Masukหลังจากกินอาหารกลางวันเสร็จ หลี่หมิงฮวนพาเฟยจูขี่ม้าไปยังโกดังที่อยู่ด้านทิศตะวันออกของที่ดิน นางพยายามเกร็งตัวไม่ให้ไปพิงอกของหลี่หมิงฮวน ด้วยกลัวว่าจะทำให้เขาไม่พอใจ นางมีสถานะเป็นเพียงทาส ย่อมต้องเว้นระยะห่างจากเขามากกว่ากับพวกองครักษ์ทั้งสาม“หากเจ้ายังนั่งตัวแข็งทื่อเช่นนี้ เชื่อหรือไม่ ว่าอีกไม่นานเจ้าจะต้องตกจากหลังม้า” หลี่หมิงฮวนนึกอยากจะแกล้งนาง แม้แต่เชือกเขาก็ไม่จับเอาไว้“ท่านอ๋องไม่ให้พี่สือตามมาด้วยเล่าเพคะ” นางจะได้ไม่ต้องอึดอัดเช่นนี้“เจ้ารังเกียจเปิ่นหวาง” เขาก้มหน้ามองนาง พร้อมทั้งเลิกคิ้วมองนาง“มิใช่เพคะ แต่บ่าวเป็นเพียงทาส จะถูกตัวท่านอ๋องได้อย่างไร ว้ายยยย” นางโผล่เกาะแขนหลี่หมิงฮวนเอาไว้แน่น เมื่อม้าวิ่งกระชากจนร่างกายของนางเสียหลัก“หึ เจ้าโดนตัวเปิ่นหวางแล้ว จะทำเช่นใด”“บะ บ่าว บ่าวลงเดินก็ได้เพคะ ท่านอ๋องหยุดม้าก่อนดีหรือไม่ ว้ายยย” ม้าเหมือนจะวิ่งเร็วขึ้น จนเฟยจูตกใจกลัวจนต้องกอดรัดเอวของหลี่หมิงฮวนเอาไว้แน่นนางหลับตาไปตลอดทาง จนม้าหยุดลง หลี่หมิงฮวนดูเหมือนจะไม่คิดเอ่ยปากเรียกนาง พอนางเงยหน้าขึ้นมาเอง ถึงได้รู้ว่าถึงโกดังเรียบร้อยแล้ว“ถึงแล้วท่านอ๋องก็
เฟยจูหยิบกระดาษที่นางจดบันทึกเอาแล้วมุ่งหน้าไปที่ห้องตำราของหลี่หมิงฮวนทันที อาซานเห็นนางหอบกระดาษก็เข้ามาช่วยถือ ก่อนจะพากันเข้าไปในห้องตำรา“เล่าแผนการของเจ้ามา”เฟยจู นำกระดาษที่นางเขียนแผนการคร่าวๆ ไว้วางบนโต๊ะ ก่อนจะเริ่มอธิบายรายละเอียดให้หลี่หมิงฮวนเข้าใจที่ดินอยู่ต่ำกว่าแม่น้ำอยู่แล้ว นางคิดจะให้ทำดันดินกั้นขังน้ำเอาไว้ด้านใน ซึ่งไม่ต้องคอยปล่อยน้ำทุกห้าวันอย่างที่ผ่านมา การเพาะปลูกก็เลือกการดำกล้า มิใช่หว่านเมล็ดข้าวลงไปโดยตรงแล้วค่อยกลับมาซ่อมในส่วนที่ขาดหายไป“พรุ่งนี้บ่าวจะนำเมล็ดออกมาให้คนงานเพาะก่อนเพคะ ระหว่างนี้ก็เตรียมปรับที่ดินไปด้วย ว่าแต่...จอบจะได้เมื่อใดเพคะ”หลี่หมิงฮวนมองไปทางอาซาน เขาจึงเดินขึ้นมาอยู่ข้างโต๊ะ “ช่างตีเหล็กเริ่มทำออกมาแล้วพ่ะย่ะค่ะ ก่อนจะกลับจากที่ดินกระหม่อมแวะไปตรวจดู ทำออกมาได้นับร้อยแล้วพ่ะย่ะค่ะ”“เร็วมาก” นางพึมพำออกมาเบาๆ “เช่นนั้นพี่ซาน ท่านนำจอบมาให้คนงานเริ่มปรับที่ดินก่อน จะได้ไม่เสียเวลา แต่ว่า...จะนำเมล็ดข้าวออกมาได้อย่างไรโดยที่ไม่ถูกผู้อื่นสงสัย”องครักษ์ทั้งสามไม่รู้เรื่องความมหัศจรรย์ของเฟยจู มีเพียงหลี่หมิงฮวนเท่านั้นที่รู้“เ
เฟยจูนางไม่รู้เรื่องทางด้านหลี่หมิงฮวน ด้วยพาอาสือและอาลิ่วออกตรวจที่ดินทางด้านอื่นต่อ“ขี่หลังข้าดีหรือไม่” อาสือเอ่ยถาม เมื่อเห็นเฟยจูทุบขาหลังจากที่เดินมาไกลแล้ว“จริงหรือ พี่สือท่านดีที่สุด” นางกระโดดขึ้นไปอยู่ด้านหลังของเขาทันทีที่ดินห้าพันหมู่ใช้เวลาเดินวันเดียวอย่างไรก็ไม่ทั่ว ผู้ตรวจการโจวจึงพานางไปพื้นที่ ที่มีปัญหาเท่านั้น เมื่อเห็นผืนดินที่ห่างไกลจากแม่น้ำ ทั้งยังเป็นดินทราย “ที่ดินเช่นนี้มีมากเพียงใด” นางกำดินปนทรายขึ้นมาดู“เห็นจะมีถึงห้าร้อยหมู่ได้ พื้นที่ทางด้านนี้น้ำมาไม่ถึง ต่อให้ใช้คนหาบน้ำมารด ก็ไม่อาจเก็บน้ำเอาไว้ได้” เขาลองทำมาทุกหนทางแล้ว“เช่นนั้นก็ไม่ต้องปลูกข้าว ปลูกอย่างอื่นเถิด ที่นี่มีถู่โต้วหรือไม่” หลี่หมิงฮวนต้องการผลผลิตในพื้นที่เพื่อใช้ในกองทัพ นางจึงต้องหาสิ่งทดแทนข้าวที่ให้ผลผลิตสูง“เจ้าจะปลูกถู่โต้วหรือ มันมีพิษ เจ้าจะปลูกเพื่ออันใดกัน”“มันกินได้ เพียงแต่ต้องทำให้สุกก่อน ที่กินแล้วถูกพิษ คงจะกินหลังจากที่ขุดขึ้นมาเลยกระมัง หากท่านไม่เชื่อข้า ใกล้มื้อกลางวันแล้ว ให้ชาวบ้านขุดมาให้ข้าสักหน่อย ข้าจะลองกินให้ดู”“จูจู ข้าเคยเห็นคนกินแล้วตาย เจ้าอย่าล
ชุดบุรุษมิได้ใส่ยุ่งยากเช่นสตรี เพียงแต่นางไม่อาจรวบผมขึ้นเองได้ จึงต้องให้ป้าเมี่ยวช่วยแต่งตัวให้“เจ้ายังโตไม่เต็มที่ ผู้อื่นคงดูไม่ออกว่าเจ้าเป็นสตรี”เฟยจูไม่รู้ว่าควรจะดีใจหรือไม่ที่นางปลอมตัวให้แนบเนียนเช่นนี้ แต่ก็จริงเช่นที่ป้าเมี่ยวพูด ร่างนี้ยังไม่สิบสี่เต็ม สิ่งที่ควรจะมีก็มิได้ใหญ่ขึ้นมา“ข้าจะซื้อขนมมาฝากท่านก็แล้วกัน”“ระวังตัวให้มาก อย่างไรที่ดินของท่านอ๋องก็มีแต่บุรุษ เจ้าอยู่ใกล้ท่านหัวหน้าองครักษ์สือเอาไว้ดีที่สุด เข้าใจหรือไม่”“เจ้าค่ะ” เฟยจูอยู่กับป้าเมี่ยวมาได้หลายเดือนนางย่อมมองออกว่าป้าเมี่ยวจริงใจกับนางเฟยจูแต่งตัวเสร็จ คนอื่นก็ยืนรอนางอยู่ที่หน้าตำหนักเสียแล้ว เมื่อรู้ว่าตนเองมาช้า จึงได้รีบเร่งฝีเท้าทันทีด้านหน้าตำหนักมีม้าอยู่ห้าตัว หลี่หมิงฮวนขึ้นนั่งไปแล้ว โดยที่เขาไม่ได้สนใจมองมาทางนางเลยสักนิด“พี่สือ แล้วข้าจะไปเช่นใด” นางกระตุกแขนเสื้ออาสือที่อยู่ด้านข้างอาสือเองก็อึ้งไปชั่วครู่ เมื่อนางเอ่ยเรียกเขาว่า พี่สือ แต่ก็ปรับสีหน้าได้อย่างรวดเร็ว เมื่อเห็นนางก็เรียกอาซานและอาลิ่วว่าพี่เช่นเดียวกัน“เคยขี่ม้าหรือไม่” เมื่อเห็นนางส่ายหน้าเขาจึงได้เอ่ยอย่างจ
ถึงแม้หลี่หมิงฮวนจะไม่ได้เอ่ยถามว่าทั้งสองมีความลับเรื่องใดกัน แต่จากสายตาของเขา อาซานที่อยู่ด้วยมามากกว่าอีกสองคนย่อมรู้ได้ทันที“อาสือ เจ้าส่งคนไปจัดการเรื่องใดให้แม่นางจู”อาสือลุกขึ้นหันมามองทางหลี่หมิงฮวนที่จ้องมองตนอย่างรอคำตอบเช่นกัน จึงได้เอ่ยออกมาตามตรง“เจ้ากล้าขโมยของในตำหนักเลยหรือ!!!” อาซานชี้หน้าเฟยจูอย่างมีโทสะ“ข้าไม่ได้ขโมยเสียหน่อย” นางแทบจะกระโดดเพราะความร้อนใจแล้ว ด้วยไม่รู้จะอธิบายที่มาของโสมพันปีเช่นใดหลี่หมิงฮวนพอจะมองออกว่ามีความลับที่ไม่อาจพูดออกมาได้ นางคงได้มาตอนที่หายไปห้าวันเป็นแน่ เป็นช่วงเวลาดี ที่เขาจะรีดความจริงออกมาจากปากของนาง จึงไล่คนทั้งสามให้ออกไปเฝ้าอยู่หน้าห้องตำรา และให้พาคนทั้งหมดถอยห่างออกไป เพื่อจะไม่ต้องได้ยินในสิ่งที่เฟยจูนางจะสารภาพออกมา"พูดความจริงออกมา เช่นนั้น...เปิ่นหวางลงมือกับเจ้าไม่ได้ แต่ไม่ใช่กับครอบครัวของเจ้า”เฟยจู อ้าปากเม้มปากลงอยู่หลายหน ดูเหมือนหลี่หมิงฮวนเองก็เริ่มไม่พอใจแล้ว นางถึงได้ยอมเปิดปากพูดออกมา“ท่านอ๋อง รับปากบ่าวก่อนเพคะ ท่านอ๋องจะไม่จับบ่าวไปเผาหรือฝังทั้งเป็น”“นี่...เจ้าโง่เพียงใดกัน” เขาเลิกคิ้วมองเยาะเย้
นางโวยวายไปตลอดทาง ทั้งยังบอกเขาอยู่หลายหนว่าหลี่หมิงฮวนสั่งให้นางอยู่ภายในเรือน แต่องครักษ์ไม่ยอมที่จะฟังนาง ก่อนที่เฟยจูจะถูกโยนทิ้งที่หน้าเรือนพัก อาสือก็วิ่งเข้ามาอย่างร้อนใจ“ทำอันใดของเจ้าปล่อยแม่นางจูประเดี๋ยวนี้!!!”องครักษ์ตกใจเสียงของอาสือจึงรีบปล่อยมือออกจากเฟยจู อาสือนึกถึงหลี่หมิงฮวนที่นั่งพูดคุยเรื่องงานกับที่ปรึกษาและขุนนางอีกสองสามคน อยู่ดีๆ เขาก็หงายหลังล้มลงจากเก้าอี้ ก่อนจะตะโกนก้องเรียกชื่อของ อู่เฟยจูออกมา ทั้งยังสั่งให้อาสือรีบไปพาตัวนางมาพบที่ห้องตำรา แม้จะไม่เข้าใจ ทั้งที่ล้มลงไปเองแท้ๆ แต่กลับนึกถึงสาวใช้ตัวน้อยที่อยู่ภายในจวนพออาสือเร่งรีบมาที่เรือนพักก็เห็นว่าเฟยจูกำลังถูกฉุดกระชากลากถูกอยู่ เขามิใช่คนโง่จึงพอจะมองออกว่า ทั้งสองต้องมีความเชื่อมโยงถึงกันอย่างแน่นอน แต่สิ่งที่คิดได้ในใจไม่ควรจะเอ่ยถามออกท่านอ๋องออกมา หากยังอยากมีชีวิตอยู่ต่อความร้อนใจทำให้อาสือถีบองครักษ์ที่รังแกเฟยจูไปเต็มแรง ไม่รู้ว่าเป็นเพราะความตั้งใจที่จะลากเฟยจูให้เจ็บตัวไปด้วยกันหรือไม่ องครักษ์นายนั้นจึงทิ้งน้ำหนักตัวมาทางเฟยจูและล้มกลิ้งไปกองอยู่กับพื้นอีกครั้ง“โอ๊ยยย เจ็บ...ท่านช่







