LOGINรังสีอรุณรุ่งสาดส่องผ่านม่านเมฆา เผยให้เห็นหยาดน้ำค้างที่เกาะพราวอยู่บนกลีบบุปผา แสงสว่างอันอบอุ่นขับไล่ความมืดมิดและลมหนาวของค่ำคืนที่ผ่านมาจนหมด กลิ่นกำยานดอกอวิ๋นเซียงที่เคยหอมกรุ่น บัดนี้ผสานเข้ากับกลิ่นอายการเสพสมและไออุ่นของสองเรือนร่างที่ตระกองกอดกันอยู่ภายใต้ม่านมุ้งสีชาด
เทียนมงคลคู่บนโต๊ะมอดดับลงไปแล้ว ทิ้งไว้เพียงหยาดน้ำตาเทียนที่ละลายเป็นหนึ่งเดียว
เซียวรั่วเวยค่อย ๆ ขยับเปลือกตาที่หนักอึ้งขึ้นอย่างเชื่องช้า ความรู้สึกแรกที่รับรู้คือความเมื่อยขบซึ่งแล่นไปทั่วทุกสัดส่วนของร่างกาย ทว่าในความเจ็บร้าวเหล่านั้นกลับมีความอบอุ่นอันคุ้นเคยโอบล้อมอยู่ สองแขนล่ำสันของบุรุษผู้เป็นสวามียังคงตวัดรัดเอวคอดกิ่วของนางเอาไว้แน่นหนา แผ่นหลังบอบบางแนบชิดอยู่กับแผงอกกว้างที่อุดมไปด้วยมัดกล้าม
“ตื่นแล้วหรือ ฮูหยินของข้า”
น้ำเสียงแหบพร่าดังขึ้นชิดใบหู ลมหายใจร้อนผ่าวเป่ารดจนขนอ่อนบริเวณต้นคอระหงลุกซู่ ดรุณีน้อยสะดุ้งสุดตัว เอี้ยวใบหน้าหันกลับไปมองก็พบกับนัยน์ตาสีหมึกที่กำลังทอดมองมาด้วยประกายพราวระยับ เยี่ยนสิงโจวตื่นอยู่นานแล้ว ชายหนุ่มใช้ท่อนแขนข้างหนึ่งหนุนศีรษะตนเอง ขณะที่มืออีกข้างกำลังเกลี่ยไล้ปอยผมที่ปรกหน้าผากมนของนางอย่างทะนุถนอม
“ท่านพี่ ตื่นนานแล้วไฉนจึงไม่ปลุกข้าเล่าเจ้าคะ” โฉมสะคราญเอ่ยเสียงอู้อี้ ใบหน้าจิ้มลิ้มซับสีเลือดฝาด เมื่อหวนนึกถึงเหตุการณ์อันเร่าร้อนที่เขาปรนเปรอให้นางตลอดทั้งคืน พยัคฆ์ร้ายผู้นี้ช่างไร้ความปรานี ทวงสิทธิ์ความเป็นสามีเสียจนนางแทบขาดใจคาอก
“ข้าเห็นเจ้านอนหลับสนิท หายใจสม่ำเสมอราวกับลูกแมวน้อย จึงมิอยากกวนใจ” อุปราชหนุ่มระเบิดเสียงหัวเราะในลำคอ ชายหนุ่มรั้งร่างอรชรให้พลิกกลับมาเผชิญหน้ากัน ซุกใบหน้าหล่อเหลาลงกับซอกคอหอมกรุ่น “อีกอย่าง ข้ากำลังทบทวนว่าเมื่อคืนนี้ข้าลงโทษสตรีปากแข็งได้สาสมหรือยัง หากเจ้ารีบตื่นข้าก็เกรงว่าจะอดใจไม่ไหว สานต่อบทลงโทษอีกสักรอบสองรอบ”
“คนมักมาก!” นงคราญเบิกตากว้าง ถลึงตาใส่พร้อมกับระดมทุบกำปั้นเล็ก ๆ ลงบนลาดไหล่กว้างอย่างไม่ยั้งมือ “กระดูกข้าแทบจะแหลกละเอียดอยู่แล้ว ท่านยังคิดจะรังแกกันอีกหรือเจ้าคะ! หากเป็นเช่นนี้ต่อไป ข้าคงไม่มีอายุยืนยาวไปถึงตอนแก่เฒ่าเป็นแน่!”
ร่างสูงรวบข้อมือบางทั้งสองข้างเอาไว้ด้วยมือเดียว ก่อนจะกดจุมพิตหนัก ๆ ลงบนหลังมือขาวผ่อง
“ผู้ใดจะกล้าให้ฮูหยินของข้าสิ้นอายุขัยก่อนวัยอันควรกัน ข้าเพียงแค่รักใคร่เจ้ามากเกินไปจนไม่อาจควบคุมตนเองได้ต่างหากเล่า รั่วเวย”
คำหวานที่หลุดออกจากปากบุรุษผู้ทรงอำนาจที่สุดในใต้หล้า อานุภาพรุนแรงเสียจนเซียวรั่วเวยต้องหลุบตาลงต่ำ กัดริมฝีปากล่างเพื่อสกัดกั้นรอยยิ้มที่พยายามจะผุดขึ้นมา
“ปากหวานเช่นนี้ไปหัดเรียนมาจากตำราเล่มใดกันเจ้าคะ เมื่อก่อนยังเอาแต่ข่มขู่ว่าจะสับข้าเป็นหมื่นชิ้นอยู่เลย”
“ตำราพิชัยสงครามสอนให้ข้าไร้พ่ายในสนามรบ ทว่าตำรารักข้ามีเจ้าเป็นอาจารย์เพียงผู้เดียว” เยี่ยนสิงโจวพลิกตัวขึ้นทาบทับ กักขังนางไว้ใต้ร่างกำยำอย่างหวงแหน “ต่อจากนี้ไปเจ้าไม่ต้องหวาดกลัวสิ่งใดอีก ข้าจะปกป้องแผ่นฟ้าและผืนดินรอบกายเจ้า ไม่ให้มีฝุ่นผงใดมาแปดเปื้อนได้เลย”
หญิงสาวสบประสานกับดวงตาคม ความหวาดระแวงในอดีตมลายหายไปจนสิ้น นางยกสองแขนขึ้นโอบรอบลำคอหนา ก่อนจะโน้มใบหน้าเขาลงมาประทับจุมพิตแผ่วเบาตรงปลายคาง
“ข้าเชื่อใจท่านพี่เจ้าค่ะ ทว่ายามนี้ท่านปล่อยให้ข้าลุกไปอาบน้ำผลัดเปลี่ยนอาภรณ์เถิด บ่าวไพร่คงรอยกสำรับเช้าจนขาแข็งหมดแล้ว”
“บ่าวไพร่พวกนั้นช่างมันประไร ปล่อยให้รอกันไปเถิด”
ชายหนุ่มตอบหน้าตาย ทว่าก็ยอมผละออกจากตัวนางอย่างอิดออด เขาหยัดกายลุกขึ้นจากเตียง คว้าเสื้อคลุมสีเข้มมาสวมลวก ๆ ก่อนจะเดินไปหยิบเสื้อคลุมขนจิ้งจอกสีขาวบริสุทธิ์มาคลุมทับร่างเปลือยเปล่าของภรรยาตัวน้อย
“มาเถิด วันนี้ข้าจะปรนนิบัติเจ้าอาบน้ำและสางผมให้เจ้าเอง”
“ท่านพี่! ไม่ต้องถึงมือท่านหรอกเจ้าค่ะ!”
ดรุณีน้อยหน้าร้อนผ่าว พยายามแย่งหวีไม้มาจากมือเขา ทว่ากลับถูกสายตาดุดันแกมบังคับปรามเอาไว้
“เป็นคำสั่งของผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน ฮูหยินกล้าขัดกระนั้นหรือ?”
วาจาเผด็จการทว่าแฝงความรักใคร่อย่างเปี่ยมล้นทำเอานางจำต้องยอมศิโรราบ ปล่อยให้สวามีอุ้มประคองพาร่างไปชำระล้างกายและนั่งลงหน้าคันฉ่องทองเหลือง เยี่ยนสิงโจวบรรจงหวีเรือนผมสีหมึกที่ยาวสยายเต็มแผ่นหลังอย่างเชื่องช้าและเบามือ
“เมื่อวานนี้จื่อเยวียนรายงานว่าฮ่องเต้และเหยาไทเฮาในตำหนักเย็นมีท่าทีสงบเสงี่ยมลงมากแล้ว ไม่กล้าสร้างเรื่องวุ่นวายอันใดอีก”
ร่างสูงเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ ขณะที่สอดปิ่นหยกมันแกวลายจิ้งจอกเคียงพยัคฆ์ลงบนมวยผมของนาง
“ส่วนขุนนางฝ่ายขวาที่เคยกระด้างกระเดื่องก็ต่างพากันส่งของขวัญมงคลมาสวามิภักดิ์จนล้นคลังสมบัติ แผ่นดินต้าฉีบัดนี้ไร้ซึ่งเสี้ยนหนามใดให้ต้องกังวลแล้ว”
“เพราะบารมีและความเด็ดขาดของท่านพี่ บ้านเมืองจึงกลับมาสงบร่มเย็นเจ้าค่ะ” เซียวรั่วเวยมองเงาสะท้อนในคันฉ่อง รอยยิ้มภาคภูมิใจประดับบนดวงหน้า “ทว่าอำนาจล้นฟ้ามักมาพร้อมกับความโดดเดี่ยว ท่านพี่ต้องแบกรับภาระหนักอึ้งนี้เพียงลำพังมาเนิ่นนาน”
“ข้าเคยโดดเดี่ยว ทว่านับตั้งแต่มีเจ้าก้าวเข้ามาในจวนแห่งนี้ ข้าก็ไม่รู้จักคำว่าอ้างว้างอีกเลย” มือแกร่งวางทาบลงบนลาดไหล่บาง ออกแรงรั้งเบา ๆ ให้นางเอนหลังพิงแผงอกของเขา “เจ้าจำได้หรือไม่ วันแรกที่เจ้าเสแสร้งทำเป็นตาบอดกลางคืนเดินซุ่มซ่ามชนนู่นชนนี่เพื่อตบตาข้า ข้ารู้ทันทีว่าสตรีผู้นี้มิใช่ลูกแกะที่รอวันถูกเชือด ทว่าคือจิ้งจอกน้อยที่ซ่อนเขี้ยวเล็บไว้อย่างแนบเนียน”
“ท่านก็รู้ทันข้าไปเสียทุกเรื่อง” โฉมงามหัวเราะคิกคัก ยื่นมือไปกอบกุมฝ่ามือหนาเอาไว้ “หากตอนนั้นท่านมิได้เมตตา ข้าคงกลายเป็นผีเฝ้าจวนไปแล้ว”
“เมตตากระนั้นหรือ? ข้าเพียงแค่ถูกดวงตาคู่โศกของเจ้าล่อลวงจนหาทางออกไม่เจอต่างหาก” ชายหนุ่มก้มลงขบเม้มใบหูขาวสะอาดอย่างหยอกเย้า “เอาล่ะ เลิกพูดเรื่องอดีตเถิด วันนี้อากาศแจ่มใสยิ่งนัก ข้าจะพาเจ้าออกไปเดินเล่นที่อุทยานด้านหลัง ดอกท้อกำลังเบ่งบานสะพรั่ง เหมาะแก่การจิบชาชมทิวทัศน์ยิ่งนัก”
ครั้นถึงยามซื่อ สองร่างคู่ยวนยางเดินเคียงคู่กันไปตามทางเดินหินกรวดในอุทยานกว้างใหญ่ บ่าวไพร่และองครักษ์ที่ยืนเวรยามต่างค้อมศีรษะลงต่ำทำความเคารพอย่างนอบน้อม บารมีของนายหญิงแห่งจวนผู้สำเร็จราชการแผ่นดินเป็นที่ประจักษ์แก่สายตาทุกผู้คน ไม่มีผู้ใดกล้าดูแคลนหรือล่วงเกินสตรีที่ยืนเคียงข้างพยัคฆ์ร้ายผู้นี้อีกต่อไป
ต้นท้อนับร้อยต้นผลิดอกสีชมพูบานสะพรั่งแข่งขันกันอวดโฉมท้าทายแสงอาทิตย์ กลิ่นหอมลอยล่องตามสายลมพัดพากลีบดอกไม้ร่วงหล่นลงมา เยี่ยนสิงโจวจับจูงมือภรรยาเดินไปหยุดอยู่ที่ศาลาริมสระเหลียนฮวา ชายหนุ่มรั้งเอวคอดกิ่วให้ขยับเข้ามาประชิด ก่อนจะทอดสายตามองผืนน้ำที่สะท้อนเงาของคนทั้งคู่
“งดงามเหลือเกินเจ้าค่ะ” รั่วเวยสูดอากาศบริสุทธิ์เข้าปอดลึก ๆ แววตาสุกใสเป็นประกาย “เมื่อก่อนข้าถูกขังอยู่ในเรือนซอมซ่อ ไม่เคยได้เห็นทิวทัศน์ที่กว้างใหญ่และงดงามเช่นนี้มาก่อน ราวกับความฝันเลยเจ้าค่ะ”
“หากเป็นความฝัน ข้าก็จะทำให้มันเป็นความจริงที่ดำรงอยู่ชั่วนิรันดร์”
บุรุษเหนือคนหมุนตัวกลับมาเผชิญหน้ากับนาง สองมือใหญ่ประคองใบหน้าหวานล้ำขึ้นมาอย่างทะนุถนอม นัยน์ตาสีหมึกที่เคยมืดมิด บัดนี้สะท้อนเพียงภาพของสตรีตรงหน้าอย่างชัดเจน
“รั่วเวย... แผ่นดินนี้กว้างใหญ่ไพศาล ข้าอาจกุมอำนาจเหนือผู้คนนับล้าน ทว่าอำนาจเหล่านั้นจะไร้ความหมายหากปราศจากเจ้าคอยยืนอยู่เคียงข้าง เจ้าคือมงกุฎที่แท้จริงของข้า เป็นแสงสว่างที่นำทางพยัคฆ์ร้ายที่หลงทางในความมืดมิด”
ถ้อยคำสารภาพรักอันลึกซึ้งและจริงใจทะลวงเข้าสู่ก้นบึ้งของหัวใจ หยาดน้ำตาแห่งความตื้นตันเอ่อล้นคลอหน่วยตากลมโต เซียวรั่วเวยเขย่งปลายเท้าขึ้น วางทาบสองมือลงบนแผงอกกว้าง สัมผัสได้ถึงเสียงหัวใจที่เต้นเป็นจังหวะเดียวกัน
“ข้าก็เช่นกันเจ้าค่ะ ไม่ว่าเบื้องหน้าจะมีพายุฝนหรือขวากหนามใดข้าก็จะจับมือท่านไว้ ไม่ยอมปล่อยให้ท่านต้องเผชิญมันเพียงลำพังอีกต่อไป” นงคราญแย้มยิ้มหวาน “ข้ารักท่านพี่ รักจนหมดลมหายใจของชีวิตนี้เลยเจ้าค่ะ”
เยี่ยนสิงโจวกระตุกยิ้มกว้าง รอยยิ้มหล่อเหลาและเปี่ยมสุขที่สุดเท่าที่โลกเคยจารึก ชายหนุ่มโน้มใบหน้าลงมา ประทับจุมพิตลงบนกลีบปากสีชาดอย่างดูดดื่มและเนิ่นนาน จูบที่ปราศจากความเร่งร้อน
สายลมวสันต์ฤดูพัดโชยมาอีกระลอก หอบเอากลีบดอกท้อปลิวว่อนล้อมรอบสองร่างที่ตระกองกอดกัน ท่ามกลางความเงียบสงบและงดงามของอุทยาน ความรักระหว่างผู้สำเร็จราชการแผ่นดินผู้โหดเหี้ยมและคุณหนูใหญ่ผู้ถูกทอดทิ้งได้ชำระความขมขื่นลง เหลือเพียงเส้นทางสายดอกท้อที่ทอดยาว รอให้พยัคฆ์ร้ายและจิ้งจอกน้อยก้าวเดินเคียงคู่กันไป
กัลปาวสาน
กาลเวลาหมุนเวียนเปลี่ยนผ่านอย่างเงียบเชียบ เหมันตฤดูในปีที่สามนับตั้งแต่การปราบกบฏครั้งใหญ่ได้หวนกลับมาเยือนแผ่นดินต้าฉีอีกครา เกล็ดหิมะสีขาวบริสุทธิ์โปรยปรายลงมาจากฟากฟ้าสีหม่นร่วงหล่นปกคลุมยอดหลังคากระเบื้องเคลือบของจวนผู้สำเร็จราชการแผ่นดินจนขาวโพลน อากาศภายนอกเหน็บหนาวจนบาดลึกถึงกระดูก ทว่าความหนาวเย็นเหล่านั้นกลับมิอาจกล้ำกรายล่วงล้ำเข้าไปทำลายความอบอุ่นภายในศาลาริมสระเหลียนฮวาได้เลยแม้แต่น้อยเตาผิงทองเหลืองสลักลายวิจิตรถูกจุดถ่านไม้หอมจนแดงฉาน แผ่ซ่านไออุ่นกำจายไปทั่วบริเวณศาลาแปดเหลี่ยมที่ถูกกางกั้นด้วยม่านผ้าแพรหนาหนักเพื่อกันลมหนาว ภายในนั้น โฉมสะคราญกำลังเอนกายพิงพนักเก้าอี้ไม้อย่างเกียจคร้าน เรือนร่างอรชรถูกห่อหุ้มด้วยเสื้อคลุมขนจิ้งจอกสีเงินยวง นัยน์ตากลมโตสุกใสทอดมองกิ่งเหมยฮวาที่ชูช่อเบ่งบานท้าทายเกล็ดหิมะอยู่นอกศาลาอย่างเพลิดเพลิน ริมฝีปากอวบอิ่มแต้มชาดสีอ่อนคลี่ยิ้มบางเบา“นายหญิง อากาศเริ่มเย็นลงมากแล้ว กลับเข้าเรือนหลานซินดีหรือไม่เพคะ ประเดี๋ยวท่านอุปราชกลับมาจากราชสำนักแล้วไม่พบท่าน จะพาลตำหนิพวกบ่าวได้นะเพคะ” สาวใช้คนสนิทเอ่ยเตือนด้วยน้ำเสียงเจือความกังวล พลางขยั
กาลเวลาหมุนเวียนเปลี่ยนผ่านอย่างเชื่องช้า เหมันตฤดูอันหนาวเหน็บพ้นผ่านไปครบหนึ่งรอบปี วสันต์ฤดูหวนคืนสู่แผ่นดินต้าฉีอีกครั้ง พร้อมกับความสงบร่มเย็นที่แผ่ไพศาลไปทั่วทุกหัวระแหงภายใต้การปกครองอันเด็ดขาดทว่าเปี่ยมไปด้วยความยุติธรรมของผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน เมืองหลวงที่เคยเต็มไปด้วยคลื่นใต้น้ำบัดนี้เจริญรุ่งเรืองและมั่งคั่ง ราษฎรต่างอยู่เย็นเป็นสุข ไร้ซึ่งศึกสงครามหรือการฉ้อราษฎร์บังหลวงค่ำคืนนี้คือเทศกาลหยวนเซียว เป็นเทศกาลโคมไฟอันยิ่งใหญ่ ทั่วทั้งเมืองหลวงสว่างไสวไปด้วยโคมประทีปหลากสีสันนับหมื่นแสนดวงที่แขวนประดับประดาตามบ้านเรือนและร้านรวง เสียงดนตรีพื้นบ้านและเสียงหัวเราะแห่งความปีติยินดีลอยล่องมาตามสายลม บรรยากาศคึกคักมีชีวิตชีวาภายในห้องหอของเรือนหลานซินอันวิจิตรตระการตา เซียวรั่วเวยกำลังยืนหมุนตัวอยู่เบื้องหน้าคันฉ่องทองเหลืองบานใหญ่ โฉมสะคราญอยู่ในชุดกระโปรงผ้าไหมสีแดงอมชมพูอ่อนปักลวดลายดอกเหมยฮวา ขับเน้นผิวพรรณขาวผ่องให้ดูเปล่งปลั่งมีน้ำมีนวล เรือนผมสีหมึกถูกรวบขึ้นครึ่งศีรษะ ปักด้วยปิ่นหยกมันแกวลายพยัคฆ์เคียงจิ้งจอกซึ่งเป็นของแทนใจที่หวงแหนที่สุด“ท่านพี่ เร่งมือเข้าเถิดเจ้าค
ม่านรัตติกาลแผ่คลุมไปทั่วทุกทิศา ความเงียบปกคลุมสรรพสิ่ง ทิ้งไว้เพียงเสียงหยาดน้ำค้างที่เกาะตัวบนปลายใบไผ่ ครั้นวสันต์ฤดูที่อบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของกำยานอำพัน ภายในห้องหอกลับเต็มไปด้วยเสียงหอบหายใจและจังหวะหัวใจที่เต้นสอดประสานกันร่างสูงใหญ่ของบุรุษผู้กุมอำนาจล้นฟ้าทรงกายอยู่เบื้องบนตั่งเตียงกว้างที่ปูลาดด้วยผ้าแพรไหมสีชาด นัยน์ตาสีหมึกทอดมองสตรีใต้ร่างด้วยประกายความปรารถนา เยี่ยนสิงโจวใช้ท่อนแขนล่ำสันยันกายเอาไว้มิให้ทิ้งน้ำหนักลงไปกดทับภรรยาตัวน้อย ปลายนิ้วหยาบกร้านเกลี่ยไล้ปอยผมสีหมึกที่ปรกลงบนดวงหน้าจิ้มลิ้มอย่างทะนุถนอม“เหนื่อยแล้วหรือ ฮูหยิน” น้ำเสียงแหบพร่าเอ่ยกระซิบชิดใบหู ลมหายใจร้อนระอุเป่ารดโฉมสะคราญหอบหายใจ สองแขนเรียวที่โอบรอบลำคอแกร่งอ่อนระทวยจนต้องทิ้งน้ำหนักพิงท่อนแขนของสามี เซียวรั่วเวยช้อนดวงตากลมโตที่คลอหน่วยด้วยหยาดน้ำใสขึ้นสบตาเขา ใบหน้างดงามซับสีเลือด แววตาขวยเขินเจือตัดพ้อนั้นทำเอาหัวใจของพยัคฆ์ร้ายกระตุก“ท่านพี่ ข้านมิใช่เหล็กกล้าเช่นท่านนะเจ้าคะ ที่จะทนทานพายุโหมกระหน่ำได้ยาวนานปานนี้” ดรุณีน้อยเอ็ดตะโรเสียงแผ่ว กำปั้นเล็กยกขึ้นทุบลงบนแผงอกกำยำเบา ๆ “คืนนี้ท
รังสีอรุณรุ่งสาดส่องผ่านม่านเมฆา เผยให้เห็นหยาดน้ำค้างที่เกาะพราวอยู่บนกลีบบุปผา แสงสว่างอันอบอุ่นขับไล่ความมืดมิดและลมหนาวของค่ำคืนที่ผ่านมาจนหมด กลิ่นกำยานดอกอวิ๋นเซียงที่เคยหอมกรุ่น บัดนี้ผสานเข้ากับกลิ่นอายการเสพสมและไออุ่นของสองเรือนร่างที่ตระกองกอดกันอยู่ภายใต้ม่านมุ้งสีชาดเทียนมงคลคู่บนโต๊ะมอดดับลงไปแล้ว ทิ้งไว้เพียงหยาดน้ำตาเทียนที่ละลายเป็นหนึ่งเดียวเซียวรั่วเวยค่อย ๆ ขยับเปลือกตาที่หนักอึ้งขึ้นอย่างเชื่องช้า ความรู้สึกแรกที่รับรู้คือความเมื่อยขบซึ่งแล่นไปทั่วทุกสัดส่วนของร่างกาย ทว่าในความเจ็บร้าวเหล่านั้นกลับมีความอบอุ่นอันคุ้นเคยโอบล้อมอยู่ สองแขนล่ำสันของบุรุษผู้เป็นสวามียังคงตวัดรัดเอวคอดกิ่วของนางเอาไว้แน่นหนา แผ่นหลังบอบบางแนบชิดอยู่กับแผงอกกว้างที่อุดมไปด้วยมัดกล้าม“ตื่นแล้วหรือ ฮูหยินของข้า”น้ำเสียงแหบพร่าดังขึ้นชิดใบหู ลมหายใจร้อนผ่าวเป่ารดจนขนอ่อนบริเวณต้นคอระหงลุกซู่ ดรุณีน้อยสะดุ้งสุดตัว เอี้ยวใบหน้าหันกลับไปมองก็พบกับนัยน์ตาสีหมึกที่กำลังทอดมองมาด้วยประกายพราวระยับ เยี่ยนสิงโจวตื่นอยู่นานแล้ว ชายหนุ่มใช้ท่อนแขนข้างหนึ่งหนุนศีรษะตนเอง ขณะที่มืออีกข้างกำลังเกล
ห้วงราตรีอันแสนหวานได้จางหายไปกับแสงแรกแห่งวัน รุ่งอรุณของวสันต์ฤดูเยื้องกรายมาถึง พร้อมกับเสียงประทัดที่ดังกึกก้องไปทั่วผืนนภาของเมืองหลวง แสงตะวันสีทองสาดส่องลงมาสะท้อนกับผืนผ้าแพรสีชาดที่ถูกปูลาดทอดยาวตั้งแต่หน้าประตูจวนผู้สำเร็จราชการแผ่นดินไปจนสุดปลายถนนสายหลัก โคมมงคลนับหมื่นดวงสว่างไสวพลิ้วไหวตามสายลม บรรยากาศทั่วทั้งแว่นแคว้นต้าฉีอบอวลไปด้วยกลิ่นอายแห่งความปีติยินดี งานมงคลสมรสอันยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ได้เริ่มต้นขึ้นแล้วภายในเรือนหลานซิน เซียวรั่วเวยนั่งสงบเสงี่ยมอยู่เบื้องหน้าคันฉ่องทองเหลืองบานใหญ่มาตั้งแต่ยามอิ๋น สาวใช้และช่างประทินโฉมหลวงนับสิบชีวิตต่างล้อมหน้าล้อมหลังช่วยกันแต่งแต้มความงามให้แก่นายหญิงของจวนอย่างสุดฝีมือ ชุดมงคลผ้าไหมไหมฟ้าเก้าชั้นที่ทอด้วยด้ายทองคำถูกสวมทับบนเรือนร่างอรชร ขับเน้นทรวดทรงองค์เอวให้ดูงดงามจับตา บนศีรษะเล็กถูกประดับด้วยมงกุฎหงส์ทองคำฝังทับทิมหยดน้ำที่หนักอึ้ง ทว่ากลับส่องประกายระยิบระยับส่งให้ใบหน้าจิ้มลิ้มดูสูงศักดิ์ประดุจเทพธิดาจำแลง“มงกุฎนี่หนักเสียจนคอข้าแทบจะหักแล้ว” โฉมสะคราญบ่นอุบอิบ พลางยกมือเรียวขึ้นแตะปิ่นหยกมันแกวลายจิ้งจ
จุมพิตอันลึกล้ำและยาวนานที่เริ่มต้นจากความหยอกเย้าได้แปรเปลี่ยนจนยากจะหยุดยั้ง ภายในห้องหนังสือที่เคยอบอวลด้วยกลิ่นหมึกกลับถูกแทนที่ด้วยกลิ่นอายแห่งความพิศวาส ริมฝีปากของชายหนุ่มบดเบียดแนบชิด ตักตวงความหอมหวานจากโพรงปากเล็กอย่างเอาแต่ใจ ทว่าทุกจังหวะการรุกล้ำกลับเปี่ยมล้นไปด้วยความทะนุถนอม“อื้อ! ทะ... ท่านพี่”เสียงครางประท้วงระคนหอบเหนื่อยดังลอดจากกลีบปากที่บวมเจ่อ ร่างอรชรอ่อนระทวยไร้เรี่ยวแรงจนต้องทิ้งน้ำหนักทั้งหมดพิงแผงอกกว้าง สองมือเล็กกำสาบเสื้อคลุมสีเข้มของบุรุษตรงหน้าไว้แน่นเพื่อหาที่ยึดเหนี่ยว เมื่อรับรู้ว่าสตรีในอ้อมกอดแทบจะขาดใจเพราะขาดอากาศหายใจ เยี่ยนสิงโจวจึงยอมถอนริมฝีปากออกอย่างแสนเสียดาย ทว่าเรียวลิ้นยังคงหยอกเย้าซับหยาดน้ำใสบริเวณมุมปากของนางอย่างอ้อยอิ่ง“เพียงแค่นี้ก็หมดลมแล้วหรือ ฮูหยินของข้า” น้ำเสียงแหบพร่าเอ่ยกระซิบชิดใบหู ลมหายใจร้อนผ่าวเป่ารดจนขนอ่อนบริเวณต้นคอระหงลุกซู่ นัยน์ตาทอประกายฉ่ำปรือระยับ “ข้าบอกแล้วอย่างไรว่าให้เตรียมเรี่ยวแรงไว้รับมือสามีผู้นี้ให้ดี หากถึงค่ำคืนเข้าหอจริง ๆ เจ้ามิสลบไสลคาอกข้าตั้งแต่ชั่วยามแรกหรอกหรือ”“ท่านมันหน้าหนานัก! รังแกข







