ไม่ได้อยากจะแต่งกับเขาภายภาคหน้าก็ต่างคนต่างอยู่เป็นเช่นนี้ก็นับว่าดีไม่ใช่น้อยจ้าวฟางหลินไม่สนใจบุรุษตรงหน้าอีก ดวงตาหวานกวาดมองรอบห้อง ก่อนจะเดินไปนั่งที่หน้ากระจก ทว่าหางตายังคงเห็นคนตัวโตยืนทำหน้าบึ้งตึงอยู่กลางห้องหากเขาจะยืนหน้าเขียวคล้ำตรงกลางห้องเช่นนั้นก็หาได้เกี่ยวอันใดกับนางไม่
เหลียงเฟิงไห่มองร่างอรชรที่เดินผ่านหน้าเขาไปนั่งลงตรงหน้ากระจก และเริ่มปลดเครื่องประดับที่อยู่บนศีรษะของนางออกช้า ๆ โดยที่ไม่สนใจการมีอยู่ของเขาเลย นึกแล้วก็อยากฆ่าคนขึ้นมา
“หึ!...ฮ่องเต้กับฮองเฮาแคว้นซีจิ้งสั่งสอนบุตรีได้ดีเสียจริง ฝีปากช่างเยี่ยมยอด ข้าเหลียงเฟิงไห่นับถือนับถือ”จ้าวฟางหลินขบกรามแน่น อีกฝ่ายดุด่าตำหนินาง นางรับได้ แต่การดูแคลนไปถึงบิดามารดาของนาง นางรับไม่ได้และไม่ยินดียอมรับ ผู้เป็นพระธิดาของแคว้นซีจิ้งผุดลุกขึ้น มือบางกำปิ่นปักผมเอาไว้แน่น เอ่ยเสียงลอดไรฟันออกมา
“อย่าได้บังอาจมากล่าวหาเสด็จพ่อและเสด็จแม่ของหม่อมฉัน”เหลียงเฟิงไห่ขมวดคิ้วเข้ม ดวงตาคมมองทุกการกระทำของนาง แล้วยกมุมปากขึ้นอย่างเย้ยหยันจ้าวฟางหลินเห็นการกระทำอันหยาบคายของอีกฝ่าย โทสะในใจก็ยิ่งทบทวีสาวเท้าก้าวไปหาเขาด้วยท่าทางคุกคาม
“เหลียงเฟิงไห่ เจ้าเองเป็นเชื้อพระวงศ์ตัวข้าเองก็เป็นเชื้อพระวงศ์ ดังนั้นไม่มีเหตุผลที่ข้าองค์หญิงแห่งซีจิ้งจะต้องก้มหัวให้รัชทายาทแคว้นฉู่เช่นเจ้า”เหลียงเฟิงไห่ยกแขนขึ้นกอดอก สายตาคมมองสตรีตรงหน้าด้วยความเย้ยหยันดูแคลน ก่อนสาวเท้าเข้าหาองค์หญิงแห่งซีจิ้งด้วยท่าทางคุกคามไม่ต่างกัน
“เช่นนั้นให้ข้าเปิดสงครามเลยดีหรือไม่”เปิดสงคราม บุรุษตรงหน้าเห็นเรื่องสงครามเป็นเพียงเรื่องสนุกหรือไร ดวงตาเรียวจดจ้องใบหน้าคมด้วยแววตาแค้นเคืองความอดทนของจ้าวฟางหลินหมดสิ้นลงในทันทีมือบางยกปิ่นปักผมง้างขึ้นหมายจะจ้วงแทงคนตรงหน้าให้สิ้นลม หากเขาสิ้นลมสงครามก็สิ้นสุด ทว่าไม่ทันที่นางจะขยับแขน ข้อมือบางก็ถูกมือหนารวบยึด พร้อมกับกระชากนางเข้าแนบอก
“จะได้รู้กันไปว่าสงครามที่เกิดขึ้นนั้นเป็นเพราะพระชายาบรรณาการเช่นเจ้า”
ไหนเสด็จแม่กล่าวว่าชาวฉู่มิได้โหดร้ายอย่างไรเล่า เท่าที่นางเห็นยังห่างไกลคำนั้นนัก เหลียงเฟิงไห่ช่างมีฝีปากคมกล้านัก และหน้าหนาเกินบุรุษใดในใต้หล้าเสียจริง
“มองหน้าข้าอย่างนั้นหมายความว่าเช่นไรหรือพระชายาบรรณาการ วางปิ่นปักผมในมือของเจ้าลงเสียฟางหลิน หยุดความคิดของเจ้าลงอย่าหาว่าข้าไม่เตือน ความอดทนของข้าไม่มากพอจะมาล้อเล่นกับเจ้า” เสียงเย็นชาขององค์รัชทายาทเอ่ยออกไป เขาไม่แน่ใจนักว่าสตรีที่ถูกโทสะเข้าครอบงำจะสามารถทำเรื่องใดลงไปได้บ้าง
นอกจากไม่วางแล้วองค์หญิงฟางหลินยังพยายามจะจ้วงแทงลงมาอีกครั้งดวงตาแข็งกร้าวเงยหน้ามองสวามีไม่ลดละ เหลียงเฟิงไห่จึงจำต้องบีบข้อมือนางจนแดงช้ำ ปิ่นปักผมหล่นลงสู่พื้นทันที
“ปล่อยข้าเดี๋ยวนี้นะเหลียงเฟิงไห่เจ้าคนป่าเถื่อน”
“ป่าเถื่อนหรือ...มาลองดูกันสิว่าคนป่าเถื่อนแบบข้าจะทำสิ่งใดได้บ้าง ดี!!!...ในเมื่อเจ้าอยากแต่งเชื่อมสัมพันธไมตรี เช่นนั้นก็มาเชื่อมกับข้าก่อนเถอะ”
แควก!!!
เสียงอาภรณ์สีแดงขาดออกจากกันเพราะแรงกระชาก จ้าวฟางหลินเบิกตากว้างอย่างตกใจ มือบางรีบยกขึ้นมาปิดบังหน้าอกกลมกลึง กระชากเพียงครั้งแต่อาภรณ์มงคลและเอี๊ยมตัวน้อยก็ขาดไปทั้งสอง การกระทำนี้หากไม่เรียกป่าเถื่อนจะเรียกอย่างไรได้อีก
“หยุดเดี๋ยวนี้นะเหลียงเฟิงไห่” เสียงหวานทั้งตวาดทั้งสั่นไหว ความหวาดกลัวเกาะกินไปทั้งจิตใจ
องค์รัชทายาทหนุ่มจ้องมองหน้าอกที่ไร้อาภรณ์ด้วยสายตานุ่มลึก เลือดลมในกายพลันร้อนรุ่มกลิ่นหอมอ่อน ๆ ของกายนางโชยเข้ามาในจมูก จากตอนแรกเพียงแค่ต้องการสั่งสอน ทว่าไม่ทันเสียแล้วเหลียงเฟิงไห่หมดความอดทนลงแล้ว
ร่างหนาลากพระชายาตนเองลงไปที่เตียง เขาผลักให้นางล้มตัวลงไปนอนบนนั้น มือหนาตามลงไปกระชากอาภรณ์ที่เหลืออยู่ให้ขาดออกจากกัน ร่างท่อนบนเปลือยเปล่าของพระชายาขาวดุจน้ำนมแพะ สายตาคมจ้องมองไปอย่างต้องการ เมื่อปลดเปลื้องอาภรณ์ของนางจนเกือบหมด เขาก็ยืดตัวตรงและลงมือปลดอาภรณ์ของตนเองออกไปบ้างแท่งหยกร้อนดีดดันออกมา ใบหน้าหวานหันหนีอย่างไม่อาจทนมองแก้มใสซับไปด้วยสีเลือด เฟิงไห่แสยะยิ้มออกมา จ้าวฟางหลินรู้ตัวแล้วไม่ควรไปยั่วโทสะขององค์รัชทายาทป่าเถื่อนพระองค์นี้ ร่างอรชรขยับหนีไปจนสุดเตียง ทว่าก็ไม่อาจพ้นบุรุษที่ถูกครอบงำด้วยราคะ
“จะหนีไปที่ใดฟางหลิน เรามาทำพิธีสุดท้ายให้เสร็จสิ้นเถิด”
“องค์รัชทายาทจะทรงทำอะไร ถอยไปนะเพคะ”
“ทำอะไรหรือหึ!!!... ก็ทำให้เจ้ารู้จักคำว่า ป่าเถื่อน หยาบช้าอย่างไรเล่า” จ้าวฟางหลินเบิกตากว้าง ในใจสั่นระรัวตื่นกลัว เมื่อคาดเดาได้ว่าคนตรงหน้ากำลังจะทำให้นางรู้จักคำว่า ป่าเถื่อน หยาบช้าด้วยวิธีการใด
“หยุดนะเพคะ จะทรงทำเช่นนี้ไม่ได้ หม่อมฉันไม่ยินดี”
“ในเมื่อเจ้าแต่งให้ข้าแล้ว จะยินดีหรือไม่ล้วนไม่สำคัญ”เมื่อตระหนักได้ถึงสถานะของตนยามนี้จ้าวฟางหลินพลันสะท้านในอก ริมฝีปากบางเม้มเข้าหากันแน่น เอ่ยเสียงลอดไรฟัน
“เช่นนั้นหม่อมฉันจะถือเสียว่าทำทานสักครั้ง” ทำทาน!เหลียงเฟิงไห่ขบกรามแน่น ดวงตาอาบไล้ไปด้วยโทสะ
“เช่นนั้นข้าจะช่วยส่งเสริม ให้คืนนี้เจ้าได้ทำทานทั้งคืน” เอ่ยจบมือหนาก็จับที่ข้อเท้าเล็ก ออกแรงดึงรั้งโดยที่ไม่ทันให้จ้าวฟางหลินได้ตั้งตัว แผ่นหลังบางล้มลงบนเตียงกว้าง ยังไม่ทันได้คิดหาทางโต้ตอบ กางเกงตัวในตัวสุดท้ายก็ถูกฉีกขาด
เสียงกรีดร้องไม่ทันได้หลุดสักเพียงครึ่งคำ เหลียงเฟิงไห่ก้มลงไปมอบจุมพิตเร่าร้อนให้กับพระชายาตนเอง มือหนาบีบเคล้นไปที่หน้าอกอวบเสียเต็มมือ ลิ้นร้อนชื้นกระหวัดไปทั่วโพรงปากน้ำหวานไหลย้อยลงมาอย่างไม่อาจห้าม องค์รัชทายาทหนุ่มส่งมือหนาลงไปที่กลีบบุปผางาม นิ้วร้ายค่อย ๆ สอดแทรกเข้าไปยังช่องคับแคบ องค์หญิงต่างแคว้นเบิกตาขึ้น น้ำตาไหลออกมาจากปลายหางตา ความเจ็บปวดพุ่งเข้าร่างกายอย่างไม่ทันตั้งตัว นางจึงกัดลงไปที่ลิ้นชื้นของสวามีอย่างเต็มแรง กลิ่นคาวคลุ้งของสนิมฟุ้งกระจายไปทั่วโพรงปากของทั้งคู่
“ไม่คิดว่าองค์หญิงผู้สูงศักดิ์จะชอบบทรักที่เจ็บปวดเช่นนี้ ดี!!!...เห็นว่าเจ้าชอบข้าก็จะสนองให้”
ตอนที่ 6 กฎข้อที่ยี่สิบหลังจากที่เหลียงเฟิงไห่เข้าไปหาเรื่องนางในห้องอาบน้ำวันนั้น จ้าวฟางหลินก็ไม่เห็นพระพักตร์ของพระสวามีตนเองอีกเลย นางออกมาจากห้องอาบน้ำก็เห็นเหล่านางกำนัลจัดเตรียมสำรับอาหารอย่างดีเอาไว้รออยู่ก่อนแล้ว ทว่าเจ้าของตำหนักกลับไม่อยู่ หลังจากรับอาหารมื้อนั้นจ้าวฟางหลินก็ถามเวลาอาหารที่แน่นอนของที่แห่งนี้ ทว่าคำตอบจากเหล่านางกำนัลกลับไม่เป็นเช่นที่สวามีขู่นาง หากนางอยากรับอาหารหรือของว่างยามใดก็ย่อมได้ ร่างอรชรได้แต่ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันอย่างมาดร้าย เรื่องเพียงนี้ไยต้องมาขู่กันเล่น เหลียงเฟิงไห่ถูกเรียกตัวไปปราบโจรภูเขาที่อี้หนานผ่านไปถึงยี่สิบห้าวันแล้วองค์รัชทายาทก็ยังไม่กลับตำหนัก จ้าวฟางหลินนั่งจิบชาอยู่ในสวนกลางตำหนักไป่เหอ เป็นตำหนักที่คนป่าเถื่อนนั้นมอบให้นางได้อยู่อาศัย ใบหน้าหวานคิดทบทวนถึงเรื่องที่ผ่านมา ไม่เข้าใจว่าเกิดสิ่งใดขึ้นเมื่อตอนที่สวามีไปรับนางจากวังหลวงท่าทีของเขาก็ยังดูเหมือนเป็นปกติเฉกเช่นคนทั่วไป ทว่าเมื่อเปิดผ้าคลุมหน้าออกเพียงเท่านั้น นางก็ได้รับสายตาเย็นชากลับคืนมาทันที “นางกำนัลหลี่ ข้าอยากไปเยี่ยมท่านตาเสียหน่อยจะได้หรือไม่”นางกำนัลหลี่นางกำน
ตอนที่ 5ไม่เลี้ยงคนอ่อนแอถางเย่ยกถังน้ำเข้ามาในห้อง เมื่อนางกำนัลคนสนิทเห็นสภาพองค์หญิงของตนเอง น้ำตานางก็ไหลออกมาอย่างห้ามไม่ได้“โธ่...องค์หญิงของเย่เย่”มือนางกำนัลหยิบผ้าชุบน้ำมาเช็ดรอยคราบน้ำรักที่แห้งกรังเต็มเนื้อตัวเจ้านายตนเอง บนร่างกายที่ขาวนวลเต็มไปด้วยรอยแดง บางแห่งก็แดงเข้มเหมือนจะช้ำ ยิ่งบริเวณเนินอก หน้าท้อง และต้นขา ยิ่งแดงเป็นจ้ำอย่างน่าหวาดกลัวถางเย่ยกมือข้างหนึ่งปิดปากกลั้นเสียงสะอื้นไห้จนตัวสั่นคลอน แต่ถึงแม้ถางเย่จะร้องไห้จนตัวสั่นสักเพียงใด จ้าวฟางหลินก็ไม่มีเรี่ยวแรงจะตื่นมาปลอบใจนางได้อีก“อย่าร้อง...ข้าไม่เป็นอันใด”เมื่อพูดเสร็จร่างบางก็เข้าสู่ห้วงนิทราไปทันที นางกำนัลคนสนิทเห็นดังนั้นก็รีบสวมอาภรณ์ให้พระชายาอย่างเบามือ เมื่อเสร็จสิ้นทุกอย่างนางก็ร่นถอยออกไปนอนหน้าห้องเช่นเดิมยามเฉิน (07.00-08.59)จ้าวฟางหลินตื่นขึ้นมาพร้อมกับความปวดร้าวไปทั่วสรรพางค์กาย คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันแน่น นางเปิดผ้าคลุมกายตนเองออกก็เห็นว่าร่างกายมีอาภรณ์สวมอยู่ เมื่อนึกดูดี ๆ แล้วก็จำได้ว่าเป็นถางเย่นางกำนัลคนสนิทที่ตามมาจากซีจิ้งเป็นคนผลัดเปลี่ยนให้ มือเรียวยกขึ้นลูบไล้บนที่นอนด้านข
ตอนที่ 4 ป่าเถื่อนที่แท้จริง“องค์รัชทายาท! จะทำอะไรหยุดนะ!”“ข้าจะส่งเสริมเจ้าทำทานอย่างไรเล่า”น้ำเสียงเข้มเอ่ยโต้ตอบพร้อมกับจับเรียวขางามแยกออกจากกัน ร่างสูงกำยำแทรกเข้ากลางกายสาว ขยับเอวหนาสอดประสานความเป็นบุรุษ“หยุดนะ! ข้าเจ็บ!”“หากไม่อยากเจ็บก็อยู่นิ่งๆ” เหลียงเฟิงไห่เอ่ยบอกเสียงแหบพร่า เมื่อยามที่ร่างกายของเขาประสานสอดแทรกเข้าสู่ตัวนาง ความคับแน่นที่ตอดรัดโต้ตอบก็ทำให้เขาสั่นสะท้าน ร้อนผ่าวจนแทบต้านทานไม่ไหว“หลินหลินอย่าเกร็ง ข้า...”“อะ... ข้าเจ็บ! พอแล้ว!” เสียงครวญกระเส่าของนางที่หลุดลอดออกมายามที่เขาขยับเอวหนา เป็นดุจเชื้อเพลิงที่โยนเข้ากองไฟ ร่างกายของรัชทายาทแคว้นฉู่ร้อนผ่าว ขนกายลุกชันจวนเสร็จสม หากแต่ถ้าเขาพ่ายแพ้ต่อนางง่ายดายเพียงนี้คงถูกนางดูแคลนอย่างแน่นอนเหลียงเฟิงไห่ขบกรามแน่น ร่างกายเรียกร้องให้เขาขยับเอวหนาจนสุดกำลังเพื่อกลืนกินนาง เพียงแต่แค่เริ่มขยับตัว จ้าวฟางหลินก็แอ่นอกกรีดร้องออกมาอย่างเจ็บปวด เหมือนร่างกายจะฉีกขาดออกจากกันเหลียงเฟิงไห่มองใบหน้าหวานที่ส่ายหน้าไปมาพร้อมกับหยาดน้ำตาที่ไหลอาบแก้ม มือหนาปล่อยขาเรียวลงข้างกาย ก่อนใช้ปลายนิ้วกดบดคลึงที่เนินเน
ตอนที่ 3 เชื่อมสัมพันธไมตรี“พระองค์ไม่ทรงพอพระทัยหม่อมฉันหรือเพคะ”เสียงใสถามออกไปอย่างไม่เข้าใจ ไม่ใช่มีเพียงแค่นางที่ไม่เต็มใจ เขาเองก็ไม่เต็มใจเช่นกันใช่หรือไม่ คิ้วเรียวขมวดขึ้นอย่างใช้ความคิด ถึงแม้จะรู้ดีว่าเชื้อพระวงศ์โดยมากก็มักจะแต่งงานเพื่อความเหมาะสม หาได้มีเรื่องรักใคร่มาเกี่ยวข้อง หากแต่นางเองก็เป็นเพียงสตรีนางหนึ่ง ย่อมอยากแต่งให้บุรุษที่รักยิ่งไม่ได้เชียวหรือ ถึงแม้จะมิมีใจทว่าท่าทางรังเกียจกันเช่นนี้ ก็เกินจะรับไหว“คำพูดข้าเจ้าไม่เข้าใจตรงไหน หรือสตรีซีจิ้งจะโง่เขลาเบาปัญญา หูพิการถึงได้ไม่เข้าใจคำพูดของข้า”น้ำเสียงเย็นชาเอ่ยออกไป พร้อมด้วยสายตาที่มองมาอย่างดูแคลน จ้าวฟางหลินสูดลมหายใจเข้าปอดจนสุดเพื่อข่มกลั้นโทสะในใจเอาไว้ ตั้งแต่เล็กจนโตยังไม่เคยมีผู้ใดกล้าใช้วาจาหยาบคายกับนางเช่นนี้ องค์ชายแคว้นฉู่ไม่เพียงแค่ป่าเถื่อนดังคำร่ำลือ ทว่าฝีปากยังจัดจ้านกว่าสตรีบางผู้บางคนเสียอีก เพียงแค่เจอหน้า ยังมิทันได้พูดจากลับต่อว่าต่อขานนางเสียแล้ว“เช่นนั้นเหตุใดองค์รัชทายาทผู้ยิ่งใหญ่ไม่ทรงปฏิเสธตั้งแต่ครั้งแรกเลยล่ะเพคะ จะให้หม่อมฉันทนลำบากเดินทางมายังบ้านป่าเมืองเถื่อนของพระอ
ตอนที่ 2 ขบวนเกี้ยวเจ้าสาวที่งดงามเกี้ยวเจ้าสาวขนาดแปดคนหามเคลื่อนขบวนออกจากวังหลวงตั้งแต่ยามเหม่า การตกแต่งประดับประดานับว่าประณีตงดงามไร้ที่ติ ถึงคณะเดินทางจะออกจากแคว้นซีจิ้งเช้าปานนี้ ทว่าประชาชนก็ยังรวมตัวออกมาส่งองค์หญิงอันเป็นที่รัก หีบสินเดิมทอดยาวเป็นสาย บ่งบอกถึงความสำคัญขององค์หญิงในพระทัยพระบิดาร่างอรชรในเกี้ยวเจ้าสาวนั่งหลังเหยียดตรงใบหน้าภายใต้ผ้าแดงมงคลเรียบเฉย เสียงอวยพรที่ดังมิได้เข้าหู เพราะในใจรู้ดีว่าการแต่งงานครั้งนี้เป็นไปตามคำบัญชา หาใช่ความรู้สึกแท้จริงไม่ ทันทีที่สวมใส่ชุดวิวาห์สีแดงสดภายในใจก็หนักอึ้ง หนทางข้างหน้าจะดีหรือร้ายไม่อาจคาดเดา จ้าวฟางหลินหลับตาลงช้า ๆ เสียงผู้คนเริ่มไกลออกไปจนกระทั่งเสียงเหล่านั้นเงียบลงไปในที่สุด นางคงเดินทางออกนอกเมืองหลวงเป็นที่เรียบร้อยแล้ว“องค์หญิงเพคะ ขบวนเราจะพักโรงเตี๊ยมข้างหน้า องครักษ์เฉินล่วงหน้าไปเตรียมสถานที่ไว้แล้ว เราจะหยุดค้างหนึ่งคืน องค์หญิงพอพระทัยหรือไม่เพคะ” จ้าวฟางหลินถอนหายใจออกมา พลันในใจอดจะคิดไม่ได้ว่าหากไม่พอใจเล่าจะอยู่ที่โรงเตี๊ยมแห่งนี้ตลอดไปได้หรือ ทว่าความคิดก็คงเป็นได้เพียงความคิด สิ่งที่แสดงออก
ตอนที่ 1 มิอาจฝืนชะตา“...เสด็จพ่อลูกไม่แต่งได้หรือไม่ แคว้นฉู่มิใช่เป็นแคว้นที่ป่าเถื่อนหรอกหรือ เสด็จพ่อส่งลูกไปเช่นนี้เห็นทีว่าคงจะส่งลูกไปสู่ความตาย ไม่ทรงรักลูกแล้วหรือเพคะจึงได้ผลักไสกันเช่นนี้”น้ำเสียงหวานเอ่ยตัดพ้อผู้เป็นบิดาจ้าวฝูหมิงองค์ฮ่องเต้แคว้นซีจิ้งถอนหายใจออกมาอย่างปวดใจ ไม่ใช่ว่าพระองค์จะไม่ทรงรักพระธิดาคนนี้ของตน ทว่าพันธสัญญาที่เคยมอบให้ไว้กับแคว้นเพื่อนบ้านนั่นก็สำคัญ เป็นกษัตริย์ตรัสแล้วมิอาจคืนคำ“หลินเอ๋อร์ใช่ว่าพ่อจะไม่รักเจ้า แต่เพราะสวรรค์ลิขิตเอาไว้เช่นนี้ อีกอย่างแคว้นฉู่ก็หาได้ป่าเถื่อนอย่างที่ว่า เสียงร่ำลือมักเกินจริงเสมอ ไม่เห็นหรือว่าผู้คนต่างก็ลือกันไปว่าซานเอ๋อร์ดุร้ายเช่นไร แต่เจ้าก็เห็นแล้วมิใช่หรือว่าน้องสามของเจ้าหาได้เป็นเช่นนั้น ชาวฉู่ก็เช่นกัน อย่าได้ด่วนตัดสินเพียงแค่ได้ยินมาหากเจ้ายังไม่พบเจอลูกเอ๋ย” ถึงแม้จะได้ยินคำปลอบประโลมจากบิดาจ้าวฟางหลินก็หาได้คลายความกังวลไม่ ใบหน้าหวานยังคงอาบไปด้วยหยาดน้ำตา สายตาตัดพ้อยังคงส่งไปที่องค์ฮ่องเต้อย่างไม่ลดละ “เสด็จพ่อเมตตาลูกสักครั้งเถอะเพคะ ลูกไม่อยากจากบ้านจากเมืองไปไกลเช่นนี้ ให้ลูกได้อยู่ปรนนิบ







