Masukหานเถิงซีชักสีหน้าใส่หานหลินที่เป็นทั้งญาติและมิตรสหาย “คิดว่าข้าจะชอบบุตรีศัตรูหรือ เจ้าคิดมากไปแล้ว” คนที่ไม่รู้ใจตนเองพูดเสียงแข็ง
“ไม่ชอบก็ไม่ชอบสิ เจ้าจะร้อนตัวทำไมเล่า” หานหลินตบบ่ากว้างของหานเถิงซีแล้วหันไปร่ำสุราต่อ
สายตาขององค์หญิงใหญ่สอดส่องมาที่จวิ้นอ๋องและองค์ชายเจ็ดอยู่ตลอดเวลา และสุดท้ายก็เรียกนางกำนัลคนสนิทมากระซิบที่ข้างหูสั่งการบางอย่าง
ผ่านไปหนึ่งชั่วยาม ทุกคนในงานเลี้ยงก็เริ่มเมาสุรา บางคนก็ขอตัวกลับก่อนเพราะเห็นว่าวันนี้องค์หญิงใหญ่ไม่ได้หารือหรือพูดถึงเรื่องที่สำคัญ กระทั่งจวิ้นอ๋ององค์ชายเจ็ดองค์ชายแปดและพระชายาจวิ้นอ๋องขอตัวกลับจวนบ้าง องค์หญิงใหญ่ถึงได้รั้งพวกเขาเอาไว้
“พวกท่านยังไม่ได้ลิ้มรสสุราดอกท้อที่ข้าหมักไว้เป็นพิเศษเลย ลองชิมดูสักหน่อยสิ” สายตากึ่งบังคับกึ่งขอร้องปรากฏบนดวงตาขององค์หญิงใหญ่ที่เมาสุราจนแก้มอวบอิ่มแดงก่ำ
พวกเขาทั้งสี่คนมีสีหน้าลังเลโดยเฉพาะถางเมิ่งหรู
“หม่อมฉันดื่มไม่ไหวแล้วเพคะ” ร่างบอบบางแสร้งยกมือเรียวสวยขึ้นมาแตะที่หน้าผากแล้วหันไปกระซิบบอกกับจวิ้นอ๋องว่า
“ห้ามดื่มเด็ดขาดนะเพคะ” เพราะนางนั้นรู้ว่าในสุราจะมียาปลุกกำหนัดอย่างแน่นอน
องค์หญิงใหญ่ดวงตาเข้มขึ้นที่ได้ยินคำปฏิเสธของพระชายาจวิ้นอ๋อง “ต้องดื่ม ถ้าเจ้ากล้าปฏิเสธอีกครั้ง ข้าจะสั่งโบย โทษฐานขัดคำสั่งเบื้องสูง” ร่างอวบลุกขึ้นโซเซเกือบจะล้มหน้าคะมำ แต่โชคดีที่นางกำนัลทั้งสี่คนที่ปรนนิบัติอยู่ข้างกายประคองแขนดึงรั้งไว้ได้ทันกาล
หานเถิงซีเห็นองค์หญิงใหญ่มีอารมณ์เกรี้ยวกราดจึงดึงแขนเสื้อถางเมิ่งหรูส่งสัญญาณไม่ให้พูด แล้วรับเอาสุราที่นางกำนัลใส่ถาดเตรียมไว้กระดกลงคอ
สตรีโฉมสะคราญเห็นแบบนั้นก็มีสีหน้าที่ไม่ดี พลางหันไปเตือนทุกคนด้วยการส่งสายตาว่าห้ามดื่มเด็ดขาด แต่ทว่าทุกคนก็ทำตามที่นางต้องการไม่ได้
“ถ้าพวกเราดื่มจอกนี้เสร็จแล้วต้องขอทูลลา” องค์ชายเจ็ดมีไหวพริบ แม้ไม่อยากดื่มสุราดอกท้อที่ไม่รู้ว่ารสชาติจะได้เรื่องหรือไม่ แต่ก็จำใจต้องดื่มมันลงคอ องค์ชายแปดเห็นจวิ้นอ๋องและองค์ชายเจ็ดต่างดื่มสุราแล้วก็จำใจต้องทำตาม เหลือเพียงถางเมิ่งหรูที่ยังลังเล สุดท้ายจวิ้นอ๋องก็เป็นคนป้อนสุราให้นางด้วยตนเอง
“ทะ ท่านอ๋อง!” ถางเมิ่งหรูแทบลำลักสุราดอกท้อที่แม้รสชาติจะไม่แย่ ทว่ารสชาติกลับบาดลำคอแรงมาก
“กระหม่อมขอทูลลา” หานเถิงซีค้อมศีรษะลง ถางเมิ่งหรูจึงต้องทำตาม แล้วร่างบางก็ถูกคว้าข้อมือไปจับ และถูกลากออกจากงานเลี้ยงไปอย่างรวดเร็ว เหลือเพียงองค์ชายเจ็ดและองค์ชายแปดที่ยิ้มเจื่อนรีบหาทางชิ่งหนีเช่นเดียวกัน
“กระหม่อมขอทูลลาพ่ะย่ะค่ะ” แล้วรีบเดินติดตามหลังจวิ้นอ๋องและพระชายาไป ไม่รั้งรอให้องค์หญิงใหญ่ตรัสถามสิ่งใดออกมา
นางกำนัลคนสนิททั้งสี่เห็นว่าเป้าหมายขององค์หญิงใหญ่นั้นเดินออกจากงานเลี้ยงไปแล้วจึงเอ่ยขึ้นว่า “จะทรงปล่อยไปเช่นนี้หรือเพคะ”
หานเย่เอ๋อที่เดิมทีมีท่าทางเมาสุราหนักก็แววตาเปลี่ยนสี คนอย่างองค์หญิงใหญ่หรือจะเมาสุราง่ายดาย นางเป็นนักดื่มสุราที่ใคร ๆ ต่างก็ต้องขอยอมแพ้ไปก่อนทั้งนั้น
“พวกเขาไปไม่ถึงประตูวังหลวงหรอก” เพราะในสุราดอกท้อนั้นผสมยาปลุกกำหนัดชนิดแรง แม้ดื่มแค่จอกเดียวก็ออกฤทธิ์เหมือนม้าป่าพยศ นางกำนัลข้างกายองค์หญิงใหญ่ยิ้มมุมปากแววตาดูร้ายกาจไม่แพ้กับเจ้านายของพวกนาง
“พวกเจ้าแค่รั้งองค์ชายเจ็ดไว้ให้ได้ก็เพียงพอ แต่ถ้าหากจับจวิ้นอ๋องได้ก็ยิ่งดี” หานเย่เอ๋อไม่สนใจว่าจวิ้นอ๋องจะอภิเษกสมรสแล้วหรือไม่ ถ้าหากนางอยากครอบครองแม้จะกระทำการอุกอาจไปบ้าง แต่ก็อยากลองที่จะเสี่ยงทำดู
“รับด้วยเกล้าเพคะ” นางกำนัลทั้งสี่คนแบ่งหน้าที่กันไปทำ ทิ้งองค์หญิงใหญ่ไว้กับเนี่ยหมัวมัว หลังจากนั้นไม่นานงานเลี้ยงจึงได้ประกาศยุติลง ทุกคนในงานทยอยกันออกจากวังหลวงด้วยอาการเมามายไม่น้อย
ทางด้านจวิ้นอ๋องกับพระชายาจวิ้นอ๋องที่เร่งรีบออกจากวังหลวงนั้นก็เริ่มรู้สึกเหงื่อออกและรู้สึกว่าร่างกายไม่เป็นปกติ
“ท่านอ๋องปล่อยมือได้แล้วเพคะ ไม่มีสายตาผู้อื่นแล้ว” ร่างบางที่เดินตามหลังมาติด ๆ รีบเอ่ยบอก นอกจากร่างสูงจะไม่ปล่อยมือแล้วยังหันมาอุ้มนางขึ้นมาอีกด้วย
“ว้าย! ท่านอ๋องทรงทำอะไรเพคะ อุ้มหม่อมฉันทำไมกัน” ถางเมิ่งหรูเริ่มหน้ามืดตาลายเช่นกัน แม้ว่าปากจะกล่าวตำหนิแต่ร่างกายไม่มีแรงดิ้นขัดขืนเหมือนตอนเดินทางมาที่วังหลวง
เก้าเดือนต่อมา ถางเมิ่งหรูกำลังเล่นอยู่กับบุตรชายคนที่สามจู่ ๆ ก็เกิดอาการเจ็บท้องขึ้นมากะทันหัน เลี่ยงหมัวมัวจึงให้คนไปตามหมอหลวงแล้วก็อุ้มหานซีเหิงออกมา“เสด็จแม่ไม่สบายหรือ” หานซีเหิงอายุได้เกือบสองปีแล้วถามขึ้นมาเพราะเห็นสีหน้ามารดาไม่ดีนัก“พระชายาจะให้กำเนิดน้องให้องค์ชายแล้วเพคะ” เลี่ยงหมัวมัวตื่นเต้นมาก ที่จะได้เห็นพระพักตร์เจ้านายคนใหม่ของจวนจวิ้นอ๋องแล้ว ส่วนจวิ้นอ๋องเมื่อรู้ข่าวว่าพระชายาจะคลอดแล้วก็รีบเสด็จออกจากวังหลวงพร้อมกันกับหานหลิงหลิงและหานหมิงเฟย ซึ่งทุกคนในครอบครัวตื่นเต้นมากณ ตำหนักปีกซ้าย นางกำนัลจัดเตรียมห้องคลอดด้วยความชำนาญ ทุกอย่างถูกจัดเตรียมไว้แล้ว ส่วนหมอหลวงที่เดินทางมาถึงแล้วก็เข้าทำคลอดได้ทันที“พระชายาออกแรงเบ่งอีกสักนิดพ่ะย่ะค่ะ” การทำคลอดครั้งนี้ยากกว่าทุกครั้งไม่เหมือนที่ผ่านมา ใช้เวลายาวนานจากที่ท้องฟ้าแจ่มใสไร้เมฆหมอก อยู่ดี ๆ ลมก็พัดกระโชกแรงเมฆดำเข้ามาปกคลุมเมืองหลวง รถม้าของจวนจวิ้นอ๋องประสบปัญหาม้าไม่ยอมวิ่งต่อเสียอย่างนั้น“ท่านอ๋องฝนกำลังจะตกนะพ่ะย่ะค่ะ” ขันทีที่ติดตามเข้าวังไปด้วยพยายามห้
เจ็ดปีต่อมาถางเมิ่งหรูมีบุตรเพิ่มอีกสองคนมีชื่อว่าหลิงหลิงและซีเหิง ส่วนซื่อจื่อน้อยในวันนั้นกลายเป็นเด็กชายอายุสิบสองปีที่หล่อเหลามาก แน่นอนว่าจวนจวิ้นอ๋องนั้นไม่เคยได้ว่างเว้นเลยสักวันเดียว เพราะเหล่าองค์ชายและองค์หญิงมาขอร่วมเรียนหนังสือด้วยเกือบจะทุกวัน“เสด็จพี่ทรงพอพระทัยแล้วใช่หรือไม่เพคะ” ถางเมิ่งหรูพูดประชดใส่เพราะว่านางนั้นกำลังตั้งครรภ์บุตรคนที่สี่ให้กับเขา คนที่คลุกวงในแทบทุกคืนยิ้มกว้าง แล้วรวบตัวโฉมสะคราญมากอดปลอบเบา ๆ“ไม่เอาน่า ท้องนี้จะเป็นท้องสุดท้ายแล้ว พี่ไม่ให้เจ้าลำบากอีกแล้ว” หานเถิงซีไม่คิดว่าตนเองจะมีลูกดกมากขนาดนี้ เพราะในแคว้นเฉินนั้นเชื้อพระวงศ์ไม่นิยมมีลูกเกินสองคน ทว่าเขากลับมีลูกถึงสี่คน เรื่องนี้ทำเอาองค์ชายเจ็ดยกนิ้วเชิดชูยกย่องกันเลยทีเดียว“ตอนที่หม่อมฉันตั้งครรภ์ซีเหิง ท่านอ๋องก็ทรงตรัสเช่นนี้นะเพคะ” ฝ่ามือเรียวสวยทุบที่หน้าอกแข็งแรงหนึ่งหน เล่นเอาเขาร้องเสียงหลง“โอ๊ย! น้องหญิงมือหนักเหมือนเดิมเลยนะ อย่าทำแรงสิ เดี๋ยวลูกตื่น” หานเถิงซีเสแสร้งทำเป็นเจ็บที่ถูกทุบตี ตอนนี้พวกเขายืนมองซีเหิง บุตรชายคนที่สามกำลังนอนหลับอยู่
วันเวลาผ่านไปอย่างมีความสุขจากหน้าหนาวเปลี่ยนเป็นฤดูใบไม้ผลิและเข้าสู่หน้าร้อนวนเวียนไปจนถึงฤดูฝน จวนจวิ้นอ๋องมีแต่เสียงหัวเราะและความสนุกสนาน จากวันเป็นเดือนจากเดือนเป็นปีจนกระทั่งซื่อจื่อน้อยเติบโตขึ้นมีอายุครบห้าปี“เสด็จแม่พ่ะย่ะค่ะ” หานหมิงเฟยพูดจาฉะฉานมีบุคลิกมั่นใจในตนเอง อายุครบห้าปีแต่รอบรู้และเล่นหมากกระดานเก่งไม่แพ้ผู้เป็นบิดา“ลูกเรียนมาเหนื่อย ๆ มานั่งพักเสวยของว่างก่อน” ถางเมิ่งหรูส่งยิ้มไปให้บุตรชายที่โตเกินวัย“พ่ะย่ะค่ะ”บุรุษร่างสูงสองคนเดินตรงเข้ามาในห้องโถง เพียงหานหมิงเฟยเหล่ตาหันไปมองดูก็ต้องดีใจจนเก็บอาการไม่อยู่“เสด็จอาพ่ะย่ะค่ะ” ซื่อจื่อน้อยทิ้งขนมดอกกุ้ยในมือแล้ววิ่งเข้าไปหาองค์ชายเจ็ด ถางเมิ่งหรูมองตามแล้วส่ายหน้าในความดีใจของบุตรชายหานหลินจึงอ้าแขนทั้งสองออกกว้างเพื่อรับกอดจากซื่อจื่อน้อย “เป็นอย่างไรบ้าง หลานอา” แน่นอนว่าเขามาเยือนจวนจวิ้นอ๋องบ่อยจนสนิทกับหลานชายไปแล้ว“เรียนเหนื่อยมากเลยพ่ะย่ะค่ะ” ระหว่างที่พูดก็ไม่กล้าสบตาบิดาเพราะเกรงว่าจะถูกตำหนิที่โอดครวญ“หมิงเฟยไม่ต้องพยายามมา
ที่ตำหนักปีกซ้ายในห้องบรรทมของซื่อจื่อ จูหมัวมัวสะดุ้งตัวตื่นขึ้นมาแล้วไม่พบซื่อจื่อน้อยในเปลก็ตกใจจนหน้าถอดสี จึงรีบปลุกพวกนางกำนัลที่อยู่ในบริเวณนั้นแล้วถามหา แต่ทว่าไม่มีใครรู้เลยว่าซื่อจื่อหายไปได้เช่นไร“ท่านอ๋อง พระชายา ซื่อจื่อหายตัวไปเพคะ” มี่เอ๋อวิ่งหน้าตาแตกตื่นมาแจ้งข่าวที่ตำหนักใหญ่ แต่ถูกขันทีจางปรามด้วยสายตาดุ ๆ เพราะว่ามาทำเสียงดังหน้าห้องบรรทมสักพักประตูห้องบรรทมก็ถูกเปิดออก จวิ้นอ๋องอุ้มซื่อจื่อออกมาพร้อมกับพระชายา มี่เอ๋อและจูหมัวมัวเห็นดังนั้นก็โล่งใจแล้วรีบคุกเข่าลงทันที“เจ้าดูแลลูกข้าเช่นไร ถึงปล่อยให้ซื่อจื่อเดินมาที่ตำหนักใหญ่ตามลำพัง” หานเถิงซีตวาดเสียงดังลั่น ขันทีจางได้ยินเช่นนั้นก็หน้าถอดสีรวมทั้งนางกำนัลที่เฝ้าอยู่ในบริเวณนั้นทั้งหมดรีบคุกเข่าลงทันที แน่นอนว่าความผิดนี้ร้ายแรงมาก หากซื่อจื่อไม่เสด็จมาที่นี่แต่ไปที่อื่นหรือเกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้นมา แค่คิดก็ใจสั่นแล้ว“หม่อมฉันผิดไปแล้วเพคะ” จูหมัวมัวโขลกศีรษะลงกับพื้นเรือน ส่วนมี่เอ๋อก็เช่นเดียวกัน“หม่อมฉันสะเพร่าเองเพคะ ปล่อยให้ซื่อจื่อคลาดสายตา” มี่เอ๋อสารภาพเสียงสั่
ณ ตำหนักปีกซ้ายช่วงบ่าย เปลือกตาคู่หนึ่งก็ลืมตาตื่นขึ้นในขณะที่แม่นมและนางกำนัลแอบงีบหลับตามไปด้วย เจ้าก้อนแป้งตัวขาวอวบปีนลงจากเปลไม้ที่มั่นคงและแข็งแรง เขาแต่งกายด้วยชุดคลุมกันลมที่สั่งทำมาจากขนจิ้งจอกสีขาว“เสด็จแม่...” เพราะเป็นเด็กติดมารดามาก หานหมิงเฟยจึงเดินออกมาจากห้องโดยไม่มีใครสังเกตเห็น เด็กน้อยอายุหนึ่งปีเดินได้แล้วและก็ว่องไวเสียด้วย เขาเดินเตาะแตะไปตามทางอย่างมั่นคง สีหน้าก็บิดเบี้ยวน้ำตาไหลเป็นทางยาวกระทั่งเดินเข้ามาในห้องห้องหนึ่งที่อบอุ่นมาก สายตาเด็กเล็กก็มองไปเห็นชุดที่คล้ายกันกับของมารดา“เสด็จแม่...” เสียงเล็กแผ่วเบามาก หานหมิงเฟยค่อย ๆ เดินไปที่เตียงนอน เห็นบุรุษที่หน้าตาคล้ายกับบิดากำลังนอนกอดมารดาอยู่ คิ้วเล็ก ๆ ก็มุ่นเข้าหากันรู้สึกไม่ชอบใจเท่าไรนัก เขาจึงปีนขึ้นไปบนเตียงด้วยความทุลักทุเลแล้วเข้าไปนอนแทรกกลางระหว่างสองคนนั้นเมื่อถูกแทรกแซงหานเถิงซีก็ลืมตาตื่นขึ้นมามองเพื่อสำรวจดู สองสายตาสบประสาน คนหนึ่งมองด้วยสายตาไม่ค่อยเป็นมิตร ส่วนอีกคนนั้นมองด้วยสายตางงงวย“หมิงเฟย ลูกเข้ามาได้อย่างไร” ถางเมิ่งหรูเห็นหน้าบุตรชายก็ตกใ
ไม่นานหมอหลวงก็เดินทางมาถึงจวนจวิ้นอ๋องสีหน้าเหนื่อยล้ามาก เมื่อล้างแผลและใส่โอสถให้ท่านอ๋องเสร็จก็เอ่ยขึ้นว่า “ช่วงนี้แผลห้ามโดนน้ำนะพ่ะย่ะค่ะ ท่านอ๋องทรงถนอมพระวรกายด้วยเถิด” หรือจะพูดกันให้เข้าใจง่าย ๆ ว่าท่านอ๋องได้โปรดอย่าเจ็บป่วยบ่อยอีกเลย เนื่องจากจักรพรรดิติดตามพระอาการของจวิ้นอ๋องอย่างใกล้ชิด คาดว่าพระองค์ก็คงรู้สึกผิดมากเช่นกัน ที่ทำให้หานเถิงซีพิการต้องนั่งรถเข็นนานหลายเดือน“หมอหลวงอย่าทำสีหน้าเช่นนั้นสิ ข้าไม่ให้ท่านต้องลำบากใจนานหรอก” แน่นอนว่าหานเถิงซีบังคับให้หมอหลวงทูลความเท็จกับจักรพรรดิ เรื่องที่เขาพิการนั้นไม่เป็นความจริง เพียงแต่ต้องการความสงบสุขก็เท่านั้น คุณหนูอยากปีนป่ายขึ้นที่สูงพวกนั้นจะได้เลิกฝันลม ๆ แล้ง ๆ เสียทีหมอหลวงยิ้มแห้ง “แล้วเมื่อใดที่ท่านอ๋องจะทรงเลิกเล่นเป็นคนพิการเสียทีพ่ะย่ะค่ะ” เมื่อพันผ้าสะอาดที่มือให้จวิ้นอ๋องเสร็จแล้วก็สอบถามขึ้น บุรุษองอาจมองออกไปนอกหน้าต่างอย่างใช้ความคิด เขาพยายามคิดทบทวนเรื่องทั้งหมดอย่างถ้วนถี่และละเอียดรอบคอบ องค์หญิงใหญ่อภิเษกสมรสกับองค์ชายสามแล้ว และกำลังทรงพระครรภ์ มู่อิงอิงกลายเป็นชายาของหานหรงชิง







