Se connecterนอ.ไปงานแต่งงานเพื่อนสนิท จะเข้าไปอวยพรแต่ห้องนั้นกลับสลับกัน มีพอ.ที่ถูกวางยาปลุกกำนันอยู่ข้างใน พอรู้อีกทีก็สายเกินแก้ จะหนีก็ไม่ทัน จำต้องแต่งงานกลับพอ.อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง เพียงเพราะความผิดพลาดในค่ำคืนหนึ่ง นางจึงถูกตราหน้าว่าเป็นฮูหยินที่ไม่ต้องการของเขา...ถูกเหยียดหยามและถูกมองอย่างไร้ค่า ทว่าหัวใจของนางกลับโง่เขลาไม่อาจหนีพ้นจากบุรุษผู้นี้ไปได้
Voir plusเสียงผู้คนพูดคุยเจื้อยแจ้วปนกับเสียงดนตรีแผ่วเบา ยิ่งเพิ่มบรรยากาศครึกครื้นรื่นเริง กลิ่นอายความเป็นมงคลอบอวลไปทั่วทั้งจวนสกุลเหอ ทุกมุมถูกประดับประดาด้วยผ้าแพรสีชาด พอถึงยามพลบค่ำ เมื่อท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนสี ตะเกียงสีแดงก็ถูกจุดสว่างไสวไปทั่วทั้งจวน
บ่าวไพร่เดินขวักไขว่ไปมาไม่ขาดสาย คอยต้อนรับแขกผู้มาเยือนที่ยังหลั่งไหลเข้ามา เสียงหัวเราะ เสียงพูดคุยอวยพรและเสียงชนจอกสุราดังก้องอยู่ทุกมุม ภายในเรือนหอถูกจัดตกแต่งอย่างประณีต ผ้าปูเตียงผืนงามปักลายมังกรและหงส์ด้วยดิ้นทองสะท้อนแสงตะเกียงจนวับวาว กลิ่นกำยานที่จุดไว้ในกระถางลอยคละคลุ้งไปทั่วทั้งห้อง ยิ่งเพิ่มบรรยากาศให้เต็มไปด้วยความเป็นมงคล ซูเสวี่ยอวิ๋นเดินตามทางที่จุดโคมสีแดงมาเรื่อยๆ นางยกมือเคาะประตูอยู่สองสามครั้ง พร้อมเอ่ยเรียกด้วยเสียงนุ่มนวล “อวี้หลิง…ข้ามาอวยพรเจ้า เข้าไปได้หรือไม่” ทว่าภายในกลับเงียบสงัด ไร้แม้แต่เสียงฝีเท้าหรือเสียงใดๆ ตอบกลับ มีเพียงเสียงพูดคุยและเสียงดนตรีจากโถงใหญ่ลอยมาแผ่วเบาเท่านั้น นางยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ดวงตาคู่งามหันซ้ายแลขวามองหาสาวใช้ที่ควรคอยดูแลอยู่หน้าประตูห้องหอ แต่กลับไร้เงาแม้แต่เพียงผู้เดียว หัวคิ้วเรียวขมวดแน่นด้วยความแปลกใจ “หรือข้าจะมาผิดเรือน” ซูเสวี่ยอวิ๋นพึมพำกับตัวเองเบาๆ แต่เมื่อกวาดตามองไปโดยรอบ ทั้งโถงทางเดินล้วนประดับด้วยผ้าแพรสีชาด และลวดลายมงคลบนประตู ทุกอย่างยืนยันอย่างชัดเจนว่าที่นี่คือห้องหอแน่นอน เหตุใด…ภายในเรือนหอกลับเงียบสงัดเช่นนี้เล่า? ซูเสวี่ยอวิ๋นยังคงยืนนิ่งงันอยู่หน้าประตู ภายในใจกลัวว่าจะรบกวนช่วงเวลาสำคัญของคู่บ่าวสาว จึงลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ไม่กล้าผลักเข้าไปหรือส่งเสียงเรียกดังนัก และเมื่อนึกถึงเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ ตอนที่นางออกมาจากห้องโถงใหญ่ ยังเห็นเหอจื้อหาวยืนดื่มสุราและทักทายแขกเหรื่อ หากเขาจะกลับมาที่เรือนหอในยามนี้ ต่อให้สติยังคงมั่นคงอยู่บ้างก็คงไม่เร็วกว่านาง หรืออย่างมาก…ก็อาจสวนทางกับนางกลางทางเท่านั้น นางลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจยกมือเคาะบานประตูเบาๆ อีกครั้ง แต่สิ่งที่ตอบกลับมามีเพียงความเงียบสงัด หัวใจดวงน้อยของนางเริ่มเต้นแรงขึ้นอย่างบอกไม่ถูก ความกังวลค่อยๆ คลืบคลานเข้ามา “อวี้หลิง…เจ้าหลับไปแล้วงั้นหรือ” น้ำเสียงหวานเอ่ยเรียกอีกครั้งดังขึ้นกว่าเดิม เจือด้วยความวิตกกังวลและเป็นห่วง แม้ว่าสหายของนางจะไม่ได้ถูกบังคับหรือฝืนใจให้ต้องร่วมกราบไหว้ฟ้าดินกับบุรุษใด แต่ถึงอย่างไร วันนี้ก็เป็นวันมงคล เกรงว่าคงตื่นตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่างดี แล้วไหนจะถูกพิธีการทั้งหลายเคี่ยวกรำอย่างหนักมาตลอดทั้งวันอีก และซ้ำทั้งวันคงไม่ได้มีอันใดตกถึงท้องแม้แต่สักคำ นางจึงอดหวั่นใจเป็นกังวลไม่ได้ มิใช่ว่าสหายจะเป็นลมไปแล้วหรอกหรือ!? เมื่อไม่ได้รับคำตอบกลับมา ซูเสวี่ยอวิ๋นจึงยกชายกระโปรงขึ้นเล็กน้อย ก้าวถอยหลังสองสามก้าวสำรวจรอบๆ เรือนหออีกครั้ง เสียงพูดคุยและเสียงดนตรีจากโถงใหญ่ยังดังเล็ดลอดมาเป็นระยะ ตัดกับบรรยากาศเงียบเชียบที่แตกต่างกันสิ้นเชิง สายลมยามค่ำพัดผ่าน ทำให้เปลวเทียนจากตะเกียงบนเสาพริ้วไหวเบาๆ จนนางขมวดคิ้วแน่น “หรือว่าจะเกิดเหตุอันใดขึ้น” นางพึมพำกับตัวเอง ดวงตาคู่งามเต็มไปด้วยความกังวล ก่อนจะตัดสินใจยกมือผลักประตูเข้าไปทันทีอย่างไม่รีรอ เสียงบานประตูไม้เก่าที่เสียดสีกันดังเอี๊ยดแผ่วเบาท่ามกลางความเงียบงัน แสงเทียนมงคลที่จุดไว้ภายในเรือนค่อย ทอประกายสว่างปรากฏต่อสายตา กลิ่นกำยานหอมหวานยังคงลอยอบอวลไปทั่วทั้งเรือนที่เงียบสงบ ทว่าน่าแปลกนัก บนเตียงที่สมควรจะปรากฏร่างเจ้าสาวในอาภรณ์สีแดงฉานนั่งรออยู่ตามธรรมเนียม… ทว่ากลับว่างเปล่าไร้เงาของผู้ใด ราวกับว่าที่นี่ไม่เคยมีผู้ใดเหยียบย่างมาก่อน ซูเสวี่ยอวิ๋นยืนนิ่งงันอยู่หน้าประตู “หวังอวี้หลิง” นางเอ่ยเรียกอีกครั้ง น้ำเสียงหวานสั่นเครือด้วยความกังวล แต่ก็ยังเงียบไร้คำตอบ ทันใดนั้น ขณะที่กำลังจะก้าวเข้าไป เสียงฝีเท้าหนักแน่นก็พลันดังขึ้นจากมุมหนึ่งของห้องจนนางชะงัก เงาร่างสูงใหญ่ของบุรุษผู้หนึ่งปรากฏออกมา ซูเสวี่ยอวิ๋นเผลอก้าวถอยหลังโดยไม่รู้ตัวด้วยความตกใจ นัยน์ตาเมล็ดซิ่งวูบไหวเต็มไปด้วยความระมัดระวัง บุรุษในอาภรณ์สีเข้มยืนอยู่ตรงหน้า แววตาคมกริบฉายชัดด้วยความไม่พอใจ ใบหน้าหล่อเหล่าของเขาเรียบเฉยไร้อารมณ์แฝงความกดดันจนนางไม่กล้าสบตา หัวใจดวงน้อยเต้นกระหน่ำ ความเย็นเยียบแล่นวาบขึ้นมาตามสันหลังทันที หัวคิ้วเรียวขมวดมุ่น สายตาหรี่ลงเพ่งมองบุรุษแปลกหน้าอย่างระแวดระวัง พลางไล่มองตั้งแต่บนลงล่าง แสงเทียนภายในเรือนถูกจุดให้สว่างไสว สามารถมองเห็นรายละเอียดชัดเจน ทั้งอาภรณ์เนื้อดีที่ไม่ใช่ชุดเจ้าบ่าว และเค้าโครงใบหน้าที่แปลกตา ไม่มีสิ่งใดสอดคล้องกับบุรุษผู้ร่วมกราบไหว้ฟ้าดินกับสหายของนางเมื่อไม่กี่ชั่วยามก่อนสักนิด “ท่าน…เป็นผู้ใดกัน” เสียงหวานเอ่ยถามอย่างไม่แน่ใจ แฝงด้วยความระแวดระวังชัดเจน บุรุษนั้นไม่ได้ตอบทันที เพียงเหยียดยิ้มบนริมฝีปาก ดวงตาคมกริบจ้องนางด้วยแววประหลาด เย็นเยียบและแฝงแรงกดดันราวกับจับจ้องเหยื่อตัวน้อย หัวใจของซูเสวี่ยอวิ๋นเต้นแรงขึ้นไม่เป็นจังหวะ ความคิดตีกันวุ่นวายในหัว เหตุใดบุรุษผู้นี้ถึงอยู่ในเรือนหอของสหาย? แล้วอวี้หลิง…หายไปที่ไหน!? “เจ้ามาทำอะไรในนี้” น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยถามเย็น แม้ไม่ดังนักแต่สะท้อนกึกก้องในเรือน บีบหัวใจนางราวจะทำให้หยุดเต้นไปชั่วขณะ ซูเสวี่ยอวิ๋นสะดุ้งเฮือกอีกครั้ง นางพยายามควบคุมน้ำเสียงให้มั่นคง เอ่ยขึ้นแผ่วเบาแต่เต็มไปด้วยความระแวดระวัง “ข้าเห็นว่าภายในเรือนเงียบเกินไป จึงเกรงว่าอวี้หลิงจะเป็นลมไป...” นางหยุดเว้นครู่หนึ่ง ปรับลมหายใจ ก่อนเอ่ยถามกลับด้วยน้ำเสียงที่พยายามนิ่งและมั่นคงยิ่งขึ้น “แล้วท่านเล่า…เหตุใดจึงมาอยู่ในเรือนของผู้อื่นเช่นนี้” พอสิ้นประโยค นางจึงเชิดปลายคางขึ้นเล็กน้อย ซ่อนความประหม่าและหวาดกลัวที่ยังตีวนอยู่ในอก ใบหน้าคนงามดูเยือกเย็นขึ้นพยายามไม่ให้ฉายความรู้สึกใดออกมา “ออกไป” น้ำเสียงทุ้มกัดฟันกรอด เขาสวนกลับทันทีด้วยน้ำเสียงห้วนสั้น ราวกับไม่ต้องการฟังคำแก้ตัวใดๆ สายตาคมกริบตวัดไปยังเตียงที่ว่างเปล่าเพียงชั่วครู่ก่อนจะปรายกลับมามองที่นางอีกครั้ง ท่าทางเช่นนั้นยิ่งทำให้ซูเสวี่ยอวิ๋นหวาดหวั่น นางก้มหน้าหลบสายตา พลางถอยห่างออกไปอย่างรวดเร็วปานถูกไล่ล่า ริมฝีปากบางเม้มแน่นด้วยความประหม่า “ท่านต่างหากที่สมควรออกไป ที่นี่คือเรือนหอของเจ้าสาวและเจ้าบ่าว มิใช่เรือนรับรองแขกที่จะให้ผู้ใดเข้ามาพักตามใจชอบ!” แม้ถอยหลังออกมาแล้ว ซูเสวี่ยอวิ๋นยังไม่ละความพยายาม เกรงว่าบุรุษผู้นี้อาจเมามายจนไร้สติกระมัง นางสังเกตใบหน้าของเขาแดงกร่ำเต็มไปด้วยหยาดเหงื่อผุดพราวตามกรอบหน้า ซ้ำยังกลิ่นสุราลอยโชยจนเหม็นแสบจมูกและลมหายใจกระฟัดกระเฟียดอีก หากเมาแล้วเป็นเช่นนี้ ชั่วชีวิตก็อย่าได้ดื่มอีกเลย เหอจื้อหาวก้าวช้า ๆ เข้ามา สายตาคมกริบยังจ้องสตรีตรงหน้าอย่างไม่วางตา ลึกล้ำราวผืนน้ำสงบนิ่งในทะเลสาบ ทันใดนั้น จู่ๆ บุรุษผู้นั้นพลันโน้มใบหน้าเข้าใกล้ทีละน้อย น้ำเสียงทุ้มแหบพร่าแผ่วเบาเอ่ยขึ้น แฝงความกดดัน รอยยิ้มเยียบเย็นปรากฏบนริมฝีปาก “หึ…เช่นนั้นแล้ว คืนนี้คุณหนูสนใจจะอยู่กับข้าหรือไม่” ซูเสวี่ยอวิ๋นได้ยินแล้วชาวาบไปทั้งร่าง หัวใจดวงน้อยยิ่งเต้นแรงจนแทบทะลุอก นางถอยก้าวหนึ่งเว้นระยะห่าง แต่กลับชิดบานประตูพอดี ดวงตาคู่งามเบิกกว้างด้วยความตกตะลึงปนหวาดหวั่น “ท่านพูดอะไรออกมา!” น้ำเสียงของนางสั่นเครือแข็งกร้าว พยายามมั่นคงปิดบังความหวาดกลัว “ตกลงหรือไม่…คืนนี้ เจ้าจะเป็นสตรีของข้าเพียงผู้เดียว” น้ำเสียงทุ้มต่ำยังคงกดดัน แฝงความเอาแต่ใจ ดวงตาคมกริบที่เพ่งมองอีกฝ่ายฉายแววเจ้าเล่ห์ปนความกระหายออกมาอย่างไม่ปิดบัง คล้ายหมาป่ากำลังจ้องกระต่ายน้อยอ่อนแอก็ไม่ปาน บรรยากาศในเรือนเต็มไปด้วยความอึดอัด หนักอึ้งจนลมหายใจของนางติดขัด ซูเสวี่ยอวิ๋รีบถอยคอหนีราวเต่าหดหัวเข้ากระดอง ความตื่นตระหนกตีวนในคับอกจนกลืนน้ำลายอึกใหญ่ยากลำบาก นัยน์ตาเมล็ดซิ่งกระพริบถี่ด้วยความประหม่าปนกระอักกระอ่วน “ออกไปให้ห่างข้า” นางกล่าวแผ่วเบา น้ำเสียงสั่นเครือเล็กน้อย ความเด็ดเดี่ยวเมื่อครู่พังทลายลงสิ้น เมื่อใบหน้าหล่อคมคายของบุรุษตรงหน้าอยู่ห่างจากนางไม่ถึงคืบ ลมหายใจร้อนผ่าวที่เจือกลิ่นสุราจางๆ โชยกระทบผิวแก้ม หัวใจของนางเต้นกระหน่ำแทบไม่เป็นจังหวะ ลู่เจิงอวี่แค่นเสียงฮึดฮัดเย้ยหยัน มุมปากยังผุดรอยยิ้มเย็นเยียบจางๆ ไม่คาย “ข้าไล่แล้ว แต่แม่นางกลับไม่ไปเอง” เสียงทุ้มต่ำดังชัดชัดเจน เจือความเหยียดหยาม “แล้วตอนนี้กลับเอ่ยปากไล่ข้าเสียเอง…ลืมไปแล้วหรือว่าแท้จริง มิใช่ข้าที่บุกรุกเข้ามาแต่เป็นแม่นางต่างหากที่ตั้งใจเสนอตัวให้ข้าและต้องการเรียกร้องความสนใจ” ลู่เจิงอวี่โน้มใบหน้าเข้าใกล้อีกนิด ลมหายใจร้อนผ่าวแทบผสานเป็นหนึ่งเดียว เขาแค่นเสียงหัวเราะต่ำ แฝงทั้งความเย้ยหยันและดูแคลน “ทำทีตีหน้าใสซื่อไร้เดียงสา แต่ดวงตากลับแพรวพราวราวสุนัขจิ้งจอก!” ดวงตาคมกริบฉายแววเย้ยหยันกดทับสตรีตรงหน้า เขาโน้มตัวลงจนเงากลืนร่างนางทั้งร่าง “คิดว่าข้าจะมองไม่ออกหรือไร ว่าแท้จริงแล้ว แม่นางกำลังเสนอตัวให้ข้า” น่ำเสียงทุ้มเย็นเยียบ แฝงทั้งความถือดีและเหยียดหยามอย่างดูแคลน บรรยากาศโดยรอบแน่นขึง ราวกดทับลมหายใจของนางให้แผ่วเบาลงทุกขณะ ในหัวซูเสวี่ยอวิ๋นมีเพียงความคิดเดียว หากผู้ใดมานางเห็นสภาพเช่นนี้ คงไม่เพียงแต่ดูไม่งาม หากยังอาจก่อให้เกิดเรื่องอื้อฉาวที่ลบล้างไม่ได้ และยิ่งอยู่ในเรือนหอของผู้อื่น นางก็ยิ่งอยากถอยหนีให้พ้นโดยเร็ว ซูเสวี่ยอวิ๋นสบถออกมาด้วยความไม่พอใจ “เหอะ! วาจาต่ำทรามนัก ไปพ้นหน้าข้าซะ!” น้ำเสียงหวานตวาดลั่น แฝงทั้งความโกรธและขุ่นเคือง การกระทำของบุรุษตรงหน้า ถ้อยคำพูดที่หลุดออกมาราวไม่ไตร่ตรอง ทำให้ซูเสวี่ยอวิ๋นโมโหเดือดดาลขึ้นทันที แม้ว่าปกติจะใจเย็นมีความอดทนเพียงใดก็ตาม ลู่เจิงอวี่ยื่นมือทั้งสองข้างวางบนกรอบประตู ราวกับว่ากั้นไม่ให้กระต่ายน้อยตัวนี้ถอยหนี ลมหายใจของเขาเริ่มหอบถี่ ความรู้สึกเหมือนหายใจติดขัด เมื่อได้กลิ่นหอมจางๆ จากสตรีตรงหน้า เขากลับกัดฟันกรอด คล้ายพยายามอดกลั้นความปรารถนาที่ท่วมท้น น้ำเสียงทุ้มเอ่ยขึ้น “เป็นข้าที่ให้โอกาสแม่นางแล้ว หากเช่นนั้น…ก็อย่าได้คิดว่าข้าใจร้ายกล้าข่มเหงรังแกสตรีก็แล้วกัน” พอสิ้นคำ เขาจึงโน้มตัวลง อุ้มร่างสตรีตรงหน้าลอยขึ้นจากพื้นทันที “กรี้ดด! ปล่อยข้า!” ซูเสวี่ยอวิ๋นหวีดร้องด้วยความตกใจ ด้วยสัญชาตญาณนางพลางยกมือคล้องร่างของบุรุษแปลกหน้าผู้นี้อย่างเผลอ “อยู่เงียบเถอะ คิดจะเรียกผู้ใดมาดูข้าและแม่นางกัน” หากนางเสนอตัวตั้งแต่แรก เขาก็พร้อมสนองทุกอย่างทันที!ยามอวี้ (19.00–21.00 น.)เสียงประทัดดังสนั่นไปทั่วทั้งตำบล แสงไฟโคมสีแดงแขวนเรียงรายบนถนนทอดยาว สาดส่องกับแสงจันทราตัดกับหิมะที่ยังไม่ละลายจากคืนก่อนบรรยากาศเต็มไปด้วยความรื่นเริงราวกับความรู้สึกที่ถูกสะสมมาทั้งปีถูกเผาไหม้หายไปพร้อมควันไฟที่ลอยขึ้นสู่ท้องฟ้าภายในจวนสกุลเซียว บ่าวไพร่ช่วยกันตกแต่งโถงใหญ่ด้วยแพรไหมสีแดงและโคมไฟแกะสลักรูปสัตว์มงคล กลิ่นอาหารหอมกรุ่นลอยฟุ้งในอากาศ เสียงหัวเราะเบิกบานดังไม่ขาดสาย วันท้ายปีของปีนี้…ช่างสนุกสนานแตกต่างจากปีอื่นๆ จริงๆซูเสวี่ยอวิ๋นยืนมองโคมไฟรูปดอกเหมยในมือ สบตาลู่เจิงอวี่ที่ก้าวเข้ามาเขาสวมชุดสีเข้มสง่างาม แววตาที่เคยเย็นชาในวันวานบัดนี้กลับทอดมองนางด้วยความอ่อนโยน ราวกับเป็นคนละคนจากวันที่พบกันครั้งแรก “ปีใหม่แล้ว…” เขาเอ่ยเสียงทุ้มต่ำ พร้อมยื่นมือไปรับโคมจากภรรยา“เจ้าเขียนคำอธิษฐานหรือยัง”ซูเสวี่ยอวิ๋นส่ายหน้าเบาๆ ริมฝีปากคลี่ยิ้มจนถึงดวงตา “ข้ายังไม่รู้จะขอสิ่งใด นอกจาก…อยากให้ท่านเป็นบิดาที่ดี”เรื่องที่นางตั้งครรภ์เมื่อสองวันก่อน…ผู้คนเกือบทั่วทั้งจวนล่วงรู้แล้ว แม้ลู่ฮูหยินและบ่าวไพร่จะดีใจมากเพียงใด นางก็ยังเอ่ยปากให้ทุกคนอย่าต
นับว่าชาตินี้เกิดมาแล้วนางยังพอมีวาสนาอยู่บ้างแม้ไม่ได้กลายเป็นภรรยาขุนนาง แต่กลับกลายเป็นภรรยาของเศรษฐีผู้ร่ำรวยมั่งคั่งแทน นับว่าหากตายไปย่อมไม่เสียดายชีวิตแล้ว นางได้ถือกุญแจคลังทรัพย์สมบัติของลู่เจิงอวี่ไว้ หาใช่เพราะถูกนางบีบบังคับแต่อย่างใด ทว่าภายหลังจากวันนั้นที่เขากล่าวว่าจะมอบกุญแจให้นางเก็บไว้ หากอยากจะได้เงินหรือข้าวของมีค่าอันใด ล้วนเอาไว้คำพูดของลู่เจิงอวี่หาใช่เพียงแค่ลมปากเท่านั้นพอกลับจวนแล้ว เขาก็นำมามอบให้นางเก็บไว้ทันที และยังพูดสั้นๆ กับนางอีกว่า “ข้าเอาแต่หามาทั้งชีวิตแล้ว ไม่รู้จะใช้อย่างไรหมด รบกวนฮูหยินช่วยข้าหน่อยเถิด”อืม…ไม่ว่าจะฟังอย่างไรก็ดูอวดร่ำอวดรวยนัก!แน่นอนว่า ซูเสวี่ยอวิ๋นย่อมรับไว้ด้วยความเต็มใจ หนึ่ง…เพราะอย่างไรนางก็เป็นภรรยาของลู่เจิงอวี่ สอง…หากวันใดเขาพบสตรีอื่นตกหลุมรักตั้งแต่แรกพบ แล้วเอ่ยปากจะขอหย่ากับนาง อย่างน้อยตอนจากไปนางก็จะไม่ได้มีเพียงสินเดิมที่นำติดตัวมาเท่านั้น แต่ยังมีสมบัติเหล่านี้ที่สามารถทำให้สบายได้ทั้งชีวิตพอลู่ฮูหยินรู้เรื่องนี้เข้าก็หาได้ข้องใจหรือคิดว่านางจะหลอกลู่เจิงอวี่ไม่ แต่กลับหัวเราะชอบใจ พร้อมทั้งพูดว่า นางช่
ณ จวนสกุลเหอภายหลังจากที่หวังอวี้หลินมีปากเสียงกับน้องสามีในวันนั้นจนถึงขั้นฮูหยินผู้เฒ่าต้องจัดการอบรมสั่งสอนเหอซูหลิงเสียยกใหญ่ แม้ว่าจะไม่มีผู้ใดกล่าวหาว่านางเป็นต้นเหตุ ทั้งที่ก่อนหน้านี้ผู้คนในจวนก็หาได้เดือดร้อนกับกับนิสัยของเหอซูหลิง แต่พอนางเข้ามาไม่ทันไรกับกลายเป็นปัญหาทว่าหวังอวี้หลินกับสัมผัสได้ถึงบรรยากาศขุ่นมัวและความกระอักกระอ่วนที่ก่อนขึ้นรอบๆ ตัวในทุกที่ที่นางเดินผ่านเดิมทีนางก็มิใช่คนคิดเล็กคิดน้อยเก็บทุกเรื่องมาใส่ใจให้มาความสิ้นเปลื้องความคิด ทว่าหวังอวี้หลินสังเกต ไม่ว่านางจะเหยียบไปที่ใดในจวน เหล่าสาวใช้หากมองเห็นไม่ว่าพูดคุยกันหรือทำอันใดก็ต้องหยุดชะงักหันมาเคารพนางด้วยสีหน้าตาท่านอบน้อมแน่นอนว่าหากสาวใช้จวนใดมีมารยาทเช่นนี้ ย่อมเป็นเรื่องที่ดี หากแต่หวังอวี้หลินเห็นแล้วกลับรู้สึกไม่สบายใจนัก ราวกับว่าบ่าวไพร่ภายในจวนไม่ว่าตำแหน่งใดล้วนแต่หวาดกลัวนางทั้งสิ้นหวังอวี้หลินถอนหายใจเฮือกใหญ่ ใบหน้าคนงามปรากฏความเครียดท่าทางขุ่นคิดหนักฉายออกมาชัดเจน“มีเรื่องอันใดอย่างงั้นหรือ” น้ำเสียงทุ้มเจือความอ่อนโยนของเหอจื้อหาวเอ่ยถามภรรยาด้วยความเป็นห่วงเขาสังเกตเห็นมาหลา
ซูเสวี่ยอวิ๋นโมโหมากจริงๆ ความรู้สึกทั้งหมดตีกันอยู่ในอกจนไม่สามารถอธิบายออกมาเป็นคำพูดได้เมื่อวานนี้ ภายหลังจากเดินหนีออกมาจากห้องโถงอย่างไร้มารยาทแล้ว นางเอาแต่เงียบ ไม่พูดไม่จาอันใดมากความ เพียงแค่พยักหน้ารับและส่ายหน้าปฏิเสธเท่านั้นมิหนำซ้ำยังจงใจหลบหน้าไม่ต้องการเผชิญผู้ใด แม้กระทั่งลู่ฮูหยินหรือลู่เจิงอวี่อีกด้วย“นี่ก็สายมากแล้ว ออกจากเรือนไปกินอันใดสักหน่อยเถิด” น้ำเสียงทุ้มของลู่เจิงอวี่ดังขึ้นภายในห้องที่เงียบสงัดเขาผลักประตู ก้าวเดินเข้ามาอย่างแผ่วเบา เกรงว่าจะไปกระทบความรู้สึกของสตรีบนเตียง สายตาคมกริบทอดมองร่างของภรรยาที่เอาแต่นอนอยู่บนเตียงด้วยความเป็นห่วงลู่เจิงอวี่ถอนหายใจหนักอึ้ง เขาเห็นภรรยาเป็นเช่นนี้ตั้งแต่เมื่อวานแล้ว อีกฝ่ายไม่ยอมพูดไม่ยอมเอ่ยอันใดออกมา เอาแต่ส่ายหน้าและพยักหน้าแทนการกล่าวออกมาดังนั้น…ภายในใจก็ยิ่งเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด“ข้าไม่หิว” นางเอ่ยเสียงแผ่วซูเสวี่ยอวิ๋นอนตะแคงข้าง หันหน้าเข้ากับฉากกั้น นางยกผ้าห่มผืนใหญ่คลุมทั้งร่าง เหลือเพียงแค่ดวงตาคู่งามที่โผล่พ้นออกมาเท่านั้นนี่คงเป็นประโยคแรกในรอบหลายชั่วยามกระมังที่นางเอ่ยออกมายาวกว่าทุกครั้
“หึ! เป็นเพียงพี่สะใภ้ แต่กลับกล้าริอาจเอ่ยวาจาสั่งสอนข้า อย่าคิดว่าพี่ชายของข้ารัก แล้วเจ้าจะมีสิทธิทำอันใดหรือพูดสิ่งใดก็ได้” น้ำเสียงหวานของเหอซูหลิงเอ่ยขึ้นอย่างเย็นเยียบ นัยน์ตาเมล็ดซิ่งแข็ร้าวฉายแววดื้อรั้นและเอาแต่ใจไว้เต็มสิบส่วนนี่เป็นครั้งแรกที่ฮูหยินผู้เฒ่าเหอสัมผัสถึงบรรยากาศภายในจวนที
เช้าวันถัดมา…ทุกคนมารวมตัวกันอยู่ที่ห้องโถงลู่ฮูหยินมีอารมณ์ดีไม่น้อย ใบหน้าของนางยกยิ้มกว้างจนรอยเหี่ยวย่นตามวัยปรากฏขึ้นอย่างจางๆ จะว่าไปแล้วนางก็หาใช่คนงมงายไม่ เพียงแต่เมื่อวานนี้ได้ไปสำนักหมอดูแห่งหนึ่งเท่านั้น เพื่อสอบถามชะตาของบุตรชายกับลูกสะใภ้ ว่าจะเป็นเช่นไรในวันข้างหน้า หาใช่ไปดูเพื่อถา
นางปวดใจ…ปวดใจมากเหลือเกิน ทว่ากลับไม่ยอมให้น้ำตารินไหลร้องไห้ออกมาอีกแล้ว ดวงตาคู่งามแดงก่ำ ฝืนกลั้นน้ำตาครั้งแล้วครั้งเล่า ริมฝีปากเม้มแน่นเป็นเส้นตรง สั่นระริกจนห้อเลือดภายในใจถูกบีบรัดแน่นคล้ายจะหายใจไม่ออกซูเสวี่ยอวิ๋นนั่งอยู่บนเก้าอี้โยกริมสระบัว ทอดสายตาจ้องตรงหน้าอย่างเหม่อลอยไร้จุดหมาย ท
ที่ตรงนี้นางเคยนั่งอยู่แล้วสบายใจไม่น้อย ทว่ายามนี้กลับรู้สึกกระอักกระอ่วน หายใจไม่ทั่วท้องและรู้สึกประหม่าทำตัวไม่ถูกซูเสวี่ยอวิ๋นสูดลมหายใจลึก คล้ายกดอารมณ์ที่ปะทุขึ้นอกลงไปก่อนจะค่อยๆ พ่นลมหายใจออกมาช้าๆ ตั้งสติ มือเรียวทั้งสองข้างยังคงกำจอกน้ำแน่นไม่ยอมปล่อย“ผ่อนคลายลงหน่อยเถิด ซูเสวี่ยอวิ๋น”











