Se connecterนอ.ไปงานแต่งงานเพื่อนสนิท จะเข้าไปอวยพรแต่ห้องนั้นกลับสลับกัน มีพอ.ที่ถูกวางยาปลุกกำนันอยู่ข้างใน พอรู้อีกทีก็สายเกินแก้ จะหนีก็ไม่ทัน จำต้องแต่งงานกลับพอ.อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง เพียงเพราะความผิดพลาดในค่ำคืนหนึ่ง นางจึงถูกตราหน้าว่าเป็นฮูหยินที่ไม่ต้องการของเขา...ถูกเหยียดหยามและถูกมองอย่างไร้ค่า ทว่าหัวใจของนางกลับโง่เขลาไม่อาจหนีพ้นจากบุรุษผู้นี้ไปได้
Voir plusเสียงผู้คนพูดคุยเจื้อยแจ้วปนกับเสียงดนตรีแผ่วเบา ยิ่งเพิ่มบรรยากาศครึกครื้นรื่นเริง กลิ่นอายความเป็นมงคลอบอวลไปทั่วทั้งจวนสกุลเหอ ทุกมุมถูกประดับประดาด้วยผ้าแพรสีชาด พอถึงยามพลบค่ำ เมื่อท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนสี ตะเกียงสีแดงก็ถูกจุดสว่างไสวไปทั่วทั้งจวน
บ่าวไพร่เดินขวักไขว่ไปมาไม่ขาดสาย คอยต้อนรับแขกผู้มาเยือนที่ยังหลั่งไหลเข้ามา เสียงหัวเราะ เสียงพูดคุยอวยพรและเสียงชนจอกสุราดังก้องอยู่ทุกมุม ภายในเรือนหอถูกจัดตกแต่งอย่างประณีต ผ้าปูเตียงผืนงามปักลายมังกรและหงส์ด้วยดิ้นทองสะท้อนแสงตะเกียงจนวับวาว กลิ่นกำยานที่จุดไว้ในกระถางลอยคละคลุ้งไปทั่วทั้งห้อง ยิ่งเพิ่มบรรยากาศให้เต็มไปด้วยความเป็นมงคล ซูเสวี่ยอวิ๋นเดินตามทางที่จุดโคมสีแดงมาเรื่อยๆ นางยกมือเคาะประตูอยู่สองสามครั้ง พร้อมเอ่ยเรียกด้วยเสียงนุ่มนวล “อวี้หลิง…ข้ามาอวยพรเจ้า เข้าไปได้หรือไม่” ทว่าภายในกลับเงียบสงัด ไร้แม้แต่เสียงฝีเท้าหรือเสียงใดๆ ตอบกลับ มีเพียงเสียงพูดคุยและเสียงดนตรีจากโถงใหญ่ลอยมาแผ่วเบาเท่านั้น นางยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ดวงตาคู่งามหันซ้ายแลขวามองหาสาวใช้ที่ควรคอยดูแลอยู่หน้าประตูห้องหอ แต่กลับไร้เงาแม้แต่เพียงผู้เดียว หัวคิ้วเรียวขมวดแน่นด้วยความแปลกใจ “หรือข้าจะมาผิดเรือน” ซูเสวี่ยอวิ๋นพึมพำกับตัวเองเบาๆ แต่เมื่อกวาดตามองไปโดยรอบ ทั้งโถงทางเดินล้วนประดับด้วยผ้าแพรสีชาด และลวดลายมงคลบนประตู ทุกอย่างยืนยันอย่างชัดเจนว่าที่นี่คือห้องหอแน่นอน เหตุใด…ภายในเรือนหอกลับเงียบสงัดเช่นนี้เล่า? ซูเสวี่ยอวิ๋นยังคงยืนนิ่งงันอยู่หน้าประตู ภายในใจกลัวว่าจะรบกวนช่วงเวลาสำคัญของคู่บ่าวสาว จึงลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ไม่กล้าผลักเข้าไปหรือส่งเสียงเรียกดังนัก และเมื่อนึกถึงเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ ตอนที่นางออกมาจากห้องโถงใหญ่ ยังเห็นเหอจื้อหาวยืนดื่มสุราและทักทายแขกเหรื่อ หากเขาจะกลับมาที่เรือนหอในยามนี้ ต่อให้สติยังคงมั่นคงอยู่บ้างก็คงไม่เร็วกว่านาง หรืออย่างมาก…ก็อาจสวนทางกับนางกลางทางเท่านั้น นางลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจยกมือเคาะบานประตูเบาๆ อีกครั้ง แต่สิ่งที่ตอบกลับมามีเพียงความเงียบสงัด หัวใจดวงน้อยของนางเริ่มเต้นแรงขึ้นอย่างบอกไม่ถูก ความกังวลค่อยๆ คลืบคลานเข้ามา “อวี้หลิง…เจ้าหลับไปแล้วงั้นหรือ” น้ำเสียงหวานเอ่ยเรียกอีกครั้งดังขึ้นกว่าเดิม เจือด้วยความวิตกกังวลและเป็นห่วง แม้ว่าสหายของนางจะไม่ได้ถูกบังคับหรือฝืนใจให้ต้องร่วมกราบไหว้ฟ้าดินกับบุรุษใด แต่ถึงอย่างไร วันนี้ก็เป็นวันมงคล เกรงว่าคงตื่นตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่างดี แล้วไหนจะถูกพิธีการทั้งหลายเคี่ยวกรำอย่างหนักมาตลอดทั้งวันอีก และซ้ำทั้งวันคงไม่ได้มีอันใดตกถึงท้องแม้แต่สักคำ นางจึงอดหวั่นใจเป็นกังวลไม่ได้ มิใช่ว่าสหายจะเป็นลมไปแล้วหรอกหรือ!? เมื่อไม่ได้รับคำตอบกลับมา ซูเสวี่ยอวิ๋นจึงยกชายกระโปรงขึ้นเล็กน้อย ก้าวถอยหลังสองสามก้าวสำรวจรอบๆ เรือนหออีกครั้ง เสียงพูดคุยและเสียงดนตรีจากโถงใหญ่ยังดังเล็ดลอดมาเป็นระยะ ตัดกับบรรยากาศเงียบเชียบที่แตกต่างกันสิ้นเชิง สายลมยามค่ำพัดผ่าน ทำให้เปลวเทียนจากตะเกียงบนเสาพริ้วไหวเบาๆ จนนางขมวดคิ้วแน่น “หรือว่าจะเกิดเหตุอันใดขึ้น” นางพึมพำกับตัวเอง ดวงตาคู่งามเต็มไปด้วยความกังวล ก่อนจะตัดสินใจยกมือผลักประตูเข้าไปทันทีอย่างไม่รีรอ เสียงบานประตูไม้เก่าที่เสียดสีกันดังเอี๊ยดแผ่วเบาท่ามกลางความเงียบงัน แสงเทียนมงคลที่จุดไว้ภายในเรือนค่อย ทอประกายสว่างปรากฏต่อสายตา กลิ่นกำยานหอมหวานยังคงลอยอบอวลไปทั่วทั้งเรือนที่เงียบสงบ ทว่าน่าแปลกนัก บนเตียงที่สมควรจะปรากฏร่างเจ้าสาวในอาภรณ์สีแดงฉานนั่งรออยู่ตามธรรมเนียม… ทว่ากลับว่างเปล่าไร้เงาของผู้ใด ราวกับว่าที่นี่ไม่เคยมีผู้ใดเหยียบย่างมาก่อน ซูเสวี่ยอวิ๋นยืนนิ่งงันอยู่หน้าประตู “หวังอวี้หลิง” นางเอ่ยเรียกอีกครั้ง น้ำเสียงหวานสั่นเครือด้วยความกังวล แต่ก็ยังเงียบไร้คำตอบ ทันใดนั้น ขณะที่กำลังจะก้าวเข้าไป เสียงฝีเท้าหนักแน่นก็พลันดังขึ้นจากมุมหนึ่งของห้องจนนางชะงัก เงาร่างสูงใหญ่ของบุรุษผู้หนึ่งปรากฏออกมา ซูเสวี่ยอวิ๋นเผลอก้าวถอยหลังโดยไม่รู้ตัวด้วยความตกใจ นัยน์ตาเมล็ดซิ่งวูบไหวเต็มไปด้วยความระมัดระวัง บุรุษในอาภรณ์สีเข้มยืนอยู่ตรงหน้า แววตาคมกริบฉายชัดด้วยความไม่พอใจ ใบหน้าหล่อเหล่าของเขาเรียบเฉยไร้อารมณ์แฝงความกดดันจนนางไม่กล้าสบตา หัวใจดวงน้อยเต้นกระหน่ำ ความเย็นเยียบแล่นวาบขึ้นมาตามสันหลังทันที หัวคิ้วเรียวขมวดมุ่น สายตาหรี่ลงเพ่งมองบุรุษแปลกหน้าอย่างระแวดระวัง พลางไล่มองตั้งแต่บนลงล่าง แสงเทียนภายในเรือนถูกจุดให้สว่างไสว สามารถมองเห็นรายละเอียดชัดเจน ทั้งอาภรณ์เนื้อดีที่ไม่ใช่ชุดเจ้าบ่าว และเค้าโครงใบหน้าที่แปลกตา ไม่มีสิ่งใดสอดคล้องกับบุรุษผู้ร่วมกราบไหว้ฟ้าดินกับสหายของนางเมื่อไม่กี่ชั่วยามก่อนสักนิด “ท่าน…เป็นผู้ใดกัน” เสียงหวานเอ่ยถามอย่างไม่แน่ใจ แฝงด้วยความระแวดระวังชัดเจน บุรุษนั้นไม่ได้ตอบทันที เพียงเหยียดยิ้มบนริมฝีปาก ดวงตาคมกริบจ้องนางด้วยแววประหลาด เย็นเยียบและแฝงแรงกดดันราวกับจับจ้องเหยื่อตัวน้อย หัวใจของซูเสวี่ยอวิ๋นเต้นแรงขึ้นไม่เป็นจังหวะ ความคิดตีกันวุ่นวายในหัว เหตุใดบุรุษผู้นี้ถึงอยู่ในเรือนหอของสหาย? แล้วอวี้หลิง…หายไปที่ไหน!? “เจ้ามาทำอะไรในนี้” น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยถามเย็น แม้ไม่ดังนักแต่สะท้อนกึกก้องในเรือน บีบหัวใจนางราวจะทำให้หยุดเต้นไปชั่วขณะ ซูเสวี่ยอวิ๋นสะดุ้งเฮือกอีกครั้ง นางพยายามควบคุมน้ำเสียงให้มั่นคง เอ่ยขึ้นแผ่วเบาแต่เต็มไปด้วยความระแวดระวัง “ข้าเห็นว่าภายในเรือนเงียบเกินไป จึงเกรงว่าอวี้หลิงจะเป็นลมไป...” นางหยุดเว้นครู่หนึ่ง ปรับลมหายใจ ก่อนเอ่ยถามกลับด้วยน้ำเสียงที่พยายามนิ่งและมั่นคงยิ่งขึ้น “แล้วท่านเล่า…เหตุใดจึงมาอยู่ในเรือนของผู้อื่นเช่นนี้” พอสิ้นประโยค นางจึงเชิดปลายคางขึ้นเล็กน้อย ซ่อนความประหม่าและหวาดกลัวที่ยังตีวนอยู่ในอก ใบหน้าคนงามดูเยือกเย็นขึ้นพยายามไม่ให้ฉายความรู้สึกใดออกมา “ออกไป” น้ำเสียงทุ้มกัดฟันกรอด เขาสวนกลับทันทีด้วยน้ำเสียงห้วนสั้น ราวกับไม่ต้องการฟังคำแก้ตัวใดๆ สายตาคมกริบตวัดไปยังเตียงที่ว่างเปล่าเพียงชั่วครู่ก่อนจะปรายกลับมามองที่นางอีกครั้ง ท่าทางเช่นนั้นยิ่งทำให้ซูเสวี่ยอวิ๋นหวาดหวั่น นางก้มหน้าหลบสายตา พลางถอยห่างออกไปอย่างรวดเร็วปานถูกไล่ล่า ริมฝีปากบางเม้มแน่นด้วยความประหม่า “ท่านต่างหากที่สมควรออกไป ที่นี่คือเรือนหอของเจ้าสาวและเจ้าบ่าว มิใช่เรือนรับรองแขกที่จะให้ผู้ใดเข้ามาพักตามใจชอบ!” แม้ถอยหลังออกมาแล้ว ซูเสวี่ยอวิ๋นยังไม่ละความพยายาม เกรงว่าบุรุษผู้นี้อาจเมามายจนไร้สติกระมัง นางสังเกตใบหน้าของเขาแดงกร่ำเต็มไปด้วยหยาดเหงื่อผุดพราวตามกรอบหน้า ซ้ำยังกลิ่นสุราลอยโชยจนเหม็นแสบจมูกและลมหายใจกระฟัดกระเฟียดอีก หากเมาแล้วเป็นเช่นนี้ ชั่วชีวิตก็อย่าได้ดื่มอีกเลย เหอจื้อหาวก้าวช้า ๆ เข้ามา สายตาคมกริบยังจ้องสตรีตรงหน้าอย่างไม่วางตา ลึกล้ำราวผืนน้ำสงบนิ่งในทะเลสาบ ทันใดนั้น จู่ๆ บุรุษผู้นั้นพลันโน้มใบหน้าเข้าใกล้ทีละน้อย น้ำเสียงทุ้มแหบพร่าแผ่วเบาเอ่ยขึ้น แฝงความกดดัน รอยยิ้มเยียบเย็นปรากฏบนริมฝีปาก “หึ…เช่นนั้นแล้ว คืนนี้คุณหนูสนใจจะอยู่กับข้าหรือไม่” ซูเสวี่ยอวิ๋นได้ยินแล้วชาวาบไปทั้งร่าง หัวใจดวงน้อยยิ่งเต้นแรงจนแทบทะลุอก นางถอยก้าวหนึ่งเว้นระยะห่าง แต่กลับชิดบานประตูพอดี ดวงตาคู่งามเบิกกว้างด้วยความตกตะลึงปนหวาดหวั่น “ท่านพูดอะไรออกมา!” น้ำเสียงของนางสั่นเครือแข็งกร้าว พยายามมั่นคงปิดบังความหวาดกลัว “ตกลงหรือไม่…คืนนี้ เจ้าจะเป็นสตรีของข้าเพียงผู้เดียว” น้ำเสียงทุ้มต่ำยังคงกดดัน แฝงความเอาแต่ใจ ดวงตาคมกริบที่เพ่งมองอีกฝ่ายฉายแววเจ้าเล่ห์ปนความกระหายออกมาอย่างไม่ปิดบัง คล้ายหมาป่ากำลังจ้องกระต่ายน้อยอ่อนแอก็ไม่ปาน บรรยากาศในเรือนเต็มไปด้วยความอึดอัด หนักอึ้งจนลมหายใจของนางติดขัด ซูเสวี่ยอวิ๋รีบถอยคอหนีราวเต่าหดหัวเข้ากระดอง ความตื่นตระหนกตีวนในคับอกจนกลืนน้ำลายอึกใหญ่ยากลำบาก นัยน์ตาเมล็ดซิ่งกระพริบถี่ด้วยความประหม่าปนกระอักกระอ่วน “ออกไปให้ห่างข้า” นางกล่าวแผ่วเบา น้ำเสียงสั่นเครือเล็กน้อย ความเด็ดเดี่ยวเมื่อครู่พังทลายลงสิ้น เมื่อใบหน้าหล่อคมคายของบุรุษตรงหน้าอยู่ห่างจากนางไม่ถึงคืบ ลมหายใจร้อนผ่าวที่เจือกลิ่นสุราจางๆ โชยกระทบผิวแก้ม หัวใจของนางเต้นกระหน่ำแทบไม่เป็นจังหวะ ลู่เจิงอวี่แค่นเสียงฮึดฮัดเย้ยหยัน มุมปากยังผุดรอยยิ้มเย็นเยียบจางๆ ไม่คาย “ข้าไล่แล้ว แต่แม่นางกลับไม่ไปเอง” เสียงทุ้มต่ำดังชัดชัดเจน เจือความเหยียดหยาม “แล้วตอนนี้กลับเอ่ยปากไล่ข้าเสียเอง…ลืมไปแล้วหรือว่าแท้จริง มิใช่ข้าที่บุกรุกเข้ามาแต่เป็นแม่นางต่างหากที่ตั้งใจเสนอตัวให้ข้าและต้องการเรียกร้องความสนใจ” ลู่เจิงอวี่โน้มใบหน้าเข้าใกล้อีกนิด ลมหายใจร้อนผ่าวแทบผสานเป็นหนึ่งเดียว เขาแค่นเสียงหัวเราะต่ำ แฝงทั้งความเย้ยหยันและดูแคลน “ทำทีตีหน้าใสซื่อไร้เดียงสา แต่ดวงตากลับแพรวพราวราวสุนัขจิ้งจอก!” ดวงตาคมกริบฉายแววเย้ยหยันกดทับสตรีตรงหน้า เขาโน้มตัวลงจนเงากลืนร่างนางทั้งร่าง “คิดว่าข้าจะมองไม่ออกหรือไร ว่าแท้จริงแล้ว แม่นางกำลังเสนอตัวให้ข้า” น่ำเสียงทุ้มเย็นเยียบ แฝงทั้งความถือดีและเหยียดหยามอย่างดูแคลน บรรยากาศโดยรอบแน่นขึง ราวกดทับลมหายใจของนางให้แผ่วเบาลงทุกขณะ ในหัวซูเสวี่ยอวิ๋นมีเพียงความคิดเดียว หากผู้ใดมานางเห็นสภาพเช่นนี้ คงไม่เพียงแต่ดูไม่งาม หากยังอาจก่อให้เกิดเรื่องอื้อฉาวที่ลบล้างไม่ได้ และยิ่งอยู่ในเรือนหอของผู้อื่น นางก็ยิ่งอยากถอยหนีให้พ้นโดยเร็ว ซูเสวี่ยอวิ๋นสบถออกมาด้วยความไม่พอใจ “เหอะ! วาจาต่ำทรามนัก ไปพ้นหน้าข้าซะ!” น้ำเสียงหวานตวาดลั่น แฝงทั้งความโกรธและขุ่นเคือง การกระทำของบุรุษตรงหน้า ถ้อยคำพูดที่หลุดออกมาราวไม่ไตร่ตรอง ทำให้ซูเสวี่ยอวิ๋นโมโหเดือดดาลขึ้นทันที แม้ว่าปกติจะใจเย็นมีความอดทนเพียงใดก็ตาม ลู่เจิงอวี่ยื่นมือทั้งสองข้างวางบนกรอบประตู ราวกับว่ากั้นไม่ให้กระต่ายน้อยตัวนี้ถอยหนี ลมหายใจของเขาเริ่มหอบถี่ ความรู้สึกเหมือนหายใจติดขัด เมื่อได้กลิ่นหอมจางๆ จากสตรีตรงหน้า เขากลับกัดฟันกรอด คล้ายพยายามอดกลั้นความปรารถนาที่ท่วมท้น น้ำเสียงทุ้มเอ่ยขึ้น “เป็นข้าที่ให้โอกาสแม่นางแล้ว หากเช่นนั้น…ก็อย่าได้คิดว่าข้าใจร้ายกล้าข่มเหงรังแกสตรีก็แล้วกัน” พอสิ้นคำ เขาจึงโน้มตัวลง อุ้มร่างสตรีตรงหน้าลอยขึ้นจากพื้นทันที “กรี้ดด! ปล่อยข้า!” ซูเสวี่ยอวิ๋นหวีดร้องด้วยความตกใจ ด้วยสัญชาตญาณนางพลางยกมือคล้องร่างของบุรุษแปลกหน้าผู้นี้อย่างเผลอ “อยู่เงียบเถอะ คิดจะเรียกผู้ใดมาดูข้าและแม่นางกัน” หากนางเสนอตัวตั้งแต่แรก เขาก็พร้อมสนองทุกอย่างทันที!อาการของซูเสวี่ยอวิ๋นนับว่าแย่ไม่น้อย ทั้งที่นอนตื่นสายจนไม่ได้ยกน้ำชาคารวะแม่สามีตามธรรมเนียม ทว่าลู่ฮูหยินหาได้ติดใจ กลับเป็นอีกฝ่ายที่แวะมาหาด้วยตนเอง พอเห็นสภาพของนางย่ำแย่ถึงเพียงนี้ จึงเป็นผู้สั่งให้สาวใช้ไปเชิญท่านหมอมาตรวจดูอาการของนางที่เอาแต่พะอืดพะอมคล้ายจะอาเจียนอยู่เกือบตลอดเวลาขณะที่สามีหมาดๆ ของนางนั้น ตั้งแต่เช้าที่ถูกนางไล่ตวาดออกไปจนบ่ายคล้อยกลับหายหัวไม่โผล่มาให้เห็นหน้าอีกทว่าดีแล้วเพียงได้เห็นหน้าเขา ลมหายใจของนางก็เหมือนจะติดขัดหายใจไม่ออกชั่วขณะซูเสวี่ยอวิ๋นเหนื่อยจนแทบอยากจะกลั้นลมหายใจไปเสียให้รู้แล้วรู้รอด…ทั้งจิตใจและร่างกายของนางเหนื่อยล้าไม่น้อยเพียงแค่หนึ่งวันแต่นางกลับรู้สึกเชื่องช้าราวกับหนึ่งปีวันนี้ทั้งวันซูเสวี่ยอวิ๋นเอาแต่นอนอยู่บนเตียงไม่ขยับเขยื้อนร่างกายเลยแม้แต่น้อย เพราะรู้สึกหมดอารมณ์และไร้เรี่ยวแรงจนไม่สามารถทำอันใดได้ทั้งสิ้นนอกจากจำต้องลุกขึ้นเพื่อทำธุระส่วนตัวและฝืนกินประทังไปเพียงเท่านั้นเกรงว่าหากแม่สามีเห็นท่าทางเกียจคร้านเช่นนี้ คงเร่งรัดพูดเรื่องหย่าขาดกับบุรุษผู้นั้นอีกแรงเป็นแน่ แต่ไฉนเลยซูเสวี่ยอวิ๋น กลับรู้สึกว่าอีกฝ่ายหาได
แม้ว่าลู่เจิงอวี่อยากหลีกออกจากจวนเพียงใด ราวกับว่าถูกมารดาล่วงรู้ความคิดได้ ภายหลังจากส่งแขกเหรื่อออกไปหมดแล้ว เขากลับถูกบ่าวไพร่เฝ้าหน้าประตูขัดขวางไว้ไม่ยอมให้ก้าวออกไปแม้แต่สักครึ่งก้าวมิหนำซ้ำยังถูกสายตาของเหล่าสาวใช้ในจวนจับจ้องมองจนไม่ต่างจากนักโทษหลบหนี!ทั้งที่เป็นคืนงานแต่งทว่าเขากลับไม่ปรารถนาที่จะร่วมเตียงกับสตรีผู้นั้นอีก แม้ว่าภาพใบหน้า เรือนร่างอรชรและน้ำเสียงหวานของนางยามอยู่ใต้ร่างเขาจะแวบเข้ามาในหัวอยู่หลายครั้งก็ตามลู่เจิงอวี่ยอมรับว่านางงดงามไม่น้อยและหอมหวานยิ่งกว่าสตรีใดที่เคยเจอมา ทว่าสตรีก็เป็นเฉกเช่นเดียสกันหมด…เจ้าเล่ห์ไม่ต่างจากสุนัขจิ้งจอก!?ยามนั้นเขาเอ่ยปากขับไล่นางแล้ว แต่สตรีผู้นั้นกลับเอาแต่ถามหาสหายไม่หยุดปากและไม่ยอมออกไปอย่างจงใจ ลู่เจิงอวี่มองเพียงแวบเดียวก็หยั่งรู้ถึงจิตใจแล้ว หากไม่ใช่เพราะเป็นนางที่จงใจจะจับเขา…เหตุใดทุกอย่างถึงได้ดูราบรื่นเป็นใจเช่นนี้ลู่เจิงอวี่ยอมรับว่าตอนนั้นเห็นสตรีงามจึงขาดสติไปแต่เขากลับไม่คาดคิดว่าจะกลายเป็นเรื่องใหญ่จนต้องแต่งสตรีผู้นี้เป็นภรรยา เดิมเขาคิดว่ามันสมควรจะจบลงคืนนั้น…ทว่าทุกอย่างล้วนเป็นแผนการของนางทั้ง
นางไม่ได้ต้องการให้บุรุษผู้นั้นต้องมาแสดงความรับผิดชอบอันใดทั้งสิ้น ซ้ำยังไม่อยากข้องเกี่ยว ไม่อยากเห็นหน้าอีก ปรารถนาเพียงให้เหตุการณ์ในวันนั้นเป็นแค่ฝันร้ายตื่นหนึ่งเท่านั้น!ทว่าทุกอย่างที่คิดไว้กลับไม่เป็นอย่างที่คิดไว้ซูเสวี่ยอวิ๋นไม่เพียงแต่ไม่อาจทำให้เรื่องสงบลงได้ ทว่ากลับบานปลายเลยเถิดถึงขั้นที่ยามนี้นางกำลังสวมใส่ชุดมงคลสีแดงฉาน และร่วมกราบไหว้ฟ้าดินกับบุรุษผู้นั้นที่ข่มเหงน้ำใจ เอ่ยถ้อยคำดูถูก ถากถางและเหน็บแนมนางอย่างไร้ค่า…อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงเป็นเพราะเหตุใดกัน!?เรื่องราวถึงกลายเป็นเช่นนี้ได้อย่างไรกันแม้ว่านางเป็นสตรีจะเสียหายแล้วอย่างไร ทว่ากลับไม่มีผู้ใดเอ่ยปากถามสักครึ่งคำว่าเพราะเหตุใดจึงกลายเป็นเช่นนี้ หรือถามว่านางยินยอมหรือเต็มใจอยากจะเป็นภรรยาของคนผู้นั้นหรือไม่แต่กลับไม่มี…ทุกคนล้วนยึดถือแต่เพียงธรรมเนียม โดยไม่สนใจความรู้สึกของนางว่าจะกล้ำกลืนเพียงใดเสียงพูดคุยเจื้อยแจ้วและเสียงดนตรีดังแว่วเข้ามาภายในเรือนหอที่เงียบสงัด ทำให้บรรยากาศไม่ดูวังเวงจนเกินไปนัยน์ตาเมล็ดซิ่งทอดมองเปลวเทียนที่พริ้วปลิวตามสายลมอยู่เพียงเล่มเดียว หลังจากที่นางดับจนมอดไปเกือบหมดภ
ซูเสวี่ยอวิ๋นถูกบุรุษผู้นี้เคี่ยวกรำตลอดทั้งคืนด้วยความเอาแต่ใจและโลภมากไม่รู้จักพอทั้งคืน กว่านางจะถูกปล่อยให้เป็นอิสระก็ไม่รู้ว่ายามใดแล้วแต่พอล้มตัวนอนพักผ่อนไปได้ไม่ทันไร กลับได้ยินเสียงดังเอะอะโวยวายกึกก้องราวกับอยู่ข้างหู แม้ว่าจะรู้สึกล้าเหนื่อยจนไม่อยากจะลืมตาขึ้นมาเพียงใดนางก็ต้องลุกขึ้นมาดูว่าบุรุษไร้สติผู้นี้กำลังทำสิ่งใดอยู่กันแน่ความรู้สึกของซูเสวี่ยอวิ๋นในยามนั้น ทั้งอ่อนล้าและง่วงงุนยิ่งนัก นางเพิ่งจะได้นอนพักไม่ถึงชั่วอึดใจ แต่กลับถูกปลุกให้จำต้องลุกขึ้นมาอย่างจำใจไม่อาจหลีกเลี่ยงทว่าแม้ว่าจะยังฉงนงุนงงอยู่มากแต่พอได้ยินน้ำเสียงของหวังอวี้หลินเอ่ยเรียกอยู่ตรงหน้า…หัวใจของนางกระตุกวูบ และได้สติตื่นเต็มตาทันทีณ ห้องโถงใหญ่สกุลเหอซูเสวี่ยอวิ๋นนั่งเหยียดหลังตรง มือทั้งสองประสานวางบนตักด้วยความประหม่า ริมฝีปากบางเม้มแน่นเป็นเส้นตรงนางหลุบสายตาลงต่ำ ไม่กล้าแม้แต่จะมองหน้าหรือสบตาผู้ใด หัวใจดวงน้อยเต้นกระหน่ำอย่างรุนแรงด้วยความปั่นป่วนที่ตีวนอยู่ในอกห้องโถงใหญ่สกุลเหอตั้งอยู่กลางจวน ถัดจากสระบัวพอดี แม้ยามเช้าจะมีแสงแดดคลอจางๆ บรรยากาศกลับเย็นสบายเพราะมีสายลมพัดผ่าน





