FAZER LOGINทุกคำล้วนใช้กฎและฐานะของตนกดอีกฝ่ายกลับไป
แม่นมเฉินจึงไม่มีทางโต้แย้งโดยไม่ลากผู้ที่ส่งตนมาเกี่ยวข้อง
ในที่สุดนางจำต้องคุกเข่าลง หว่านชิงจึงกล่าวต่อ
“ตบปากตัวเองสามครั้ง”
“พระชายา”
“หรือจะให้ข้าเรียกคนจากกรมวังมาถามต่อหน้ากันว่า บ่าวจากวังมีสิทธิ์ออกคำสั่งพระชายาอ๋องตั้งแต่เมื่อใด”
แม่นมเฉินหน้าซีดเผือด หากเรื่องนี้ไปถึงกรมวัง ไม่ว่าผู้ใดอยู่เบื้องหลังนางก็ไม่มีทางออกหน้าปกป้องอย่างเปิดเผย
เพราะสิ่งที่นางทำผิดธรรมเนียมจริง
เพียะ!
เสียงตบครั้งแรกดังขึ้น
เพียะ!
ครั้งที่สอง
เพียะ!
ครั้งที่สาม
หว่านชิงจึงเอ่ย “พอ”
แม่นมเฉินกำมือแน่นจนข้อนิ้วซีดขาว
“วันนี้ข้าลงโทษเจ้าเพียงเท่านี้ เพราะเป็นวันแรกที่ข้าเข้าจวน”
หว่านชิงกวาดตามองบ่าวทุกคนโดยรอบ
“ข้าไม่สนว่าก่อนหน้านี้พวกเจ้ารับคำสั่งจากผู้ใด และข้าก็ไม่คิดรื้อกฎเดิมของจวนโดยไร้เหตุผล ผู้ใดทำหน้าที่ของตนดี ข้าย่อมไม่สร้างความลำบากให้”
น้ำเสียงของนางนิ่งสงบ
“แต่หากผู้ใดคิดว่าข้าเป็นเพียงบุตรสาวอนุที่สกุลหลี่โยนทิ้งมา จึงสามารถเหยียบย่ำได้ตามใจ ก็จงจำเหตุการณ์วันนี้ไว้ให้ดี”
บ่าวหลายคนรีบคุกเข่าลง
“บ่าวมิกล้า”
หว่านชิงมองพวกเขา
“ลุกขึ้นเถิด ข้าไม่ชอบให้คนคุกเข่าโดยไม่มีเหตุ”
ทุกคนจึงทยอยลุกขึ้นอย่างระมัดระวัง
นางหันกลับไปทางเฟิงอวี้
“องครักษ์เฟิง”
“พ่ะย่ะค่ะ”
“เรือนของท่านอ๋องอยู่ทางใด”
เฟิงอวี้ชะงักทันที สายตาที่เพิ่งคลายความระแวงไปเล็กน้อยกลับคมกริบขึ้นอีกครั้ง
“พระชายาถามไปเพื่อสิ่งใด” หว่านชิงมองปฏิกิริยาของเขาแล้วเข้าใจทันที ยังไม่ทันไรก็ระแวงอีกแล้ว
“ไม่ต้องทำหน้าเหมือนข้าจะไปลอบสังหารเจ้านายเจ้าหรอก”
เฟิงอวี้นิ่งงัน บ่าวบางคนที่อยู่ใกล้ถึงกับเผลอกลั้นหายใจ หว่านชิงกลับพูดต่ออย่างไม่ใส่ใจ
“ข้าเพียงต้องการรู้ว่าเขตใดไม่ควรเข้า จะได้ไม่เดินหลงไปแล้วถูกพวกเจ้าจับในข้อหาสอดแนม”
เฟิงอวี้เงียบไปครู่หนึ่ง
“เรือนชิงหลันทางทิศตะวันออกเป็นที่ประทับของท่านอ๋อง หากไม่มีรับสั่ง พระชายาโปรดอย่าเสด็จเข้าไป”
“เข้าใจแล้ว”
หว่านชิงตอบง่าย ๆ ก่อนก้าวเข้าเรือนของตน แต่เมื่อเดินผ่านเฟิงอวี้ นางกลับหยุดฝีเท้า
“แล้วอีกเรื่องหนึ่ง”
“พระชายาเชิญรับสั่ง”
“ยาที่กำลังต้มอยู่ในจวน เปลี่ยนคนจัดยาหรือเปล่า”
เฟิงอวี้เงยหน้าขึ้นทันที
“พระชายาทรงหมายความว่าอย่างไร”
หว่านชิงหันไปมองทิศทางที่กลิ่นสมุนไพรลอยมา
“ไม่มีอะไร ข้าเพียงได้กลิ่น”
“พระชายาทรงรู้เรื่องยา”
“พอรู้บ้าง” นางตอบเพียงเท่านั้นแล้วเดินจากไป
เฟิงอวี้ยืนอยู่ที่เดิม ดวงตาจับจ้องแผ่นหลังสีแดงของนางจนลับเข้าไปในเรือน
เขาไม่เชื่อคำว่า “พอรู้บ้าง” แม้แต่น้อย
ครู่ต่อมา เฟิงอวี้หมุนตัวเดินตรงไปยังเรือนชิงหลัน
ภายในห้องซึ่งปิดม่านหนาทึบ กลิ่นยาขมเข้มข้นกว่าบริเวณอื่นหลายเท่า
ชายหนุ่มผู้หนึ่งนั่งอยู่บนเก้าอี้ล้อไม้ข้างหน้าต่าง
อาภรณ์สีดำขับให้ผิวของเขาดูซีดกว่าปกติ ใบหน้าคมคายไร้อารมณ์ ริมฝีปากมีสีจาง ดวงตาลึกล้ำเย็นเยียบจนยากคาดเดาความคิด
เซียวจิ่งหยาน เจ้าของจวนอ๋องสาม และบุรุษที่คนทั้งเมืองหลวงต่างกล่าวกันว่าเป็นอ๋องพิการใกล้ตาย
“เป็นอย่างไร” เสียงของเขาต่ำและเย็น
เฟิงอวี้คุกเข่าข้างหนึ่ง
“พระชายาแตกต่างจากข่าวที่เราได้รับมาพ่ะย่ะค่ะ”
เซียวจิ่งหยานเหลือบตามอง
“แตกต่างอย่างไร”
“นางไม่หวาดกลัว ไม่เรียกร้องเรื่องพิธีสมรส และเมื่อแม่นมเฉินพยายามกดข่ม นางใช้กฎของราชสำนักบีบให้อีกฝ่ายลงโทษตนเองโดยไม่เปิดช่องให้โต้แย้ง”
เฟิงอวี้หยุดเล็กน้อย
“และนางรู้เรื่องยา” นิ้วมือของเซียวจิ่งหยานซึ่งวางอยู่บนที่เท้าแขนหยุดนิ่ง
“รู้เรื่องยา”
“พ่ะย่ะค่ะ นางเพียงเดินผ่านลานก็ถามว่ามีการเปลี่ยนคนจัดยาหรือไม่”
ความเงียบเข้าปกคลุมห้อง ครู่หนึ่ง เซียวจิ่งหยานจึงเอ่ย
“ตรวจสอบนางต่อ”
“พ่ะย่ะค่ะ”
“โดยเฉพาะสามวันก่อนสมรส ข้าต้องการรู้ว่าเหตุใดเรือนของนางในสกุลหลี่จึงเกิดเพลิงไหม้”
เฟิงอวี้เงยหน้าขึ้นเล็กน้อย เห็นได้ชัดว่าผู้เป็นนายได้รับข่าวเรื่องนั้นแล้ว
“กระหม่อมจะจัดการทันที”
เซียวจิ่งหยานหลุบตาลง บุตรสาวอนุที่ถูกครอบครัวทอดทิ้ง รอดจากเพลิงไหม้อย่างผิดธรรมดา
จากนั้นถูกส่งมาเป็นชายาของเขา และยังรู้เรื่องยา จะบังเอิญเกินไปหรือไม่
“อย่าเพิ่งไว้ใจนาง”
“พ่ะย่ะค่ะ”
เฟิงอวี้รับคำก่อนถอยออกไป เมื่อประตูปิดลง เซียวจิ่งหยานจึงหันมองถ้วยยาสีดำบนโต๊ะข้างกาย
ดวงตาของเขาเย็นเยียบ ในขณะเดียวกัน อีกฟากหนึ่งของจวน หว่านชิงยืนอยู่ริมหน้าต่างเรือนพักของตน สูดกลิ่นสมุนไพรที่ลอยมากับสายลมอีกครั้ง
คราวนี้นางแน่ใจแล้ว ในกลิ่นยาบำรุงเหล่านั้นมีบางอย่างผิดปกติ แต่ปริมาณเบาบางเกินกว่าจะระบุได้จากกลิ่นเพียงอย่างเดียว
“น่าสนใจ”
หว่านชิงพึมพำ นางเพิ่งก้าวเข้าจวนอ๋องสามไม่ถึงหนึ่งชั่วยาม ก็พบสิ่งผิดปกติเสียแล้ว
สกุลหลี่ต้องการให้นางมาตายที่นี่ ส่วนเจ้าของจวนกำลังถูกพิษกัดกินทีละน้อย
และฮ่องเต้กำลังจับตามองทุกความเคลื่อนไหวของจวนแห่งนี้
เห็นทีจวนอ๋องสามจะไม่ได้เงียบสงบอย่างที่ภายนอกมองเห็นแม้แต่น้อย
หว่านชิงมองออกไปยังเรือนชิงหลันที่อยู่ไกลออกไป ก่อนยกมุมปากขึ้นบาง ๆ
ในเมื่อก้าวเข้ามาแล้ว นางก็ไม่มีความคิดจะถอยกลับ
ไม่ว่าหลังประตูแต่ละบานจะซ่อนสายลับ ยาพิษ หรือเกมอำนาจของผู้ใดเอาไว้ นางจะค่อย ๆ เปิดมันออกมาดูด้วยตาตนเอง
เพราะนับตั้งแต่วินาทีที่หลี่หว่านชิงก้าวผ่านประตูจวนอ๋องสามเข้ามา...
นางก็ไม่ใช่คุณหนูรองผู้ถูกสกุลหลี่เหยียบย่ำได้ตามใจอีกต่อไปแล้ว
ราตรีค่อย ๆ ปกคลุมจวนอ๋องสามจนทั่ว
ค่ำคืนซึ่งควรเป็นคืนมงคลกลับเงียบสงัดเสียจนได้ยินแม้กระทั่งเสียงใบไม้ไหวตามแรงลม
ภายในเรือนหอไม่มีเสียงดนตรี ไม่มีเสียงหัวเราะของแขกเหรื่อ ไม่มีสุรามงคลวางรออยู่บนโต๊ะ มีเพียงเทียนคู่สีแดงที่ถูกจุดไว้ตามธรรมเนียม ทว่าเปลวไฟกลับริบหรี่จนแทบไม่อาจขับไล่ความเย็นเยียบภายในห้องออกไปได้
หลี่หว่านชิงนั่งอยู่หน้าโต๊ะเครื่องแป้ง ก่อนยกมือปลดเครื่องประดับหนักอึ้งบนศีรษะออกทีละชิ้น
ปิ่นทองชิ้นสุดท้ายถูกวางลงบนโต๊ะ
นางถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอก
“ในที่สุดก็เอาออกหมดเสียที”
หากต้องแบกของเหล่านี้ต่อไปอีกหนึ่งชั่วยาม นางคงปวดต้นคอเสียก่อนจะได้พบสามีในนาม
“เช่นนั้นถาม”เขานิ่งไปครู่หนึ่ง เหมือนคนที่เผชิญกองทัพกบฏได้โดยไม่เปลี่ยนสีหน้า กำลังไม่กล้าถามคำถามง่าย ๆ“เจ้า...”หว่านชิงรอ“ตั้งครรภ์หรือ”นางยิ้ม“สองเดือนกว่าแล้วเพคะ”เซียวจิ่งหยานนิ่งสนิท หว่านชิงโบกมือตรงหน้า“ฝ่าบาท”ไม่มีคำตอบ“เซียวจิ่งหยาน”เขากะพริบตา“จริงหรือ”“ข้าจะโกหกเรื่องนี้ทำไม”“แน่ใจแล้ว”“ตรวจสามครั้ง”“หมอหลวงรู้หรือยัง”“รู้”“ชุนฮวา”“รู้”“เฟิงอวี้”“ยัง”เซียวจิ่งหยานลุกขึ้นทันที หว่านชิงตกใจ“ท่านจะไปไหน”“ตามหมอหลวง”“ข้าบอกว่าตรวจแล้ว”“ตรวจอีกครั้ง”“เซียวจิ่งหยาน”“ข้าจะให้คนเตรียม”หว่านชิงคว้าแขนเขา“นั่งลง”ฮ่องเต้แห่งแผ่นดินหยุด แล้วนั่งลงจริง ๆ หว่านชิงมองอย่างขบขัน“ผู้ใดเห็นเข้าคงไม่เชื่อว่าท่านคือคนเดียวกับที่ทำให้ขุนนางทั้งท้องพระโรงไม่กล้าหายใจดัง”“เรื่องนี้ไม่เหมือนกัน”“ต่างอย่างไร”เซียวจิ่งหยานมองหน้าท้องที่ยังแทบไม่เห็นความเปลี่ยนแปลง ก่อนยื่นมือไปอย่างลังเล“แตะได้หรือ”หว่านชิงหัวเราะ“ลูกท่านนะ”เขาจึงวางมือลงเบา ๆ เบาจนแทบไม่ได้สัมผัส หว่านชิงมองเขาในวินาทีนั้น นางนึกถึงคืนแรกที่ตื่นขึ้นท่ามกลางเปลวไฟนางเคยคิดเพียงว่าจะรอดอย่า
เซียวจิ่งหยานถาม“แล้วตอนนี้”“งานเพิ่มขึ้นสองเท่าพ่ะย่ะค่ะ”หว่านชิงซึ่งนั่งอ่านบัญชีอยู่ด้านข้างกล่าว“เงินเดือนเพิ่มหรือไม่”เฟิงอวี้ชะงัก“เพิ่มพ่ะย่ะค่ะ”“เช่นนั้นก็ยุติธรรม”เฟิงอวี้เงียบ เซียวจิ่งหยานพยักหน้า“พระชายาพูดถูก”เฟิงอวี้มองสองสามีภรรยาสุดท้ายทำได้เพียงประสานมือ“กระหม่อมขอตัวไปทำงานพ่ะย่ะค่ะ”เวลาผ่านไปอีกหนึ่งปี ฮ่องเต้ซึ่งพระชนมายุมากขึ้นและผ่านเหตุการณ์กบฏครั้งใหญ่ ตัดสินพระทัยสละราชสมบัติ ไม่มีการแย่งชิง ไม่มีการนองเลือด ไม่มีข่าวลือว่าผู้ใดชิงบัลลังก์พระราชโองการถูกประกาศอย่างเปิดเผยต่อราชสำนักเซียวจิ่งหยานขึ้นครองราชย์อย่างถูกต้องตามลำดับในฐานะรัชทายาทวันที่เขาขึ้นนั่งบนบัลลังก์มังกร หว่านชิงยืนอยู่เบื้องล่างนางมองบุรุษคนเดียวกับที่ครั้งหนึ่งเคยนั่งกระอักเลือดอยู่บนพื้นเรือนโอสถคนที่เคยเอากระบี่ชี้นางเพราะไม่ไว้ใจคนที่เคยถามว่า เจ้าเป็นใครกันแน่ไม่มีใครในวันนั้นคิดว่าทั้งสองจะเดินมาถึงตรงนี้หลังพิธีขึ้นครองราชย์ พระราชโองการอีกฉบับถูกนำออกมา ขันทีเริ่มอ่าน“หลี่หว่านชิง พระชายาคู่พระทัย ร่วมทุกข์ร่วมสุข ยามบ้านเมืองเกิดภัยมีสติปัญญาและยึดมั่นในขอบเขต
“หว่านชิง”“อะไร”“วสันต์ปีหน้าจะเป็นอย่างไร”นางเลิกคิ้ว“ยังไม่ถึงฤดูหนาว ท่านถามหาวสันต์แล้วหรือ”“แค่ถาม”หว่านชิงคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนยิ้ม“ถ้าท่านยอมกินยา ทำกายภาพ และไม่หาเรื่องเจ็บตัวอีก”“แล้ว”“วสันต์ปีหน้า ท่านอาจไม่ต้องนั่งรถเข็นตลอดเวลาแล้ว”เซียวจิ่งหยานมองนาง“จริงหรือ”“ข้าบอกว่าอาจ”“สำหรับข้า คำว่าอาจของเจ้าก็เพียงพอ”หว่านชิงนิ่งไป ประโยคนี้เหมือนสิ่งที่เขาเคยพูดกับนางเมื่อนานมาแล้วในวันที่ทั้งสองยังไม่ไว้ใจกัน วันที่นางเพิ่งบอกว่าเส้นประสาทที่ขาของเขายังตอบสนอง และอาจมีโอกาสกลับมาเดินได้ จากวันนั้นจนถึงวันนี้ พวกเขาผ่านไฟพิษ คำใส่ร้าย ความไม่ไว้ใจ การจากลา และการกบฏ มาด้วยกัน หว่านชิงมองเขา“เช่นนั้นก็มีชีวิตไปให้ถึงวสันต์ก่อนเถอะเพคะ”เซียวจิ่งหยานยิ้ม“ได้” ครั้งนี้ไม่มีศัตรูซ่อนอยู่หลังคำพูดนั้น ไม่มีแผนการที่ต้องปิดบังกัน เหลือเพียงคนสองคนที่ยังมีบาดแผลต้องรักษา และแผ่นดินที่กำลังเริ่มฟื้นตัวหลังผ่านคืนอันยาวนานส่วนสิ่งที่จะเกิดขึ้นเมื่อวสันต์มาถึงนั้น ยังมีเวลาอีกมากให้พวกเขาค่อย ๆ เดินไปหา ฤดูวสันต์มาเยือนเมืองหลวงอีกครั้งหลายเดือนผ่านไปนับจากคืนกบฏ ร่องร
“นางกระทำผิดก็ต้องรับโทษ แต่เหตุที่ถูกข่มขู่ให้บันทึกไว้ประกอบการพิจารณา”“พ่ะย่ะค่ะ”ขุนนางจำนวนมากก้มศีรษะ“ทรงพระปรีชาพ่ะย่ะค่ะ”ฮ่องเต้มององค์ชายใหญ่“ส่วนเจ้า”ท้องพระโรงเงียบลง“สมคบคิดก่อกบฏ สะสมกำลัง ปลอมแปลงรายงานราชการ บิดเบือนพระบัญชา และเป็นผู้บงการเครือข่ายที่นำไปสู่การลอบทำร้ายพระอนุชา”องค์ชายใหญ่เงยหน้าฮ่องเต้ตรัสต่อ“ถอดฐานันดรศักดิ์ ควบคุมตัวไว้รอการลงพระราชอาญาตามกฎหมายแผ่นดิน”องค์ชายใหญ่หัวเราะเบา ๆ“สุดท้ายเสด็จพ่อก็เลือกเขา”เซียวจิ่งหยานตอบก่อนฮ่องเต้“ไม่มีผู้ใดบังคับให้ท่านเลือกก่อกบฏ”องค์ชายใหญ่หันมามอง“เจ้าคิดว่าตนชนะหรือ”“ไม่”“แล้วนี่เรียกว่าอะไร”เซียวจิ่งหยานมองพี่ชาย“เมื่อคืนมีคนตายจำนวนมาก”“ไม่มีอะไรน่ายินดี”องค์ชายใหญ่เงียบ ทหารเข้ามาควบคุมตัวเขาออกไป ไม่มีเสียงหัวเราะบ้าคลั่ง ไม่มีการดิ้นรน เหลือเพียงชายคนหนึ่งที่เคยคิดว่าบัลลังก์อยู่ห่างเพียงเอื้อม แต่สุดท้ายกลับสูญเสียทุกอย่างด้วยการตัดสินใจของตนเองหลี่เฉิงถูกนำตัวขึ้นมาเป็นรายต่อไป ฮ่องเต้มองหลักฐาน“หลี่เฉิงมีส่วนร่วมปกปิดเส้นทางสมุนไพร ทำลายหลักฐาน และมีหลักฐานเกี่ยวข้องกับการพยายามฆ่าบ
“ชายผู้นี้ให้การว่า หลังคุณหนูรองสกุลหลี่พบเห็นบัญชีและการส่งสมุนไพร เขาเสนอให้กำจัดพยาน ส่วนคำสั่งให้จัดฉากเป็นอุบัติเหตุถูกดำเนินการผ่านคนในจวนสกุลหลี่พ่ะย่ะค่ะ”หลี่เฉิงตะโกน“มันใส่ร้ายข้า”เจ้าหน้าที่หันไป“แต่คนงานเก่าในจวนสามคนให้การตรงกันว่าคืนนั้นมีคำสั่งห้ามผู้ใดเข้าใกล้เรือนคุณหนูรอง และหลังไฟไหม้ นายท่านหลี่มีคำสั่งให้ทำลายของภายในเรือนบางส่วน”หลี่เฉิงพูดไม่ออก หว่านชิงไม่ได้ยิ้ม นางเพียงมองชายที่เป็นบิดาของเจ้าของร่างเดิมในที่สุด หนี้ของหญิงสาวคนนั้นก็มีผู้ได้ยิน ไม่ใช่เพียงนางคนเดียวอีกต่อไปเจ้าหน้าที่นำหลักฐานอีกชุดขึ้นถวาย“ส่วนเรื่องพิษของอ๋องสาม พบว่าบัญชีการซื้อสมุนไพรตรงกับช่วงเวลาที่อาการของอ๋องสามเริ่มทรุดหลายครั้ง แต่เนื่องจากผ่านมาหลายปี จึงไม่อาจพิสูจน์จากเอกสารเพียงอย่างเดียวว่าทุกชุดถูกใช้กับอ๋องสามพ่ะย่ะค่ะ”หว่านชิงพยักหน้าเล็กน้อย นี่คือสิ่งที่ควรเป็น หลักฐานมีเท่าใด ก็พูดเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องแต่งสิ่งที่พิสูจน์ไม่ได้ให้กลายเป็นความจริง เจ้าหน้าที่กล่าวต่อ“อย่างไรก็ตาม ชายมีแผลใต้คางยอมรับว่าเคยจัดหาสมุนไพรตามคำสั่งของคนในเครือข่ายองค์ชายใหญ่ และรู้ว่
“ข้า”“ไม่ได้”“ข้ายังไม่ได้พูด”“สีหน้าท่านพูดแล้ว”เฟิงอวี้ก้มหน้าซ่อนรอยยิ้ม เซียวจิ่งหยานมองภรรยา“ข้าเพียงอยากรู้สถานการณ์”“นอนฟังก็รู้ได้”“แต่”“ไม่มีแต่”หว่านชิงหันไปหาเฟิงอวี้“รายงานตรงนี้”“พ่ะย่ะค่ะ”เซียวจิ่งหยานเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนยอมเอนกลับลงบนหมอน“รายงาน”เฟิงอวี้จึงกล่าวต่อ“ทหารหลวงตรวจพบเอกสารส่วนหนึ่งในจุดติดต่อของกบฏเมื่อคืน มีทั้งรายชื่อคนรับเงิน เส้นทางส่งข่าว และสำเนารายงานจากกองทัพเมื่อหลายปีก่อน”เซียวจิ่งหยานสีหน้าเปลี่ยน“รายงานอะไร”“เกี่ยวกับท่านอ๋องพ่ะย่ะค่ะ”เฟิงอวี้นำเอกสารออกมา“บางฉบับเป็นรายงานที่กล่าวว่าท่านอ๋องซ่องสุมทหารเก่า แอบสะสมเสบียง และมีความคิดไม่พอพระทัยราชสำนักตั้งแต่ยังประจำชายแดน”หว่านชิงขมวดคิ้ว“จริงหรือไม่”“ไม่จริง”เซียวจิ่งหยานตอบทันที เขารับเอกสารมาอ่าน ดวงตาค่อย ๆ เย็นลง“ลายมือเหมือนรายงานของนายทหารบางคนที่เคยอยู่ใต้บังคับบัญชาข้า แต่เนื้อหาไม่ตรงกับสิ่งที่เกิดขึ้น”เฟิงอวี้พยักหน้า“และเราพบอีกอย่างพ่ะย่ะค่ะ”“อะไร”“ต้นฉบับบางฉบับ”เซียวจิ่งหยานเงยหน้าเฟิงอวี้นำกระดาษอีกชุดออกมา รายงานฉบับหนึ่งกล่าวถึงการจัดเสบียงเพื่อ







