Masukณ แคว้นหลิวอวิ๋น จวนเจ้าเมืองตระกูลหลี่
ยามจื่อ*เรือนชิงหวา
'อึก'
หายใจไม่ออก หญิงสาวดิ้นพล่านพยายามหลุดออกจากมือเรียวที่กำอยู่รอบคอของนาง ปากเล็กอ้ากว้างเพื่อสูดอากาศหายใจ แต่ก็ไม่สำเร็จ สองมือน้อยๆ ยกขึ้นผลักสตรีที่อยู่ด้านบนลำตัวอย่างสุดแรง นางพยายามส่งสายตาเว้าวอน หวาดกลัว ท้อแท้ และสิ้นหวัง แต่ที่มากกว่านั้นคือความไม่เข้าใจ เหตุใดสตรีนางนี้ถึงต้องการให้นางตาย หัวใจดวงเล็กๆ เจ็บแปลบเหลือแสน พวงแก้มทั้งสองข้างเปรอะเปื้อนไปด้วยน้ำตา
"นางสารเลว ทำไมไม่ตายๆ ไปสักที เลี้ยงเจ้าไปก็เสียข้าวสุก แพศยาไร้ค่าอย่างเจ้า ควรจะตายๆ ไปซะ! " เสียงแหลมสูงดังขึ้นราวกับคนไร้สติอยู่ข้างหูของสาวน้อย ใบหน้าที่เคยอ่อนหวาน เคยมองนางด้วยความอ่อนโยน ยามนี้กลับบิดเบี้ยวจนไม่เหลือเค้าความงามอีกต่อไป
หลี่หลิงเฟิ่งเด็กสาวอายุราวๆ สิบสองสิบสามปีไร้เรี่ยวแรงจะต่อต้าน ก่อนหน้านี้เด็กสาวก็ป่วยติดเตียงมาสามวันเนื่องจากถูกผลักตกน้ำ กำลังอันน้อยนิดไหนเลยอาจหาญสู้กับหญิงผู้มีเรี่่ยวแรงเต็มเปี่ยมนี้ได้ นางได้แต่หวังว่าเสี่ยวเซียงสาวใช้คนสนิทจะเข้ามาพบและดึงสตรีเสียสติผู้นี้ออกไปเสีย
"ฮ่าๆๆ เจ้าควรจะไปอยู่ในปรโลกตั้งนานแล้ว ข้าทนเลี้ยงดูเจ้ามาเพื่อหวังพึ่งพา แต่เจ้ามันก็แค่สวะที่ถูกทิ้ง ฮ่าๆๆๆๆ " เสียงหัวเราะของแม่สามราวกับคนบ้าและทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ
ใช่แล้ว สตรีคลุ้มคลั่งคนนี้คืออนุสาม มารดาแท้ๆ ของนางนั่นเอง มารดาที่กำลังสังหารบุตรสาวในอุทร
'ท่านแม่ เหตุใดท่านจึงฆ่าข้า ท่านเกลียดข้านักหรือ'นางอยากถามออกไปเหลือเกิน แต่นางไม่สามารถพูดออกไปได้ ได้แต่มองมารดาอย่างท้อแท้
'ทรมานเหลือเกิน ความหวังของข้าไม่คงเหลืออีกแล้ว' ดวงตาบวมเป่งเหลือกตามองมุ้งเก่าสกปรก รอบๆมุ้งมีรูที่ขาดผ่านรอยปะชุนนับครั้งไม่ถ้วนเหล่านั้นก็ให้ขมขื่นในใจ ชีวิตคุณหนูห้าในจวนเจ้าเมืองย่ำแย่ยิ่งกว่าสาวใช้ส่วนตัวของพี่ใหญ่เสียอีก
ผู้คนในจวนนี้มีใครบ้างไม่อยากให้นางตาย แม้กระทั่งผู้ให้กำเนิดที่นางหลงคิดไปว่ารักนางยังต้องการที่จะสังหารนาง ทั้งหมดนี้เป็นเพราะนางไร้พลังยุทธ์ เป็นตัวไร้ค่าของตระกูล เหมือนขยะที่รอวันย่อยสลาย หลี่หลิงเฟิ่งน้ำตารินไหลไม่ขาดสาย ไม่นานร่างกายของนางก็กระตุกไม่หยุด หนังตาหนักอึ้งค่อยๆ ปิดลงช้าๆ
"เจ้าไม่ต้องห่วงไป เจ้าล่วงหน้าไปก่อน ข้าจะไม่รอให้เจ้าต้องอยู่อย่างเดียวดายในปรโลกแน่" น้ำตามากมายหยดลงบนใบหน้าหลี่หลิงเฟิ่ง ทว่ามือที่กำรอบคอของนางไม่ได้ผ่อนแรงลงแม้แต่น้อย
'หากข้าตาย ทุกคนคงจะสมปรารถนา ตัวขยะอย่างข้าอยู่ไปก็มีแต่ทำให้ตระกูลต้องอับอาย' เด็กสาวไม่รับรู้สิ่งใดอีกต่อไปแล้ว นางฝืนไม่ไหวแล้ว สติสุดท้ายดับวูบสู่ความเวิ้งว้างอันมืดมิด
" เฟิ่งเอ๋อร่์ ฮึก ไม่ต้องกลัวนะลูก อีกไม่นานแม่จะตามเจ้าไปแล้ว" เสียงร่ำไห้ของอนุสามครวญครางอย่างสิ้นหวัง นางเดินไปจับเชือกใต้ขื่อคานใกล้ปลายเตียง เอี้ยวศรีษะหันกลับมามองเด็กสาวผอมบางที่นอนอยู่บนเตียงเป็นครั้งสุดท้าย รอยยิ้มอ่อนโยนปรากฏขึ้นอีกครั้ง สองขาก้าวขึ้นบนตั่งช้าๆ มือเรียวกำเชือกไว้แน่น สองตาพลันว่างเปล่าราวกับปล่อยวางทุกอย่าง ขาเตะตั่งให้ล้มลงเบาๆ ร่างของสตรีที่่เคยงดงามดิ้นอยู่สองสามครั้งก่อนจะแน่นิ่งไป
'ข้าขอโทษ'
เปรี้ยง!
ท้องฟ้ามืดครึ้มยามราตรี มองไม่เห็นดวงดาว หญิงหน้าตาจิ้มลิ้มมือข้างหนึ่งถือโคมไฟ อีกข้างถือถังน้ำ สองเท้าเร่งรีบกลับเรือนด้วยกลัวฝนจะตกลงมา
"เสี่ยวเซียงนั่นเจ้ากำลังจะไปไหน" เสียงนุ่มนวลด้านหลังดังขึ้นแผ่วเบา เสี่ยงเซียงหันไปมองพบว่าเป็นหญิงหน้าตาสะอาดสะอ้านนางหนึ่งกำลังเดินมาทางนี้
"พี่จิ่นอวี้ ข้ามาตักน้ำไปเช็ดตัวให้คุณหนูห้า ท่านมีธุระเร่งด่วนอะไรหรือ" สาวใช้นามจิ่นอวี้ผู้นี้เป็นสาวใช้ข้างกายอนุสาม เสี่ยวเซียงมองนางยิ้มๆ หยุดยืนรอนางให้เดินไปพร้อมกัน ถ้านางเดาไม่ผิดฮูหยินต้องอยู่ที่เรือนคุณหนูห้าแน่ๆ
"ข้าตามไปรับใช้ฮูหยิน เจ้าไปพร้อมกับข้าเลยแล้วกัน" จิ่นอวี้ปรายมองเสี่ยงเซียงอย่างเฉยชา เดินนำหน้ามุ่งไปเรือนชิงหวา
"ฮูหยิน คุณหนูเจ้าคะ บ่าวกลับมาแล้วเจ้าค่ะ เมื่อสักครู่บ่าวไปห้องครัวได้หมั่นโถวมาสองลูก คุณหนูรองท้องไปก่อนนะเจ้าคะ" เสี่ยวเซียงเดินขึ้นไปบนเรือนพร้อมผลักประตูออก หยิบห่อหมั่นโถวออกมาจากแขนเสื้อ ทันทีที่หันหน้าไปมองในห้องนอน ข้าวของที่อยู่ในมือทั้งสองข้างก็หล่นลงบนพื้นกระจัดกระจาย หน้าตาตื่นตระหนก ร่างกายอ่อนแรงทรุดลงบนพื้นอย่างไร้เรี่ยวแรง
กรี๊ดดดดด
"ฮูหยิน! " จิ่นอวี้ที่ยืนนิ่งค้างอยู่ด้านนอกประตูรีบเร่งเข้าไปหาเจ้านาย พลางหันหน้าไปมองเสี่ยวเซียงอย่างเกรี้ยวกราด
"เร็วเข้า รีบดึงฮูหยินลงมา! " เสียงตะโกนที่ดังลั่นของสาวใช้ทั้งสอง พลันปลุกให้ผู้คนในจวนสะดุ้งตื่น ทั้งหมดรีบเร่งมาทางเรือนชิงหวาอย่างตื่นตกใจ เสี่ยวเซียงที่โดนจิ่นอวี้ตะคอกใส่พลันได้สติ สองขาน้อยๆ ค่อยๆ ลุกขึ้นยืนเดินไปเบื้องหน้าอนุสามอย่างหวาดกลัว ขาทั้งสองข้างสั่นไม่หยุด มือยื่นออกไปจับตัวเย็นเฉียบของอนุสาม ทั้งสองค่อยๆ ดึงร่างที่ตัวเริ่มเย็นของผู้เป็นนายลงมา
"ฮือ ฮูหยิน ท่านไม่น่าด่วนจากไปเช่นนี้เลย ไยท่านใจร้ายทิ้งคุณหนูกับบ่าวไว้เพียงลำพัง" จิ่นอวี้ร่ำไห้ราวจะขาดใจข้างศพเจ้านาย
"คุณหนู คุณหนูเล่า" เสี่ยวเซียงพลันได้สติรีบวิ่งตรงไปที่เตียงนอน ฉับพลันเสียงร้องไห้ของนางก็ดังขึ้นมาอีกครั้ง
"ฮือๆๆๆ คุณหนู...ฟื้นสิเจ้าคะ...อย่าทิ้งข้าไว้คนเดียว...ข้ากลัว...ฮึก" เสียงร้องไห้คร่ำครวญของสาวใช้ดังอยู่นานก็ไม่มีวี่แววว่าเด็กสาวบนเตียงจะตื่นขึ้นมา สาวใช้ครวญครางจนลำคอแหบแห้ง มือเล็กๆ หยาบกระด้างเขย่าตัวนางไปมาไม่หยุด แรงเขย่าของเสี่ยวเซียงหนักหน่วงจนทำให้เธอเวียนหัว หลี่หลิงเฟิ่งขมวดคิ้วอย่างหงุดหงิด ค่อยๆเปิดเปลือกตาอันหนักอึ้ง จนดวงตาสองคู่สบประสานกัน
"คุณ...คุณหนู...คุณหนูฟื้นแล้ว ฮือๆๆๆๆๆ " เสี่ยวเซียงที่กำลังร่ำไห้พลันชะงักเงยหน้าขึ้นสบตากับหลี่หลิงเฟิ่ง เมื่อเห็นว่าสาวน้อยฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง ก็ทั้งตกใจระคนดีใจ ร้องไห้หนักกว่าเดิม
"เงียบ! " หลี่หลิงเฟิ่งตลาดเสียงดัง แต่เสียงที่เปล่งออกไปนั้นแหบแห้ง ซ้ำร้ายยังเบาเหมือนยุง แต่ถึงกระนั้นก็มีรังสีเย็นชาแผ่ออกมา ทำให้รอบด้านรู้สึกหนาวยะเยือก เสี่ยวเซียงรีบหุบปากฉับก้มหน้ากลั้นเสียงสะอื้นทันควัน
หลี่หลิงเฟิ่งมองสำรวจไปรอบๆ ห้อง เห็นข้าวของเก่าๆ กระจัดกระจายอยู่เกลื่อนพื้นเต็มไปหมด ราวกับบุคคลในห้องได้ผ่านการต่อสู้กันมา มุ้งหมอนโทรมๆ เสื้อผ้าสีหม่นก่ำคร่ำครึไม่รู้ว่าผ่านการใช้งานมากี่ปีแล้ว ทั่วทั้งห้องเหมือนสิ่งที่ปล่อยถูกทิ้งร้างมาแล้วหลายสิบปี ถ้าไม่ใช่เพราะว่าไม่มีฝุ่นและหยากไย่ เธอคงคิดว่าอยู่ในบ้านร้าง สุดท้ายสายตาของนางมาตกอยู่ที่หญิงสาวเจ้าของเสียงที่น่ารำคาญและแรงโคนั่น นางเป็นเด็กสาวหน้าตาน่ารักใช้ได้คนหนึ่ง อายุราวสิบสามสิบสี่ แต่นั่นยังไม่ใช่เรื่องใหญ่ สิ่งที่ทำให้เธอสับสนงุนงงคือคนพวกนี้เป็นใคร และ...
เธออยู่ที่ไหน
หลี่หลิงเฟิ่งเปิดคัมภีร์ในมือออกอย่างระมัดระวัง เพียงเห็นอักษรบรรทัดแรก รูม่านตาของนางก็หดตัว“มหาคัมภีร์สวรรค์เก้าชั้นฟ้า… ครึ่งหลัง?”ลมหายใจของนางถี่กระชั้น สมองว่างเปล่าอยู่หลายอึดใจ ราวกับถูกสายฟ้าฟาดเข้าเต็มๆ คลื่นยักษ์ก็ระเบิดขึ้นในใจไม่หยุดหย่อน‘ครึ่งหลัง!?’‘นี่คือครึ่งหลังจริงๆ!’หลี่หลิงเฟิ่งกรีดร้อง นางได้มหาคัมภีร์สวรรค์เก้าชั้นฟ้ามาครึ่งหนึ่ง ฝึกจนแตกฉาน ตอนแรกคิดว่าทั้งชาติอาจหาอีกครึ่งไม่เจอ ใครจะคิดวันนี้ นางกลับพบอีกครึ่งหนึ่งในหอคัมภีร์ของตำหนักธิดาสวรรค์!หลี่หลิงเฟิ่งสูดลมหายใจลึก พยายามกดความตื่นเต้นเอาไว้ ก่อนรีบเปิดอ่านอย่างรวดเร็ว ยิ่งอ่าน แววตายิ่งสว่างขึ้นไม่ผิดแน่ทั้งแนวทาง กลิ่นอายของคัมภีร์ รวมถึงอักขระโบราณ ล้วนเชื่อมต่อกับครึ่งแรกอย่างสมบูรณ์แบบ จิ๊กซอว์ที่แตกหักมานาน ในที่สุดก็กลับมาสมบูรณ์อีกครั้งมุมปากของหลี่หลิงเฟิ่งกระตุกขึ้นอย่างห้ามไม่อยู่ หากมิใช่ยังมีคนรออยู่ด้านนอก นางเกรงว่าตนคงหัวเราะออกมาแล้วจริงๆนางจึงเก็บคัมภีร์ลงอย่างแนบเนียน ก่อนเริ่มเดินดูเคล็ดวิชาอื่นต่อน่าเสียดาย…แม้เคล็ดวิชาในชั้นนี้จะล้วนเป็นสมบัติสะเทือนโลก กระนั้นไม่มีวิชา
อวิ๋นหลิ่วมองเงาร่างของหลี่หลิงเฟิ่งที่ค่อยๆ ก้าวลึกเข้าไปในหอคัมภีร์ชั้นสูงสุด แววตาพลันซับซ้อนขึ้นหลายส่วนประตูหินโบราณปิดลง เสียงครืนต่ำหนักดังสะท้อนภายในตำหนัก ตัดขาดกลิ่นอายภายนอกโดยสมบูรณ์ภายในศาลาจึงเหลือเพียงอาจารย์และศิษย์สองคน สายลมยามราตรีพัดผ่านม่านโปร่ง เปลวตะเกียงส่ายไหว เงาของคนทั้งสองทอดยาวอยู่บนพื้นหินสีขาวผ่านไปพักใหญ่ อวิ๋นหลิ่วจึงเม้มริมฝีปาก ก่อนเอ่ยเสียงเบา“อาจารย์ เหตุใดท่านต้องทำถึงเพียงนี้ด้วย” ถึงขั้นยอมเปิดหอคัมภีร์ชั้นสูงสุดให้อีกฝ่ายปุโรหิตชุดขาวเพียงยิ้มบาง ดวงตาอ่อนโยนดังสายน้ำ ทว่าเบื้องลึกกลับซ่อนความอิดโรยที่ปกปิดไม่มิด“ศิษย์เอ๋ย ตำหนักธิดาสวรรค์ในวันนี้ ไม่เหมือนวันวานแล้ว” น้ำเสียงของเขาแผ่วเบา คล้ายลอยมากับสายลม“เหล่าอาวุโสพวกนั้น ในหัวมีเพียงผลประโยชน์กับการช่วงชิงอำนาจ พวกเขาลืมเจตนารมณ์ดั้งเดิมของตำหนักไปหมดสิ้น”อวิ๋นหลิ่วเงียบลง รู้ดีว่าอาจารย์ไม่ได้กล่าวเกินจริงหลายปีมานี้ ภายนอกตำหนักดูสงบเยือกเย็นดุจแดนเซียน ทว่ากระแสน้
“ในยุคนั้น สำนักไร้ขอบยังคงเป็นมหาอำนาจอันดับหนึ่งแห่งแดนไร้ขอบ”ปุโรหิตชุดขาวเอ่ยเนิบช้า น้ำเสียงเรียบเฉย หากกลับให้ความรู้สึกราวแบกกาลเวลาหลายพันปีเอาไว้เบื้องหลัง“เจ้าสำนักในเวลานั้นมีนามว่า เฮ่อจื่อชิว”เพียงชื่อเดียวหลุดออกมา หลี่หลิงเฟิ่งก็ชะงักชื่อนี้ นางเคยได้ยินมาก่อนครั้งก่อนเผชิญหน้ากับกลุ่มมือสังหาร คนพวกนั้นเคยเอ่ยถึงบุคคลผู้นี้ด้วยสีหน้าเกรงกลัวปนคลุ้มคลั่ง ตอนนั้นนางไม่รู้จัก ดูไปแล้วสงสัยมีส่วนคล้ายบิดาไม่ทางใดก็ทางหนึ่งกระทั่งวันนี้ ปุโรหิตทอดสายตามองออกไปไกล ราวกับมองผ่านม่านหมอกแห่งกาลเวลาอันเลือนราง“เฮ่อจื่อชิวคือผู้แข็งแกร่งที่สุดแห่งยุค และก็เป็นสหายร่วมตายของข้า”ภายในศาลาเงียบลงโดยไม่รู้ตัว อวิ๋นหลิ่วก็ไม่กล้าเอ่ยแทรกแม้แต่คำเดียว“ห้าพันปีก่อน เขตจิตลวงเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ มีบางสิ่งตื่นขึ้นจากส่วนลึก มันมิใช่มารทั่วไป หากแต่เป็นสิ่งโสมมจากนอกฟ้าดิน”ทันทีที่คำว่า “นอกฟ้าดิน” หลุดออกมา บรรยากาศทั้งห้องพลัน
ทั้งคู่นั่งวิหคหงส์เพลิงบินกลับหอสิบทิศ บรรยากาศหวานชื่น ส่วนหลี่หลิงเฟิ่งกลอกตาในใจ หมอนี่พอเนื้อเข้าปากแล้วไม่ยอมคายเลยนะโม่จื่อหลิงก็เอ่ยขึ้นอีกครั้ง“ออกจากเมืองหลักเถอะ”หลี่หลิงเฟิ่งเลิกคิ้ว “รีบขนาดนั้น?”“อืม” เขาพยักหน้า “ข้าถอนกำลังหลักของหอสิบทิศออกไปเกือบหมดแล้ว ธุระทางนี้เสร็จสิ้นแล้วเช่นกัน”หลี่หลิงเฟิ่งได้ยินแล้วก็เข้าใจ ดูเหมือนแม้แต่โม่จื่อหลิงเอง ก็ไม่คิดอยู่ท่ามกลางกระแสน้ำวนครั้งนี้ต่อ โม่จื่อหลิงมองนาง กล่าวด้วยรอยยิ้ม“เทพเซียนทะเลาะกัน ปุถุชนอย่างพวกเราควรหนีให้ไกลที่สุด”หลี่หลิงเฟิ่งหัวเราะออกมาในทันที หากคำพูดนี้ออกจากปากคนอื่น นางคงเชื่ออยู่บ้างแต่พอออกจากปากคนผู้นี้ ไม่ว่าอย่างไรนางก็รู้สึกว่า “ปุถุชน” ที่เขาพูดถึง ค่อนข้างไม่มีความจริงใจเท่าใดนัก โม่จื่อหลิงเห็นนางหัวเราะ มุมปากก็ยกขึ้นจางๆ เช่นกันจากนั้นจึงกล่าวต่อ“นางมารน้อย ฟ้ากำลังจะเปลี่ยนแล้ว พวกเรากลับบ้านกันสักระยะดีไหม”
ยิ่งเข้าใกล้เขตกำเนิดหัวใจแห่งแดนศักดิ์สิทธิ์ หมอกมรณะโดยรอบก็ยิ่งบางเบาลงเรื่อยๆ แต่แรงกดดันไม่ลดทอนลงเลยณ กลางท้องนภา เหล่าเฒ่าประหลาดต่อสู้กันเป็นวงกว้าง พื้นละแวกใกล้เคียงเสียหายรุนแรง“ถึงแล้ว” ธิดาเทพผละตัวจากไปโดยไม่แม้แต่กล่าวคำลาหลี่หลิงเฟิ่งสองคนถูกการต่อสู้ของยอดฝีมือดึงดูดสายตาเช่นกัน“ส่งหัวใจแห่งแดนศักดิ์สิทธิ์มา”“สารเลว ยังคิดหนีอีกหรือ”“ระวังตัว บุคคลลึกลับผู้นี้มิใช่คนธรรมดา”เสียงตะโกนดังระงมทั่วผืนฟ้าหลี่หลิงเฟิ่งมองบุรุษที่ถูกรุมยำแล้วถึงกับเลิกคิ้วแปลกใจถึงกับเป็นเขาอีกฝ่ายแปลงโฉมไม่เหลือเค้าเดิม เนื้อด้วยนางมีถิงถิง วิชาอำพรางเหล่านี้ไร้ความหมาย มองทะลุได้หมดหลี่หลิงเฟิ่งละสายตา ถามหลี่เจี้ยน“พี่ชายท่าน ตอนนี้แข็งแกร่งระดับใดแล้ว”หลี่เจี้ยนฉงน จากนั้นความยินดีแล่นริ้วเต็มหน้า นางเอ่ยถามถึงหลี่เฟยหยาง หรือว่าในใจยังมีพวกเขาอยู่ ไม่ได้ไร้เยื่อใยอย่างที่แสดงออกสีหน้าของเขาอ่อนลงไม่น้อย “ข้าเองก็ไม่แน
เมื่อเห็นว่าเป็นเขา หลี่หลิงเฟิ่งก็เบนสายตาไปอีกทาง หมุนตัวเตรียมไปจากตรงนี้ไม่ทันจะหนี หลี่เจี้ยนขัดจังหวะขึ้นมาก่อน “น้อง...หลี่หลิงเฟิ่ง ช่วงนี้แดนศักดิ์สิทธิ์แปลกๆ ผู้ฝึกยุทธ์อยู่ๆ ก็คลั่งขึ้นมา สังหารกันเป็นผักปลา ร่วมทางกันเถอะ อย่างน้อยก็อุ่นใจกว่า”หลี่หลิงเฟิ่งมองเขาแวบหนึ่ง มองจนหลี่เจี้ยนอึดอัด แววตาเฉยเมยยากจะอ่านความคิด ผ่านไปครู่หนึ่งก็เห็นนางพยักหน้า เขาจึงถอนใจออกมา“เอาสิ” พูดจบก็เดินนำไปข้างหน้า หลี่เจี้ยนมองแผ่นหลังของนาง ก่อนตามไปเงียบๆระหว่างทางไม่มีเสียงพูดคุย บรรยากาศวังเวงอย่างประหลาด เสี่ยวจูจูและเสี่ยวไป๋มองซ้ายทีขวาที ชวนอึดอัดจนมันไม่กล้าร้องสุ่มสี่สุ่มห้าพักใหญ่ หลี่เจี้ยนเริ่มทนไม่ไหว กำมือแน่นอยู่หลายครั้ง ก่อนเอ่ยเสียงแหบพร่า “เรื่องปีนั้นในจวนหลี่ ข้า...”เปิดปากสองสามก็พูดต่อไม่ออก คำพูดมันติดอยู่ในลำคอ เขาเดิมคิดไว้มากมายคิดจะอธิบายเรื่องในอดีต อยากเล่าความรู้สึกในช่วงหลายปีมานี้ แต่พอมองหลี่หลิงเฟิ่งแล้วก็ได้แต่หุบปากคำพูดนับพันรวมไว้เพีย
หลี่หลิงเฟิ่งวาดแผนที่ จนกระทั่งร่างชายผอมเดินโซเซออกจากห้องเวรด้วยกลิ่นเหล้าติดตัว หลี่หลิงเฟิ่งย่อกายต่ำ ติดตามชายผอมไป ทิศทางของเขาไม่ใช่ที่พัก ชายผอมเดินลึกเข้าไปในค่าย ทางเดินที่ควรเป็นเขตร้างยามกลับสว่างจ้าจากแสงไฟ เมื่อเดินผ่านอาคารสามหลัง ทั่วบริเวณเริ่มไร้เสียงผู้คน มี
อสูรฝูงแรกถูกกำจัดในไม่ช้า เหลือเพียงลมหอบสะท้านของคนทั้งสองคณะ แต่แรงสั่นของพื้นยังดำเนินต่อ แถมหนักกว่าเดิมหลายเท่า ชัดเจนเหลือเกินว่าอีกฝูงกำลังพุ่งทะลุเข้ามาเป็นคลื่นที่สองใครบางคนกลืนน้ำลาย แล้วเอ่ยเสียงสั่น“มาอีกฝูงรึ”หลี่หลิงเฟิ่งหลุบตาลง เกร
“นายท่านจัดการเลยหรือไม่” เสี่ยวไป๋ที่เงียบมาตลอดเอ่ยขึ้นอย่างกระตือรือร้นเท้าอวบข้างหนึ่งของเสี่ยวมู่ตบเข้าที่หัวเสี่ยวไป๋อย่างแรง เอ่ยเสียงดุ “จัดการอะไรล่ะ เจ้าคิดว่านายท่านเป็นแมวเก้าชีวิต ฆ่าไม่ตายรึ ลำพังคนเดียวสู้ทั้งค่ายไม่ได้อยู่แล้ว วัน ๆ เอาแต่แช่น้ำ จนน้ำท่วมสมองหมดแล้วหรือไร คิดบ้างสิ
เสียงกรนเบาของพวกโจรในห้องเวรยังดังลอยมาเรื่อย ๆ หลี่หลิงเฟิ่งยังเคลื่อนตัวบนคานไม้หลีกเลี่ยงอย่างแนบเนียนที่สุด ก่อนจะหยุดห้องหนึ่งเริ่มวาดแผนที่ สักพักมีสองคนเข้ามานั่งดื่มเหล้าสนทนา นางวาดไปพลางแอบฟังไปพลาง“เจ้าว่าหัวหน้าสามคนนี้คิดจะทำอะไรกันแน่” เสียงชายผอมเอ่ยขึ้นหลังดื่มไปอีกอึก ความอยากรู้





![ภรรยาเช่นข้าหาได้ยากยิ่ง [นางเอก]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)

