Partager

โลกใบใหม่ 3

last update Date de publication: 2024-12-25 19:15:53

อาณาจักรหลิวเฟิง แผ่นดินนี้ไม่ใช่ดินแดนที่หลี่หลิงเฟิ่งรู้จัก ที่นี่ไม่เคยปรากฎขึ้นในหน้าประวัติศาสตร์มาก่อน ถูกครอบครองด้วยผู้ฝึกพลังยุทธ์

อาณาจักรหลิวเฟิงแบ่งออกเป็นสี่แคว้นใหญ่ แคว้นตงเยว่ แคว้นจวิน แคว้นหลิวอวิ๋น และแคว้นเหลียน แต่ละแคว้นมีเมืองในเขตปกครองที่ยอมสวามิภักดิ์ต่อแคว้นใหญ่อีกแปดเมือง โดยชื่อเมืองจะตั้งตามจวนตระกูลของเจ้าเมือง ซึ่งตระกูลหลี่เป็นตระกูลเจ้าเมืองหลี่และยังเป็นเมืองในปกครองของแคว้นหลิวอวิ๋น แผ่นดินของอาณาจักรหลิวเฟิงมีรูปลักษณ์เป็นวงกลม ตำแหน่งเขตแดนทั้งสี่แคว้นจะกั้นด้วยป่าที่เต็มไปด้วยสัตว์อสูรดุร้าย ใจกลางอาณาจักรปกคลุมไปด้วยป่าทมิฬกาลและมีเทือกเขาลับแลที่เต็มไปด้วยสัตว์อสูรหายากและอันตราย เทือกเขาแห่งนี้ยังไม่เคยมีผู้ใดเหยียบย่างเข้าไปแล้วได้ออกมาเลยสักคน ล้วนแต่สังเวยชีวิตที่ป่าแห่งนั้นทั้งสิ้น

ยามลืมตาตื่นขึ้นมาในโลกแห่งใหม่ครั้งแรกหลี่หลิงเฟิ่งอยู่ในจวนเจ้าเมือง เพียงแต่เช้าวันรุ่งขึ้นหลี่หลิงเฟิ่งถูกฮูหยินใหญ่ขับไล่ออกมาจากจวนให้มาอยู่ที่หมู่บ้านเล็กๆ ทางฝั่งตะวันออกใกล้กับป่าอัศดงซึ่งคั่นอยู่ระหว่างกลางแคว้นหลิวอวิ๋นและแคว้นจวิน เล่าลือกันว่าป่าแห่งนี้มีสัตว์อสูรขั้นสูงอาศัยอยู่ หลายพันปีมานี้จึงไม่มีใครย่างกลายเข้าไปในเขตหวงห้ามแห่งนั้น เห็นได้ชัดว่าฮูหยินใหญ่คงอยากให้นางตายเร็วขึ้น นางจำได้ว่าคืนนั้นฝนตกหนักทั้งคืนราวกับฟ้ารั่ว เด็กสาวอายุสิบสองปีถูกเนรเทศออกมาท่ามกลางฝนที่ตกกระหน่ำ ถูกกล่าวหาว่าสังหารมารดาตัวเอง ฝนตกหนักสามวันสามคืน ร่างกายที่เดิมอ่อนแออยู่แล้ว ขาข้างหนึ่งเหยียบย่างเข้าสู่ปรโลก นางล้มป่วยอยู่บนเตียงราวครึ่งปี

หลี่หลิงเฟิ่งมาอยู่โลกนี้สามปีแล้ว ช่างบังเอิญว่านางมีชื่อเดียวกันกับเจ้าของร่างเดิม แตกต่างก็ตรงคำว่าหลิง*เท่านั้น บิดาที่รักบุตรคนใดจะตั้งชื่อให้ลูกสาวตัวเองไร้ค่าเช่นนี้

บิดาของนางคือหลี่จ้ง เจ้าเมืองตระกูลหลี่ทั้งยังมีศักดิ์เป็นน้องชายของเสนาบดีแห่งแคว้นหลิ๋วอวิ๋นอีกด้วย มารดาที่จบชีวิตตัวเองของนางนั้นคือชิงหลัว เป็นอนุภรรยาลำดับที่สามที่หลี่จ้งซื้อตัวมาจากหอนางโลม ส่วนนางคือคุณหนูห้าผู้ไร้พลังยุทธ์เป็นตัวโง่เขลาประจำตระกูลหลี่

ณ อาณาจักรหลิวเฟิงแห่งนี้ เด็กทุกคนที่มีพรสวรรค์สามารถฝึกพลังยุทธ์ได้ ตอนกำเนิดจะมีปรากฏการณ์แสดงถึงพื้นฐานของพลังที่แข็งแกร่งแตกต่างกันไป ทว่าคุณหนูห้านั้นกลับสงบนิ่งมีเพียงแสงสีขาววาบผ่านเท่านั้น พออายุสามขวบปีเด็กทุกคนจะต้องเข้ารับการทดสอบพลัง เพื่อกำหนดชะตากรรมของชีวิตและวิถีการฝึกฝนที่ถูกต้อง ในวันนั้นเองที่ทุกคนทั่วแคว้นล้วนรับรู้ว่านางเป็น ตัวไร้ค่า ที่ไม่มีพรสวรรค์สักอย่าง! และเป็นการขีดเขียนจุดเริ่มต้นโศกอนาฏกรรมของชีวิตที่บัดซบของนาง

ในดินแดนแห่งนี้มีการจัดลำดับขั้นพลังยุทธ์ไว้อย่างชัดเจน เพื่อประเมินระดับความแข็งแกร่งของแต่ละคน อันได้แก่ ขั้นกำเนิดใหม่ ขั้นหลอมรวม ขั้นนิลกาญจณ์ ขั้นพิภพ ขั้นนภา ขั้นปราชน์ และขั้นราชันย์ ในแต่ละลำดับยังจัดระดับพลังความแข็งแกร่งของร่ายกายไว้เช่นกัน คือ ระดับต่ำ ระดับกลาง และระดับสูง

นอกจากนี้ยังมีพลังธาตุที่ช่วยเสริมความแข็งแกร่งของผู้ฝึกยุทธ์ ลำดับพลังธาตุที่แข็งแกร่งที่สุด คือ ธาตุน้ำแข็ง รองลงมาคือธาตุพลังทั่วไป ธาตุไฟ ธาตุน้ำ ธาตุดิน และธาตุลม สีของพลังยุทธ์จะสามารถระบุธาตุของผู้ฝึกยุทธ์ได้เป็นอย่างดี เช่นพลังยุทธ์สีแดงคือผู้ฝึกยุทธ์ธาตุไฟ แต่พลังของหลี่หลิงเฟิ่งคือสีขาวที่ไม่เคยปรากฏขึ้นมาก่อนในดินแดนแห่งนี้ ผู้คนจึงจัดให้นางอยู่ในลำดับผู้ไร้พลังยุทธ์

หลี่หลิงเฟิ่งคลึงขมับอย่างเหนื่อยอ่อน ขณะจัดการกับข้อมูลในหัวที่นางได้ศึกษามาเป็นเวลาสามปี “จากที่ข้าสังเกต พลังยุทธ์ยิ่งแข็งแกร่งก็ยิ่งสามารถควมคุมสัตว์อสูรได้ง่ายขึ้น ยามต่อสู้กับศัตรู ยิ่งสัตว์อสูรแข็งแกร่ง อานุภาพยิ่งไม่ต้องพูดถึง สัตว์อสูรทั่วไปนั้นหาง่าย เข้าไปจับเอาในป่าก็ได้มาแล้ว ทว่าผู้ควบคุมสัตว์อสูรนี่สิถึงจะเป็นได้ยากยิ่ง”

“น่าเสียดายที่ร่างนี้ฝึกพลังยุทธ์ไม่ได้ ต่อให้วางแผนมาดีแค่ไหน อยู่ใกล้ป่าอสูรนี่มากเท่าไหร่ ข้าก็เข้าไปจับพวกมันออกมาไม่ได้อยู่ดี นี่พระเจ้าเล่นตลกอะไรกัน ส่งข้ามาที่แห่งนี้แต่ทำไมไม่มีสกิลอะไรติดตัวมาบ้างเลย” ใช่ว่าเจ้าของร่างเดิมจะไม่เคยฝึกพลังยุทธ์เลย แต่ทุกครั้งที่ฝึกจะต้องเจ็บปวดที่จุดตันเถียนเสมอ ราวกับว่ามีสิ่งขวางกั้นไม่ให้พลังกายภายในเล็ดลอดออกมา

วันนั้นที่นางไม่ขัดขืนการจัดการของฮูหยินใหญ่เป็นเพราะนางกำลังสับสนกับสภาพแวดล้อมที่แปลกตา แต่นอกเหนือจากนั้นนางต้องการเวลาที่จะศึกษาดินแดนแห่งใหม่ และอาจเป็นเพราะโชคดีที่สถานที่แห่งนี้ใกล้กับป่าอัศดงที่เต็มไปด้วยสัตว์อสูรดุร้าย

ไม่แปลกใจเลยที่นางเป็นที่รังเกียจของทุกคน บิดาไม่แยแสความเป็นอยู่ของนาง ทุกคนค่อยๆ ลืมเลือนไม่สนใจว่านางจะมีชีวิตอยู่หรือไม่ มารดาเก็บตัวเงียบอยู่แต่ในเรือน ไม่เป็นที่โปรดปรานอีกต่อไป สุดท้ายก็คลุ้มคลั่งปลิดชีพตัวเองและบุตรสาวอย่างน่าเวทนา

คุณหนูห้าผู้น่าสงสารที่นางบังเอิญเก็บชีวิตมาแทนนี้ เมื่อก่อนจะเป็นคนไม่มีค่าอย่างไรก็ตาม แต่เมื่อนางได้รับโอกาสให้มีชีวิตใหม่อีกครั้ง จะเลวร้ายแค่ไหนคนอย่างนางก็ไม่มีวันยอมแพ้เป็นแน่

รอยยิ้มร้ายกาจพาดผ่านแววตา ชาติก่อนนางเคยฝึกฝนอย่างหนัก ตั้งแต่จำความได้ครอบครัวของนางก็ส่งนางไปให้กับรัฐบาลแล้ว ต่อให้ชาตินี้นางไม่มีพรสวรรค์ก็ต้องสร้างให้มันมีให้ได้! ใครกล่าวกันว่าต้องเป็นแค่ผู้มีพรสวรรค์เท่านั้นที่จะสามารถฝึกพลังยุทธ์ได้ สักวันนางจะต้องแข็งแกร่งขึ้น ตอนทะลุมิติเข้ามาวันแรก นางยังจำความรู้สึกที่ถูกทารุณกรรมนั้นได้ทุกอย่าง ต่อให้นางไม่มีความผูกพันกับเจ้าของร่างเดิม แต่นางก็เป็นคนรู้คุณคน ความเจ็บแค้นทุกอย่างนางจะช่วยชำระให้เอง

ทุกเย็นนางจะเดินแถวๆ ชายป่าอัสดงเผื่อสักวันจะได้เจอสัตว์อสูร พลางสำรวจพื้นที่รอบนอกปากทางเข้าป่าไปพลางๆ

หลี่หลิงเฟิ่งก้มหน้าถอนหายใจแผ่วเบาอย่างปลงตก นางมาอยู่ที่นี่ก็หลายปีแต่ไม่มีความคืบหน้าบ้างเลย ปรับตัวเข้ากับโลกแห่งใหม่ได้สมบูรณ์แล้วแต่นางยังไม่มีหนทางฝึกพลังยุทธ์ให้แข็งแกร่งขึ้นได้ยังไง อย่าว่าแต่ให้นางฝึกเลย เห็นทีเจ้าของร่างเดิมคงอาศัยครูพักลักจำมาแอบฝึกอย่างมั่วๆ สุดท้ายก็คว้าน้ำเหลวไม่ต่างอะไรกับลงทุนไปก็สูญเปล่า ไม่ได้กำไรตอบแทน ซ้ำยังต้องเจ็บตัวหรอกหรือ

ตูม!

เสียงกึกก้องที่ดังแว่วมาแต่ไกล หลี่หลิงเฟิ่งออกจากโหมดความคิด เงยหน้าขึ้นทอดสายตาไปในป่าทึบ แววตาฉายแววครุ่นคิด พลันเบิกตากว้าง แสงสีขาวนั่น!

แสงสีขาวพุ่งวาบผ่านสายตานางไป ไม่ทันได้ฉุกคิดสองเท้าก็วิ่งตามแสงนั่นไปทันที แสงนั่นช่างคล้ายกับแสงที่นางเห็นก่อนลาโลกในชาติก่อนมาก ไม่ได้การ ขืนวิ่งช้ากว่านี้ต้องไม่ทันแน่

แต่ต่อให้หลี่หลิงเฟิ่งวิ่งเร็วแค่ไหนก็ยังไม่ทันอยู่ดี สุดท้ายแสงนั่นก็หายไปจากสายตานาง

หลี่หลิงเฟิ่งยืนหอบหายใจ มองทิวทัศน์รอบด้าน ป่าอัศดงเป็นที่เล่าลือกันว่ากว้างใหญ่ไพศาลเป็นอันดับสองของแผ่นดินนี้ พื้นที่สลับซับซ้อน และเต็มไปด้วยสมุนไพรมากมาย

ทว่า นางมองไม่เห็นสิ่งใดนอกจากต้นไม้เก่าแก่สูงเสียดฟ้าเหล่านี้ เสียงสิงสาราสัตว์ตัวเล็กตัวใหญ่แข่งกันร้องลั่นผืนป่า หลี่หลิงเฟิ่งเบะปาก อย่างไรก็ตาม คำเล่าลือมักกล่าวเกินจริงเสมอ

ทว่าตอนนั้นเอง จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงร้องแหลมของนกกรีดร้องเข้ามาใกล้ เปลวไฟร้อนระอุพ่นตรงมาที่หลี่หลิงเฟิ่ง ทำเอานางร้อนราวกับถูกไฟแผดเผาทั้งตัว ยามนี้สัตว์ตัวอื่นๆ ในละแวกใกล้เคียงต่างออกวิ่งกันคนละทิศคนละทาง หนีตายด้วยกลัวพลังอันน่าเกรงขามนี้ พากันกรีดร้องเสียงดังระงม

นี่มันนกประหลาดอะไร พ่นไฟได้ หญิงสาวอดพึมพำออกมาอย่างเสียไม่ได้

“สัตว์อสูร พ่นไฟได้ นก วิหคเพลิง!” ดวงตาของนางเหลือกขึ้นอย่างไม่อยากเชื่อสายตา “แย่แล้ว!” นี่ข้าไปทำอะไรให้พระเจ้าองค์ไหนโกรธหรือนี่ ถึงได้ซวยขนาดนี้

ก่อนที่วิหคเพลิงจะโฉบลงมาถึงตัวนางนั้น ไฟที่พ่นออกมาอย่างน่าหวาดผวาทำให้หัวใจของนางเต้นระรัว ความหวาดกลัวฉายชัดออกมาในแววตา ส่งผลให้สมองของนางไม่ทำงาน สัญชาตญาณการเอาตัวรอดจึงสั่งให้สองขาวิ่งหนีในทันที

เสียงกรีดร้องของวิหคเพลิงไล่มาตามหลัง เสียงนั้นเข้ามาใกล้นางเรื่อยๆ หลี่หลิงเฟิ่งเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้น นี่คงเป็นการวิ่งที่เร็วที่สุดในชีวิตของนางแล้ว ในใจนางหดหู่ยิ่งนัก ความเร็วของเท้าไหนเลยจะสู้ปีกบิน สักพักคงโดนตามทันแน่

ไม่ได้! ต้องคิดหาทางสลัดมันออกไปก่อน แต่จะทำอย่างไรดี

มันไล่ตามหลังหญิงสาวอยู่ข้างหลังไปทั่วทุกทิศ ต้องยอมรับว่าการกระเสือกกระสนอยากมีชีวิตอยู่ของนางทำให้ความเร็วของฝีเท้านางตอนนี้ราวกับเหาะได้

เจ้าวิหคเพลิงไล่ตามหญิงสาวอยู่นานยังไม่มีวี่แววจะถึงตัวนางสักที ก็เริ่มหงุดหงิด มันกระพือปีกขึ้นลงด้วยความไม่พอใจที่จับมนุษย์ตัวเล็กๆ นี้ไม่ได้

แรงลมจากการกระพือปีกของมันสั่งผลให้หลี่หลิงเฟิ่งตัวลอยไปกระแทกกับต้นไม้ใหญ่ด้านข้าง หลังของนางกระทบกับลำต้นไม้อย่างแรง หลี่หลิงเฟิ่งรู้สึกราวกับกระดูกแผ่นหลังแหลกละเอียด หน้าอกเหมือนถูกของหนักๆ ทุ่มใส่ รู้สึกอึดอัดจนหายใจไม่ออก มือข้างหนึ่งยันพื้น อีกข้างกุมหน้าอก ลำคอของนางฝืดเฝื่อน เลือดสดๆ ทะลักออกจากปากโดยไม่รู้ตัว

“อึก”

วิหคเพลิงไล่ตามมาอยู่เบื้องหน้านาง สีหน้าของหญิงสาวเปลี่ยนไปทันที ฝืนทรงตัวให้มั่น หันหลังออกวิ่งด้วยแรงเฮือกสุดท้ายที่เหลืออยู่

หลี่หลิงเฟิ่งพลันท้อแท้ เสียแรงที่บำรุงร่างกายนี้มานานปี ร่างกายก็ยังอ่อนแอเหมือนเดิม โดนโจมตีครั้งเดียวก็เกือบตายแล้ว

นางพยายามวิ่งสุดกำลัง แต่ก็รู้สึกว่าช่างไร้ประโยชน์นัก ไม่นานเจ้าวิหคเพลิงก็ตามนางทัน

หญิงสาวหยุดวิ่งหันหน้ากลับไปมองมัน พลันเห็นแววตาสนุกสนานที่มันสามารถต้อนเหยื่อให้หมดทางหนี หลี่หลิงเฟิ่งจ้องมองมันอย่างหงุดหงิด แต่ในใจกลับหนาวยะเยือก เม็ดเหงื่อผุดขึ้นเต็มใบหน้า นางพยายามคิดหาทางหนีสุดกำลัง แต่ดูเหมือนจะเกินกำลังของนางในตอนนี้

ขณะจ้องตากันอยู่นั้น เท้าของหญิงสาวค่อยๆ ขยับไปทางด้านข้างทีละนิด ก่อนหน้าที่นางจะหยุดวิ่งสายตาเหลือบเห็นหน้าผาสูงชันอยู่ด้านข้าง ด้านหน้ารายล้อมไปด้วยต้นไม้ใหญ่ หลี่หลิงเฟิ่งปราดตามองตัวช่วยที่จะทำให้นางรอดชีวิตอย่างรวดเร็ว

ย่อมเป็นเช่นนั้น! พระเจ้าย่อมไม่ทอดทิ้งนาง สวรรค์ยังคงยืนอยู่ข้างนาง

หัวใจของนางเต็มตื้นด้วยความดีใจ นางมีทางรอดแล้ว ไม่รอช้า นางวิ่งไปคว้าเถาวัลย์ที่ห้อยลงมาข้างต้นไม้อย่างชำนาญ นางใช้มือเท้ายันตัวเองโหนกลางอากาศไปอย่างว่องไว

แต่เหมือนนางจะลืมบางอย่างไป

ฟู่…

โดยไม่คาดคิดเถาวัลย์แห่งความหวังสุดท้าย พังทลายลงเพราะถูกเผาใหม้จากไฟที่พ่นออกมาจากปากของวิหคเพลิง

บัดซบ!

หลี่หลิงเฟิ่งเงยหน้ามองขึ้นไป พลันเห็นเงาสีดำพุ่งเข้ามาจู่โจมด้วยความเร็วที่ไม่อาจมองเห็นรูปร่างชัดเจนได้ นางหัวเราะเย้ยหยันให้กับความอ่อนแอและไร้ความสามารถของตนเอง หลับตาลงอย่างยอมรับชะตากรรม อย่างไรข้าคงไม่อาจมีชีวิตรอดได้อีกแล้ว เสียดายก็แต่ด่วนจากไปขณะที่ยังไม่ได้วางแผนครองแผ่นดินนี้เลย

ฉึก!

‘อา เจ็บจังเลย’

ความเจ็บปวดรุนแรงพุ่งเข้าสู่หน้าอกซ้าย กรงเล็บเท้าของเจ้าวิหคเพลิงจิกลงมาราวกับกระบี่คมที่แทงทะลุร่างของนาง เจ็บปวดจนร้องไม่ออก สติของนางค่อยๆ ดับวูบ จมดิ่งลงไปเบื้องล่างหุบเหวลึกหมื่นจั้ง

ชั่วขณที่หลี่หลิงเฟิ่งกำลังจะหมดสติไปนั้นเอง นางราวกับได้ยินเสียงกรีดร้องโหยหวนอย่างทรมานของวิหคเพลิงดังสะเทือนเลื่อนลั่นก้องไปทั่วผืนป่า รู้สึกถึงพลังอันน่ากลัวบางอย่างพุ่งออกมาจากอกของนางอย่างต่อเนื่อง

สักพักพลันเปลี่ยนเป็นกระแสความเย็นสายหนึ่งห่อหุ้มตัวนางเอาไว้ เย็นสบายเหมือนสายลมยามวสันต์ ความเจ็บปวดตรงหน้าอกไม่รุนแรงเหมือนตอนแรกอีกต่อไป พลังอันกล้าแกร่งส่งผลให้หลี่หลิงเฟิ่งถึงพื้นเบื้องล่างอย่างปลอดภัยก่อนที่มันจะค่อยๆ หายวับไป

*หลิง คือ 玲 เสียงก้องกังวานคล้ายเสียงเคาะหยก แทนความน่ารัก น่าเอ็นดู ส่วน 零 ความหมายคือศูนย์ ไม่มีค่า

Continuez à lire ce livre gratuitement
Scanner le code pour télécharger l'application

Dernier chapitre

  • ชายาอสรพิษ   มหาคัมภีร์สวรรค์เก้าชั้นฟ้า กลับแคว้น

    หลี่หลิงเฟิ่งเปิดคัมภีร์ในมือออกอย่างระมัดระวัง เพียงเห็นอักษรบรรทัดแรก รูม่านตาของนางก็หดตัว“มหาคัมภีร์สวรรค์เก้าชั้นฟ้า… ครึ่งหลัง?”ลมหายใจของนางถี่กระชั้น สมองว่างเปล่าอยู่หลายอึดใจ ราวกับถูกสายฟ้าฟาดเข้าเต็มๆ คลื่นยักษ์ก็ระเบิดขึ้นในใจไม่หยุดหย่อน‘ครึ่งหลัง!?’‘นี่คือครึ่งหลังจริงๆ!’หลี่หลิงเฟิ่งกรีดร้อง นางได้มหาคัมภีร์สวรรค์เก้าชั้นฟ้ามาครึ่งหนึ่ง ฝึกจนแตกฉาน ตอนแรกคิดว่าทั้งชาติอาจหาอีกครึ่งไม่เจอ ใครจะคิดวันนี้ นางกลับพบอีกครึ่งหนึ่งในหอคัมภีร์ของตำหนักธิดาสวรรค์!หลี่หลิงเฟิ่งสูดลมหายใจลึก พยายามกดความตื่นเต้นเอาไว้ ก่อนรีบเปิดอ่านอย่างรวดเร็ว ยิ่งอ่าน แววตายิ่งสว่างขึ้นไม่ผิดแน่ทั้งแนวทาง กลิ่นอายของคัมภีร์ รวมถึงอักขระโบราณ ล้วนเชื่อมต่อกับครึ่งแรกอย่างสมบูรณ์แบบ จิ๊กซอว์ที่แตกหักมานาน ในที่สุดก็กลับมาสมบูรณ์อีกครั้งมุมปากของหลี่หลิงเฟิ่งกระตุกขึ้นอย่างห้ามไม่อยู่ หากมิใช่ยังมีคนรออยู่ด้านนอก นางเกรงว่าตนคงหัวเราะออกมาแล้วจริงๆนางจึงเก็บคัมภีร์ลงอย่างแนบเนียน ก่อนเริ่มเดินดูเคล็ดวิชาอื่นต่อน่าเสียดาย…แม้เคล็ดวิชาในชั้นนี้จะล้วนเป็นสมบัติสะเทือนโลก กระนั้นไม่มีวิชา

  • ชายาอสรพิษ   ทางรอดเดียว 2

    อวิ๋นหลิ่วมองเงาร่างของหลี่หลิงเฟิ่งที่ค่อยๆ ก้าวลึกเข้าไปในหอคัมภีร์ชั้นสูงสุด แววตาพลันซับซ้อนขึ้นหลายส่วนประตูหินโบราณปิดลง เสียงครืนต่ำหนักดังสะท้อนภายในตำหนัก ตัดขาดกลิ่นอายภายนอกโดยสมบูรณ์ภายในศาลาจึงเหลือเพียงอาจารย์และศิษย์สองคน สายลมยามราตรีพัดผ่านม่านโปร่ง เปลวตะเกียงส่ายไหว เงาของคนทั้งสองทอดยาวอยู่บนพื้นหินสีขาวผ่านไปพักใหญ่ อวิ๋นหลิ่วจึงเม้มริมฝีปาก ก่อนเอ่ยเสียงเบา“อาจารย์ เหตุใดท่านต้องทำถึงเพียงนี้ด้วย” ถึงขั้นยอมเปิดหอคัมภีร์ชั้นสูงสุดให้อีกฝ่ายปุโรหิตชุดขาวเพียงยิ้มบาง ดวงตาอ่อนโยนดังสายน้ำ ทว่าเบื้องลึกกลับซ่อนความอิดโรยที่ปกปิดไม่มิด“ศิษย์เอ๋ย ตำหนักธิดาสวรรค์ในวันนี้ ไม่เหมือนวันวานแล้ว” น้ำเสียงของเขาแผ่วเบา คล้ายลอยมากับสายลม“เหล่าอาวุโสพวกนั้น ในหัวมีเพียงผลประโยชน์กับการช่วงชิงอำนาจ พวกเขาลืมเจตนารมณ์ดั้งเดิมของตำหนักไปหมดสิ้น”อวิ๋นหลิ่วเงียบลง รู้ดีว่าอาจารย์ไม่ได้กล่าวเกินจริงหลายปีมานี้ ภายนอกตำหนักดูสงบเยือกเย็นดุจแดนเซียน ทว่ากระแสน้

  • ชายาอสรพิษ   ทางรอดเดียว 1

    “ในยุคนั้น สำนักไร้ขอบยังคงเป็นมหาอำนาจอันดับหนึ่งแห่งแดนไร้ขอบ”ปุโรหิตชุดขาวเอ่ยเนิบช้า น้ำเสียงเรียบเฉย หากกลับให้ความรู้สึกราวแบกกาลเวลาหลายพันปีเอาไว้เบื้องหลัง“เจ้าสำนักในเวลานั้นมีนามว่า เฮ่อจื่อชิว”เพียงชื่อเดียวหลุดออกมา หลี่หลิงเฟิ่งก็ชะงักชื่อนี้ นางเคยได้ยินมาก่อนครั้งก่อนเผชิญหน้ากับกลุ่มมือสังหาร คนพวกนั้นเคยเอ่ยถึงบุคคลผู้นี้ด้วยสีหน้าเกรงกลัวปนคลุ้มคลั่ง ตอนนั้นนางไม่รู้จัก ดูไปแล้วสงสัยมีส่วนคล้ายบิดาไม่ทางใดก็ทางหนึ่งกระทั่งวันนี้ ปุโรหิตทอดสายตามองออกไปไกล ราวกับมองผ่านม่านหมอกแห่งกาลเวลาอันเลือนราง“เฮ่อจื่อชิวคือผู้แข็งแกร่งที่สุดแห่งยุค และก็เป็นสหายร่วมตายของข้า”ภายในศาลาเงียบลงโดยไม่รู้ตัว อวิ๋นหลิ่วก็ไม่กล้าเอ่ยแทรกแม้แต่คำเดียว“ห้าพันปีก่อน เขตจิตลวงเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ มีบางสิ่งตื่นขึ้นจากส่วนลึก มันมิใช่มารทั่วไป หากแต่เป็นสิ่งโสมมจากนอกฟ้าดิน”ทันทีที่คำว่า “นอกฟ้าดิน” หลุดออกมา บรรยากาศทั้งห้องพลัน

  • ชายาอสรพิษ   เยือนตำหนักธิดาสวรรค์

    ทั้งคู่นั่งวิหคหงส์เพลิงบินกลับหอสิบทิศ บรรยากาศหวานชื่น ส่วนหลี่หลิงเฟิ่งกลอกตาในใจ หมอนี่พอเนื้อเข้าปากแล้วไม่ยอมคายเลยนะโม่จื่อหลิงก็เอ่ยขึ้นอีกครั้ง“ออกจากเมืองหลักเถอะ”หลี่หลิงเฟิ่งเลิกคิ้ว “รีบขนาดนั้น?”“อืม” เขาพยักหน้า “ข้าถอนกำลังหลักของหอสิบทิศออกไปเกือบหมดแล้ว ธุระทางนี้เสร็จสิ้นแล้วเช่นกัน”หลี่หลิงเฟิ่งได้ยินแล้วก็เข้าใจ ดูเหมือนแม้แต่โม่จื่อหลิงเอง ก็ไม่คิดอยู่ท่ามกลางกระแสน้ำวนครั้งนี้ต่อ โม่จื่อหลิงมองนาง กล่าวด้วยรอยยิ้ม“เทพเซียนทะเลาะกัน ปุถุชนอย่างพวกเราควรหนีให้ไกลที่สุด”หลี่หลิงเฟิ่งหัวเราะออกมาในทันที หากคำพูดนี้ออกจากปากคนอื่น นางคงเชื่ออยู่บ้างแต่พอออกจากปากคนผู้นี้ ไม่ว่าอย่างไรนางก็รู้สึกว่า “ปุถุชน” ที่เขาพูดถึง ค่อนข้างไม่มีความจริงใจเท่าใดนัก โม่จื่อหลิงเห็นนางหัวเราะ มุมปากก็ยกขึ้นจางๆ เช่นกันจากนั้นจึงกล่าวต่อ“นางมารน้อย ฟ้ากำลังจะเปลี่ยนแล้ว พวกเรากลับบ้านกันสักระยะดีไหม”

  • ชายาอสรพิษ   โม่จื่อหลิงมาแล้ว

    ยิ่งเข้าใกล้เขตกำเนิดหัวใจแห่งแดนศักดิ์สิทธิ์ หมอกมรณะโดยรอบก็ยิ่งบางเบาลงเรื่อยๆ แต่แรงกดดันไม่ลดทอนลงเลยณ กลางท้องนภา เหล่าเฒ่าประหลาดต่อสู้กันเป็นวงกว้าง พื้นละแวกใกล้เคียงเสียหายรุนแรง“ถึงแล้ว” ธิดาเทพผละตัวจากไปโดยไม่แม้แต่กล่าวคำลาหลี่หลิงเฟิ่งสองคนถูกการต่อสู้ของยอดฝีมือดึงดูดสายตาเช่นกัน“ส่งหัวใจแห่งแดนศักดิ์สิทธิ์มา”“สารเลว ยังคิดหนีอีกหรือ”“ระวังตัว บุคคลลึกลับผู้นี้มิใช่คนธรรมดา”เสียงตะโกนดังระงมทั่วผืนฟ้าหลี่หลิงเฟิ่งมองบุรุษที่ถูกรุมยำแล้วถึงกับเลิกคิ้วแปลกใจถึงกับเป็นเขาอีกฝ่ายแปลงโฉมไม่เหลือเค้าเดิม เนื้อด้วยนางมีถิงถิง วิชาอำพรางเหล่านี้ไร้ความหมาย มองทะลุได้หมดหลี่หลิงเฟิ่งละสายตา ถามหลี่เจี้ยน“พี่ชายท่าน ตอนนี้แข็งแกร่งระดับใดแล้ว”หลี่เจี้ยนฉงน จากนั้นความยินดีแล่นริ้วเต็มหน้า นางเอ่ยถามถึงหลี่เฟยหยาง หรือว่าในใจยังมีพวกเขาอยู่ ไม่ได้ไร้เยื่อใยอย่างที่แสดงออกสีหน้าของเขาอ่อนลงไม่น้อย “ข้าเองก็ไม่แน

  • ชายาอสรพิษ   คำเตือนของธิดาเทพ

    เมื่อเห็นว่าเป็นเขา หลี่หลิงเฟิ่งก็เบนสายตาไปอีกทาง หมุนตัวเตรียมไปจากตรงนี้ไม่ทันจะหนี หลี่เจี้ยนขัดจังหวะขึ้นมาก่อน “น้อง...หลี่หลิงเฟิ่ง ช่วงนี้แดนศักดิ์สิทธิ์แปลกๆ ผู้ฝึกยุทธ์อยู่ๆ ก็คลั่งขึ้นมา สังหารกันเป็นผักปลา ร่วมทางกันเถอะ อย่างน้อยก็อุ่นใจกว่า”หลี่หลิงเฟิ่งมองเขาแวบหนึ่ง มองจนหลี่เจี้ยนอึดอัด แววตาเฉยเมยยากจะอ่านความคิด ผ่านไปครู่หนึ่งก็เห็นนางพยักหน้า เขาจึงถอนใจออกมา“เอาสิ” พูดจบก็เดินนำไปข้างหน้า หลี่เจี้ยนมองแผ่นหลังของนาง ก่อนตามไปเงียบๆระหว่างทางไม่มีเสียงพูดคุย บรรยากาศวังเวงอย่างประหลาด เสี่ยวจูจูและเสี่ยวไป๋มองซ้ายทีขวาที ชวนอึดอัดจนมันไม่กล้าร้องสุ่มสี่สุ่มห้าพักใหญ่ หลี่เจี้ยนเริ่มทนไม่ไหว กำมือแน่นอยู่หลายครั้ง ก่อนเอ่ยเสียงแหบพร่า “เรื่องปีนั้นในจวนหลี่ ข้า...”เปิดปากสองสามก็พูดต่อไม่ออก คำพูดมันติดอยู่ในลำคอ เขาเดิมคิดไว้มากมายคิดจะอธิบายเรื่องในอดีต อยากเล่าความรู้สึกในช่วงหลายปีมานี้ แต่พอมองหลี่หลิงเฟิ่งแล้วก็ได้แต่หุบปากคำพูดนับพันรวมไว้เพีย

  • ชายาอสรพิษ   ร่องรอยในอดีต

    หลี่หลิงเฟิ่งนอนขดอยู่บนเตียง มือขวากำกำไลบนข้อมือซ้ายแน่นโดยไม่รู้ตัว กำไลวงนั้นเรืองแสงสีแดงผสมสีขาวซึมซาบเข้าสู่ร่างกายของนาง หญิงสาวหอบหายใจแรง เหงื่อผุดพลายเต็มใบหน้า สีหน้าเปลี่ยนเกือบทุกวินาที บ้างหัวเราะ บ้างร้องไห้ บ้างโกรธเคือง เป็นแบบนี้อยู่หนึ่งชั่วยามก่อนจะรู้สึกตัวอีกค

    last updateDernière mise à jour : 2026-03-20
  • ชายาอสรพิษ   เหนือการควบคุม

    ภายในคุกใต้ดินของสำนักแพทย์โอสถแฝงไปด้วยบรรยากาศอันน่ากลัว เสียงน้ำหยดจากผนังดังเป็นจังหวะในความเงียบสงัด ร่องรอยความมืดเกือบจะครอบคลุมทุกพื้นที่ มีเพียงเงาของคนกลุ่มหนึ่งที่เคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วในเงามืดนั่นคือกลุ่มของหลี่หลิงเฟิ่ง ซึ่งกำลังเดินเข้าไปยังห้องขังที่กักขังผู้อาวุโสสาม

    last updateDernière mise à jour : 2026-03-20
  • ชายาอสรพิษ   ทุกการทรยศมักเจ็บปวด

    “เจ้าโกหก!” ถงหนิงซีตะโกน มองหน้าหลี่หลิงเฟิ่งเขม็งหลี่หลิงเฟิ่งเลิกคิ้ว หัวเราะทีหนึ่ง เป่าน้ำชาร้อนในถ้วย ไม่สนใจถงหนิงซีอีกต่อไปนางไม่อยากคุยกับคนสมองหมู“บัดซบ! เป็นเจ้านั่นล่ะไม่ยอมรับความจริง” หรงอู่คำรามอย่างเหลืออด “ผู้อาว

    last updateDernière mise à jour : 2026-03-20
  • ชายาอสรพิษ   หอซุนเซียง

    “แม่นางน้อยหากไม่สบายก็ไปหาหมอ อยากจับโจรก็ไปที่ว่าการ ที่แห่งนี้ไม่ต้อนรับสาวน้อยที่ยังไม่ออกเรือนหรอกนะ” สาวงามหน้าประตูสองสามนางรายล้อมสามนายบ่าว หัวเราะคิกคักอย่างสนุกสนาน“ดูท่าหลายปีมานี้กิจการของหอซุนเซียงไม่เลวเลย” ทั้งสามชะเง้อคอดูความคึกคักด้

    last updateDernière mise à jour : 2026-03-20
Plus de chapitres
Découvrez et lisez de bons romans gratuitement
Accédez gratuitement à un grand nombre de bons romans sur GoodNovel. Téléchargez les livres que vous aimez et lisez où et quand vous voulez.
Lisez des livres gratuitement sur l'APP
Scanner le code pour lire sur l'application
DMCA.com Protection Status