Masukเฟยจู นักปรับปรุงเมล็ดพันธุ์พืชที่ทะลุมิติเข้ามาอยู่ในร่างของ อู่เฟยจูเด็กน้อยวัยสิบสี่หนาว ที่ถูกครอบครัวขายตัวเข้าตำหนักอ๋องเพื่อหาเงินไปรักษาพี่ชาย แต่ความโชคร้ายของนางมาเพราะความปากเก่งของนาง
Lihat lebih banyakเฟยจู ก้มหน้ามองนิ้วมือที่บวมแดงของตนเองแล้วถอนหายใจออกมาเสียงดัง นางตื่นตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่าง ต้องนำผ้ากองโตมานั่งซักอยู่ที่โรงซักล้างด้านหลังตำหนักอ๋องที่อากาศหนาวเหน็บ
ผ่านมาได้หลายวันแล้ว แต่นางก็ยังคงทำใจให้ยอมรับความจริงไม่ได้ ไม่รู้ว่าเกิดเรื่องใดขึ้นกับชีวิตที่กำลังไปได้ด้วยดี เดิมทีตัวนางเป็นนักวิจัยพันธุ์พืชให้กับสถาบันวิจัยใหญ่ของประเทศจีน
องค์กรของนางร่วมมือกับรัฐบาลจีนเพื่อปรับปรุงพันธุกรรมข้าวสายพันธุ์ใหม่ ให้ได้ผลผลิตที่มากกว่าเดิม และสามารถปลูกได้ทุกสภาพดิน วันที่นางและทีมงานออกสำรวจพื้นที่เพื่อเตรียมนำเมล็ดข้าวที่เพาะเลี้ยงออกมาได้ลงปลูก เพียงแค่ก้มหน้าลงขุดดิน ภาพตรงหน้าก็ดับมืดลง
พอตื่นขึ้นมาอีกที นางก็พบว่าตนเองอยู่ในร่างของเด็กวัยสิบสามหนาว ที่น่าตกใจยิ่งกว่านั้น...นางดันทะลุมิติเข้ามาในยุคโบราณ ที่ตัวนางไม่คิดว่าจะมีเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้น และยัง...มันยังไม่จบเมื่อตัวนาง ดันถูกบิดามารดาเจ้าของร่างขายตัวให้เป็นสาวใช้เพื่อนำเงินไปรักษาอาการป่วยของพี่ชายนาง
จากความทรงจำเดิม เจ้าของร่างก็ดูเหมือนจะเต็มใจด้วยสงสารพี่ชายของตน ถึงแม้จะไม่ใช่การขายตัวแบบขาด แต่ก็ไม่รู้ว่าทางบ้านเดิมจะหาเงินห้าสิบตำลึงเงินมาไถ่ถอนตัวได้หรือไม่
หากนางมาอยู่ในร่างนี้เร็วกว่านี้ คงไม่มีทางเห็นด้วย เพื่อแลกกับเงินเพียงไม่กี่ตำลึง ต้องกลายมาเป็นสาวใช้ ตำหนักอ๋องก็ดูจะหน้าเลือดอยู่ไม่น้อย หากต้องการไถ่ถอนยอดพุ่งสูงไปถึงสิบเท่า
เฟยจูห่อตัวหนาวสั่นสลัดความคิดที่ว้าวุ่นออกจากหัว หากนางซักผ้าไม่เสร็จ ก็คงไม่ได้กินข้าวเช่นเมื่อวาน จึงรีบลงมือซักผ้าอย่างจำใจ น้ำเย็นจัด ฝ่ามือก็แข็งจนแทบขยับไม่ได้ แล้วนางจะเร่งให้เสร็จเร็วได้อย่างไร
กว่าเฟยจูจะซักผ้ากองโตเสร็จ อาหารกลางวันก็เหลือเพียงแค่ก้นหม้อแล้ว
“จูจู เจ้ามาช้าเกินไป ข้าเก็บเอาไว้ให้เจ้าได้เท่านี้ รอมื้อเย็นก็แล้วกัน” ป้าเมี่ยวแม่ครัวตำหนักอ๋องมองนางอย่างเห็นใจ
“ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ ตัวข้าเล็กเพียงนี้จะกินได้มากแค่ไหน” นางรับชามข้าวมาพุ้ยกินอย่างหิวโหย มื้อเช้าก็ไม่มีสิ่งใดตกถึงท้อง หากไม่ได้มื้อเย็นของเมื่อวานที่ป้าเมี่ยวเก็บเอาไว้ให้มากหน่อย นางคงได้หิวตายไปแล้ว
“หากเจ้าไม่คิดหนี คงไม่ต้องถูกโยนไปไว้ที่โรงซักล้าง เอาเถิด จำเอาไว้เป็นบทเรียน พ่อบ้านเถา คงไม่ได้บอกท่านอ๋อง หากทรงรู้ชีวิตน้อยๆ ของเจ้าก็ไม่เหลือแล้ว” ป้าเมี่ยวมองนางอย่างเห็นใจ
เฟยจูได้แต่ยิ้มแห้งออกมา นางไม่ได้คิดหนี เพียงตอนที่ลืมตาขึ้นมามองเห็นข้าวของแปลกตาในยุคโบราณ นางตกใจจึงได้วิ่งออกจากห้องที่นอนพักอยู่ วิ่งไปทั่วจนบ่าวในตำหนักคิดว่านางจะหนี ถึงได้จับตัวนางเอาไว้ และเรียกให้พ่อบ้านเถามาลงโทษนาง
จากสาวใช้ช่วยงานเล็กน้อยในห้องครัว กลายเป็นสาวใช้ซักล้าง ถือว่าเป็นงานต่ำที่สุดของสาวใช้แล้ว ป้าเมี่ยวที่ดูแลเจ้าของร่างเดิม ตั้งแต่วันที่นางเข้ามาทำงาน จึงทั้งสงสารและโมโหที่นางคิดจะหนี
หลังจากกินข้าวเสร็จ เฟยจูก็ต้องกลับไปทำหน้าที่ของตนเอง ยังดีที่บ่าวในตำหนักอ๋อง ต่างตั้งหน้าตั้งตาทำงานของตนเอง ไม่มีผู้ใดสนใจเรื่องของผู้อื่น และไม่มีผู้ใดกล้าหาเรื่องทะเลาะวิวาท
เฟยจู เคยได้ยินสาวใช้ซักล้างด้วยกันเล่าเรื่องภายในตำหนัก ด้วยนางไม่เคยได้ยินว่าในตำหนักอ๋องมีนายหญิงหรือสาวใช้ห้องข้างเลยสักคน ในเรือนพักสาวใช้ยังมิอาจเดินเข้าออกไปตามอำเภอใจ มีเพียงองครักษ์และบ่าวชายสองสามคนเท่านั้น
“เมื่อเดือนมีสาวใช้ใหม่ใจกล้า คิดอยากจะปีนเข้าที่สูง เท้านางยังไม่ทันก้าวเข้าห้องท่านอ๋อง หัวนางก็หลุดจากบ่าเสียแล้ว”
“จริงหรือ นางโง่จริง เหตุใดถึงได้ใจกล้าเช่นนั้นกัน” สาวใช้อีกคนตกใจจนเกือบกรีดร้องออกมา
“สาวใช้นางนั้นก็คงเพียงต้องการมีชีวิตที่ดีขึ้น ทำเหมือนนางเป็นมดปลวกที่ฆ่านางทิ้งโดยที่ไม่มีความเห็นใจเลยสักนิด” เฟยจูอดจะเอ่ยความเห็นออกมาไม่ได้
“เจ้าไม่รู้อันใด ก่อนที่จะถูกซื้อตัวมา พ่อบ้านเถาจะแจ้งข้อห้ามทั้งหมดก่อนแล้ว นอกจากเรือนพักของท่านอ๋องที่ไม่อาจเข้าได้ ยังมีห้องตำราที่เป็นเขตหวงห้าม แม้แต่สายตายังมองไปทางห้องตำราไม่ได้ มีคนเคยถูกควักลูกกะตาออกมาด้วย”
“ถึงจะเป็นเช่นนั้น ก็ไม่ควรเอาชีวิตผู้คนตามอำเภอใจ” นางหยักไหล่อย่างไม่เห็นด้วย
“เรื่องในตำหนัก ไม่ใช่สิ่งที่พวกเจ้าจะเอามาสนทนากันได้ หากไม่อยากถูกตัดลิ้นก็เงียบปาก ก้มหน้าทำงานของพวกเจ้าไปเสีย” สาวใช้ชรา ที่นั่งซักล้างอยู่ไม่ไกลเอ่ยเตือนพวกนาง ทั้งหมดจึงหุบปากลงอย่างรวดเร็ว
เฟยจู นางไม่เคยเห็นหน้าชินอ๋องมาก่อนเลยสักครั้ง จะบอกได้ว่านางไม่เคยเดินออกไปจากด้านหลังตำหนักเลยสักครั้ง ไกลสุกคงจะเป็นห้องครัวเท่านั้น ยิ่งไม่รู้ถึงความโหดเหี้ยมที่สาวใช้ต่างหวาดกลัว ที่จะเอ่ยชื่อของเขาออกมา
สาวใช้ซักล้าง ไม่ทันสังเกตเห็นกลุ่มคนที่อยู่อีกฝั่งของโรงซักล้าง ด้วยมีต้นไม้ใหญ่และป่าไผ่ปิดกั้นระหว่างคนสองฟากไม่ให้มองเห็นกัน
“น่าสนใจไม่น้อย ไม่คิดว่ามาเยือนตำหนักเสด็จอาในวันนี้ หลานจะได้พบสิ่งที่น่าสนใจ”
“หึ ก็แค่เพียงสาวใช้ที่ไม่กลัวตาย มีสิ่งใดน่าสนใจกัน อาสือ ตัดลิ้นของนางทิ้งเสีย” กล่าวจบก็สะบัดชายเสื้อเดินหายไปอย่างเฉยชา
“ประเดี๋ยวก่อนเสด็จอา นางยังเป็นเพียงแม่นางน้อยคนหนึ่งเท่านั้นท่านจะตัดลิ้นของนางทิ้งจริงหรือ”
“หรือเจ้าจะยกลิ้นของเจ้าให้แทนนาง” เขาเลิกคิ้วขึ้นหันมามองหลานชายปากมากอย่างเรียบเฉย
องค์ชายสาม หลี่ฉินเหลี่ยง เงียบปากทันที แล้วเร่งฝีเท้าตามชินอ๋องไปอย่างเงียบๆ
เฟยจู ที่กำลังนำผ้าไปตาก ถูกองครักษ์ใบหน้าดุดันสองคนเข้ามาลากตัวของนางออกไป ท่ามกลางสายตาตื่นกลัวของคนที่เหลือ
“ประเดี๋ยวก่อน ข้าทำสิ่งใดผิด พวกท่านจะพาข้าไปที่ใด” นางร้องถามอย่างตกใจ ด้วยไม่รู้ว่าตนเองทำสิ่งใดถึงได้ถูกลากตัวราวกับจะพาไปฆ่าเช่นนี้
“ปากของเจ้าพูดสิ่งมีประโยชน์ไม่ได้ ก็อย่าได้เก็บเอาไว้” อาสือมองนางอย่างดุดัน
“ห๊ะ!!! จะตัดลิ้นข้าหรือ แล้วข้าพูด...” เฟยจูที่เพิ่งจะรู้ตัวว่าอาสือหมายถึงสิ่งใด จึงได้อ้าปากค้างทันที
นางไม่คิดว่าคำพูดที่ริมบ่อน้ำของโรงซักล้าง จะล่วงรู้ไปถึงหูของชินอ๋องได้
“ท่านองครักษ์ ข้ารู้ตัวว่าปากมากเกินไปแล้ว ข้าสำนึกผิดแล้วเจ้าค่ะ”
“ไร้ประโยชน์ ก่อนพูดเจ้าไม่คิด ท่านอ๋องตรัสแล้วไม่มีทางเก็บคำพูดคืน” ในสายตาของอาสือ เขาไม่มีความรู้สึกเห็นใจเฟยจูเลยสักนิด
เฟยจูรู้สึกสิ้นหวังทันที แต่นางไม่อยากถูกตัดลิ้น หากรอดชีวิตนางจะกลายเป็นใบ้ แต่ผู้ใดจะรู้ว่านางจะรอดหรือจะตายเล่า นางยื้อตัวเอาไว้สุดชีวิต พอดิ้นหลุดก็คลานไปกอดขาของอาสือเอาไว้
“จะ เจ้าทำอันใด” อาสือเคยถูกสตรีโดนตัวเช่นนี้เสียที่ไหน เขาเองก็ตกใจจนทำอะไรไม่ถูก
หลี่หมิงฮวนเองเหมือนเพิ่งจะนึกขึ้นมาได้ ว่าเขาเคยพูดเช่นนี้เอาไว้จริงๆ อดจะภูมิใจไม่ได้ที่บุตรของตนยังไม่ทันออกมาก็เชื่อฟังเสียแล้ว มัวแต่ฝันหวานเรื่องของบุตรอยู่ ก็ต้องสะดุ้งตกใจ เมื่อได้ยินเสียงร้องของเฟยจูก็ดัง“ท่านอ๋อง!!! อย่าพ่ะย่ะค่ะ” พ่อบ้านเถาดึงรั้งตัวหลี่หมิงฮวนเอาไว้ เมื่อหลี่หมิงฮวนจะพุ่งตัวเข้าไปในห้องคลอดหมอตำแยทั้งสามได้รู้ฐานะของหลี่หมิงฮวนก็ตกใจจนมือไม้สั่นไปหมด จนหมอหลวงต้องตวาดเรียกสติพวกนางกลับมา“หากพระชายากับเด็กในท้องเป็นอันใดขึ้นมา ชีวิตของพวกเจ้าก็ต้องทิ้งเอาไว้ที่นี่ด้วย” หมอตำแยทั้งสามถึงได้มีสติรีบช่วยเฟยจูเบ่งทันทีหมอหลวงตรวจอาการให้เฟยจู ทั้งจัดยาเร่งคลอดให้นางก็รีบออกมา พอดื่มยาเร่งคลอด เสียงร้องของนางยิ่งดังขึ้นมากกว่าเดิม“เจ้าออกมาทำไม เหตุใดไม่อยู่กับนางข้างใน” หลี่หมิงฮวนดึงคอเสื้อของหมอหลวง“ท่านอ๋อง กระหม่อมเป็นบุรุษ จะอยู่ได้อย่างไรเล่าพ่ะย่ะค่ะ”หลี่หมิงฮวนดูเหมือนจะได้สติกลับมา เขาจึงได้ปล่อยคอเสื้อของหมอหลวงออก อาซานที่เห็นหลี่หมิงฮวนคุมควบอารมณ์ไม่ได้ก็ส่ายหน้าอย่างเหนื่อยใจ ก่อนหน้าตามไล่สังหารชนเผ่านอกด่านกับลงโทษคนตระกูลเซี่ย ท่านอ๋องขอ
เมื่อเจ้าเมืองเดินทางมาถึง แม้จะเป็นคนของหลี่หมิงฮวนเขาเองก็ถูกลงโทษด้วยการโบยถึงยี่สิบไม้ ด้วยไม่คัดเลือกสาวใช้ให้ดี ทั้งหมดเกิดขึ้นต่อหน้าบ่าวไพร่ทั้งจวน ยกเว้นเฟยจูที่หลานหลานปกปิดนางเอาไว้ ไม่ให้รู้เรื่องที่เกิดขึ้นสาวใช้ใจกล้าย่อมเก็บเอาไว้ไม่ได้ หลังจากที่เจ้าเมืองลั่วซีสั่งโบยนางเสียเกือบตาย นางก็ถูกลงเข้าหอนางโลมชั้นต่ำ ให้สมกับที่นางอยากทอดกายใต้ล่างของบุรุษหลี่หมิงฮวนไม่สนใจว่าสาวใช้นางนั้นจะเป็นเช่นใด เขาเดินกลับไปหาเฟยจูเพื่อกินมื้อเย็นร่วมกับนางเช่นทุกวัน“ในท้องเจ้ามีเด็กมากกว่าสองคน กินให้มากอีกหน่อยเถิด” หลี่หมิงฮวนคีบอาหารใส่ในชามเฟยจู เมื่อนางวางตะเกียบหลังจากกินไปได้เพียงครึ่งชาม“ไม่กินแล้ว หากกินมากเกินไปข้าจะคลอดลำบาก กินเพียงให้อิ่มท้องก็พอ” นางไม่เคยปล่อยให้ตนเองหิวเลย หลานหลานมักจะหาของอร่อยมายั่วน้ำลายของนางเสมอ แต่เฟยจูก็ยังเชื่อคำพูดของหมอและหมอตำแยที่ให้นางกินน้อยลง ให้กินหลายๆ มื้อแทน“อืม เช่นนั้น ข้าจะสั่งห้องครัวให้เตรียมมื้อดึกให้เจ้า ข้าจะต้องเดินทางไปโจวเป่ยสักรอบ แต่จะรีบกลับมาก่อนที่เจ้าจะคลอด”“เกิดเรื่องใดขึ้นหรือ” นางอดตกใจไม่ได้เมื่อเห็นว่าเ
อาซานไม่รู้ว่าภายในรถม้าเกิดเรื่องใดขึ้น แต่พอได้ยินว่าต้องรีบไปโรงหมอด่วน เขาก็มุ่งหน้าไปเตรียมหมอไว้ก่อนแล้ว“หมอดีที่สุดในเมืองแล้วหรือ” หลี่หมิงฮวนหันไปเอ่ยถามอาซาน เมื่อหมอตรงหน้าจับชีพจรอยู่นานแล้วก็ยังไม่อาจตอบได้ว่าเฟยจูนางเป็นอันใด“อะแฮ่ม ถึงข้าจะไม่ใช่หมอที่เก่งกาจ แต่เจ้ามัวแต่นั่งจ้องหน้าข้าเหมือนอยากจะสังหารข้าเช่นนี้ ต่อให้เป็นหมอเก่งเพียงใดก็ตรวจไม่ออกหรอก หึ” เขาแค่นเสียงอย่างไม่พอใจเดิมชีพจรของเฟยจูก็ไม่ได้ตรวจยากอะไร แต่พอเจอไอสังหารที่แผ่ออกมาจากร่างของหลี่หมิงฮวน สมาธิก็กระเจิงหมดแล้ว“พูดมาก ภรรยาข้านางเป็นอันใด”“นางตั้งครรภ์ได้เดือนกว่าแล้ว ทางที่ดี...ทานเว้นเรื่องบนเตียงไปสามเดือนก่อน มิเช่นนั้น...” หมอยังไม่ทันพูดจบหลี่หมิงฮวนก็ลุกขึ้นพุ่งไปดึงคอเสื้อหมอแล้ว“เจ้าว่า...ฮูหยินข้านางตั้งครรภ์หรือ”“ชะ ใช่ นะ นางตั้งครรภ์แล้ว” หมออดจะหวาดกลัวกับท่าทางของหลี่หมิงฮวนไม่ได้เขานิ่งอึ้งไปครู่ก่อนจะหัวเราะออกมาเสียงดัง “ฮ่า ฮ่า ตกรางวัล อาซานเจ้าให้องครักษ์ของเปิ่นหวางพาหมอเข้าวังหลวง หาตำแหน่งในสำนักหมอหลวงให้เขาสักตำแหน่ง อ้อ...อย่าลืมแจ้งข่าวกับเสด็จพี่และฮองเฮาด
ภายในห้องของไต้ซือเกา เขาดูไม่แปลกใจที่เห็นหลี่หมิงฮวนติดตามเฟยจูมาด้วย “สีกาพร้อมแล้วใช่หรือไม่ ท่านอ๋องเล่า ต้องการไปด้วยกันกับนางหรือไม่” เขายิ้มมองหลี่หมิงฮวนอย่างแฝงไปด้วยความหมาย“ย่อมต้องไป” ต่อให้นางต้องกลับภพภูมิเดิมเขาก็พร้อมที่จะไปกับนางด้วย“เช่นนั้น...ท่านทั้งสองหลับตาลง”ไต้ซือเกาให้ทั้งสองนั่งหลับตาเข้าสมาธิตรงหน้า หลี่หมิงฮวนกุมมือเฟยจูเอาไว้แน่น ด้วยกลัวว่านางจะหายไปตอนที่เขาหลับตาลง เสียงบทสวดของไต้ซือเกาดังก้องไปทั่วห้อง ทั้งสองเหมือนถูกบางสิ่งดึงดูดร่างกาย“ท่านทั้งสองมีเวลาเพียงหนึ่งก้านธูปเท่านั้น ก่อนที่จะต้องกลับคืนสู่ร่างเดิม”สิ้นเสียงของไต้ซือเกา หลี่หมิงฮวนและเฟยจูลืมตาขึ้นก็พบว่าตนเองอยู่ในบ้านของเฟยจูที่ยุคปัจจุบันแล้ว หลี่หมิงฮวนมองสิ่งรอบตัวด้วยความประหลาดใจ ข้าวของทุกสิ่งเขาล้วนแต่ไม่เคยเห็นมาก่อนเฟยจูกำลังมองบิดาที่กำลังกอดปลอบใจมารดาอยู่ที่โซฟาในห้องโถงรับแขก “พ่อคะ แม่คะ หนูกลับมาแล้ว” เสียงของนางที่ร้องเรียกคนทั้งสองปนสะอื้นอย่างน่าสงสารพ่อกับแม่ของเฟยจูเงยหน้าขึ้นมามองตามเสียงก็ต้องตกใจ เมื่อเห็นบุตรสาวยืนอยู่ข้างบุรุษแปลกหน้าในชุดโบราณ ร่างของท


















Ulasan-ulasan