Mag-log in“เจ้าวุ่นวายเกินไปแล้ว” เมื่อถูกตำหนิหลายครั้งองค์ชายแปดจึงละสายตากลับมามองที่อาหารว่างตรงหน้า ทั้งที่ในใจของเขานั้นเป็นห่วงพระชายาจวิ้นอ๋องมาก แต่ทว่าทำสิ่งใดมากไม่ได้
หานเถิงซีกระดกสุราเพิ่มอย่างไม่รู้ตัว ในใจรู้สึกว้าวุ่นเพราะไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะมีชายอื่นให้ความสนใจในตัวถางเมิ่งหรูเช่นนี้
ถางเมิ่งหรูนั่งมองพวกนางรำเต้นรำไปตามจังหวะเสียงเพลงพิณ บรรยากาศในงานค่อนข้างน่าเบื่อมาก สาเหตุก็เพราะว่านางไม่มีสหายมากนักและวันนี้คุณหนูตระกูลหลินก็ไม่ได้มาร่วมงานเลี้ยงด้วยยิ่งทำให้ไม่รู้ว่าจะพูดคุยกับใคร
“พวกเจ้าคิดเหมือนกันกับข้าหรือไม่” เสียงแว่วดังมาจากทางซ้ายมือ ถางเมิ่งหรูจึงเงี่ยหูฟังแต่สายตามองตรงไปยังพวกนางรำ
“เรื่องใดหรือเพคะ” คุณหนูใหญ่จวนเสนาบดีสอบถาม
พระชายาชินอ๋องอมยิ้มกรุ้มกริ่มพร้อมกับปรายตามองพระชายาจวิ้นอ๋อง ซึ่งการกระทำเช่นนั้นเลยทำให้พวกพระชายาจวนอื่นรวมทั้งคุณหนูตระกูลใหญ่หันมองตาม
“ตามปกติคนที่แต่งงานมาหลายปีมักจะมีบุตรในปีแรกหรือว่าปีที่สอง แต่ว่าพระชายาจวิ้นอ๋องอภิเษกสมรสมาสามปีแล้ว เมื่อไรจะมีบุตรมาวิ่งเล่นด้วยกันหรือ” ประโยคคำถามนั้นเหมือนกับว่าพระชายาชินอ๋องจงใจหาเรื่องหักหน้า ทุกสายตาในบริเวณนั้นต่างหันมามองหน้าถางเมิ่งหรูเป็นตาเดียว
สตรีโฉมสะคราญแสร้งหัวเราะออกมาเล็กน้อย แต่ในใจก่นด่าพระชายาชินอ๋องไม่หยุด “พระชายาชินอ๋องตรัสถามเช่นนี้ หรือความจริงแล้วอยากจะตรัสถามว่าหม่อมฉันกับท่านอ๋องได้ร่วมหอกันหรือยัง ใช่หรือไม่เพคะ?” ระหว่างที่พูดก็ยกมือเรียวสวยขึ้นมาจับที่ลำคอ จะว่าไปรอยจ้ำพวกนี้ก็ถือว่าได้ช่วยตอกหน้าพวกสตรีที่อยากรู้เรื่องของผู้อื่น พระชายาชินอ๋องเห็นรอยแดงที่คอของพระชายาจวิ้นอ๋องก็หน้าแดงก่ำ ไม่พ้นแม้กระทั่งพวกคุณหนูที่นั่งอยู่บริเวณนั้น
“เจ้าพูดเรื่องอะไรออกมา ข้าไม่ได้จะหมายความเช่นนั้นเสียหน่อย” พระชายาชินอ๋องรู้สึกอับอายที่ถูกย้อนถาม จึงเสแสร้งทำเป็นโมโหกลบเกลื่อน ถางเมิ่งหรูยิ้มกรุ้มกริ่ม
“อีกไม่นานซื่อจื่อก็จะมีสหายมาวิ่งเล่นเป็นเพื่อนแน่นอนเพคะ” คำตอบนี้ทำให้พระชายาชินอ๋องหุบยิ้มลงในทันที แน่นอนว่าสตรีในแคว้นเฉินย่อมอิจฉาถางเมิ่งหรูที่ถูกเลือกให้เป็นพระชายาจวิ้นอ๋อง ไม่เว้นแม้แต่สตรีที่ออกเรือนไปแล้ว
คุณหนูจวนเสนาบดีได้ยินคำตอบของพระชายาจวิ้นอ๋องก็ไม่พึงพอใจมากเพราะว่านางนั้นก็คาดหวังที่จะได้เป็นพระชายาจวิ้นอ๋องเช่นเดียวกัน
“เจ้าก็อย่าเพิ่งมั่นใจไป” พระชายาชินอ๋องพูดได้เพียงเท่านั้นก็หันหน้าหนี ถางเมิ่งหรูกลั้นยิ้มรู้สึกขบขำ
สตรีพวกนี้ถึงแม้ว่าจะออกเรือนไปบ้างแล้วแต่ก็ยังคาดหวังที่จะได้ปีนเตียงจวิ้นอ๋อง คนผู้นั้นมีดีอันใดกัน ขณะที่คิดอยู่นั้นก็เผลอหันไปมองยังบริเวณที่จวิ้นอ๋องประทับอยู่ ไม่คาดคิดเลยว่าเขาจะมองนางอยู่เช่นเดียวกัน
“อะไรกันต้องจ้องข้าขนาดนี้เลย ข้าไม่ได้ทำอะไรผิดสักหน่อย คนพวกนั้นมาหาเรื่องข้าก่อนต่างหาก” ถางเมิ่งหรูทำปากยื่นรู้สึกน้อยใจและพูดพึมพำให้ตนเองได้ยินแค่คนเดียว
จวิ้นอ๋องที่เหลือบสายตามองเห็นถางเมิ่งหรูกำลังโต้ตอบกับพวกพระชายาและเหล่าคุณหนูพวกนั้นก็เกิดความสนใจขึ้นมา เขาพอจะได้ยินเรื่องที่พวกนางพูดคุยกันอยู่บ้างบางคำ แต่ก็ไม่คาดคิดว่าถางเมิ่งหรูจะโอ้อวดเป็นด้วย นับวันนิสัยสตรียิ่งเปลี่ยนไปจนเขารู้สึกสนใจในตัวนางโดยไม่รู้ตัว
“เถิงซี? เจ้ามองเมิ่งหรูตาไม่กะพริบเช่นนี้ หรือว่าเริ่มมองนางงดงามแล้วใช่หรือไม่“ องค์ชายเจ็ดที่เดินทางมาร่วมงานช้าก็หย่อนก้นนั่งลงด้านข้างจวิ้นอ๋อง ไม่ยอมไปนั่งตรงที่องค์หญิงใหญ่จัดเตรียมไว้ให้ เพราะที่ตรงนั้นอยู่ใกล้กันกับองค์หญิงใหญ่จนเกินไปอาจทำให้หานหลินรู้สึกอึดอัด
ระหว่างที่หานหลินหันหน้าไปทักทายกับองค์ชายพระองค์อื่น หานเถิงซีก็มีพฤติกรรมเปลี่ยนไป
“นางน่ะหรืองดงาม ชอบต่อล้อต่อเถียง ดื้อรั้น มิหนำซ้ำยังปากร้ายด้วย” หานเถิงซีเผลอตำหนิถางเมิ่งหรูออกมา แต่ทว่าสายตาคล้ายยิ้มไม่คล้ายยิ้มในขณะที่มองสบตากับถางเมิ่งหรูที่กำลังทำหน้าหงิกงออยู่
หานหลินชะโงกหน้ามามองหน้าจวิ้นอ๋องสลับกับพระชายาจวิ้นอ๋องก็รู้สึกว่าพวกเขาสองคนมีกลิ่นแปลก ๆ “เจ้าไม่ชอบ?”
“ข้าไม่ชอบ” หานเถิงซีรีบละสายตาจากถางเมิ่งหรูหันกลับมามองหน้าสหายแล้วทำหน้าบึ้งตึง ส่วนหานหลินก็ยิ้มกรุ้มกริ่มเอาแต่กระดกสุราลงคอไม่พูดอะไรต่อ
เก้าเดือนต่อมา ถางเมิ่งหรูกำลังเล่นอยู่กับบุตรชายคนที่สามจู่ ๆ ก็เกิดอาการเจ็บท้องขึ้นมากะทันหัน เลี่ยงหมัวมัวจึงให้คนไปตามหมอหลวงแล้วก็อุ้มหานซีเหิงออกมา“เสด็จแม่ไม่สบายหรือ” หานซีเหิงอายุได้เกือบสองปีแล้วถามขึ้นมาเพราะเห็นสีหน้ามารดาไม่ดีนัก“พระชายาจะให้กำเนิดน้องให้องค์ชายแล้วเพคะ” เลี่ยงหมัวมัวตื่นเต้นมาก ที่จะได้เห็นพระพักตร์เจ้านายคนใหม่ของจวนจวิ้นอ๋องแล้ว ส่วนจวิ้นอ๋องเมื่อรู้ข่าวว่าพระชายาจะคลอดแล้วก็รีบเสด็จออกจากวังหลวงพร้อมกันกับหานหลิงหลิงและหานหมิงเฟย ซึ่งทุกคนในครอบครัวตื่นเต้นมากณ ตำหนักปีกซ้าย นางกำนัลจัดเตรียมห้องคลอดด้วยความชำนาญ ทุกอย่างถูกจัดเตรียมไว้แล้ว ส่วนหมอหลวงที่เดินทางมาถึงแล้วก็เข้าทำคลอดได้ทันที“พระชายาออกแรงเบ่งอีกสักนิดพ่ะย่ะค่ะ” การทำคลอดครั้งนี้ยากกว่าทุกครั้งไม่เหมือนที่ผ่านมา ใช้เวลายาวนานจากที่ท้องฟ้าแจ่มใสไร้เมฆหมอก อยู่ดี ๆ ลมก็พัดกระโชกแรงเมฆดำเข้ามาปกคลุมเมืองหลวง รถม้าของจวนจวิ้นอ๋องประสบปัญหาม้าไม่ยอมวิ่งต่อเสียอย่างนั้น“ท่านอ๋องฝนกำลังจะตกนะพ่ะย่ะค่ะ” ขันทีที่ติดตามเข้าวังไปด้วยพยายามห้
เจ็ดปีต่อมาถางเมิ่งหรูมีบุตรเพิ่มอีกสองคนมีชื่อว่าหลิงหลิงและซีเหิง ส่วนซื่อจื่อน้อยในวันนั้นกลายเป็นเด็กชายอายุสิบสองปีที่หล่อเหลามาก แน่นอนว่าจวนจวิ้นอ๋องนั้นไม่เคยได้ว่างเว้นเลยสักวันเดียว เพราะเหล่าองค์ชายและองค์หญิงมาขอร่วมเรียนหนังสือด้วยเกือบจะทุกวัน“เสด็จพี่ทรงพอพระทัยแล้วใช่หรือไม่เพคะ” ถางเมิ่งหรูพูดประชดใส่เพราะว่านางนั้นกำลังตั้งครรภ์บุตรคนที่สี่ให้กับเขา คนที่คลุกวงในแทบทุกคืนยิ้มกว้าง แล้วรวบตัวโฉมสะคราญมากอดปลอบเบา ๆ“ไม่เอาน่า ท้องนี้จะเป็นท้องสุดท้ายแล้ว พี่ไม่ให้เจ้าลำบากอีกแล้ว” หานเถิงซีไม่คิดว่าตนเองจะมีลูกดกมากขนาดนี้ เพราะในแคว้นเฉินนั้นเชื้อพระวงศ์ไม่นิยมมีลูกเกินสองคน ทว่าเขากลับมีลูกถึงสี่คน เรื่องนี้ทำเอาองค์ชายเจ็ดยกนิ้วเชิดชูยกย่องกันเลยทีเดียว“ตอนที่หม่อมฉันตั้งครรภ์ซีเหิง ท่านอ๋องก็ทรงตรัสเช่นนี้นะเพคะ” ฝ่ามือเรียวสวยทุบที่หน้าอกแข็งแรงหนึ่งหน เล่นเอาเขาร้องเสียงหลง“โอ๊ย! น้องหญิงมือหนักเหมือนเดิมเลยนะ อย่าทำแรงสิ เดี๋ยวลูกตื่น” หานเถิงซีเสแสร้งทำเป็นเจ็บที่ถูกทุบตี ตอนนี้พวกเขายืนมองซีเหิง บุตรชายคนที่สามกำลังนอนหลับอยู่
วันเวลาผ่านไปอย่างมีความสุขจากหน้าหนาวเปลี่ยนเป็นฤดูใบไม้ผลิและเข้าสู่หน้าร้อนวนเวียนไปจนถึงฤดูฝน จวนจวิ้นอ๋องมีแต่เสียงหัวเราะและความสนุกสนาน จากวันเป็นเดือนจากเดือนเป็นปีจนกระทั่งซื่อจื่อน้อยเติบโตขึ้นมีอายุครบห้าปี“เสด็จแม่พ่ะย่ะค่ะ” หานหมิงเฟยพูดจาฉะฉานมีบุคลิกมั่นใจในตนเอง อายุครบห้าปีแต่รอบรู้และเล่นหมากกระดานเก่งไม่แพ้ผู้เป็นบิดา“ลูกเรียนมาเหนื่อย ๆ มานั่งพักเสวยของว่างก่อน” ถางเมิ่งหรูส่งยิ้มไปให้บุตรชายที่โตเกินวัย“พ่ะย่ะค่ะ”บุรุษร่างสูงสองคนเดินตรงเข้ามาในห้องโถง เพียงหานหมิงเฟยเหล่ตาหันไปมองดูก็ต้องดีใจจนเก็บอาการไม่อยู่“เสด็จอาพ่ะย่ะค่ะ” ซื่อจื่อน้อยทิ้งขนมดอกกุ้ยในมือแล้ววิ่งเข้าไปหาองค์ชายเจ็ด ถางเมิ่งหรูมองตามแล้วส่ายหน้าในความดีใจของบุตรชายหานหลินจึงอ้าแขนทั้งสองออกกว้างเพื่อรับกอดจากซื่อจื่อน้อย “เป็นอย่างไรบ้าง หลานอา” แน่นอนว่าเขามาเยือนจวนจวิ้นอ๋องบ่อยจนสนิทกับหลานชายไปแล้ว“เรียนเหนื่อยมากเลยพ่ะย่ะค่ะ” ระหว่างที่พูดก็ไม่กล้าสบตาบิดาเพราะเกรงว่าจะถูกตำหนิที่โอดครวญ“หมิงเฟยไม่ต้องพยายามมา
ที่ตำหนักปีกซ้ายในห้องบรรทมของซื่อจื่อ จูหมัวมัวสะดุ้งตัวตื่นขึ้นมาแล้วไม่พบซื่อจื่อน้อยในเปลก็ตกใจจนหน้าถอดสี จึงรีบปลุกพวกนางกำนัลที่อยู่ในบริเวณนั้นแล้วถามหา แต่ทว่าไม่มีใครรู้เลยว่าซื่อจื่อหายไปได้เช่นไร“ท่านอ๋อง พระชายา ซื่อจื่อหายตัวไปเพคะ” มี่เอ๋อวิ่งหน้าตาแตกตื่นมาแจ้งข่าวที่ตำหนักใหญ่ แต่ถูกขันทีจางปรามด้วยสายตาดุ ๆ เพราะว่ามาทำเสียงดังหน้าห้องบรรทมสักพักประตูห้องบรรทมก็ถูกเปิดออก จวิ้นอ๋องอุ้มซื่อจื่อออกมาพร้อมกับพระชายา มี่เอ๋อและจูหมัวมัวเห็นดังนั้นก็โล่งใจแล้วรีบคุกเข่าลงทันที“เจ้าดูแลลูกข้าเช่นไร ถึงปล่อยให้ซื่อจื่อเดินมาที่ตำหนักใหญ่ตามลำพัง” หานเถิงซีตวาดเสียงดังลั่น ขันทีจางได้ยินเช่นนั้นก็หน้าถอดสีรวมทั้งนางกำนัลที่เฝ้าอยู่ในบริเวณนั้นทั้งหมดรีบคุกเข่าลงทันที แน่นอนว่าความผิดนี้ร้ายแรงมาก หากซื่อจื่อไม่เสด็จมาที่นี่แต่ไปที่อื่นหรือเกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้นมา แค่คิดก็ใจสั่นแล้ว“หม่อมฉันผิดไปแล้วเพคะ” จูหมัวมัวโขลกศีรษะลงกับพื้นเรือน ส่วนมี่เอ๋อก็เช่นเดียวกัน“หม่อมฉันสะเพร่าเองเพคะ ปล่อยให้ซื่อจื่อคลาดสายตา” มี่เอ๋อสารภาพเสียงสั่
ณ ตำหนักปีกซ้ายช่วงบ่าย เปลือกตาคู่หนึ่งก็ลืมตาตื่นขึ้นในขณะที่แม่นมและนางกำนัลแอบงีบหลับตามไปด้วย เจ้าก้อนแป้งตัวขาวอวบปีนลงจากเปลไม้ที่มั่นคงและแข็งแรง เขาแต่งกายด้วยชุดคลุมกันลมที่สั่งทำมาจากขนจิ้งจอกสีขาว“เสด็จแม่...” เพราะเป็นเด็กติดมารดามาก หานหมิงเฟยจึงเดินออกมาจากห้องโดยไม่มีใครสังเกตเห็น เด็กน้อยอายุหนึ่งปีเดินได้แล้วและก็ว่องไวเสียด้วย เขาเดินเตาะแตะไปตามทางอย่างมั่นคง สีหน้าก็บิดเบี้ยวน้ำตาไหลเป็นทางยาวกระทั่งเดินเข้ามาในห้องห้องหนึ่งที่อบอุ่นมาก สายตาเด็กเล็กก็มองไปเห็นชุดที่คล้ายกันกับของมารดา“เสด็จแม่...” เสียงเล็กแผ่วเบามาก หานหมิงเฟยค่อย ๆ เดินไปที่เตียงนอน เห็นบุรุษที่หน้าตาคล้ายกับบิดากำลังนอนกอดมารดาอยู่ คิ้วเล็ก ๆ ก็มุ่นเข้าหากันรู้สึกไม่ชอบใจเท่าไรนัก เขาจึงปีนขึ้นไปบนเตียงด้วยความทุลักทุเลแล้วเข้าไปนอนแทรกกลางระหว่างสองคนนั้นเมื่อถูกแทรกแซงหานเถิงซีก็ลืมตาตื่นขึ้นมามองเพื่อสำรวจดู สองสายตาสบประสาน คนหนึ่งมองด้วยสายตาไม่ค่อยเป็นมิตร ส่วนอีกคนนั้นมองด้วยสายตางงงวย“หมิงเฟย ลูกเข้ามาได้อย่างไร” ถางเมิ่งหรูเห็นหน้าบุตรชายก็ตกใ
ไม่นานหมอหลวงก็เดินทางมาถึงจวนจวิ้นอ๋องสีหน้าเหนื่อยล้ามาก เมื่อล้างแผลและใส่โอสถให้ท่านอ๋องเสร็จก็เอ่ยขึ้นว่า “ช่วงนี้แผลห้ามโดนน้ำนะพ่ะย่ะค่ะ ท่านอ๋องทรงถนอมพระวรกายด้วยเถิด” หรือจะพูดกันให้เข้าใจง่าย ๆ ว่าท่านอ๋องได้โปรดอย่าเจ็บป่วยบ่อยอีกเลย เนื่องจากจักรพรรดิติดตามพระอาการของจวิ้นอ๋องอย่างใกล้ชิด คาดว่าพระองค์ก็คงรู้สึกผิดมากเช่นกัน ที่ทำให้หานเถิงซีพิการต้องนั่งรถเข็นนานหลายเดือน“หมอหลวงอย่าทำสีหน้าเช่นนั้นสิ ข้าไม่ให้ท่านต้องลำบากใจนานหรอก” แน่นอนว่าหานเถิงซีบังคับให้หมอหลวงทูลความเท็จกับจักรพรรดิ เรื่องที่เขาพิการนั้นไม่เป็นความจริง เพียงแต่ต้องการความสงบสุขก็เท่านั้น คุณหนูอยากปีนป่ายขึ้นที่สูงพวกนั้นจะได้เลิกฝันลม ๆ แล้ง ๆ เสียทีหมอหลวงยิ้มแห้ง “แล้วเมื่อใดที่ท่านอ๋องจะทรงเลิกเล่นเป็นคนพิการเสียทีพ่ะย่ะค่ะ” เมื่อพันผ้าสะอาดที่มือให้จวิ้นอ๋องเสร็จแล้วก็สอบถามขึ้น บุรุษองอาจมองออกไปนอกหน้าต่างอย่างใช้ความคิด เขาพยายามคิดทบทวนเรื่องทั้งหมดอย่างถ้วนถี่และละเอียดรอบคอบ องค์หญิงใหญ่อภิเษกสมรสกับองค์ชายสามแล้ว และกำลังทรงพระครรภ์ มู่อิงอิงกลายเป็นชายาของหานหรงชิง







