LOGINจ้าวหนิงอัน องค์หญิงผู้อาภัพ คิดมาตลอดว่าตนคือหมากเบี้ยที่ถูกพี่ชายฮ่องเต้ขายให้แก่ มู่หรงเจวี๋ย ราชครูทรราชผู้โหดเหี้ยม เพื่อแลกกับความมั่นคงของบัลลังก์ นางยอมสละรักแท้ ยอมตกนรกทั้งเป็นในกรงทองของชายที่นางรังเกียจ เพียงเพื่อปกป้องคนที่นางรัก แต่เมื่อความจริงเปิดเผย... พี่ชายที่แสนดีกลับเป็นผู้สั่งฆ่า คนรักที่เฝ้ารอกลับกลายเป็นสุนัขจนตรอกที่เห็นแก่ตัว ในวันที่โลกทั้งใบหันหลังให้ มีเพียงอ้อมกอดเปื้อนเลือดของ "ปีศาจ" ผู้นี้เท่านั้น ที่ยอมแลกชีวิตเพื่อปกป้องนาง "หากเจ้าไม่มีที่ไป ก็จงอยู่ในนรกขุมนี้กับข้า... ข้าสัญญาว่าจะทำให้มันเป็นนรกที่อบอุ่นที่สุดสำหรับเจ้า"
View Moreสายลมกรรโชกแรงพัดพากลิ่นอายความชื้นของพายุฝนที่กำลังก่อตัวเข้ามาภายในท้องพระโรงอันกว้างใหญ่ ทว่าความหนาวเหน็บที่กัดกินไปถึงขั้วกระดูกของเหล่าขุนนางนับร้อยชีวิตที่ยืนก้มหน้าตัวสั่นงันงกอยู่นั้น หาได้มาจากลมฝนฟ้าคะนองไม่ หากแต่มาจากบุรุษเพียงผู้เดียวที่ยืนตระหง่านอยู่เบื้องหน้าบัลลังก์มังกร
เบื้องบนบัลลังก์ทองคำสลักลายวิจิตร ฮ่องเต้หนุ่มผู้ครองแผ่นดินต้าเยี่ยนประทับนั่งด้วยท่าทีแข็งเกร็ง พระพักตร์ซีดเผือดไร้สีเลือด แววตาที่ทอดมองลงมาเต็มไปด้วยความหวาดหวั่นระคนอัปยศ
เบื้องล่างบัลลังก์นั้น คือ ‘มู่หรงเจวี๋ย’
ราชครูผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ร่างสูงสง่าในชุดขุนนางสีดำสนิทปักลายพยัคฆ์เหยียบเมฆาด้วยดิ้นเงิน ยืนเอามือไพล่หลังด้วยท่วงท่าผ่อนคลายราวกับกำลังเดินชมสวนบุปผา มิใช่กำลังยืนอยู่ท่ามกลางกลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้ง
“ใต้เท้าหลิว”
น้ำเสียงทุ้มต่ำที่เอ่ยขึ้นนั้นราบเรียบ ทว่าก้องกังวานไปทั่วโถงอันเงียบงัน มันทรงพลังเสียยิ่งกว่าเสียงอัสนีที่ฟาดลงมากลางเวหา ราวกับมัจจุราชที่กำลังขานชื่อวิญญาณดวงต่อไป
ขุนนางชราผมขาวโพลนผู้หนึ่งทรุดฮวบลงกับพื้น ร่างกายสั่นเทาไม่อาจควบคุม “ทะท่านราชครู ข้าผู้น้อยเพียงแค่ เพียงแค่ถวายฎีกาด้วยความจงรักภักดี”
“จงรักภักดี?” มู่หรงเจวี๋ยทวนคำ มุมปากที่หยักลึกยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มที่งดงามราวกับภาพวาดเทพเซียน แต่กลับทำให้ผู้มองรู้สึกหนาวสะท้านไปถึงขั้วหัวใจ “เจ้าบอกว่าฝ่าบาทยังทรงพระเยาว์ การตัดสินพระทัยอาจผิดพลาด จึงขอให้คืนอำนาจการปกครองกองทัพสู่ฮ่องเต้ เช่นนั้นหรือ?”
“ข้า.. ข้า” ใต้เท้าหลิวลิ้นแข็งจุกปาก สายตาเหลือบมองไปทางฮ่องเต้บนบัลลังก์หวังพึ่งพิงบารมี แต่สิ่งที่ได้รับกลับมาคือการเบือนหน้าหนีของโอรสสวรรค์
มู่หรงเจวี๋ยหัวเราะในลำคอแผ่วเบา เขาขยับก้าวเดินอย่างเชื่องช้า เสียงรองเท้าบูทกระทบพื้นหินอ่อนดังกึกก้องเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ทุกย่างก้าวเหมือนเหยียบย่ำลงบนหัวใจของคนทั้งท้องพระโรง
“ฝ่าบาทยังทรงพระเยาว์จริงดั่งเจ้าว่า” มู่หรงเจวี๋ยเอ่ยพรางหยุดยืนอยู่ตรงหน้าขุนนางชรา ดวงตาเรียวยาวดุจพญาหงส์หรี่ลงเล็กน้อย แววตาคมกริบดั่งใบมีดอาบยาพิษ “แต่ที่เจ้ากล่าวว่าข้าก้าวก่ายพระราชอำนาจ นั่นดูจะเป็นการเข้าใจผิดไปกระมัง”
“ท่านราชครูโปรดเมตตา!”
ฉึก!
ไม่มีสัญญาณเตือน ไม่มีการเงื้อดาบให้เห็น เพียงแค่พริบตาเดียวที่มู่หรงเจวี๋ยสะบัดแขนเสื้อ กระบี่สั้นที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อกว้างก็พุ่งทะลุขั้วหัวใจของใต้เท้าหลิวอย่างแม่นยำ
เสียงร้องขอความเมตตาขาดห้วงไปทันที ร่างชรากระตุกเกร็งสองสามครั้งก่อนจะแน่นิ่งไป โลหิตสีแดงฉานไหลเจิ่งนองย้อมพื้นหินอ่อนสีขาวบริสุทธิ์ให้กลายเป็นสีชาด กลิ่นคาวเลือดตีตลบอบอวลชวนคลื่นเหียน
ความเงียบเข้าปกคลุมท้องพระโรงอีกครั้ง เงียบเสียจนได้ยินเสียงลมหายใจที่ติดขัดของเหล่าขุนนาง
มู่หรงเจวี๋ยดึงผ้าเช็ดหน้าสีขาวสะอาดออกมาเช็ดมือที่เปื้อนเลือดเล็กน้อยอย่างใจเย็น กิริยาท่าทางประณีตงดงามราวกับกำลังเช็ดฝุ่นผง มิใช่เช็ดเลือดคนตาย
“ใต้เท้าหลิวชราภาพมากแล้ว คงจะเลอะเลือนจนพูดจาเพ้อเจ้อ ข้าจึงช่วยสงเคราะห์ให้เขาได้พักผ่อนเร็วขึ้น”
เขาหันกลับไปมองฮ่องเต้บนบัลลังก์ ดวงตาคู่คมจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของมังกรหนุ่ม “ฝ่าบาททรงเห็นชอบหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ?”
ฮ่องเต้กลืนน้ำลายลงคอที่แห้งผาก มือที่ซ่อนอยู่ใต้แขนเสื้อกำแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อ พระองค์พยักหน้าช้าๆ ด้วยความจำนน “ราชครูทำถูกต้องแล้ว ใต้เท้าหลิวชราภาพเกินไป สมควรพักผ่อน”
“ขอบพระทัยฝ่าบาทที่ทรงเข้าพระทัย” มู่หรงเจวี๋ย ค้อมศีรษะลงเล็กน้อย เป็นการทำความเคารพที่ดูเหมือนการเย้ยหยันเสียมากกว่า “เลิกประชุมได้!”
เสียงประกาศของขันทีดังก้อง เหล่าขุนนางต่างรีบถวายบังคมลาแล้วพากันเดินก้มหน้าออกจากท้องพระโรงอย่างรวดเร็ว ราวกับหนูที่หนีตายจากกรงเล็บแมว ไม่มีใครกล้าแม้แต่จะเหลือบมองศพของสหายร่วมราชการที่นอนจมกองเลือด
หลังม่านไข่มุกที่กั้นฉากอยู่ด้านข้างท้องพระโรง ร่างบางระหงของสตรีผู้หนึ่งยืนตัวแข็งทื่อ มือเรียวบางกำชายกระโปรงแน่นจนข้อต่อนิ้วขาวซีด ดวงตากลมโตคู่สวยเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนก ภาพเหตุการณ์เบื้องหน้ายังคงฉายชัดอยู่ในความทรงจำ
‘จ้าวหนิงอัน’ องค์หญิงแห่งต้าเยี่ยน ผู้มีศักดิ์เป็นขนิษฐาของฮ่องเต้ นางแอบลอบเข้ามาดูการว่าราชการตามคำเชิญชวนของพี่ชาย เพื่อให้เห็นกับตาว่าอำนาจในวังหลวงแท้จริงแล้วอยู่ในมือใคร
แต่นางไม่คิดเลยว่าจะได้เห็นความโหดเหี้ยมอำมหิตถึงเพียงนี้
บุรุษผู้นั้น มู่หรงเจวี๋ย เขาไม่ใช่คน
เขาคือปีศาจในคราบมนุษย์
น้ำเสียงทุ้มต่ำที่เยือกเย็นและเปี่ยมอำนาจดั่งมัจจุราชดังขึ้น ทุกคนในอุทยานทรุดตัวลงคุกเข่าทันทีโดยไม่ต้องนัดหมายมู่หรงเจวี๋ย ราชครูผู้สำเร็จราชการ เดินออกมาจากทางเดินหินอ่อน ท่าทางองอาจผ่าเผย ชุดคลุมสีดำปักลายพยัคฆ์สะบัดพลิ้ว ข้างกายเขามีสตรีโฉมงามในชุดสีฟ้าอ่อนเดินเคียงคู่มา จ้าวหนิงอัน ฮูหยินเอกแห่งจวนราชครู“ท่านพ่อ! ท่านแม่!”มู่หรงซินทิ้งแส้ลงพื้นทันที นางวิ่งถลันเข้าไปหาบิดามารดา เปลี่ยนสีหน้าจากนางมารน้อยเป็นเด็กขี้อ้อนในเสี้ยววินาที“ท่านพ่อเจ้าขา เขาจะตีลูก!” นางชี้ไปที่แม่ทัพ โผเข้ากอดขามู่หรงเจวี๋ย “ลูกกลัวจังเลยเจ้าค่ะ!”มู่หรงเจวี๋ยอุ้มลูกสาวขึ้นแนบอก จูบแก้มยุ้ยๆ ของนางด้วยความรักใคร่สุดหัวใจ“โอ๋ๆ ขวัญเอ๊ยขวัญมา” เขาปลอบโยนเสียงนุ่ม “ใครหน้าไหนกล้าจะตีหัวใจของพ่อ?”เขางยหน้าขึ้นมองแม่ทัพที่กำลังโอดโอย แววตาเปลี่ยนเป็นอำมหิตทันที“เจ้าเองรึ? ที่กล้ายกมือใส่ลูกสาวข้า?”“ทะ ท่านราชครู” แม่ทัพหน้าซีด ตัวสั่นเทา “คุณหนูมู่หรง ตีลูกชายข้าก่อน นางใช้แส้”“แล้วยังไง?” มู่หรงเจวี๋ยเลิกคิ้ว “ลูกข้าตีลูกเจ้า แปลว่าลูกเจ้าทำผิด ถ้าลูกข้าอยากตี ก็ต้องยอมให้ตีสิ”“ตะ แต่”“ไม่มีแต่!
เวลาผ่านไปจนรุ่งสาง แสงแดดอ่อนๆ สาดส่องเข้ามาในห้องหนิงอันค่อยๆ รู้สึกตัวตื่นขึ้นมา ความเจ็บปวดยังคงหลงเหลืออยู่ แต่เบาบางลงมาก นางกวาดสายตามองไปรอบห้อง เห็นมู่หรงเจวี๋ยนั่งหลับสัปหงกอยู่ข้างเตียง มือข้างหนึ่งยังคงกุมมือนางไว้แน่นไม่ยอมปล่อย“ท่านพี่” นางเรียกเบาๆมู่หรงเจวี๋ยสะดุ้งตื่นทันที “หนิงอัน! เจ้าตื่นแล้ว! เจ็บตรงไหนไหม? หิวน้ำไหม?”“ลูกล่ะเจ้าคะ” นางถามด้วยรอยยิ้มมู่หรงเจวี๋ยหันไปพยักหน้าให้แม่นมที่ยืนรออยู่มุมห้อง แม่นมอุ้มห่อผ้าสีชมพูอ่อนเดินเข้ามาส่งให้เขาราชครูหนุ่มรับทารกน้อยมาอุ้มด้วยท่าทางเก้ๆ กังๆ ราวกับกำลังอุ้มระเบิดที่พร้อมจะแตก เขามองดูสิ่งมีชีวิตเล็กจิ๋วในอ้อมแขนด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความอัศจรรย์ใจ“ลูกสาว” เขาบอกนาง ยิ้มกว้างจนตาหยี “นางตัวเล็กนิดเดียว แต่เสียงดังเหมือนข้าไม่มีผิด”เขาวางลูกน้อยลงข้างกายหนิงอัน หนิงอันมองดูใบหน้าจิ้มลิ้ม ผิวขาวอมชมพู จมูกโด่งรั้น และดวงตาที่หลับพริ้ม นี่คือเลือดเนื้อเชื้อไขของนาง ของขวัญที่แลกมาด้วยชีวิต“น่าเกลียดน่าชังจริง” หนิงอันน้ำตาซึม ใช้นิ้วเขี่ยแก้มยุ้ยๆ ของลูก “หน้าเหมือนท่านเลยเจ้าค่ะ”“เหมือนเจ้าต่างหาก” มู่หรงเจ
ราตรีกาลในคืนเดือนดับ ท้องฟ้าเหนือจวนราชครูมืดมิดไร้แสงดาว ลมหนาวพัดกรรโชกแรงหวีดหวิวผ่านแมกไม้จนเกิดเสียงเสียดสีน่าขนลุก ทว่าความเงียบสงบภายในเรือนพยัคฆ์คำรามกลับถูกทำลายลงด้วยเสียงร้องแห่งความเจ็บปวดที่บาดลึกถึงขั้วหัวใจ“โอ๊ย!”จ้าวหนิงอัน สะดุ้งตื่นขึ้นกลางดึก มือเรียวบางกุมหน้าท้องนูนเด่นที่บัดนี้แข็งเกร็งราวกับหินผา ความเจ็บปวดรุนแรงแล่นพล่านจากบั้นเอวร้าวลงมาถึงขา เหมือนมีมือที่มองไม่เห็นกำลังบิดลำไส้ของนางจนแทบขาดมู่หรงเจวี๋ย ที่นอนหลับตื้นๆ อยู่ข้างกายสะดุ้งตื่นทันที สัญชาตญาณของเขารับรู้ถึงความผิดปกติได้ไวกว่าใคร“หนิงอัน! เจ้าเป็นอะไร?” เขารีบประคองภรรยาขึ้นมา ใบหน้าหล่อเหลาซีดเผือดเมื่อเห็นเหงื่อกาฬเม็ดโตผุดพรายเต็มหน้าผากมนของนาง“ทะ ท่านพี่ ปวด ข้าปวดท้อง” หนิงอันกัดฟันแน่น น้ำตาคลอเบ้า “เหมือน.. เหมือนจะคลอดแล้ว”คำว่า ‘คลอด’ เปรียบเสมือนสายฟ้าฟาดลงกลางห้อง มู่หรงเจวี๋ยตัวแข็งทื่อไปชั่วขณะ ความตื่นตระหนกแล่นพล่านในดวงตาพยัคฆ์ร้ายที่ไม่เคยเกรงกลัวสิ่งใด“หมอ! ตามหมอเดี๋ยวนี้!” เขาตะโกนลั่นจนเสียงแหบพร่า “ใครอยู่ข้างนอก! ฮูหยินจะคลอดแล้ว! ไปตามหมอหลวงมา! เร็วเข้า!”จวนรา
“ฮะ ฮูหยิน” แม่นางหวังหน้าซีดเผือด รีบคุกเข่าลง “พวกบ่าว... พวกบ่าวแค่เอาน้ำแกงมาถวาย”หนิงอันเดินอุ้ยอ้ายเข้ามาในห้อง สายตาของนางจ้องมองถ้วยน้ำแกงสลับกับสตรีสองนางด้วยความรังเกียจ“เอาน้ำแกงมาถวาย หรือเอาตัวมาถวายกันแน่?”นางเดินมาหยุดอยู่ข้างโต๊ะทำงาน มู่หรงเจวี๋ยรีบลุกขึ้นประคองภรรยาทันที“ทำไมไม่นอน?” เขาถามเสียงอ่อนโยน “ดึกแล้วน้ำค้างแรง เดี๋ยวจะไม่สบาย”“ข้าจะนอนหลับได้อย่างไร” หนิงอันปรายตามองสามี “ในเมื่อมีแมลงวันบินว่อนอยู่รอบจวน คอยจ้องจะตอมอาหารของข้า”มู่หรงเจวี๋ยหัวเราะในลำคอ “ข้าไม่ได้เชิญพวกมันเข้ามานะ”“ข้ารู้” หนิงอันหันกลับไปจ้องแม่นางทั้งสอง “ใครใช้ให้พวกเจ้าเข้ามาในเรือนใหญ่? ข้าสั่งแล้วใช่ไหมว่าห้ามเหยียบย่างเข้ามาที่นี่!”“พวกบ่าว... พวกบ่าวเห็นใจท่านราชครู” แม่นางหวังใจกล้าเถียง “ฮูหยินตั้งครรภ์ ปรนนิบัติสามีไม่ได้ บุรุษย่อมมีความต้องการ ฮูหยินจะใจแคบเก็บท่านราชครูไว้คนเดียวหรือเจ้าคะ? นี่มันผิดธรรมเนียม”เพียะ!ฝ่ามือของหนิงอันฟาดลงบนใบหน้าแม่นางหวังอย่างแรงจนหน้าหัน เลือดซึมที่มุมปาก“ใจแคบงั้นรึ?” หนิงอันแค่นหัวเราะ “ข้าไม่ได้ใจแคบ แต่ข้า ‘หวง’ เข้าใจหรือไม่!