ฮูหยินที่ไม่ต้องการ

ฮูหยินที่ไม่ต้องการ

last updateปรับปรุงล่าสุด : 2026-02-18
โดย:  วอลจูจบแล้ว
ภาษา: Thai
goodnovel4goodnovel
คะแนนไม่เพียงพอ
25บท
3.5Kviews
อ่าน
เพิ่มลงในห้องสมุด

แชร์:  

รายงาน
ภาพรวม
แค็ตตาล็อก
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป

นอ.ไปงานแต่งงานเพื่อนสนิท จะเข้าไปอวยพรแต่ห้องนั้นกลับสลับกัน มีพอ.ที่ถูกวางยาปลุกกำนันอยู่ข้างใน พอรู้อีกทีก็สายเกินแก้ จะหนีก็ไม่ทัน จำต้องแต่งงานกลับพอ.อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง เพียงเพราะความผิดพลาดในค่ำคืนหนึ่ง นางจึงถูกตราหน้าว่าเป็นฮูหยินที่ไม่ต้องการของเขา...ถูกเหยียดหยามและถูกมองอย่างไร้ค่า ทว่าหัวใจของนางกลับโง่เขลาไม่อาจหนีพ้นจากบุรุษผู้นี้ไปได้

ดูเพิ่มเติม

บทที่ 1

๑ คืนงานแต่ง

「申し訳ございません、温井さん。手術に最適な時期は、もう過ぎてしまっておりました……」

子宮がんの診断書を握りしめたまま、温井紬(ぬくい つむぎ)はしばらく動けずにいた。どれくらい経っただろう、彼女はようやく我に返り、長谷川慎(はせがわ しん)の秘書である柏木要(かしわぎ かなめ)に電話をかける。

呼び出し音が長く鳴り続けた。やっと出た相手の声は、いつも通り素っ気ない。「奥様、何か御用でしょうか」

紬は震える指を握りしめた。「慎は?話があるの」

「長谷川代表は今、取り込み中です」要が答えた。

「少しだけでいいから、代わってもらえない……?」

要の返事を待つ間もなく、受話器の向こうから柔らかな女性の声が聞こえてきた。「慎、サプライズって一体どんな物なの?もったいぶらないで教えてよ」

「上を見て」

聞き慣れた低い声。でも、紬に向けられたことは一度もない、あたたかな響きだった。

次の瞬間、要は遠慮なく電話を切った。

そのとき――

ドォンッ!

港の対岸から轟音が響いた。紬は青ざめた顔で空を仰ぐ。

対岸から打ち上がる、華やかな花火。紺碧の夜空を彩る光の饗宴は、まるでおとぎ話のように美しかった。

病院の入口には、人だかりができていた。

「ねえ、知ってる?あれ、ランセー・ホールディングスの長谷川代表が彼女の誕生日に上げた花火なんだって。一晩で40億円以上らしいわよ!」

「お相手、園部寧音(そのべ ねね)さんでしょ!世界トップの工科大の博士で、国内の一流企業が引く手あまたのエリート。頭も良くて美人で、家柄も申し分ないし、彼氏まであんなイケメンの大金持ちなんて!」

「そりゃあの長谷川代表も夢中になるわよ。あんな完璧な彼女、自慢したくなるに決まってるじゃない!」

紬は派手に輝く花火を見上げたまま、じっと立ち尽くしていた。やがて、握りしめていた診断書がするりと指から滑り落ち、薄い紙切れが足元に舞い降りる。

彼女は踵を返し、静かに立ち去った。

その日の明け方のこと。

慎が帰宅すると、灯りもつけずに紬が暗闇のリビングに座っていた。

彼はスイッチに手を伸ばして明かりをつけ、眉をひそめる。「まだ起きてたのか」

紬は顔を上げ、目の前の人を見つめる。上腕にかける上着、深い黒の瞳。変わらず冷ややかな眼差しで、こちらを見下ろしている。

ずっと、彼はこういう人なのだと思っていた。生まれつき、誰にでも冷たいのだと。でも違った。自分の隣で氷のように冷たい彼は、別の誰かにとっては、心を焦がすほどあたたかいのだ。

「眠れなくて」紬はかすれた声で答える。「今日、病院に行ってきたの」

慎は無造作に上着をソファに投げ出すと、無関心な口調で訊く。「で、何て言われた?」

紬は最近ずっと下腹部の痛みを訴えていた。慎は一緒に病院へ行くと約束してくれたのに、その度に延期になった。

――会社で超大型契約が入っただの、プロジェクトでトラブルが起きただの。

慎は確かに昨日、紬に約束していた。病院に付き添うと。

でも寧音はこっそり自分の誕生日を祝うつもりだと聞いて、会社から慌てて寧音のところに駆けつけた。

寧音のために花火を打ち上げるのに夢中で、紬に関しては、確かに手が回らなかった。

「何でもない。もう少し様子を見ましょうって」紬は目を伏せる。「それより……今日は、どうして帰ってきたの?」

慎は一瞬動きを止めた。それから、ゆっくりと近づいてくる。

紬を抱き寄せ、首筋に何度も熱い吐息を落とす。耳元で、かすれた声が響いた。

「今日からお前の排卵日だろ」

「長谷川家の跡継ぎを産むために、毎月この時期は必ず関係を持つって約束したのはお前の方だ。まさか、もう忘れたのか?」

彼の身体から漂う女性用の香水の香り。それはまるで銃弾のように、紬が必死で保っていたわずかなプライドを撃ち抜いた。

慎の言う通りだった。結婚して三年、彼はずっとこうだった。祖母である長谷川老夫人に「長谷川家の跡を継ぐ子を」と言われたときだけ、義務のように帰ってきて、紬を抱く。

紬の意識がぼんやりと遠のく。子供……もう無理かもしれないのに。

もともと紬は、穏やかで従順な性格だった。言われるがまま、流されるまま。それが当たり前になっていた。でも今日は――もう、我慢したくなかった。

「慎、私と寝て……彼女に嫉妬されたりしないの?」

暗闇の中、紬の瞳が鋭く光る。大人しかった小動物が、初めて牙を剥くように。

慎は彼女を見つめた。いつもと違う真剣な表情に気づいたのか、彼の目に冷たい光が宿る。

やがて、慎が笑った。けれど、その笑みに温もりはない。

「まさか。俺たちの結婚は秘密だ。というか、表に出せないのはお前の方だろう」

「最初から脇役だと分かっていたはずだ」
แสดง
บทถัดไป
ดาวน์โหลด

บทล่าสุด

บทอื่นๆ
ไม่มีความคิดเห็น
25
๑ คืนงานแต่ง
เสียงผู้คนพูดคุยเจื้อยแจ้วปนกับเสียงดนตรีแผ่วเบา ยิ่งเพิ่มบรรยากาศครึกครื้นรื่นเริง กลิ่นอายความเป็นมงคลอบอวลไปทั่วทั้งจวนสกุลเหอ ทุกมุมถูกประดับประดาด้วยผ้าแพรสีชาด พอถึงยามพลบค่ำ เมื่อท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนสี ตะเกียงสีแดงก็ถูกจุดสว่างไสวไปทั่วทั้งจวนบ่าวไพร่เดินขวักไขว่ไปมาไม่ขาดสาย คอยต้อนรับแขกผู้มาเยือนที่ยังหลั่งไหลเข้ามา เสียงหัวเราะ เสียงพูดคุยอวยพรและเสียงชนจอกสุราดังก้องอยู่ทุกมุมภายในเรือนหอถูกจัดตกแต่งอย่างประณีต ผ้าปูเตียงผืนงามปักลายมังกรและหงส์ด้วยดิ้นทองสะท้อนแสงตะเกียงจนวับวาว กลิ่นกำยานที่จุดไว้ในกระถางลอยคละคลุ้งไปทั่วทั้งห้อง ยิ่งเพิ่มบรรยากาศให้เต็มไปด้วยความเป็นมงคลซูเสวี่ยอวิ๋นเดินตามทางที่จุดโคมสีแดงมาเรื่อยๆ นางยกมือเคาะประตูอยู่สองสามครั้ง พร้อมเอ่ยเรียกด้วยเสียงนุ่มนวล“อวี้หลิง…ข้ามาอวยพรเจ้า เข้าไปได้หรือไม่”ทว่าภายในกลับเงียบสงัด ไร้แม้แต่เสียงฝีเท้าหรือเสียงใดๆ ตอบกลับ มีเพียงเสียงพูดคุยและเสียงดนตรีจากโถงใหญ่ลอยมาแผ่วเบาเท่านั้น นางยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ดวงตาคู่งามหันซ้ายแลขวามองหาสาวใช้ที่ควรคอยดูแลอยู่หน้าประตูห้องหอ แต่กลับไร้เงาแม้แต่เพียงผู้เดียว ห
อ่านเพิ่มเติม
๒ ผิดห้องผิดคน
สตรีงามอยู่ตรงหน้าลู่เจิงอวี่ เขาจะห้ามใจอย่างไรไหวลู่เจิงอวี่โอบอุ้มร่างอรชรขึ้นแนบอก ก่อนจะหมุนตัวหันหลัง เดินย่างเท้าสามก้าวก็ถึงเตียงแล้ว พลางโยนสตรีในอ้อมกอดลงเตียงไปอย่างแรง หาได้ถนุถนอม โดยสนใจว่าอีกฝ่ายจะเจ็บหรือไม่มุมปากหนายกยิ้มเยาะ ลู่เจิงอวี่หาได้พูดพร่ำเสียเวลาให้มากความ ยามนี้ความอดทนของเขาขาดสะบั้นแล้วเขาถอนเสื้อผ้าออกอย่างรวดเร็วจนเผยแผงอกกำยำเปลือยเปล่าและเหลือเพียงกางเกงส่วนล่างนัยน์ตาเมล็ดซิ่งเบิกกว้าง สบเข้ากับดวงตาคมกริบของบุรุษตรงหน้า นิ่งงันคล้ายตกตระลึงไม่รู้ว่าควาจะตกใจหรือรู้สึกอย่างใดดี หัวคิ้วของซูเสวี่ยอวิ๋นขมวดมุ่น จนย่ำแย่แทบเป็นปมนางหาได้ไร้เดียงสาถึงขั้นมองไม่ออกว่าบุรุษผู้นี้จะทำอะไรหรือเกิดอันใดขึ้นนับจากนี้“ท่านคิดจะทำอันใด!”“ไสหัวออกไปให้พ้นซะ” ซูเสวี่ยอวิ๋นเสียงหวานตวาดกร้าวด้วยความโกรธและไม่พอใจ พลันลืมความเจ็บเมื่อครู่ตอนที่ถูกโยนลงเตียงไปชั่วขณะซูเสวี่ยอวิ๋นมองอย่างหวาดระแวง พลางตั้งสติและถอยออกห่างไปเรื่อยๆ จนสุดขอบเตียง จนชิดกับผนังฉากกั้นพอดี นางสูดลมหายใจเฮือกใหญ่ ข่มความหวาดกลัวที่คืบคลานเข้ามาใกล้สายตาคมกริบลึกล้ำของลู่เจิงอวี่จ้
อ่านเพิ่มเติม
๓ กลายเป็นเรื่องใหญ่
“อ่า…เจ้าเป็นของข้า” น้ำเสียงทุ้มแหบพร่าเอ่ยกระซิบแผ่วเบาข้างใบหูขาว ก่อนจะใช้ฟันขบกัดเบาๆ ราวกับหยอกเย้าเรือนร่างอรชรยังคงขยับไปตามแรงกระแทก ริมฝีปากบางเม้มแน่น ไม่ยอมให้มีเสียงเล็ดลอดออกมาแม้แต่สักครึ่งคำ จนกลิ่นคาวเลือดคลุ้งในปากแตะปลายจมูก ดวงตาคู่งามเอ่อคลอด้วยน้ำตา พลางเพ่งมองเพดานตรงหน้าที่เริ่มพร่ามัวเหตุใดเวลาช่างผ่านไปช้านัก…เหตุใดเขาจึงไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยและหยุดเสียที…ร่างกายของนางเริ่มอ่อนล้าจนไม่อาจทนไหวซูเสวี่ยอวิ๋นพยายามขัดขืนจนสุดแรงแต่กลับไร้ประโยชน์ ไม่อาจหลีกหนีได้เลย สิ่งเดียวที่นางยังไม่ได้ลองคือกลั้นลมหายใจจนสิ้นใจตายไปเสียเท่านั้น ทว่าความพยายามเหล่านั้นกลับยิ่งปลุกเร้าอารมณ์ของบุรุษบนร่างให้ฮึกเหิมจนกลายนางที่เจ็บปวดกว่าเดิมเสียงเนื้อกระทบเนื้อดังสะท้อนก้องอยู่ในห้องมืดสลัว เปลวเทียนที่เคยส่องแสงค่อยๆ มอดดับ เหลือเพียงแสงจันทร์ยามค่ำที่สาดลอดผ่านหน้าต่างเข้ามา ทว่าหาได้เป็นอุปสรรคต่อเขาไม่ลู่เจิงอวี่มองเห็นชัดเจนทุกสิ่งสะโพกหนาโหมแรงกระแทกใส่ไม่ยั้ง คล้ายบ่งบอกถึงความกระหายที่ไม่รู้จักพอ แม้สุขสมไปครั้งแล้วครั้งเล่าก็ตามสายตาคมกริบก้มมองสตรีใต้ร่าง น
อ่านเพิ่มเติม
๔ บังคับแต่งงาน
ซูเสวี่ยอวิ๋นถูกบุรุษผู้นี้เคี่ยวกรำตลอดทั้งคืนด้วยความเอาแต่ใจและโลภมากไม่รู้จักพอทั้งคืน กว่านางจะถูกปล่อยให้เป็นอิสระก็ไม่รู้ว่ายามใดแล้วแต่พอล้มตัวนอนพักผ่อนไปได้ไม่ทันไร กลับได้ยินเสียงดังเอะอะโวยวายกึกก้องราวกับอยู่ข้างหู แม้ว่าจะรู้สึกล้าเหนื่อยจนไม่อยากจะลืมตาขึ้นมาเพียงใดนางก็ต้องลุกขึ้นมาดูว่าบุรุษไร้สติผู้นี้กำลังทำสิ่งใดอยู่กันแน่ความรู้สึกของซูเสวี่ยอวิ๋นในยามนั้น ทั้งอ่อนล้าและง่วงงุนยิ่งนัก นางเพิ่งจะได้นอนพักไม่ถึงชั่วอึดใจ แต่กลับถูกปลุกให้จำต้องลุกขึ้นมาอย่างจำใจไม่อาจหลีกเลี่ยงทว่าแม้ว่าจะยังฉงนงุนงงอยู่มากแต่พอได้ยินน้ำเสียงของหวังอวี้หลินเอ่ยเรียกอยู่ตรงหน้า…หัวใจของนางกระตุกวูบ และได้สติตื่นเต็มตาทันทีณ ห้องโถงใหญ่สกุลเหอซูเสวี่ยอวิ๋นนั่งเหยียดหลังตรง มือทั้งสองประสานวางบนตักด้วยความประหม่า ริมฝีปากบางเม้มแน่นเป็นเส้นตรงนางหลุบสายตาลงต่ำ ไม่กล้าแม้แต่จะมองหน้าหรือสบตาผู้ใด หัวใจดวงน้อยเต้นกระหน่ำอย่างรุนแรงด้วยความปั่นป่วนที่ตีวนอยู่ในอกห้องโถงใหญ่สกุลเหอตั้งอยู่กลางจวน ถัดจากสระบัวพอดี แม้ยามเช้าจะมีแสงแดดคลอจางๆ บรรยากาศกลับเย็นสบายเพราะมีสายลมพัดผ่าน
อ่านเพิ่มเติม
๕ วันแต่งงานที่ขมขื่น
นางไม่ได้ต้องการให้บุรุษผู้นั้นต้องมาแสดงความรับผิดชอบอันใดทั้งสิ้น ซ้ำยังไม่อยากข้องเกี่ยว ไม่อยากเห็นหน้าอีก ปรารถนาเพียงให้เหตุการณ์ในวันนั้นเป็นแค่ฝันร้ายตื่นหนึ่งเท่านั้น!ทว่าทุกอย่างที่คิดไว้กลับไม่เป็นอย่างที่คิดไว้ซูเสวี่ยอวิ๋นไม่เพียงแต่ไม่อาจทำให้เรื่องสงบลงได้ ทว่ากลับบานปลายเลยเถิดถึงขั้นที่ยามนี้นางกำลังสวมใส่ชุดมงคลสีแดงฉาน และร่วมกราบไหว้ฟ้าดินกับบุรุษผู้นั้นที่ข่มเหงน้ำใจ เอ่ยถ้อยคำดูถูก ถากถางและเหน็บแนมนางอย่างไร้ค่า…อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงเป็นเพราะเหตุใดกัน!?เรื่องราวถึงกลายเป็นเช่นนี้ได้อย่างไรกันแม้ว่านางเป็นสตรีจะเสียหายแล้วอย่างไร ทว่ากลับไม่มีผู้ใดเอ่ยปากถามสักครึ่งคำว่าเพราะเหตุใดจึงกลายเป็นเช่นนี้ หรือถามว่านางยินยอมหรือเต็มใจอยากจะเป็นภรรยาของคนผู้นั้นหรือไม่แต่กลับไม่มี…ทุกคนล้วนยึดถือแต่เพียงธรรมเนียม โดยไม่สนใจความรู้สึกของนางว่าจะกล้ำกลืนเพียงใดเสียงพูดคุยเจื้อยแจ้วและเสียงดนตรีดังแว่วเข้ามาภายในเรือนหอที่เงียบสงัด ทำให้บรรยากาศไม่ดูวังเวงจนเกินไปนัยน์ตาเมล็ดซิ่งทอดมองเปลวเทียนที่พริ้วปลิวตามสายลมอยู่เพียงเล่มเดียว หลังจากที่นางดับจนมอดไปเกือบหมดภ
อ่านเพิ่มเติม
๖ ชีวิตฮูหยินที่ไร้ตัวตน
แม้ว่าลู่เจิงอวี่อยากหลีกออกจากจวนเพียงใด ราวกับว่าถูกมารดาล่วงรู้ความคิดได้ ภายหลังจากส่งแขกเหรื่อออกไปหมดแล้ว เขากลับถูกบ่าวไพร่เฝ้าหน้าประตูขัดขวางไว้ไม่ยอมให้ก้าวออกไปแม้แต่สักครึ่งก้าวมิหนำซ้ำยังถูกสายตาของเหล่าสาวใช้ในจวนจับจ้องมองจนไม่ต่างจากนักโทษหลบหนี!ทั้งที่เป็นคืนงานแต่งทว่าเขากลับไม่ปรารถนาที่จะร่วมเตียงกับสตรีผู้นั้นอีก แม้ว่าภาพใบหน้า เรือนร่างอรชรและน้ำเสียงหวานของนางยามอยู่ใต้ร่างเขาจะแวบเข้ามาในหัวอยู่หลายครั้งก็ตามลู่เจิงอวี่ยอมรับว่านางงดงามไม่น้อยและหอมหวานยิ่งกว่าสตรีใดที่เคยเจอมา ทว่าสตรีก็เป็นเฉกเช่นเดียสกันหมด…เจ้าเล่ห์ไม่ต่างจากสุนัขจิ้งจอก!?ยามนั้นเขาเอ่ยปากขับไล่นางแล้ว แต่สตรีผู้นั้นกลับเอาแต่ถามหาสหายไม่หยุดปากและไม่ยอมออกไปอย่างจงใจ ลู่เจิงอวี่มองเพียงแวบเดียวก็หยั่งรู้ถึงจิตใจแล้ว หากไม่ใช่เพราะเป็นนางที่จงใจจะจับเขา…เหตุใดทุกอย่างถึงได้ดูราบรื่นเป็นใจเช่นนี้ลู่เจิงอวี่ยอมรับว่าตอนนั้นเห็นสตรีงามจึงขาดสติไปแต่เขากลับไม่คาดคิดว่าจะกลายเป็นเรื่องใหญ่จนต้องแต่งสตรีผู้นี้เป็นภรรยา เดิมเขาคิดว่ามันสมควรจะจบลงคืนนั้น…ทว่าทุกอย่างล้วนเป็นแผนการของนางทั้ง
อ่านเพิ่มเติม
๗ พบพานคนรักเก่า
อาการของซูเสวี่ยอวิ๋นนับว่าแย่ไม่น้อย ทั้งที่นอนตื่นสายจนไม่ได้ยกน้ำชาคารวะแม่สามีตามธรรมเนียม ทว่าลู่ฮูหยินหาได้ติดใจ กลับเป็นอีกฝ่ายที่แวะมาหาด้วยตนเอง พอเห็นสภาพของนางย่ำแย่ถึงเพียงนี้ จึงเป็นผู้สั่งให้สาวใช้ไปเชิญท่านหมอมาตรวจดูอาการของนางที่เอาแต่พะอืดพะอมคล้ายจะอาเจียนอยู่เกือบตลอดเวลาขณะที่สามีหมาดๆ ของนางนั้น ตั้งแต่เช้าที่ถูกนางไล่ตวาดออกไปจนบ่ายคล้อยกลับหายหัวไม่โผล่มาให้เห็นหน้าอีกทว่าดีแล้วเพียงได้เห็นหน้าเขา ลมหายใจของนางก็เหมือนจะติดขัดหายใจไม่ออกชั่วขณะซูเสวี่ยอวิ๋นเหนื่อยจนแทบอยากจะกลั้นลมหายใจไปเสียให้รู้แล้วรู้รอด…ทั้งจิตใจและร่างกายของนางเหนื่อยล้าไม่น้อยเพียงแค่หนึ่งวันแต่นางกลับรู้สึกเชื่องช้าราวกับหนึ่งปีวันนี้ทั้งวันซูเสวี่ยอวิ๋นเอาแต่นอนอยู่บนเตียงไม่ขยับเขยื้อนร่างกายเลยแม้แต่น้อย เพราะรู้สึกหมดอารมณ์และไร้เรี่ยวแรงจนไม่สามารถทำอันใดได้ทั้งสิ้นนอกจากจำต้องลุกขึ้นเพื่อทำธุระส่วนตัวและฝืนกินประทังไปเพียงเท่านั้นเกรงว่าหากแม่สามีเห็นท่าทางเกียจคร้านเช่นนี้ คงเร่งรัดพูดเรื่องหย่าขาดกับบุรุษผู้นั้นอีกแรงเป็นแน่ แต่ไฉนเลยซูเสวี่ยอวิ๋น กลับรู้สึกว่าอีกฝ่ายหาได
อ่านเพิ่มเติม
๘ ความร้ายกาจของเหอซูหลิง
เหอซูหลิงเห็นลู่เจิงอวี่มาตั้งแต่ยังเล็ก นางใฝ่ฝันว่าสักวันหนึ่งจะได้สวมชุดสีแดงมงคล ร่วมกราบไหว้ฟ้าดินและผูกผมอยู่เคียงข้างเขาไปจนผมขาวโพลนทว่าแผนการกลับพลาดพลั้ง!ผู้ที่ควรจะได้อยู่ในเรือนนั่น และอยู่บนเตียงนั้นกับลู่เจิงอวี่สมควรเป็นนาง หาใช่สตรีผู้อื่นไม่!แม้เขาจะดื่มสุราที่นางแอบวางยาปลุกกำหนัดไว้แล้วก็ตาม ไฉนเลยท่านย่ากลับเปลี่ยนใจอย่างกะทันหัน ถึงขั้นสลับเรือนรับรองแขกกับเรือนหอของพี่ชายและพี่สะใภ้โดยไม่บอกกล่าวล่วงหน้าเลยสักครึ่งคำ กว่าที่เหอซูหลิงจะรู้ก็สายเกินไปเสียแล้วเมื่อหวนกลับไปยังเรือนหอหลังเดิม นางเพียงแค่ยืนอยู่หน้าประตูก็ได้ยินเสียงหวานแผ่วเบาคลอไปกับเสียงทุ้มต่ำพร่าดังเล็ดลอดออกมา…ที่แม้แต่เด็กสามขวบได้ยินยังเข้าใจได้ร่างของนางชะงักแข็งทื่อไปในทันที ไม่รู้ว่าควรเปิดเข้าไปขัดจังหวะหรือควรทำเช่นไรดี!เหอซูหลิงยืนนิ่งฟังอยู่นาน หัวใจเจ็บหนึบราวถูกบีบด้วยฝ่ามือจนคล้ายจะหายใจไม่ออกเกรงว่าบรรยากาศภายในเรือนคงอบอวลไปด้วยกลิ่นวสันต์และความสุขสมที่มิอาจบรรยายออกมาเป็นถ้อยคำได้แน่!เหอซูหลิงหาได้เปิดเข้าไปขัดขวางไม่หลังจากยืนตรึกตรองอยู่เนิ่นนาน เหอซูหลิงจึงได้ข้อสรุปว
อ่านเพิ่มเติม
๙ ปกป้องโดยไม่ตั้งใจ
เมื่อครบสามวันตามธรรมเนียม ซูเสวี่ยอวิ๋นต้องกลับไปเยี่ยมบ้านเดิมพร้อมสามี ทว่าความสัมพันธ์ระหว่างนางกับบุรุษผู้นั้น ห่างเหินเย็นชา ราวกับคนแปลกหน้าที่ถูกบีบบังคับให้อยู่ร่วมเรือนกันเพราะไร้ที่ไปมากกว่าตลอดสองวันที่ผ่านมา แม้นางจะได้ตื่นแต่เช้านัก ทว่าพื้นที่บนเตียงข้างกายกลับว่างเปล่าและเย็นเฉียบ คล้ายเขาตั้งใจลุกก่อนเพื่อหลบเลี่ยงนางโดยเฉพาะและแม้กลางดึกบางครั้ง นางจะรู้สึกถึงแรงกดเบาๆ ราวกับมีผู้เอนกายลงบนฟูกข้างๆ ทว่าเมื่อลืมตาขึ้นกลับเห็นเพียงความมืดเงียบ นางก็เลือกที่จะหลับตาต่อโดยไม่สนใจเช้าวันต่อมา เมื่อมองไม่เห็นแม้แต่เงาของสามี นางก็เพียงหัวเราะเยาะ กล่าวในใจว่า รีบไปให้พ้นหน้านางก็ดีแล้ว ไม่เช่นนั้นเกรงว่าทั้งวันอารมณ์คงขุ่นมัวไม่สู้ดีแน่ทันทีที่ซูเสวี่ยอวิ๋นลุกขึ้นนั่งบนเตียง เหล่าสาวใช้ที่รออยู่หน้าเรือนก็รีบร้อนเข้ามาปรนนิบัติโดยไม่ต้องรอคำสั่งเมื่อวานนี้ นางได้กล่าวกับลู่ฮูหยินไว้ว่าจะกลับบ้านเดิมจึงขอใช้รถม้าของสกุลลู่เสียหน่อย แม้ว่าจะไร้เงาสามีร่วมไปด้วยก็ตาม ทว่าแทนที่ลู่ฮูหยินจะเพิกเฉยอีกฝ่ายกลับกล่าวหนักแน่นว่า ‘ลูกสะใภ้ของข้า ย่อมมิอาจถูกผู้อื่นหยามหน้าได้’ แ
อ่านเพิ่มเติม
๑๐ ความเย็นชา
ลู่ฮูหยินเป็นภรรยาแห่งตระกูลพ่อค้าวาณิช การพบปะผู้คนนับว่าเชี่ยวชาญนัก ถ้อยคำที่นางเอื้อนเอ่ยรื่นไหลยิ่งกว่าแม่น้ำหลายสายไหลรวมกันเสียอีกเสียงหัวเราะและถ้อยสนทนาของนางดังขึ้นไม่ขาดสาย พลันกลบเสียงของเจ้าของจวนอย่างนายท่านซูและซูฮูหยินไปจนสิ้น ใบหน้าของนางประดับด้วยรอยยิ้มกว้าง พลางปรายสายตาไปยังลูกสะใภ้แล้วเอ่ยเยินยอว่า“สกุลซูช่างเลี้ยงบุตรสาวได้ดีเสียจริง หากรู้เช่นนี้ ข้าน่าจะส่งบุตรชายมาให้อบรมสั่งสอนบ้าง”ทว่าในประโยคหลังกลับไม่วายสอดแฝงถ้อยคำเหน็บแนมบุตรชายของตนซูฮูหยินมิอาจรู้ว่าควรยิ้มรับหรือหัวเราะออกมาดี นางเพียงเหลือบหางตามองลูกเขย ครั้นเมื่อเห็นใบหน้าหล่อเหลาเรียบเฉย ไร้อารมณ์ใดสะท้อนออกมาก็ยิ่งเดาใจไม่ถูกลูกเขยผู้นี้ทำเอานางหวาดหวั่นใจไม่น้อย…นางยกจอกน้ำชาขึ้นจิบเพื่อกลบเกลื่อนความอึดอัดในอก ก่อนเอ่ยขึ้นอย่างสุภาพ“ลู่ฮูหยินกล่าวเกินไปแล้วเจ้าค่ะ ทั้งนายท่านลู่และข้าต่างก็มัวทำงาน จนบางคราวก็เผลอละเลยเสวี่ยอวิ๋นไปบ้าง เช่นนั้นจะกล่าวว่าเป็นเพราะการอบรมสั่งสอนก็คงมิใช่”น้ำเสียงแผ่วเบาในช่วงท้ายพลันแฝงความรู้สึกผิด ก่อนที่สายตาของซูฮูหยินจะสบกับลู่ฮูหยินพอดีในห้วงความ
อ่านเพิ่มเติม
สำรวจและอ่านนวนิยายดีๆ ได้ฟรี
เข้าถึงนวนิยายดีๆ จำนวนมากได้ฟรีบนแอป GoodNovel ดาวน์โหลดหนังสือที่คุณชอบและอ่านได้ทุกที่ทุกเวลา
อ่านหนังสือฟรีบนแอป
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป
DMCA.com Protection Status