เข้าสู่ระบบความจริงถูกเปิดเผย
รุ่งเช้าหลังเหตุลอบสังหาร ตำหนักใหญ่ของเว่ยอ๋องถูกปกคล
เว่ยเซวียนเฉินนิ่งไปชั่วขณะภาพฉีเยว่หนิงยืนอยู่ข้างเปลวไฟในคืนนั้นยังคงแทงลึกอยู่ในใจ แต่เสียงของเขายังมั่นคง“หลักฐานชัดเจนเกินไป”ไทเฮาชะงัก“หมายความว่าอย่างไร”“คนที่วางกับดักฉลาดพอจะรู้ว่าหากวางเพียงสิ่งเดียว ข้าอาจสงสัย แต่กลับวางทุกอย่างให้ครบเกินไป ตราราชวงศ์ฉี เอกสารทหาร กระดาษส่งสารลับ สาส์นที่ถูกเผา ข่าวลือในราชสำนัก และมือสังหารที่เอ่ยชื่อเจียงรั่วซีก่อนตาย ทุกอย่างต่อกันราวกับบทละครที่ถูกเขียนไว้ล่วงหน้า”ไทเฮามองเขานิ่ง“เจ้าเริ่มฉลาดขึ้นมาก”เว่ยเซวียนเฉินตอบเสียงต่ำ“ข้าไม่เคยโง่ เพียงแต่บางครั้งข้าเลือกเชื่อคนที่ไม่ควรเชื่อ”คำพูดนั้นทำให้ไทเฮาพระพักตร์แข็งขึ้น“เจ้าหมายถึงแม่หรือ”“เสด็จแม่ตอบข้ามาเพียงอย่างเดียว คนของท่านเกี่ยวข้องกับกรมคลังหรือไม่”ไทเฮาเงียบ“ซุนเหอเข้าออกกรมคลังหลายครั้งก่อนเกิดคดี เอกสารที่พบในตำหนักพระชายาเป็นเอกสารที่ถูกขโมยจากคลังทหารผ่านเส้นทางกรมคลัง ขั
ฉีเยว่หนิงหลับตาลงช้า ๆ “ข้าเดาไว้แล้ว”“เช่นนี้จะทำอย่างไรดีเพคะ”ฉีเยว่หนิงลืมตาขึ้นอีกครั้ง ดวงตาคู่งามกลับเต็มไปด้วยความแน่วแน่“เมื่อศัตรูยอมเปิดเผยตัวออกมาปกป้องกันเอง ก็แปลว่าพวกเขาเริ่มหวาดกลัวแล้ว”หลิงเอ๋อร์มองผู้เป็นนายด้วยความประหลาดใจ“พระองค์ไม่เสียใจหรือเพคะ”ฉีเยว่หนิงยิ้มบาง“เสียใจสิ แต่ข้าเชื่อว่าความจริงไม่มีวันถูกฝังไว้ตลอดไป”ในท้องพระโรง เว่ยเซวียนเฉินค่อย ๆ ลุกขึ้นจากบัลลังก์ พระองค์ทอดพระเนตรเจียงรั่วซีและไทเฮาสลับกัน ก่อนประกาศด้วยน้ำเสียงหนักแน่น“ตราบใดที่ยังไม่มีหลักฐานชัดเจน ข้าจะไม่ตัดสินว่าผู้ใดผิด”เจียงรั่วซีแอบถอนหายใจอย่างโล่งอก แต่ประโยคต่อมาของเว่ยอ๋องกลับทำให้รอยยิ้มของนางแข็งค้าง“อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่วันนี้ เจียงรั่วซีห้ามออกจากตำหนักชิงอันโดยไม่ได้รับอนุญาต และหน่วยเงาโลหิตจะเฝ้าติดตามทุกการเคลื่อนไหวของนาง”เจียงรั่วซีรีบเงยหน้าขึ้น “ฝ่าบาท”เว่ยเซวียนเฉินตร
ความจริงถูกเปิดเผยรุ่งเช้าหลังเหตุลอบสังหาร ตำหนักใหญ่ของเว่ยอ๋องถูกปกคลุมด้วยบรรยากาศตึงเครียดกว่าทุกครั้ง ขุนนางระดับสูง นายทหาร และหัวหน้าหน่วยสืบสวนต่างถูกเรียกเข้าวังตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง ไม่มีผู้ใดกล้าพูดคุยเสียงดัง เพราะทุกคนรู้ว่าการลอบสังหารพระชายาภายในพระราชวังมิใช่เพียงคดีอาชญากรรมธรรมดา หากแต่เป็นการท้าทายพระราชอำนาจของเว่ยอ๋องโดยตรงเว่ยเซวียนเฉินแม้บาดแผลที่สีข้างยังถูกพันด้วยผ้าสะอาด แต่พระองค์ยังประทับอยู่บนบัลลังก์ด้วยพระพักตร์สงบนิ่ง ไม่มีผู้ใดมองออกว่ากำลังทรงอดทนต่อความเจ็บปวดเพียงใดหานเฟิงคุกเข่ารายงานอยู่เบื้องหน้า“ฝ่าบาท กระหม่อมตรวจสอบศพมือสังหารทั้งหมดแล้ว พวกมันไม่มีเครื่องหมายประจำสำนัก มีเพียงป้ายหยกที่พบในตัวหัวหน้ามือสังหาร และคำกล่าวก่อนตายที่เอ่ยชื่อเจียงรั่วซีพ่ะย่ะค่ะ”เว่ยเซวียนเฉินรับรายงานมาเปิดอ่านช้า ๆ“คนของเราตรวจสอบป้ายหยกแล้วหรือยัง”“ตรวจแล้วพ่ะย่ะค่ะ ช่างแกะสลักในเมืองยืนยันว่าป้ายลักษณะนี้ทำขึ้นตามคำสั่งของจวนมหาเสนาบดีเมื่อหลายเดือนก่อน แต่ย
หานเฟิงรีบกดมือสังหารไว้กับพื้นทันทีฉีเยว่หนิงถลันเข้าไปหาเว่ยเซวียนเฉิน มือของนางสั่นขณะพยายามกดแผลที่สีข้างของเขา"พระองค์บาดเจ็บอีกแล้ว เหตุใดต้องเข้ามาขวางแทนหม่อมฉัน"เว่ยเซวียนเฉินก้มมองนาง ใบหน้าเขาซีดลงเล็กน้อยเพราะเสียเลือด แต่ดวงตากลับยังคงจับจ้องนางไม่วาง"ถ้าข้าไม่ขวาง เจ้าจะเป็นคนเจ็บ""แต่พระองค์เป็นเว่ยอ๋อง""แล้วเจ้าไม่ใช่คนหรือ"คำตอบนั้นทำให้ฉีเยว่หนิงนิ่งงัน น้ำตาเอ่อขึ้น เขายกมือขึ้นอย่างยากลำบาก จับข้อมือนางไว้เบา ๆ"อย่าร้อง""หม่อมฉันไม่ได้ร้อง""เจ้าโกหกไม่เก่งเลย"เสียงของเขาเบาลง แต่แฝงความอ่อนโยนที่ทำให้หัวใจของนางเจ็บแปลบยิ่งกว่าเดิมนางเคยคิดว่าเขาไม่เชื่อนางแล้ว เคยคิดว่ารอยร้าวระหว่างพวกเขาอาจไม่มีวันสมานได้ แต่ในยามคับขันที่สุด เขายังคงเสี่ยงชีวิตเพื่อปกป้องนางหานเฟิงลากมือสังหารที่ถูกจับเป็นเข้ามากลางห้อง ชายผู้นั้นถูกแทงที่ไหล่และมีเลือดไหลเต็มแขน แต่ยังมีลมหายใจ มุมปากของมันมีเลือดสีคล้ำซึมออกมา"ฝ่าบาท มันพยายามกัดยาพิษ แต่กระหม่อมหยุดทัน"เว
คนที่ยอมเสี่ยงชีวิตเสียงกระเบื้องหลังคาแตกกระจายยังไม่ทันจางหาย เงาดำทั้งสี่ก็พุ่งลงมากลางห้องราวกับปีศาจที่หลุดออกมาจากความมืด ดาบในมือของพวกมันสะท้อนแสงเทียนเย็นเยียบ ฉีเยว่หนิงผลักหลิงเอ๋อร์ไปด้านหลังโดยสัญชาตญาณ ขณะที่ตนเองถอยไปชนโต๊ะไม้จนถ้วยชาหล่นแตกกระจายเต็มพื้น"องค์หญิง!"หลิงเอ๋อร์ร้องลั่นด้วยความหวาดกลัว แต่นางยังไม่ทันก้าวกลับมาหา มือสังหารคนหนึ่งก็พุ่งเข้ามาขวาง ดาบยาวฟันลงอย่างรวดเร็วจนฉีเยว่หนิงต้องคว้าเชิงเทียนบนโต๊ะขึ้นมาปัดรับ เสียงโลหะกระทบกันดังสนั่น เชิงเทียนในมือนางสั่นสะท้านจนแทบหลุดมือ"อย่าเข้ามา!" ฉีเยว่หนิงตะโกนบอกหลิงเอ๋อร์ แม้เสียงของนางจะสั่น แต่แววตายังคงแข็งกร้าว "ไปเปิดประตู เรียกทหาร!"หลิงเอ๋อร์น้ำตาคลอ แต่ยังฝืนพยักหน้า นางหันไปทางประตู ทว่ามือสังหารอีกคนกลับพุ่งตัดหน้า ดาบของมันฟาดลงตรงกรอบประตูจนไม้แตกกระจาย หลิงเอ๋อร์สะดุ้งถอยหลังล้มลงกับพื้นฉีเยว่หนิงกัดฟันแน่น ก่อนหยิบแจกันข้างโต๊ะขว้างใส่ชายคนนั้นเต็มแรง แจกันแตกใส่ไหล่มือสังหารจนมันชะงักไปชั่วขณะ นางใช้จังห
"แต่เว่ยอ๋องเริ่มสืบมาถึงกรมคลังแล้ว"เจียงฉางเหอหัวเราะเบา ๆ "เพราะฉะนั้นเราจึงต้องลงมือก่อน"เจียงรั่วซีเงยหน้าขึ้น "ท่านพ่อหมายความว่าอย่างไร"ชายชราวางถ้วยชาลง เสียงกระทบโต๊ะดังแผ่วเบา "ตราบใดที่ฉีเยว่หนิงยังมีชีวิต นางยังสามารถแก้ต่างได้ และวันหนึ่งนางอาจพบความจริง"ความเย็นเยียบค่อย ๆ ปรากฏในแววตาของเขา "คนตายเท่านั้นที่พูดไม่ได้"บรรยากาศในห้องเงียบลงทันที เจียงรั่วซีรู้ว่าบิดากำลังหมายถึงอะไร แม้นางจะเคยคิดเรื่องนี้อยู่แล้วแต่เมื่อได้ยินออกมาตรง ๆ หัวใจก็ยังเต้นแรง"หากนางตายตอนนี้ ทุกคนจะยิ่งสงสัย"เจียงฉางเหอยิ้มบาง "ถ้าทำอย่างโง่เขลา ใช่...แต่ถ้าทำให้เหมือนเป็นฝีมือของคนจากแคว้นฉีเล่า"เจียงรั่วซีนิ่งไป ก่อนรอยยิ้มจะค่อย ๆ ปรากฏบนใบหน้า"หม่อมฉันเข้าใจแล้ว"ในคืนเดียวกัน ภายในห้องทรงงาน เว่ยเซวียนเฉินกำลังอ่านรายงานการสืบสวน หานเฟิงยืนอยู่ด้านข้างด้วยสีหน้าเคร่งเครียด"ฝ่าบาท""ว่า""คนของเราตรวจสอบเส้นทางการเงินแล้ว"เว่ยอ๋องเงยหน้าขึ้น "พบอะไร""มีเงินจำนวนหนึ่งถูกส่
“หม่อมฉันหร้อมรับโทษเพคะ และหากหม่อมฉันตายไปก็ขอพระองค์โยนร่างของหม่อมฉันลงไปที่ใต้ตำหนักร้อยไหมให้จระเข้ของพระองค์ฉีกทึ้ง มิต้องเหลือซากแม้กระดูกกลับคืนแผ่นดินฉี”ควับ!!“ฮึก!”จางลี่สะดุ้ง หลังของนางแอ่นเมื่อหลี่เจี๋ยหวดแส้ลงบนหลังบอบบางหนแรกจนชุดผ้าแพรเป็นรอยแยกบางๆ หากนางกลับมิส่งเสียงร้องออกมา
จางลี่กัดฟันแน่น มิได้นึกเจ็บปวดต่อบาดแผลแรกที่อ๋องแคว้นหลู่บากมันไว้บนไหล่แต่เจ็บใจที่นางนึกไม่ถึงว่าพระญาติผู้พี่จะมีจิตใจอำมหิตถึงเพียงนี้ ก่อนนางขยับตัวหลินเจินจับมือเรียวบางไว้แน่นและเอ่ยทั้งน้ำตา“ท่านหญิง...เป็นเพราะข้าท่านถึงต้องมาตกที่นั่งลำบากเยี่ยงนี้ อภัยให้ข้าด้วย”“แค่โบยร้อยครั้ง...ก
จางลี่ค่อย ๆ ก้าวลงเบื้องล่าง นับเป็นการเหยียบพื้นแผ่นดินแคว้นหลู่ครั้งแรก หากทว่านางก็ต้องพบความประหลาดใจอีกครั้งเมื่อเห็นว่ามิได้มีเหล่าข้าราชบริพารมาต้อนรับอุนหนาฝาคั่งดั่งที่คิดหมาย มิมีเสียงแซ่ซ้องต่อการเดินทางมาของว่าที่องค์ชายาผู้เป็นถึงพระธิดาแห่งอ๋องผู้เป็นใหญ่จากแดนไกลอย่างแคว้นฉี หากมินั
“หลินเจิน...เจ้าคิดว่าข้าใจเร็วไปหรือไม่เล่า?”คำถามถูกตั้งขึ้นโดยหญิงสาวเรือนร่างบอบบางในชุดเสื้อคลุมผ้าไหมบ่งบอกฐานะของผู้สวมใส่ว่ามิใช่ปุถุชนธรรมดาทั่วไปขณะนั่งในรถม้าและมีหญิงสาวอีกนางนั่งอยู่เคียงข้างแต่การแต่งกายนั้นบอกสถานะต่ำกว่า หลินเจินเลื่อนผ้าม่านในรถเทียมม้าเพื่อมองภาพเบื้องน







