INICIAR SESIÓNเมื่อบุตรีภรรยาเอกที่ถูกทอดทิ้งอย่าง ❛เซียวรั่วเวย❜ ถูกตระกูลบังคับให้เป็นหมาก ส่งตัวไปเป็นอนุภรรยาเพื่อสืบความลับและหาจุดอ่อนของ ❛เยี่ยนสิงโจว❜ ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ที่ได้ชื่อว่าเป็นทรราชผู้โหดเหี้ยมที่สุดในแคว้น นางผู้มีร่างกายอ่อนแอและดวงตาที่มองเห็นเพียงเลือนราง จึงต้องงัดทุกมารยาหญิงขึ้นมาใช้เพื่อเอาชีวิตรอด ทว่าเป้าหมายที่นางต้องล่อลวงกลับเป็นบุรุษที่มองทะลุทุกเล่ห์กลของนางตั้งแต่ก้าวแรกที่เหยียบเข้าจวน!
Ver másหยาดวรุณในวสันต์ฤดูโปรยปรายลงมาจากผืนฟ้าสีหมึก กลิ่นไอดินชื้นแฉะลอยอวลอยู่รอบกำแพงสูงตระหง่านสร้างความรู้สึกกดดัน เกี้ยวหลังเล็กซอมซ่อถูกหามมาหยุดลงหน้าประตูจวนผู้สำเร็จราชการแผ่นดินอย่างกระแทกกระทั้น
บรรดาคนหามเกี้ยวต่างมีสีหน้าหวาดผวา รีบวางสัมภาระลงแล้วถอยร่นไปยืนหลบมุมราวกับกลัวว่ายมทูตขาวดำจะพรากวิญญาณเอาเสียเดี๋ยวนั้น บ่งบอกถึงสถานะอันต่ำต้อยของผู้ที่อยู่ภายใน ตลอดจนความน่าสะพรึงกลัวของเจ้าของจวนแห่งนี้ได้อย่างชัดเจน
❛เซียวรั่วเวย❜ สูดลมหายใจเพื่อข่มความหวาดหวั่น มือเรียวขาวผ่องเลิกม่านขึ้นช้า ๆ ลมหนาวปะทะใบหน้าจิ้มลิ้มจนต้องกระชับเสื้อคลุมขนจิ้งจอกสีขาวตัวบาง ซึ่งเป็นสมบัติชิ้นสุดท้ายที่บิดามอบให้ก่อนส่งนางมาเผชิญความตาย หญิงสาวชำเลืองมองป้ายอักษรสีทองอร่ามที่สลักคำว่าจวนอุปราชด้วยแววตาราบเรียบ
“ลงมาได้แล้ว อนุเซียว” เสียงห้วนจัดของพ่อบ้านตระกูลเยี่ยนดังขึ้น ไร้ซึ่งความเคารพยำเกรง
หญิงสาวก้าวเท้าออกมา ทว่าด้วยโรคตาบอดกลางคืนที่ติดตัวมาแต่กำเนิดทำให้นางมองเห็นสิ่งรอบกายในยามราตรีเพียงภาพเลือนราง ท่ามกลางแสงสลัวของโคมกระดาษสาสีแดงหน้าประตู นางเห็นเพียงเงาร่างสูงใหญ่ยืนตระหง่านอยู่บนขั้นบันไดหิน สวมใส่อาภรณ์สีดำขลับกลืนกินไปกับความมืดมิด
❛เยี่ยนสิงโจว❜ ทรราชผู้กุมอำนาจล้นฟ้าเหนือบัลลังก์มังกร
เอาล่ะ ได้เวลาแสดงละครแล้ว
สตรีร่างน้อยจงใจก้าวพลาด เหยียบชายกระโปรงผ้าไหมของตนเองจนเสียหลัก ร่างอรชรโอนเอนถลาไปเบื้องหน้า พร้อมส่งเสียงอุทานแผ่วเบาอย่างตื่นตระหนก กะระยะให้ตนเองล้มทับลงกลางอ้อมอกแกร่งของบุรุษเบื้องหน้าอย่างพอดิบพอดี
ทวาสร่างสูงกลับเบี่ยงตัวหลบด้วยท่วงท่าเชื่องช้าทว่าสง่างาม ราวกับล่วงรู้เจตนาของนางล่วงหน้า
ลมเย็นเยียบพัดผ่านหน้าโฉมงามไป มือบางจึงคว้าเข้ากับสิ่งเดียวที่อยู่ใกล้มือที่สุดเพื่อยึดเหนี่ยว
หมับ! ตึง!
นางรอดพ้นจากการหน้าคะมำลงกับพื้นหินได้อย่างหวุดหวิด ทว่าเมื่อกะพริบตาถี่ ๆ เพื่อเพ่งมองสิ่งที่อยู่ในกำมือ มันกลับเป็นสายรัดเอวปักดิ้นทองลายเมฆาของอุปราชหนุ่มที่ถูกนางกระตุกจนร่นลงมาเกือบหลุดลุ่ย
ความเงียบสงัดโรยตัวลงมาอย่างหนักหน่วง บรรดาองครักษ์เสื้อแพรนับสิบชักกระบี่ออกจากฝัก บรรยากาศรอบด้านเย็นเยียบลงฉับพลัน
“หม... หม่อมฉันสายตาไม่ดีเพคะท่านอุปราช” ร่างบางเอ่ยเสียงสั่นเครือ ช้อนดวงตากลมโตที่รื้นไปด้วยหยาดน้ำตาขึ้นมองเขาอย่างน่าเวทนา “รอบด้านมืดมิดนัก ทัศนวิสัยพร่าเลือน หม่อมฉันหวาดกลัวเหลือเกิน”
เยี่ยนสิงโจวก้มมองสตรีที่กำลังเกาะสายรัดเอวของเขาแน่นราวกับปลิงดูดเลือด นัยน์ตาของชายหนุ่มทอประกายลึกล้ำยากหยั่งถึง มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเยียบเย็นที่ส่งให้ใบหน้าหล่อเหลานั้นดูอันตรายอย่างร้ายกาจ
“สายตาไม่ดีหรือ?” น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยกลั้วหัวเราะ ทว่าทำเอาผู้ฟังขนลุกซู่ “แต่เจ้าคว้าสายรัดเอวของเปิ่นหวางได้แม่นยำยิ่งนัก ซ้ำยังกระตุกเสียจนเกือบจะหลุด ความหวาดกลัวของเจ้าช่างน่าประทับใจยิ่งนัก คุณหนูใหญ่เซียว”
“ข้ามองไม่เห็นจริง ๆ เพคะ” ดรุณีน้อยปล่อยมืออย่างลุกลี้ลุกลน คุกเข่าลงกับพื้นกระเบื้องอันเย็นเฉียบ “โปรดอภัยให้ความโง่เขลาของอนุภรรยาผู้นี้ด้วยเถิด”
“อนุภรรยา?”
บุรุษหนุ่มแค่นเสียงขึ้นจมูก เขาก้าวเข้าประชิดตัวนาง ปลายนิ้วแกร่งที่เต็มไปด้วยรอยด้านจากการจับดาบเชยคางมนขึ้นมา บังคับให้ดวงหน้าจิ้มลิ้มสบตากับเขา
“มหาเสนาบดีเซียวช่างใจกล้า ส่งบุตรีภรรยาเอกที่ถูกทอดทิ้งไว้ในเรือนซอมซ่อมาเป็นเครื่องบรรณาการให้เปิ่นหวาง คิดว่าเปิ่นหวางเป็นสถานรับเลี้ยงสตรีไร้ค่าหรืออย่างไร?”
“บิดาส่งข้ามาเพื่อปรนนิบัติรับใช้ท่านอุปราช ชีวิตของหม่อมฉันล้วนเป็นของท่านแล้วเพคะ” หญิงสาวตอบกลับด้วยน้ำเสียงสะอื้นไห้ หยาดน้ำตากลิ้งหล่นกระทบหลังมือหนา ทว่าในใจกลับลอบด่าทอชายตรงหน้าไปถึงบรรพบุรุษสิบแปดชั่วโคตร
“เช่นนั้นหรือ?” ผู้สำเร็จราชการแผ่นดินสะบัดมือออกจากการเกาะกุม เขาสะบัดชายแขนเสื้อ ก่อนจะหันหลังเดินนำเข้าไปในจวน “ตามมาสิ เปิ่นหวางอยากรู้ยิ่งนักว่าสตรีที่ตาบอดกลางคืนเช่นเจ้าจะมีปัญญาปรนนิบัติเปิ่นหวางได้อย่างไร”
เซียวรั่วเวยลอบถอนหายใจ รีบหยัดกายลุกขึ้นปัดฝุ่นที่กระโปรง แล้วเดินตามแผ่นหลังกว้างเข้าไปด้านใน บรรยากาศภายในจวนนั้นโอ่อ่าวิจิตรตระการตา ทว่ากลับเงียบสงัดไร้ชีวิตชีวา ทุกย่างก้าวที่เดินผ่านระเบียงทางเดินคดเคี้ยว นางสัมผัสได้ถึงรังสีอำมหิตจากเงายามเร้นลับที่ซ่อนตัวอยู่ตามมุมมืด
“เดินให้มันเร็วหน่อย” เสียงดุดันของชายหนุ่มดังขึ้นจากเบื้องหน้า
“แสงไฟสลัวเกินไป ข้ามองทางไม่ชัดเพคะ” สตรีร่างน้อยแสร้งทำเป็นเดินชนเสาไม้ประดับ ก่อนจะเซไปชนกระถางเคลือบใบใหญ่จนเกิดเสียงดังกึกกัก นางลูบหน้าผากตนเองปอย ๆ บีบน้ำตาอีกระลอก ทำตัวงุ่มง่ามจนดูไม่ได้
ร่างสูงหยุดฝีเท้า หันกลับมามองนางที่กำลังแสดงบทบาทอย่างแนบเนียน เขารู้กระจ่างแจ้งแทบทุกเส้นสนกลใน ว่าบิดาของนางส่งนางมาเพื่อค้นหาป้ายอาญาสิทธิ์ทหารและลอบสังหารเขา ทว่าสิ่งที่เขานึกไม่ถึงคือตระกูลเซียวกลับส่งสตรีที่มีสายตาฝ้าฟางและซุ่มซ่ามปานนี้มาทำงานใหญ่ระดับแว่นแคว้น
‘หรือนี่จะเป็นแผนซ้อนแผนเพื่อตบตา?’ เยี่ยนสิงโจวคิดในใจ แววตาฉายแววสนุกสนานราวกับได้ของเล่นชิ้นใหม่
“หากเดินไม่ไหว ก็คลานตามเปิ่นหวางมา” ชายหนุ่มเอ่ยเสียงเรียบ ไร้ซึ่งความเห็นอกเห็นใจ
ร่างบางกัดริมฝีปากล่างแน่น ‘เจ้าคนสารเลว! ไร้ความเป็นบุรุษเพศสิ้นดี!’
“หม่อมฉัน... หม่อมฉันจะพยายามเดินให้เร็วขึ้นเพคะ” นางรีบก้าวเท้ายาว ๆ ตามเขาไป ไม่กล้าแกล้งชนสิ่งใดอีก จนกระทั่งมาถึงเรือนพักส่วนตัวของอุปราชหนุ่ม ซึ่งตั้งอยู่ใจกลางจวน ล้อมรอบด้วยเวรยามแน่นหนา
ภายในห้องกว้างจุดเทียนสว่างไสว กลิ่นกำยานอำพันจาง ๆ ลอยแตะจมูก ของตกแต่งทุกชิ้นล้วนสลักเสลาจากไม้ล้ำค่า ทว่าความวิจิตรตระการตาในห้องไม่อาจลดทอนความหนาวเหน็บจากรังสีฆ่าฟันที่แผ่ออกมาจากตัวของเจ้าของห้องได้เลยแม้แต่น้อย
“ถอดอาภรณ์ออกเสีย”
เซียวรั่วเวยเบิกตากว้าง ความตื่นตระหนกในครานี้ไม่ใช่การเสแสร้ง “ทะ... ท่านอุปราชหมายความว่าอย่างไรเพคะ?”
“เจ้าบอกเองมิใช่หรือว่ามาเพื่อปรนนิบัติเปิ่นหวาง?” เยี่ยนสิงโจวทิ้งตัวลงนั่งบนตั่งตัวใหญ่ นัยน์ตาดุดันจ้องมองนาง “หากไม่ถอดอาภรณ์ แล้วจะปรนนิบัติบนเตียงได้อย่างไร?”
“แต่หม่อมฉันเพิ่งมาถึง ยังมิได้ชำระล้างร่างกาย–”
“เปิ่นหวางไม่ชอบพูดซ้ำ”
เขาขัดขึ้นด้วยน้ำเสียงทรงอำนาจ มือหนาเอื้อมไปหยิบจอกชาขึ้นจิบอย่างเชื่องช้า ทว่าสายตายังคงจับจ้องทุกอากัปกิริยาของหญิงสาว
ดรุณีน้อยกำมือแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อ
นางรู้ดีว่าหากขัดขืน อาจถูกบีบคอปลิดชีพได้ในพริบตา ทว่าหากยอมทอดกายให้เขาย่ำยี แผนการที่วางไว้จะพังทลายตั้งแต่คืนแรกที่เหยียบเข้าจวน
สมองของนางประมวลผลอย่างรวดเร็ว ก่อนที่ริมฝีปากจะเหยียดยิ้มบางเบาที่มุมปาก ซึ่งชายหนุ่มไม่อาจสังเกตเห็น
โฉมงามค่อย ๆ ปลดสายรัดเสื้อคลุมขนจิ้งจอกออก ปล่อยให้มันร่วงหล่นลงไปกองกับพื้น เผยให้เห็นเรือนร่างอรชรที่ซ่อนอยู่ภายใต้ชุดกระโปรงผ้าไหมบางเบา นางก้าวเดินเข้าไปหาเขาอย่างเชื่องช้า ท่วงท่าเปลี่ยนจากสตรีขี้กลัวเป็นเย้ายวนอย่างประหลาด
เมื่อหยุดยืนอยู่เบื้องหน้าตั่งไม้ ร่างบางค่อย ๆ โน้มตัวลงไปใกล้จนปลายจมูกแทบจะชนกับสันจมูกโด่งเป็นสันของร่างสูง กลิ่นหอมกรุ่นจากกายสาวผสมผสานกับกลิ่นดอกมู่หลานทำเอาลมหายใจของบุรุษหนุ่มสะดุดไปชั่วขณะ
“หากท่านอุปราชต้องการให้หม่อมฉันปรนนิบัติ” นางกระซิบเสียงพร่าชิดริมฝีปากเขา มือเรียวเอื้อมไปแตะที่สาบเสื้อของชายหนุ่มอย่างอาจหาญ “เช่นนั้นท่านก็ต้องช่วยหม่อมฉันถอดด้วยสิเพคะ เพราะสายตาหม่อมฉันฝ้าฟางนัก มองหาปมเชือกของตนเองไม่เจอเสียแล้ว”
เยี่ยนสิงโจวหรี่ตาลง รอยยิ้มอันตรายผุดขึ้นบนใบหน้าหล่อเหลา เขาคว้าข้อมือบางที่กำลังซุกซนบนอกเสื้อของเขาไว้แน่น ก่อนจะออกแรงกระชากเพียงครั้งเดียว
“ว้าย!”
ร่างของเซียวรั่วเวยปลิวหวือลอยข้ามโต๊ะน้ำชา ตกลงไปบนเตียงกว้างอย่างแรงจนจุกเสียดไปทั้งแผ่นหลัง
ยังไม่ทันที่นางจะตั้งสติได้ ร่างสูงใหญ่ก็ตามขึ้นมาทาบทับ กักขังนางไว้ใต้ร่างอย่างรวดเร็ว พร้อมกับวัตถุเย็นเฉียบที่จ่อแนบลงบนลำคอระหงของนาง
“มารยาของเจ้าอาจใช้ได้ผลกับบุรุษโง่งมผู้อื่น” ปลายมีดสั้นสะท้อนแสงเทียนวาววับ บาดผิวเนื้อขาวผ่องของหญิงสาวจนรอยเลือดซึมออกมาเป็นเส้นบาง ๆ เสียงกระซิบเหี้ยมเกรียมของเขาดังก้องอยู่ข้างหู “แต่สำหรับเปิ่นหวาง หากเจ้ากล้าเล่นลิ้นอีกเพียงครึ่งคำ เปิ่นหวางจะควักลูกตาอันฝ้าฟางของเจ้าออกมาให้สุนัขกิน”
ดวงตาของเซียวรั่วเวยเบิกโพลง ลมหายใจสะดุดห้วง
กาลเวลาหมุนเวียนเปลี่ยนผ่านอย่างเงียบเชียบ เหมันตฤดูในปีที่สามนับตั้งแต่การปราบกบฏครั้งใหญ่ได้หวนกลับมาเยือนแผ่นดินต้าฉีอีกครา เกล็ดหิมะสีขาวบริสุทธิ์โปรยปรายลงมาจากฟากฟ้าสีหม่นร่วงหล่นปกคลุมยอดหลังคากระเบื้องเคลือบของจวนผู้สำเร็จราชการแผ่นดินจนขาวโพลน อากาศภายนอกเหน็บหนาวจนบาดลึกถึงกระดูก ทว่าความหนาวเย็นเหล่านั้นกลับมิอาจกล้ำกรายล่วงล้ำเข้าไปทำลายความอบอุ่นภายในศาลาริมสระเหลียนฮวาได้เลยแม้แต่น้อยเตาผิงทองเหลืองสลักลายวิจิตรถูกจุดถ่านไม้หอมจนแดงฉาน แผ่ซ่านไออุ่นกำจายไปทั่วบริเวณศาลาแปดเหลี่ยมที่ถูกกางกั้นด้วยม่านผ้าแพรหนาหนักเพื่อกันลมหนาว ภายในนั้น โฉมสะคราญกำลังเอนกายพิงพนักเก้าอี้ไม้อย่างเกียจคร้าน เรือนร่างอรชรถูกห่อหุ้มด้วยเสื้อคลุมขนจิ้งจอกสีเงินยวง นัยน์ตากลมโตสุกใสทอดมองกิ่งเหมยฮวาที่ชูช่อเบ่งบานท้าทายเกล็ดหิมะอยู่นอกศาลาอย่างเพลิดเพลิน ริมฝีปากอวบอิ่มแต้มชาดสีอ่อนคลี่ยิ้มบางเบา“นายหญิง อากาศเริ่มเย็นลงมากแล้ว กลับเข้าเรือนหลานซินดีหรือไม่เพคะ ประเดี๋ยวท่านอุปราชกลับมาจากราชสำนักแล้วไม่พบท่าน จะพาลตำหนิพวกบ่าวได้นะเพคะ” สาวใช้คนสนิทเอ่ยเตือนด้วยน้ำเสียงเจือความกังวล พลางขยั
กาลเวลาหมุนเวียนเปลี่ยนผ่านอย่างเชื่องช้า เหมันตฤดูอันหนาวเหน็บพ้นผ่านไปครบหนึ่งรอบปี วสันต์ฤดูหวนคืนสู่แผ่นดินต้าฉีอีกครั้ง พร้อมกับความสงบร่มเย็นที่แผ่ไพศาลไปทั่วทุกหัวระแหงภายใต้การปกครองอันเด็ดขาดทว่าเปี่ยมไปด้วยความยุติธรรมของผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน เมืองหลวงที่เคยเต็มไปด้วยคลื่นใต้น้ำบัดนี้เจริญรุ่งเรืองและมั่งคั่ง ราษฎรต่างอยู่เย็นเป็นสุข ไร้ซึ่งศึกสงครามหรือการฉ้อราษฎร์บังหลวงค่ำคืนนี้คือเทศกาลหยวนเซียว เป็นเทศกาลโคมไฟอันยิ่งใหญ่ ทั่วทั้งเมืองหลวงสว่างไสวไปด้วยโคมประทีปหลากสีสันนับหมื่นแสนดวงที่แขวนประดับประดาตามบ้านเรือนและร้านรวง เสียงดนตรีพื้นบ้านและเสียงหัวเราะแห่งความปีติยินดีลอยล่องมาตามสายลม บรรยากาศคึกคักมีชีวิตชีวาภายในห้องหอของเรือนหลานซินอันวิจิตรตระการตา เซียวรั่วเวยกำลังยืนหมุนตัวอยู่เบื้องหน้าคันฉ่องทองเหลืองบานใหญ่ โฉมสะคราญอยู่ในชุดกระโปรงผ้าไหมสีแดงอมชมพูอ่อนปักลวดลายดอกเหมยฮวา ขับเน้นผิวพรรณขาวผ่องให้ดูเปล่งปลั่งมีน้ำมีนวล เรือนผมสีหมึกถูกรวบขึ้นครึ่งศีรษะ ปักด้วยปิ่นหยกมันแกวลายพยัคฆ์เคียงจิ้งจอกซึ่งเป็นของแทนใจที่หวงแหนที่สุด“ท่านพี่ เร่งมือเข้าเถิดเจ้าค
ม่านรัตติกาลแผ่คลุมไปทั่วทุกทิศา ความเงียบปกคลุมสรรพสิ่ง ทิ้งไว้เพียงเสียงหยาดน้ำค้างที่เกาะตัวบนปลายใบไผ่ ครั้นวสันต์ฤดูที่อบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของกำยานอำพัน ภายในห้องหอกลับเต็มไปด้วยเสียงหอบหายใจและจังหวะหัวใจที่เต้นสอดประสานกันร่างสูงใหญ่ของบุรุษผู้กุมอำนาจล้นฟ้าทรงกายอยู่เบื้องบนตั่งเตียงกว้างที่ปูลาดด้วยผ้าแพรไหมสีชาด นัยน์ตาสีหมึกทอดมองสตรีใต้ร่างด้วยประกายความปรารถนา เยี่ยนสิงโจวใช้ท่อนแขนล่ำสันยันกายเอาไว้มิให้ทิ้งน้ำหนักลงไปกดทับภรรยาตัวน้อย ปลายนิ้วหยาบกร้านเกลี่ยไล้ปอยผมสีหมึกที่ปรกลงบนดวงหน้าจิ้มลิ้มอย่างทะนุถนอม“เหนื่อยแล้วหรือ ฮูหยิน” น้ำเสียงแหบพร่าเอ่ยกระซิบชิดใบหู ลมหายใจร้อนระอุเป่ารดโฉมสะคราญหอบหายใจ สองแขนเรียวที่โอบรอบลำคอแกร่งอ่อนระทวยจนต้องทิ้งน้ำหนักพิงท่อนแขนของสามี เซียวรั่วเวยช้อนดวงตากลมโตที่คลอหน่วยด้วยหยาดน้ำใสขึ้นสบตาเขา ใบหน้างดงามซับสีเลือด แววตาขวยเขินเจือตัดพ้อนั้นทำเอาหัวใจของพยัคฆ์ร้ายกระตุก“ท่านพี่ ข้านมิใช่เหล็กกล้าเช่นท่านนะเจ้าคะ ที่จะทนทานพายุโหมกระหน่ำได้ยาวนานปานนี้” ดรุณีน้อยเอ็ดตะโรเสียงแผ่ว กำปั้นเล็กยกขึ้นทุบลงบนแผงอกกำยำเบา ๆ “คืนนี้ท
รังสีอรุณรุ่งสาดส่องผ่านม่านเมฆา เผยให้เห็นหยาดน้ำค้างที่เกาะพราวอยู่บนกลีบบุปผา แสงสว่างอันอบอุ่นขับไล่ความมืดมิดและลมหนาวของค่ำคืนที่ผ่านมาจนหมด กลิ่นกำยานดอกอวิ๋นเซียงที่เคยหอมกรุ่น บัดนี้ผสานเข้ากับกลิ่นอายการเสพสมและไออุ่นของสองเรือนร่างที่ตระกองกอดกันอยู่ภายใต้ม่านมุ้งสีชาดเทียนมงคลคู่บนโต๊ะมอดดับลงไปแล้ว ทิ้งไว้เพียงหยาดน้ำตาเทียนที่ละลายเป็นหนึ่งเดียวเซียวรั่วเวยค่อย ๆ ขยับเปลือกตาที่หนักอึ้งขึ้นอย่างเชื่องช้า ความรู้สึกแรกที่รับรู้คือความเมื่อยขบซึ่งแล่นไปทั่วทุกสัดส่วนของร่างกาย ทว่าในความเจ็บร้าวเหล่านั้นกลับมีความอบอุ่นอันคุ้นเคยโอบล้อมอยู่ สองแขนล่ำสันของบุรุษผู้เป็นสวามียังคงตวัดรัดเอวคอดกิ่วของนางเอาไว้แน่นหนา แผ่นหลังบอบบางแนบชิดอยู่กับแผงอกกว้างที่อุดมไปด้วยมัดกล้าม“ตื่นแล้วหรือ ฮูหยินของข้า”น้ำเสียงแหบพร่าดังขึ้นชิดใบหู ลมหายใจร้อนผ่าวเป่ารดจนขนอ่อนบริเวณต้นคอระหงลุกซู่ ดรุณีน้อยสะดุ้งสุดตัว เอี้ยวใบหน้าหันกลับไปมองก็พบกับนัยน์ตาสีหมึกที่กำลังทอดมองมาด้วยประกายพราวระยับ เยี่ยนสิงโจวตื่นอยู่นานแล้ว ชายหนุ่มใช้ท่อนแขนข้างหนึ่งหนุนศีรษะตนเอง ขณะที่มืออีกข้างกำลังเกล

















