Masukลมวสันต์ฤดูพัดโชยมาแผ่วเบา หอบเอากลีบดอกเหมยฮวาสีชมพูระเรื่อร่วงหล่นลงมา จุมพิตอันลึกล้ำค่อย ๆ คลายออกอย่างอ้อยอิ่ง เยี่ยนสิงโจวถอนริมฝีปากออกเชื่องช้า ทว่าเรียวลิ้นยังคงหยอกเย้าซึมซับความหวานล้ำจากกลีบปากอวบอิ่มที่บัดนี้บวมเจ่อเล็กน้อย นัยน์ตาของบุรุษร่างหนาทอประกายฉ่ำปรือ เปี่ยมล้นไปด้วยความปรารถนาที่ถูกจุดประกายจนยากจะดับมอด
“อื้ม~ ท่านพี่”
เซียวรั่วเวยหอบหายใจ สองแขนเรียวที่เกาะเกี่ยวลำคอแกร่งอ่อนระทวยจนแทบทรุด ร่างบางจำต้องพิงแผ่นอกกว้างเพื่อพยุงกาย ใบหน้าจิ้มลิ้มซับสีเลือดฝาดลามไปถึงใบหู ดรุณีน้อยช้อนดวงตากลมโตที่คลอหน่วยด้วยหยาดน้ำใสขึ้นสบตาเขา แววตาขวยเขินแฝงเร้นตัดพ้อนั้นทำเอาหัวใจของพยัคฆ์ร้ายกระตุกวาบ
“เพียงแค่นี้ก็เรี่ยวแรงถดถอยแล้วหรือ ฮูหยินของข้า” น้ำเสียงแหบพร่าเอ่ยกระซิบชิดริมหู ลมหายใจร้อนผ่าวเป่ารดจนขนอ่อนบริเวณต้นคอของหญิงสาวลุกซู่ “ข้ายังมิได้ลงมือรังแกเจ้าจริงจังเสียหน่อย หากถึงคืนวสันต์เข้าหอจริง ๆ เจ้ามิร้องไห้จ้าจนข้าปวดใจหรอกหรือ”
“กลางวันแสก ๆ อยู่ในอุทยานแท้ ๆ ยังกล้าทำเรื่องน่าอายเช่นนี้ หากบ่าวไพร่ผ่านมาเห็นเข้า ข้าจะเอาหน้าไปไว้ที่ใดเจ้าคะ” โฉมสะคราญเอ็ดตะโรเสียงแผ่ว กำปั้นเล็กทุบลงบนลาดไหล่หนาอย่างหมั่นเขี้ยว
ชายหนุ่มรวบข้อมือบางมากดจูบซับอย่างแสนรัก เสียงหัวเราะดังกังวานก้อง
“ผู้ใดกล้าสอดรู้สอดเห็นเรื่องของเจ้านาย ข้าจะสั่งควักลูกตามันเสียให้หมด อีกอย่างบริเวณนี้ข้าสั่งห้ามผู้ใดเข้าใกล้ตั้งแต่ก้าวแรกที่เราเดินเข้ามาแล้ว จิ้งจอกน้อยของข้าช่างตื่นตูมเสียจริง”
กล่าวจบ ท่อนแขนล่ำสันก็ตวัดรวบร่างอรชรช้อนขึ้นอุ้มในท่าเจ้าสาวอย่างรวดเร็วจนนางเผลอหวีดร้อง นงคราญรีบซุกใบหน้าที่แดงก่ำลงกับซอกคอของสามี ปล่อยให้ร่างสูงพาก้าวเดินฝ่าดงบุปผากลับเข้าสู่เรือนซวี่เยี่ยด้วยท่วงท่าสง่าผ่าเผย ลมปลายเหมันต์ที่พัดผ่านมามิอาจทำอันตรายสตรีในอ้อมกอดได้เลยแม้แต่น้อย เมื่อมีแผงอกกว้างคอยเป็นปราการต้านทานความเหน็บหนาว
ภายในห้องหนังสือซวี่เยี่ย เตาผิงทองเหลืองถูกจุดถ่านสุมจนให้ความอบอุ่นกำจายไปทั่วบริเวณ กลิ่นหมึกหอมกรุ่นผสมผสานกับกลิ่นกำยานอำพันสร้างบรรยากาศสงบ เยี่ยนสิงโจววางภรรยาตัวน้อยลงบนตั่งไม้นุ่มบุพรมขนสัตว์อย่างเบามือ ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้หลังโต๊ะทำงานที่เต็มไปด้วยม้วนฎีกาและรายงานจากชายแดน
“ท่านพี่สะสางราชการเถิดเจ้าค่ะ ข้าจะฝนหมึกให้”
หญิงสาวขยับกายอย่างรู้หน้าที่ นางรวบแขนเสื้อไหมสีชมพูอ่อนขึ้นเผยให้เห็นข้อมือขาวผ่อง มือเรียวจับแท่งหมึกฝนลงบนแท่นฝนอย่างเป็นจังหวะ ท่วงท่าอ่อนช้อยงดงาม กลิ่นหอมของดอกมู่หลานที่กำจายออกจากกายสาวลอยแตะจมูกบุรุษที่กำลังแสร้งจับพู่กัน
อุปราชหนุ่มจดจ้องฎีกาตรงหน้าได้เพียงชั่วครู่ ทว่าหางตาประหลาดกลับคอยลอบมองเสี้ยวหน้าด้านข้างของสตรีที่กำลังตั้งใจฝนหมึก นัยน์ตาคมกวาดมองตั้งแต่แพขนตางอนยาว จมูกรั้นเชิดนิด ๆ ไปจนถึงริมฝีปากสีชาดที่เขาเพิ่งลิ้มลองความหวานล้ำมาเมื่อครู่ สมาธิในการบริหารแผ่นดินที่เคยเฉียบขาด บัดนี้ถูกทำลายลงจนป่นปี้ด้วยฝีมือของสตรีเพียงนางเดียว
เคร้ง
พู่กันด้ามหยกถูกวางทิ้งลงบนแท่นอย่างไม่ไยดี ร่างสูงหยัดกายลุกขึ้นเต็มความสูง ก่อนจะก้าวอ้อมโต๊ะทำงานมาหยุดอยู่เบื้องหลังโฉมงาม สองมือแกร่งวางทาบลงบนลาดไหล่บาง ออกแรงรั้งเบา ๆ ให้ดรุณีน้อยถอยหลังมาเอนซบกับหน้าท้องกำยำของตน
“ท่านพี่? ฎีกากองโตปานนั้น ไฉนจึงละทิ้งกลางคันเล่าเจ้าคะ” เซียวรั่วเวยชะงักมือ เอี้ยวใบหน้าขึ้นมองสามีด้วยความฉงน
“ฎีกาพวกนั้นมีแต่เรื่องน่าเบื่อหน่ายของพวกขุนนางเฒ่า” ชายหนุ่มตอบหน้าตาย ก้มลงสูดดมความหอมจากซอกคอขาวเนียนอย่างฉวยโอกาส “มีฮูหยินที่งดงามปานล่มเมืองมานั่งฝนหมึกอยู่เคียงข้าง กลิ่นมู่หลานหอมกรุ่นยั่วยวนถึงเพียงนี้ ผู้ใดจะมีสมาธิจับพู่กันพิจารณาเรื่องบ้านเมืองได้ลงคอกัน”
“ท่านอุปราชละเลยราชการ มัวแต่ลุ่มหลงสตรี แผ่นดินต้าฉีมิวิบัติล่มสลายเอาหรือเจ้าคะ” นางเย้าแหย่ รอยยิ้มหวานระบายเต็มดวงหน้า
“แผ่นดินจะล่มสลายก็ช่างปะไร ขอเพียงจิ้งจอกน้อยยังอยู่ในอ้อมกอดข้า ข้าก็พร้อมจะทอดทิ้งทั้งใต้หล้าเพื่อแลกกับรอยยิ้มของเจ้า”
ถ้อยคำสารภาพรักอันแสนอหังการ ทว่ากลับเปี่ยมล้นไปด้วยความจริงใจ ทำเอาหัวใจของนงคราญเต้นกระหน่ำไม่เป็นจังหวะ เยี่ยนสิงโจวตวัดร่างบางให้ลุกขึ้น ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ไม้ แล้วรั้งเอวคอดกิ่วให้นางลงมานั่งเกยอยู่บนตักแกร่งของเขาแทน
เซียวรั่วเวยไม่ขัดขืนอีก นางเอนศีรษะพิงแผงอกกว้าง ซึมซับเสียงหัวใจที่เต้นเป็นจังหวะหนักแน่นของเขา ความหวาดระแวงที่เคยมีในอดีตมลายหายไปจนสิ้น เหลือเพียงความรู้สึกอุ่นซ่านและปลอดภัย การกระทำของบุรุษผู้นี้ จากคนที่เคยเย็นชาและจับตามองนางกลับแปรเปลี่ยนเป็นความลุ่มรักและหวงแหนอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
“รั่วเวย หลับตาลงสิ ข้ามีสิ่งหนึ่งอยากมอบให้เจ้า” เสียงทุ้มกระซิบแผ่วเบา
หญิงสาวทำตามอย่างว่าง่าย เปลือกตาบางปิดลงช้า ๆ รับรู้ได้ถึงความเคลื่อนไหวของมือใหญ่ที่กำลังสอดแทรกบางสิ่งลงบนมวยผมของนาง สัมผัสเย็นเยียบของเนื้อหยกกระทบกับหนังศีรษะเบา ๆ ก่อนที่ความอบอุ่นจากฝ่ามือสากจะไล้ผ่านแก้มใส
“ลืมตาได้แล้ว ฮูหยินของข้า”
สาวงามลืมตาขึ้น เอื้อมมือไปสัมผัสวัตถุบนศีรษะ ก่อนจะเดินไปหยิบคันฉ่องทองเหลืองบานเล็กบนโต๊ะมาส่องดู ภาพที่สะท้อนคือปิ่นหยกมันแกวสีขาวบริสุทธิ์สลักลวดลายวิจิตรบรรจงเป็นรูปจิ้งจอกเก้าหางกำลังขดตัวอิงแอบอยู่เคียงข้างพยัคฆ์ตัวใหญ่ ลวดลายนั้นละเอียดลออและมีชีวิตชีวาประดุจมีลมหายใจ
“นี่มัน...” นางเบิกตากว้าง หันกลับมามองใบหน้าหล่อเหลาที่กำลังอมยิ้ม
“ข้าสลักมันด้วยมือของข้าเอง ในยามที่เจ้านอนหลับใหล” พยัคฆ์ร้ายแห่งแว่นแคว้นเอ่ยเสียงเรียบ ทว่านัยน์ตาซ่อนความภาคภูมิใจเอาไว้ไม่มิด “ปิ่นเล่มนี้คือตัวแทนของข้าและเจ้า จิ้งจอกน้อยสยบพยัคฆ์ร้าย ไม่ว่าบุรุษผู้นี้จะดุดันหรือกุมอำนาจล้นฟ้าเพียงใด สุดท้ายก็ต้องศิโรราบและยอมเป็นเบาะรองนั่งให้แก่เจ้าแต่เพียงผู้เดียว”
ทำนบน้ำตาแห่งความตื้นตันของดรุณีน้อยพังทลาย หยาดน้ำใสกลิ้งหล่นจากหางตา ทว่ากลับเป็นน้ำตาแห่งความสุขที่เอ่อล้นจนไม่อาจกักเก็บไว้ได้อีก
นางวางคันฉ่องลง แล้วโผเข้าสวมกอดลำคอแกร่งแน่น ฝังใบหน้าลงกับลาดไหล่กว้าง ซึมซับกลิ่นกายบุรุษที่ให้ความรู้สึกปลอดภัย “ข้ารักท่านพี่ รักจนหมดหัวใจ รักจนไม่อาจจินตนาการถึงชีวิตที่ปราศจากท่านได้อีกแล้วเจ้าค่ะ”
แขนล่ำสันตระกองกอดร่างอรชรตอบอย่างแนบแน่น เยี่ยนสิงโจวฝังจมูกโด่งลงบนกลุ่มผมสีหมึก สูดดมความหอมกรุ่นอย่างลุ่มหลง
“จำคำของเจ้าไว้ให้ดีรั่วเวย เพราะนับจากนี้ข้าจะจองจำเจ้าไว้ใต้ปีกนี้ไปจนกว่าจะสิ้นลมหายใจ ต่อให้เจ้าคิดหนี ข้าก็จะตามล่าพลิกแผ่นดินมาล่ามโซ่เจ้าไว้ข้างกายข้าตลอดกาล”
“ใครจะบ้าหนีบุรุษที่หลงภรรยาหัวปักหัวปำเช่นท่านกันเล่าเจ้าคะ” นางหัวเราะทั้งน้ำตา ผละใบหน้าออกมาย่นจมูกใส่เขาอย่างน่าเอ็นดู
ชายหนุ่มกระตุกยิ้มมุมปาก นิ้วหัวแม่มือเกลี่ยซับคราบน้ำตาบนพวงแก้มเนียนอย่างเบามือ
“อีกไม่กี่เดือนก็จะถึงวสันต์ฤดูแล้ว ข้าสั่งให้กองช่างหลวงเร่งตัดเย็บชุดมงคลสีชาดด้วยผ้าไหมปักดิ้นทองเก้าชั้น สินสอดร้อยแปดสิบหีบเตรียมพร้อมแล้ว ข้าจะทำให้ชาวเมืองหลวงต้องจดจำงานแต่งของฮูหยินข้าไปชั่วลูกชั่วหลาน”
พูดถึงงานมงคลสมรส ใบหน้าจิ้มลิ้มก็ร้อนผ่าวขึ้นมาอีกครา
“ท่านพี่เตรียมการใหญ่โตปานนั้น ขุนนางทั้งกระดานมิค่อนขอดเอาหรือเจ้าคะ ว่าท่านอุปราชลุ่มหลงสตรีจนสิ้นเปลืองราชทรัพย์”
“ทรัพย์สินพวกนั้นล้วนเป็นเงินส่วนตัวของข้า ข้าหามาด้วยเลือดและหยาดเหงื่อเพื่อนำมาปรนเปรอภรรยาของข้า ผู้ใดกล้ามีปากเสียงข้าจะตัดลิ้นมันทิ้งเสีย”
ร่างสูงตอบอย่างโอหัง ก่อนจะโน้มใบหน้าลงมากระซิบชิดริมฝีปากอวบอิ่ม น้ำเสียงแหบพร่าแฝงความเจ้าเล่ห์
“รอให้ถึงคืนเข้าหออย่างเป็นทางการเถิด ข้าจะทวงคืนทุกสัมผัส จะกอดรัดและรักใคร่เจ้าให้สมกับความลุ่มหลงที่ข้ามี จะทำให้ฮูหยินของข้าร้องครางเรียกแต่ชื่อข้าทั้งคืนจนไม่มีแรงลุกจากเตียงเลยทีเดียว”
“ท... ท่านพี่! ท่านคนบ้าตัณหากลับ!”
หญิงสาวเบิกตากว้าง หน้าแดงซ่าน กำปั้นเล็กระดมทุบลงบนแผงอกกำยำอย่างไม่ยั้งมือ ทว่าพยัคฆ์ร้ายกลับไม่สะทกสะท้าน ซ้ำยังระเบิดเสียงหัวเราะด้วยความชอบใจ ชายหนุ่มรวบข้อมือบางทั้งสองข้างไว้ด้วยมือเดียว ก่อนจะกดจุมพิตหนัก ๆ ลงบนกลีบปากที่กำลังขยับบ่น ปิดกั้นทุกคำก่นด่าให้กลายเป็นเพียงเสียงครวญครางในลำคอ
กาลเวลาหมุนเวียนเปลี่ยนผ่านอย่างเงียบเชียบ เหมันตฤดูในปีที่สามนับตั้งแต่การปราบกบฏครั้งใหญ่ได้หวนกลับมาเยือนแผ่นดินต้าฉีอีกครา เกล็ดหิมะสีขาวบริสุทธิ์โปรยปรายลงมาจากฟากฟ้าสีหม่นร่วงหล่นปกคลุมยอดหลังคากระเบื้องเคลือบของจวนผู้สำเร็จราชการแผ่นดินจนขาวโพลน อากาศภายนอกเหน็บหนาวจนบาดลึกถึงกระดูก ทว่าความหนาวเย็นเหล่านั้นกลับมิอาจกล้ำกรายล่วงล้ำเข้าไปทำลายความอบอุ่นภายในศาลาริมสระเหลียนฮวาได้เลยแม้แต่น้อยเตาผิงทองเหลืองสลักลายวิจิตรถูกจุดถ่านไม้หอมจนแดงฉาน แผ่ซ่านไออุ่นกำจายไปทั่วบริเวณศาลาแปดเหลี่ยมที่ถูกกางกั้นด้วยม่านผ้าแพรหนาหนักเพื่อกันลมหนาว ภายในนั้น โฉมสะคราญกำลังเอนกายพิงพนักเก้าอี้ไม้อย่างเกียจคร้าน เรือนร่างอรชรถูกห่อหุ้มด้วยเสื้อคลุมขนจิ้งจอกสีเงินยวง นัยน์ตากลมโตสุกใสทอดมองกิ่งเหมยฮวาที่ชูช่อเบ่งบานท้าทายเกล็ดหิมะอยู่นอกศาลาอย่างเพลิดเพลิน ริมฝีปากอวบอิ่มแต้มชาดสีอ่อนคลี่ยิ้มบางเบา“นายหญิง อากาศเริ่มเย็นลงมากแล้ว กลับเข้าเรือนหลานซินดีหรือไม่เพคะ ประเดี๋ยวท่านอุปราชกลับมาจากราชสำนักแล้วไม่พบท่าน จะพาลตำหนิพวกบ่าวได้นะเพคะ” สาวใช้คนสนิทเอ่ยเตือนด้วยน้ำเสียงเจือความกังวล พลางขยั
กาลเวลาหมุนเวียนเปลี่ยนผ่านอย่างเชื่องช้า เหมันตฤดูอันหนาวเหน็บพ้นผ่านไปครบหนึ่งรอบปี วสันต์ฤดูหวนคืนสู่แผ่นดินต้าฉีอีกครั้ง พร้อมกับความสงบร่มเย็นที่แผ่ไพศาลไปทั่วทุกหัวระแหงภายใต้การปกครองอันเด็ดขาดทว่าเปี่ยมไปด้วยความยุติธรรมของผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน เมืองหลวงที่เคยเต็มไปด้วยคลื่นใต้น้ำบัดนี้เจริญรุ่งเรืองและมั่งคั่ง ราษฎรต่างอยู่เย็นเป็นสุข ไร้ซึ่งศึกสงครามหรือการฉ้อราษฎร์บังหลวงค่ำคืนนี้คือเทศกาลหยวนเซียว เป็นเทศกาลโคมไฟอันยิ่งใหญ่ ทั่วทั้งเมืองหลวงสว่างไสวไปด้วยโคมประทีปหลากสีสันนับหมื่นแสนดวงที่แขวนประดับประดาตามบ้านเรือนและร้านรวง เสียงดนตรีพื้นบ้านและเสียงหัวเราะแห่งความปีติยินดีลอยล่องมาตามสายลม บรรยากาศคึกคักมีชีวิตชีวาภายในห้องหอของเรือนหลานซินอันวิจิตรตระการตา เซียวรั่วเวยกำลังยืนหมุนตัวอยู่เบื้องหน้าคันฉ่องทองเหลืองบานใหญ่ โฉมสะคราญอยู่ในชุดกระโปรงผ้าไหมสีแดงอมชมพูอ่อนปักลวดลายดอกเหมยฮวา ขับเน้นผิวพรรณขาวผ่องให้ดูเปล่งปลั่งมีน้ำมีนวล เรือนผมสีหมึกถูกรวบขึ้นครึ่งศีรษะ ปักด้วยปิ่นหยกมันแกวลายพยัคฆ์เคียงจิ้งจอกซึ่งเป็นของแทนใจที่หวงแหนที่สุด“ท่านพี่ เร่งมือเข้าเถิดเจ้าค
ม่านรัตติกาลแผ่คลุมไปทั่วทุกทิศา ความเงียบปกคลุมสรรพสิ่ง ทิ้งไว้เพียงเสียงหยาดน้ำค้างที่เกาะตัวบนปลายใบไผ่ ครั้นวสันต์ฤดูที่อบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของกำยานอำพัน ภายในห้องหอกลับเต็มไปด้วยเสียงหอบหายใจและจังหวะหัวใจที่เต้นสอดประสานกันร่างสูงใหญ่ของบุรุษผู้กุมอำนาจล้นฟ้าทรงกายอยู่เบื้องบนตั่งเตียงกว้างที่ปูลาดด้วยผ้าแพรไหมสีชาด นัยน์ตาสีหมึกทอดมองสตรีใต้ร่างด้วยประกายความปรารถนา เยี่ยนสิงโจวใช้ท่อนแขนล่ำสันยันกายเอาไว้มิให้ทิ้งน้ำหนักลงไปกดทับภรรยาตัวน้อย ปลายนิ้วหยาบกร้านเกลี่ยไล้ปอยผมสีหมึกที่ปรกลงบนดวงหน้าจิ้มลิ้มอย่างทะนุถนอม“เหนื่อยแล้วหรือ ฮูหยิน” น้ำเสียงแหบพร่าเอ่ยกระซิบชิดใบหู ลมหายใจร้อนระอุเป่ารดโฉมสะคราญหอบหายใจ สองแขนเรียวที่โอบรอบลำคอแกร่งอ่อนระทวยจนต้องทิ้งน้ำหนักพิงท่อนแขนของสามี เซียวรั่วเวยช้อนดวงตากลมโตที่คลอหน่วยด้วยหยาดน้ำใสขึ้นสบตาเขา ใบหน้างดงามซับสีเลือด แววตาขวยเขินเจือตัดพ้อนั้นทำเอาหัวใจของพยัคฆ์ร้ายกระตุก“ท่านพี่ ข้านมิใช่เหล็กกล้าเช่นท่านนะเจ้าคะ ที่จะทนทานพายุโหมกระหน่ำได้ยาวนานปานนี้” ดรุณีน้อยเอ็ดตะโรเสียงแผ่ว กำปั้นเล็กยกขึ้นทุบลงบนแผงอกกำยำเบา ๆ “คืนนี้ท
รังสีอรุณรุ่งสาดส่องผ่านม่านเมฆา เผยให้เห็นหยาดน้ำค้างที่เกาะพราวอยู่บนกลีบบุปผา แสงสว่างอันอบอุ่นขับไล่ความมืดมิดและลมหนาวของค่ำคืนที่ผ่านมาจนหมด กลิ่นกำยานดอกอวิ๋นเซียงที่เคยหอมกรุ่น บัดนี้ผสานเข้ากับกลิ่นอายการเสพสมและไออุ่นของสองเรือนร่างที่ตระกองกอดกันอยู่ภายใต้ม่านมุ้งสีชาดเทียนมงคลคู่บนโต๊ะมอดดับลงไปแล้ว ทิ้งไว้เพียงหยาดน้ำตาเทียนที่ละลายเป็นหนึ่งเดียวเซียวรั่วเวยค่อย ๆ ขยับเปลือกตาที่หนักอึ้งขึ้นอย่างเชื่องช้า ความรู้สึกแรกที่รับรู้คือความเมื่อยขบซึ่งแล่นไปทั่วทุกสัดส่วนของร่างกาย ทว่าในความเจ็บร้าวเหล่านั้นกลับมีความอบอุ่นอันคุ้นเคยโอบล้อมอยู่ สองแขนล่ำสันของบุรุษผู้เป็นสวามียังคงตวัดรัดเอวคอดกิ่วของนางเอาไว้แน่นหนา แผ่นหลังบอบบางแนบชิดอยู่กับแผงอกกว้างที่อุดมไปด้วยมัดกล้าม“ตื่นแล้วหรือ ฮูหยินของข้า”น้ำเสียงแหบพร่าดังขึ้นชิดใบหู ลมหายใจร้อนผ่าวเป่ารดจนขนอ่อนบริเวณต้นคอระหงลุกซู่ ดรุณีน้อยสะดุ้งสุดตัว เอี้ยวใบหน้าหันกลับไปมองก็พบกับนัยน์ตาสีหมึกที่กำลังทอดมองมาด้วยประกายพราวระยับ เยี่ยนสิงโจวตื่นอยู่นานแล้ว ชายหนุ่มใช้ท่อนแขนข้างหนึ่งหนุนศีรษะตนเอง ขณะที่มืออีกข้างกำลังเกล
ห้วงราตรีอันแสนหวานได้จางหายไปกับแสงแรกแห่งวัน รุ่งอรุณของวสันต์ฤดูเยื้องกรายมาถึง พร้อมกับเสียงประทัดที่ดังกึกก้องไปทั่วผืนนภาของเมืองหลวง แสงตะวันสีทองสาดส่องลงมาสะท้อนกับผืนผ้าแพรสีชาดที่ถูกปูลาดทอดยาวตั้งแต่หน้าประตูจวนผู้สำเร็จราชการแผ่นดินไปจนสุดปลายถนนสายหลัก โคมมงคลนับหมื่นดวงสว่างไสวพลิ้วไหวตามสายลม บรรยากาศทั่วทั้งแว่นแคว้นต้าฉีอบอวลไปด้วยกลิ่นอายแห่งความปีติยินดี งานมงคลสมรสอันยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ได้เริ่มต้นขึ้นแล้วภายในเรือนหลานซิน เซียวรั่วเวยนั่งสงบเสงี่ยมอยู่เบื้องหน้าคันฉ่องทองเหลืองบานใหญ่มาตั้งแต่ยามอิ๋น สาวใช้และช่างประทินโฉมหลวงนับสิบชีวิตต่างล้อมหน้าล้อมหลังช่วยกันแต่งแต้มความงามให้แก่นายหญิงของจวนอย่างสุดฝีมือ ชุดมงคลผ้าไหมไหมฟ้าเก้าชั้นที่ทอด้วยด้ายทองคำถูกสวมทับบนเรือนร่างอรชร ขับเน้นทรวดทรงองค์เอวให้ดูงดงามจับตา บนศีรษะเล็กถูกประดับด้วยมงกุฎหงส์ทองคำฝังทับทิมหยดน้ำที่หนักอึ้ง ทว่ากลับส่องประกายระยิบระยับส่งให้ใบหน้าจิ้มลิ้มดูสูงศักดิ์ประดุจเทพธิดาจำแลง“มงกุฎนี่หนักเสียจนคอข้าแทบจะหักแล้ว” โฉมสะคราญบ่นอุบอิบ พลางยกมือเรียวขึ้นแตะปิ่นหยกมันแกวลายจิ้งจ
จุมพิตอันลึกล้ำและยาวนานที่เริ่มต้นจากความหยอกเย้าได้แปรเปลี่ยนจนยากจะหยุดยั้ง ภายในห้องหนังสือที่เคยอบอวลด้วยกลิ่นหมึกกลับถูกแทนที่ด้วยกลิ่นอายแห่งความพิศวาส ริมฝีปากของชายหนุ่มบดเบียดแนบชิด ตักตวงความหอมหวานจากโพรงปากเล็กอย่างเอาแต่ใจ ทว่าทุกจังหวะการรุกล้ำกลับเปี่ยมล้นไปด้วยความทะนุถนอม“อื้อ! ทะ... ท่านพี่”เสียงครางประท้วงระคนหอบเหนื่อยดังลอดจากกลีบปากที่บวมเจ่อ ร่างอรชรอ่อนระทวยไร้เรี่ยวแรงจนต้องทิ้งน้ำหนักทั้งหมดพิงแผงอกกว้าง สองมือเล็กกำสาบเสื้อคลุมสีเข้มของบุรุษตรงหน้าไว้แน่นเพื่อหาที่ยึดเหนี่ยว เมื่อรับรู้ว่าสตรีในอ้อมกอดแทบจะขาดใจเพราะขาดอากาศหายใจ เยี่ยนสิงโจวจึงยอมถอนริมฝีปากออกอย่างแสนเสียดาย ทว่าเรียวลิ้นยังคงหยอกเย้าซับหยาดน้ำใสบริเวณมุมปากของนางอย่างอ้อยอิ่ง“เพียงแค่นี้ก็หมดลมแล้วหรือ ฮูหยินของข้า” น้ำเสียงแหบพร่าเอ่ยกระซิบชิดใบหู ลมหายใจร้อนผ่าวเป่ารดจนขนอ่อนบริเวณต้นคอระหงลุกซู่ นัยน์ตาทอประกายฉ่ำปรือระยับ “ข้าบอกแล้วอย่างไรว่าให้เตรียมเรี่ยวแรงไว้รับมือสามีผู้นี้ให้ดี หากถึงค่ำคืนเข้าหอจริง ๆ เจ้ามิสลบไสลคาอกข้าตั้งแต่ชั่วยามแรกหรอกหรือ”“ท่านมันหน้าหนานัก! รังแกข







