Se connecter“หากรู้ว่าเจ้าจะเลวทรามเช่นนี้ ข้าควรจะตัดแขนขาเจ้าตั้งนานแล้ว” หลี่หลิ
“ใครอยู่ตรงนั้น”เสียงเย็นเยียบดังแทรกผ่านหมอกมรณะ ชิงเหยียนโหรวลุกขึ้น ดวงตาสีแดงก่ำจับจ้องพุ่มไม้แน่นิ่ง พลังชั่วร้ายแผ่ออกมาจนพื้นดินส่งเสียงแตกกรอบตูมโดยไม่คิดจะเสียเวลา ยิงพลังยุทธ์พุ่งเข้าใส่ พุ่มไม้ระเบิดกระจายร่างหนึ่งก้าวออกมาจากควันฝุ่นอย่างไม่เร่งรีบ ชุดสะอาดไร้รอยขาด ดวงเรียวทอดมองอีกฝ่ายคล้ายกำลังดูเด็กเล่นขายของ“ใจร้อนจริง” หลี่หลิงเฟิ่งปัดเศษใบไม้บนไหล่ “ข้าแค่มาเดินเล่น เจ้ากลับปาพลังใส่คนดีมีศีลธรรมเช่นข้าได้ลงคอ”‘งั้นก็สังเวยชีวิตเจ้าคนแรก ‘หลี่หลิงเฟิ่งคิดในใจอย่างรื่นเริงข้ากะจะมาเผือกเงียบๆ แต่ในเมื่อเจ้าชวนเล่นบทสายดาร์กงั้นข้าขอรับบทนางฟ้าผดุงธรรม กำจัดภัยร้ายแก่มวลมนุษย์ชั่วคราวก็แล้วกัน ดูสิ... ข้าช่างเป็นคนดีอะไรขนาดนี้ ถึงขั้นยอมลงแรงกำจัดมารร้ายด้วยตัวเองเชียวนาชิงเหยียนโหรวชะงักไปครู่หนึ่ง ใบหน้าอ่อนหวานยามนี้ดูบิดเบี้ยวสยดสยอง“หลี่หลิงเฟิ่ง? เป็นเจ้าเองรึ”ตอนแรกนางเพียงประหลาดใจ
“สมกับเป็นต้นหลัก อิ่มกว่าพวกเศษเถาด้านนอกหลายเท่านัก”ความสุขสำราญจากการ "อิ่มท้อง" คงอยู่ได้ไม่นานนัก รอยยิ้มบนใบหน้าหญิงสาวแข็งค้าง ความร้อนรุ่มตีขึ้นกลางอก ควบคุมไม่ไหวหลี่หลิงเฟิ่งเหงื่อผุดเต็มหน้า กุมท้องอย่างเจ็บปวด “เดี๋ยวก่อน ตะกละจนได้เรื่องสิน่า แต่นี่ก็แรงไปหน่อย”พลังสีมรกตจำนวนมหาศาลแผ่ขยายตามร่างกาย ลายเทาเที่ยบนผิวกายเรืองแสงสีแดงเข้มสลับเขียวมรกต บีบคั้นจนทรงตัวไม่อยู่‘เทาเที่ยนี่ไม่มีคำว่าพอดีจริงๆ’ นางสบถ พยายามข่มความเจ็บปวด ‘ถ้าปล่อยให้พลังวิ่งพล่านต่อไป ตัวของข้าคงระเบิดก่อนแน่’นางไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องนั่งขัดสมาธิลงเดี๋ยวนั้นเพื่อย่อยสลายพลังงานที่ล้นเอ่อตอนที่หลี่หลิงเฟิ่งกำลังเร่งย่อยพลังงานสีมรกตอยู่นั้น วิชาเพลงเพลิงพิรุณสยบใต้หล้าตอบสนองต่อพิษร้ายที่เพิ่งถูกสูบเข้ามา ลายเทาเที่ยส่งแสงจ้าดูดซับพลังงานเหล่านั้นเข้าไปหลอมรวมกับแก่นแท้ของวิชาอย่างลงตัวพรึ่บผ้าแพรแดงเส้นหนึ่งพุ่งสะบัดออกมาจากมือของนางเองโดยมิได้เรียกหา ครั้งนี้มันแตก
“ไม่รู้นางฟ้าจะเป็นอย่างไรบ้าง นางหายตอนที่อันตรายที่สุด” เป่ยเทียนวั่งกัดฟันตอบด้วยแววตาเจ็บปวด “ข้าเป็นผู้พิทักษ์ แต่นางกลับหายไปต่อหน้าต่อตา ข้ามันไร้ความสามารถ”แรงระเบิดเมื่อครู่รุนแรงขนาดนั้น รุนแรงจนแม้แต่พวกเขาที่ยืนอยู่ห่างออกมายังถูกคลื่นพลังซัดกระเด็นคนละทิศละทาง แล้วหลี่หลิงเฟิ่งที่อยู่ใกล้จุดศูนย์กลางที่สุดเล่านางจะได้รับอันตรายหรือไม่? บาดเจ็บหนักหรือเปล่า?หรือบางที อาจกำลังถูกเถาหนามเขี้ยวพิษมรกตล้อมโจมตีอยู่เพียงลำพัง!ยิ่งคิด หัวใจของเป่ยเทียนวั่งยิ่งหนักอึ้ง เรื่องเกิดต่อหน้าต่อตาเขาแท้ๆ แต่เขากลับทำอะไรไม่ได้เลยสักอย่างเดียว"เป่ยเทียนวั่ง ตั้งสติหน่อย!" หลูหวั่นชิงตะโกนเตือนพลางซัดพัดเหล็กสกัดเถาวัลย์ที่พุ่งเข้ามา หลูหวั่นชิงตวาด เข็มพิษแทงทะลุเถาวัลย์อีกด้านจนเกิดเสียงระเบิดปึงปังต่อเนื่อง“คนของหอสิบทิศจะปล่อยให้บุคคลสำคัญอย่างนางออกมาเดินเพ่นพ่านโดยไม่มีไพ่ตายป้องกันตัวได้อย่างไร”เป่ยเทียนวั่งชะงักเล็กน้อย หลูหวั่นชิงสูดลมหายใจลึก ก่อนกล่าวเสียงต่ำ&ldq
ของเหลวสีมรกตกระตุ้นบางสิ่งในกายของนางให้ตื่นขึ้น ลายเทาเที่ยที่สลักลึกอยู่ในกระดูกและเลือดเนื้อส่งเสียงคำรามโหยหาประดุจสัตว์ร้ายที่อดอยากมานับพันปีโอสถทิพย์ชั้นเลิศ ข้าต้องการมัน!ความรู้สึกหิวกระหายพลุ่งพล่านจนลำคอของนางแห้งผาก น้ำลายเอ่อล้นออกมาจนต้องเม้มปากแน่น หลี่หลิงเฟิ่งรู้ตัวดีว่าอาจจะควบคุมสติสัมปชัญญะของนางจนเผยธาตุแท้ออกมาต่อหน้าทุกคน ซึ่งนั่นมิใช่สิ่งที่นางต้องการ นางจึงแยกตัวออกมาเมื่อหลุดพ้นจากขอบเขตค่ายกล หลี่หลิงเฟิ่งมิต่างอะไรกับลูกแกะกระโจนเข้าหาปากเสือ ทว่าในความจริง นางคือเสือร้ายในคราบลูกแกะเสียมากกว่า หมอกมรณะสีเทาขาวไหลบ่าเข้ามาโอบล้อมร่างนางไว้ กระนั้นกลิ่นคาวหวานกลับยิ่งรุนแรงขึ้นจนนางแทบจะระงับอาการน้ำลายสอไว้มิได้จากนิมิตบนหัวเสี่ยวจูจูต้นหลักเถาหนามเขี้ยวพิษมรกตน่าจะอยู่แถวนี้ซู่… ซู่… ซู่…เสียงแหวกฝ่าอากาศดังขึ้นจากทุกทิศทาง เถาวัลย์ย่อยของเถาหนามเขี้ยวพิษมรกต นับสิบสายพุ่งขึ้นมาจากใต้ดิน หนามแต่ละอันยาวเกือบหนึ่งจั้ง ของเหลวพิษสีเขียวเข้มหยดลงพื้นจนหินละลายเป็นฟองอากาศ‘หอม... หอมเหลือเกิน...’“พวกเจ้าช่างน่าเอร็ดอร่อยนัก” น้ำลายใสๆ ไหลออกจากมุมปาก
เยี่ยเหล่าโถวทอดสายตามองหลี่หลิงเฟิ่งครู่หนึ่ง คล้ายจะเอ่ยอะไรบางอย่าง สุดท้ายทิ้งไว้ประโยคเดียวก่อนสลายไป“ก้าวหน้าขึ้นอีกแล้ว”“มาก็มาแล้ว” เสียงหนึ่งดังขึ้นจากฝั่งกลุ่มพิทักษ์นางฟ้าคนหนึ่งก้าวออกมา ยกแขนกอดอก สีหน้าคล้ายยิ้มแต่ไม่ใช่ยิ้ม"พวกเราคงต้องหยุดคุยกันเสียหน่อยกระมัง บุกรุกเข้ามาสร้างความวุ่นวายถึงถิ่น อย่าฝันหวานว่าจะได้เดินออกไปเฉยๆ เลย หากมิมีค่าเสียขวัญที่สมน้ำสมเนื้อล่ะก็ เห็นทีพวกข้าคงต้องตามไปเก็บดอกเบี้ยที่จวนตระกูลเยี่ยของพวกเจ้าแทน"เยี่ยหลินตัวแข็งทื่อ หงุดหงิดจนอยากต่อยคน“พวกเจ้าต้องการอะไร” เยี่ยหลินกัดฟันเอ่ย“ง่ายมาก” ชายคนหนึ่งยิ้มกว้าง “ของที่พวกเจ้าเก็บมาได้ตลอดหลายวันนี้เอามาให้พวกเราทั้งหมด”เยี่ยหลินแทบสำลัก “ว่าไงนะ อย่าฝันเลย”อีกคนหนึ่งยักไหล่ “เช่นนั้นเรื่องนี้คงยากจะจบลงอย่างสวยงามแล้ว”“พวกเจ้าอย่ารังแกกันเกินไปนัก เป็นคนต้องรู้จักเหลือทางรอดให้คนอื่นบ้าง”เยี่ยหลินก
กลุ่มพิทักษ์นางฟ้ากำอาวุธที่เพิ่งเก็บได้ไว้แน่น มองพวกเยี่ยหลินเป็นศัตรู"หลี่หลิงเฟิ่ง คนพวกนี้มิได้มาดี ผ่านไปไม่กี่วันพลังยุทธ์ของเขาดูเหมือนจะก้าวข้ามสิ่งที่คนทั่วไปเข้าใจไปแล้ว" จวินชางหลางปกป้องนางไว้ข้างหลังหลี่หลิงเฟิ่งมองสบตากับเยี่ยหลิน มิได้หวั่นเกรงแม้แต่น้อย"วาสนาที่ใหญ่เกินไป บางครั้งก็อาจเป็นกับดัก" นางเอ่ยเสียงนิ่ง "เยี่ยหลิน ในเมื่อเจ้ามาถึงที่นี่แล้ว ย่อมเห็นแล้วว่าสถานการณ์มิได้ง่ายดายอย่างที่คิด"เยี่ยหลินก้าวมาใกล้ ด้านหลังมีชายชราสองคน คนหนึ่งสวมชุดคลุมดำ มือไพล่หลัง อีกคนใบหน้าซูบตอบราวกับโครงกระดูก ผิวหนังเหี่ยวย่นจนดูน่าหวาดหวั่น ทั้งสองไม่ได้ปล่อยแรงกดดันใดออกมา แต่เพียงยืนอยู่ตรงนั้น ก็ทำให้บรรยากาศทั้งวิหารหนักอึ้งขึ้นหลายส่วนทุกคนสีหน้าเปลี่ยนทันควัน บรรยากาศตึงเครียดกว่าเดิมคนที่อันตรายไม่ใช่เยี่ยหลิน แต่เป็นชายชราสองคนนั้นต่างหากองครักษ์เดนตายของตระกูลเยี่ยเยี่ยหลินกวาดตามองทุกคน แล้วหยุดที่นุ่มนิ่มกำลังใช้กรงเล็บกดหัววิญญาณมังกรตัวหนึ่งติดพื้น สนอกสนใจขึ้นมา"โ
“นายท่านจัดการเลยหรือไม่” เสี่ยวไป๋ที่เงียบมาตลอดเอ่ยขึ้นอย่างกระตือรือร้นเท้าอวบข้างหนึ่งของเสี่ยวมู่ตบเข้าที่หัวเสี่ยวไป๋อย่างแรง เอ่ยเสียงดุ “จัดการอะไรล่ะ เจ้าคิดว่านายท่านเป็นแมวเก้าชีวิต ฆ่าไม่ตายรึ ลำพังคนเดียวสู้ทั้งค่ายไม่ได้อยู่แล้ว วัน ๆ เอาแต่แช่น้ำ จนน้ำท่วมสมองหมดแล้วหรือไร คิดบ้างสิ
เสียงกรนเบาของพวกโจรในห้องเวรยังดังลอยมาเรื่อย ๆ หลี่หลิงเฟิ่งยังเคลื่อนตัวบนคานไม้หลีกเลี่ยงอย่างแนบเนียนที่สุด ก่อนจะหยุดห้องหนึ่งเริ่มวาดแผนที่ สักพักมีสองคนเข้ามานั่งดื่มเหล้าสนทนา นางวาดไปพลางแอบฟังไปพลาง“เจ้าว่าหัวหน้าสามคนนี้คิดจะทำอะไรกันแน่” เสียงชายผอมเอ่ยขึ้นหลังดื่มไปอีกอึก ความอยากรู้
รอยแยกมิติปิดลงอย่างสมบูรณ์ แต่ความคลุ้มคลั่งของเขตระดับห้ายังสะท้อนก้องในหูหลี่หลิงเฟิ่งอยู่ นางมองไปรอบข้าง พบว่ากลับมายังที่เดิมใกล้รังมังกรดิน แต่อากาศเบื้องหน้าโปร่งใส สดชื่นกว่ามากนางยืนปรับลมหายใจครู่หนึ่ง ก่อนกลิ่นอันคุ้นเคยพุ่งเข้าหานางราวลูกศร“ &ldquo
หลี่หลิงเฟิ่งหยุดยืนบนคานไม้สูง ด้านล่างเป็นลานกว้างมีเวรยามเดินตรวจเป็นช่วง ๆ“เราจะหนีตอนที่พวกมันยังไม่ทันรู้ตัวดีหรือไม่นะ” หลี่หลิงเฟิ่งคิดแวบหนึ่ง ก่อนส่ายหน้านางอุตส่าห์ลอบเข้ามาได้โดยไม่ถูกจับได้ นับว่าเป็นความโชคดีระดับสวรรค์เปิดทาง หากพลาดโอกาส ค







