FAZER LOGINหว่านชิงเหลือบมองประตู ไม่มีความเคลื่อนไหวใด ๆ นางไม่ได้ประหลาดใจ
ตั้งแต่มาถึงจวนแห่งนี้ เฟิงอวี้ก็บอกชัดเจนแล้วว่าเซียวจิ่งหยานมีอาการประชวร และไม่อาจออกมาต้อนรับนางได้ แต่จนกระทั่งถึงยามนี้ เขาก็ยังไม่ปรากฏตัว
ดูท่าคืนเข้าหอของนางคงกลายเป็นคืนหอร้างอย่างสมบูรณ์
หว่านชิงกลับไม่ได้รู้สึกน้อยใจ สำหรับหญิงสาวจากยุคปัจจุบันที่เพิ่งทะลุมิติมาอยู่ในร่างคนอื่นได้ไม่กี่วัน การต้องเข้าหอกับบุรุษที่ไม่เคยเห็นหน้ากันต่างหากที่น่าหนักใจกว่า
“ไม่มาก็ดี ข้าจะได้นอนสบายเสียหน่อย”
นางกำลังจะลุกไปเปลี่ยนอาภรณ์ เสียงฝีเท้าเร่งรีบก็ดังมาจากด้านนอก
จากนั้นประตูถูกผลักเปิด
“คุณหนูรอง” หญิงสาวในชุดบ่าวพุ่งเข้ามาอย่างรวดเร็ว
หว่านชิงยังไม่ทันได้ถามอะไร อีกฝ่ายก็โผเข้ามาคุกเข่าตรงหน้า น้ำตาไหลพราก
“คุณหนูรองจริง ๆ ด้วย ฮือ คุณหนูยังมีชีวิตอยู่จริง ๆ”
หว่านชิงชะงัก ทันทีที่เห็นใบหน้าของหญิงสาว ความเจ็บปวดก็แล่นขึ้นกลางศีรษะ
ภาพบางอย่างวาบผ่านเข้ามา เด็กหญิงสองคนกำลังแอบแบ่งหมั่นโถวกันอยู่หลังเรือน
เด็กสาวคนหนึ่งยืนกางแขนปกป้องเจ้านายจากไม้เรียวของแม่นม
คืนฤดูหนาวที่หนาวจัด บ่าวตัวเล็กแอบนำผ้าห่มของตนมาคลุมให้คุณหนูที่ถูกลงโทษให้นอนในเรือนเย็น
จากนั้นชื่อหนึ่งก็ผุดขึ้นมา
ชุนฮวา สาวใช้ที่เติบโตมาพร้อมกับหลี่หว่านชิง
และเป็นคนเพียงไม่กี่คนในจวนสกุลหลี่ที่จริงใจกับเจ้าของร่างเดิม
“ชุนฮวา”
ชื่อหลุดออกจากปากหว่านชิงโดยแทบไม่ต้องคิด
หญิงสาวเงยหน้าขึ้นทันที
“คุณหนู”
แล้วร้องไห้หนักกว่าเดิม
“บ่าวคิดว่าคุณหนูตายแล้ว พวกมันจับบ่าวขังไว้ในห้องเก็บของ บ่าวได้กลิ่นควัน ได้ยินคนตะโกนว่าไฟไหม้ แต่ไม่ว่าจะร้องอย่างไรก็ไม่มีใครยอมเปิดประตูให้”
ชุนฮวาสะอื้นจนพูดแทบไม่เป็นคำ
“พอบ่าวออกมาได้ เรือนของคุณหนูก็ไหม้ไปเกือบหมดแล้ว บ่าวตามหาคุณหนูเท่าไรก็หาไม่พบ พวกเขาไม่ยอมบอกอะไรบ่าวเลย”
หว่านชิงหรี่ตาลง
“ใครจับเจ้าขัง”
ชุนฮวาชะงัก
“บ่าว... ไม่เห็นหน้าเจ้าค่ะ มีคนเอาผ้าคลุมหัวบ่าวจากด้านหลัง แต่บ่าวจำได้ว่าก่อนหน้านั้นแม่นมหลิวเรียกบ่าวออกไป บอกว่าฮูหยินมีงานให้ทำ”
แม่นมหลิว หว่านชิงจดชื่อนี้ไว้ในใจ นางยังไม่รู้ว่าใครเป็นผู้ลงมือเผาเรือนโดยตรง และไม่ควรรีบสรุปโดยไม่มีหลักฐาน แต่เรื่องหนึ่งชัดเจนแล้ว
ชุนฮวาถูกแยกออกไปในคืนเกิดเหตุอย่างจงใจ
นั่นหมายความว่าคนลงมือต้องรู้ดีว่า หากสาวใช้ผู้นี้อยู่กับเจ้าของร่างเดิม นางจะพยายามช่วยเจ้านายอย่างแน่นอน
“แล้วเจ้ามาที่นี่ได้อย่างไร”
“หลังรู้ว่าคุณหนูถูกส่งมาแต่งกับอ๋องสาม บ่าวไปขอร้องพ่อบ้านให้ส่งบ่าวติดตามมาด้วย แต่เขาไม่ยอม บ่าวเลย...”
ชุนฮวาหลบสายตา หว่านชิงเลิกคิ้ว
“เลยอะไร”
“บ่าวแอบขึ้นรถขนของที่ตามขบวนเจ้าสาวมาเจ้าค่ะ”
หว่านชิงนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนหลุดหัวเราะออกมา
“เจ้านี่นะ”
ชุนฮวารีบคุกเข่า
“คุณหนูอย่าไล่บ่าวกลับเลยนะเจ้าคะ ต่อให้จวนอ๋องสามน่ากลัวเพียงใด บ่าวก็จะอยู่กับคุณหนู”
นางเงยหน้าทั้งน้ำตา
“ตอนอยู่สกุลหลี่ บ่าวปกป้องคุณหนูไม่ได้ คราวนี้ต่อให้ต้องตาย บ่าวก็จะไม่ทิ้งคุณหนูอีก” คำพูดนั้นทำให้หว่านชิงเงียบลง
ความรู้สึกบางอย่างเอ่อล้นขึ้นกลางอก
มันไม่ใช่ความรู้สึกของนางทั้งหมด
ส่วนหนึ่งเป็นความรู้สึกที่ตกค้างอยู่ในร่างนี้
ความผูกพันของหลี่หว่านชิงคนเดิมที่มีต่อสาวใช้ตรงหน้า
หว่านชิงยื่นมือประคองชุนฮวาขึ้น
“ฟังข้าให้ดี”
ชุนฮวาปาดน้ำตา
“เจ้าค่ะ”
“ต่อไปอย่าพูดเรื่องตายง่าย ๆ อีก”
ชุนฮวาชะงัก หว่านชิงมองนางตรง ๆ
“ข้ารอดออกมาจากกองไฟ ไม่ใช่เพื่อพาเจ้ามาตายด้วยกันที่นี่” น้ำเสียงของนางอ่อนลง
“เราจะมีชีวิตอยู่”
“คุณหนู...”
“และจะอยู่ให้ดีกว่าเดิมด้วย” น้ำตาของชุนฮวาไหลออกมาอีกครั้ง หว่านชิงถอนหายใจ
“แต่ถ้าเจ้ายังร้องต่อ ข้าจะเปลี่ยนใจก่อน เพราะคืนนี้ข้ายังไม่ได้เข้าหอกับสามี แต่ต้องมานั่งปลอบสาวใช้จนถึงเช้าแทน”
ชุนฮวาอ้าปากค้าง ครู่ต่อมาจึงรีบเช็ดน้ำตา
“บ่าวไม่ร้องแล้วเจ้าค่ะ”
หว่านชิงหัวเราะเบา ๆ อย่างน้อย ในสถานที่แปลกประหลาดแห่งนี้ นางก็มีคนที่ไว้ใจได้อยู่ข้างกายหนึ่งคนแล้ว
หลังจากชุนฮวาช่วยเปลี่ยนอาภรณ์ให้เรียบร้อย หว่านชิงจึงนั่งลงข้างโต๊ะ
“ชุนฮวา ข้ามีเรื่องจะถาม”
“คุณหนูถามมาได้เลยเจ้าค่ะ”
“ก่อนเกิดเพลิงไหม้ ข้ามีพฤติกรรมแปลกไปหรือไม่”
ชุนฮวาขมวดคิ้ว
“แปลกหรือเจ้าคะ”
“เช่น หวาดกลัวใครเป็นพิเศษ ซ่อนของบางอย่าง หรือพูดถึงเรื่องที่ไม่อยากให้คนอื่นรู้”
ชุนฮวาครุ่นคิดอยู่นาน
“ช่วงหลายวันก่อนเกิดไฟไหม้ คุณหนูดูไม่ค่อยสบายใจเจ้าค่ะ” ดวงตาของหว่านชิงคมขึ้น
“อย่างไร”
“คุณหนูมักสะดุ้งเวลามีคนเดินผ่านหน้าห้อง แล้วก็เคยถามบ่าวว่า ถ้าคนในจวนทำเรื่องที่ไม่ควรทำ เราควรทำอย่างไร”
“แล้วข้าพูดหรือไม่ว่าเป็นเรื่องอะไร”
ชุนฮวาส่ายหน้า
“ไม่เจ้าค่ะ บ่าวถามแล้ว แต่คุณหนูไม่ยอมบอก”
หว่านชิงนิ่งคิด
ทันใดนั้น ความเจ็บแปลบก็แล่นขึ้นกลางศีรษะอีกครั้ง
ภาพหนึ่งปรากฏขึ้นอย่างรวดเร็ว ทางเดินมืด ประตูเรือนหลังหนึ่งเปิดแง้ม เสียงคนกำลังพูดคุยกัน มือของเจ้าของร่างเดิมกำชายเสื้อแน่น
จากนั้นภาพทั้งหมดก็ดับวูบ หว่านชิงยกมือกุมขมับ
“คุณหนู”
ชุนฮวารีบเข้ามาประคอง
“ไม่เป็นไร”
หว่านชิงหลับตา พยายามดึงภาพเมื่อครู่กลับมา แต่ยิ่งพยายาม ความทรงจำก็ยิ่งเลือนหาย
เหมือนมีม่านหมอกหนาทึบปกคลุมช่วงเวลาสำคัญบางส่วนเอาไว้
นางจึงหยุดฝืน ดูเหมือนความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมจะไม่ได้กลับมาทั้งหมดในคราวเดียว แต่ค่อย ๆ ปรากฏขึ้นเมื่อมีบางสิ่งกระตุ้น
“ชุนฮวา”
“เจ้าค่ะ”
“เรื่องที่เราคุยกันคืนนี้ อย่าบอกผู้ใด”
“บ่าวเข้าใจแล้วเจ้าค่ะ”
“รวมถึงเรื่องที่ข้าถามถึงก่อนเกิดไฟไหม้ด้วย”
ชุนฮวาพยักหน้าอย่างจริงจัง
“บ่าวจะไม่พูดกับใครแน่นอน”
“เช่นนั้นถาม”เขานิ่งไปครู่หนึ่ง เหมือนคนที่เผชิญกองทัพกบฏได้โดยไม่เปลี่ยนสีหน้า กำลังไม่กล้าถามคำถามง่าย ๆ“เจ้า...”หว่านชิงรอ“ตั้งครรภ์หรือ”นางยิ้ม“สองเดือนกว่าแล้วเพคะ”เซียวจิ่งหยานนิ่งสนิท หว่านชิงโบกมือตรงหน้า“ฝ่าบาท”ไม่มีคำตอบ“เซียวจิ่งหยาน”เขากะพริบตา“จริงหรือ”“ข้าจะโกหกเรื่องนี้ทำไม”“แน่ใจแล้ว”“ตรวจสามครั้ง”“หมอหลวงรู้หรือยัง”“รู้”“ชุนฮวา”“รู้”“เฟิงอวี้”“ยัง”เซียวจิ่งหยานลุกขึ้นทันที หว่านชิงตกใจ“ท่านจะไปไหน”“ตามหมอหลวง”“ข้าบอกว่าตรวจแล้ว”“ตรวจอีกครั้ง”“เซียวจิ่งหยาน”“ข้าจะให้คนเตรียม”หว่านชิงคว้าแขนเขา“นั่งลง”ฮ่องเต้แห่งแผ่นดินหยุด แล้วนั่งลงจริง ๆ หว่านชิงมองอย่างขบขัน“ผู้ใดเห็นเข้าคงไม่เชื่อว่าท่านคือคนเดียวกับที่ทำให้ขุนนางทั้งท้องพระโรงไม่กล้าหายใจดัง”“เรื่องนี้ไม่เหมือนกัน”“ต่างอย่างไร”เซียวจิ่งหยานมองหน้าท้องที่ยังแทบไม่เห็นความเปลี่ยนแปลง ก่อนยื่นมือไปอย่างลังเล“แตะได้หรือ”หว่านชิงหัวเราะ“ลูกท่านนะ”เขาจึงวางมือลงเบา ๆ เบาจนแทบไม่ได้สัมผัส หว่านชิงมองเขาในวินาทีนั้น นางนึกถึงคืนแรกที่ตื่นขึ้นท่ามกลางเปลวไฟนางเคยคิดเพียงว่าจะรอดอย่า
เซียวจิ่งหยานถาม“แล้วตอนนี้”“งานเพิ่มขึ้นสองเท่าพ่ะย่ะค่ะ”หว่านชิงซึ่งนั่งอ่านบัญชีอยู่ด้านข้างกล่าว“เงินเดือนเพิ่มหรือไม่”เฟิงอวี้ชะงัก“เพิ่มพ่ะย่ะค่ะ”“เช่นนั้นก็ยุติธรรม”เฟิงอวี้เงียบ เซียวจิ่งหยานพยักหน้า“พระชายาพูดถูก”เฟิงอวี้มองสองสามีภรรยาสุดท้ายทำได้เพียงประสานมือ“กระหม่อมขอตัวไปทำงานพ่ะย่ะค่ะ”เวลาผ่านไปอีกหนึ่งปี ฮ่องเต้ซึ่งพระชนมายุมากขึ้นและผ่านเหตุการณ์กบฏครั้งใหญ่ ตัดสินพระทัยสละราชสมบัติ ไม่มีการแย่งชิง ไม่มีการนองเลือด ไม่มีข่าวลือว่าผู้ใดชิงบัลลังก์พระราชโองการถูกประกาศอย่างเปิดเผยต่อราชสำนักเซียวจิ่งหยานขึ้นครองราชย์อย่างถูกต้องตามลำดับในฐานะรัชทายาทวันที่เขาขึ้นนั่งบนบัลลังก์มังกร หว่านชิงยืนอยู่เบื้องล่างนางมองบุรุษคนเดียวกับที่ครั้งหนึ่งเคยนั่งกระอักเลือดอยู่บนพื้นเรือนโอสถคนที่เคยเอากระบี่ชี้นางเพราะไม่ไว้ใจคนที่เคยถามว่า เจ้าเป็นใครกันแน่ไม่มีใครในวันนั้นคิดว่าทั้งสองจะเดินมาถึงตรงนี้หลังพิธีขึ้นครองราชย์ พระราชโองการอีกฉบับถูกนำออกมา ขันทีเริ่มอ่าน“หลี่หว่านชิง พระชายาคู่พระทัย ร่วมทุกข์ร่วมสุข ยามบ้านเมืองเกิดภัยมีสติปัญญาและยึดมั่นในขอบเขต
“หว่านชิง”“อะไร”“วสันต์ปีหน้าจะเป็นอย่างไร”นางเลิกคิ้ว“ยังไม่ถึงฤดูหนาว ท่านถามหาวสันต์แล้วหรือ”“แค่ถาม”หว่านชิงคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนยิ้ม“ถ้าท่านยอมกินยา ทำกายภาพ และไม่หาเรื่องเจ็บตัวอีก”“แล้ว”“วสันต์ปีหน้า ท่านอาจไม่ต้องนั่งรถเข็นตลอดเวลาแล้ว”เซียวจิ่งหยานมองนาง“จริงหรือ”“ข้าบอกว่าอาจ”“สำหรับข้า คำว่าอาจของเจ้าก็เพียงพอ”หว่านชิงนิ่งไป ประโยคนี้เหมือนสิ่งที่เขาเคยพูดกับนางเมื่อนานมาแล้วในวันที่ทั้งสองยังไม่ไว้ใจกัน วันที่นางเพิ่งบอกว่าเส้นประสาทที่ขาของเขายังตอบสนอง และอาจมีโอกาสกลับมาเดินได้ จากวันนั้นจนถึงวันนี้ พวกเขาผ่านไฟพิษ คำใส่ร้าย ความไม่ไว้ใจ การจากลา และการกบฏ มาด้วยกัน หว่านชิงมองเขา“เช่นนั้นก็มีชีวิตไปให้ถึงวสันต์ก่อนเถอะเพคะ”เซียวจิ่งหยานยิ้ม“ได้” ครั้งนี้ไม่มีศัตรูซ่อนอยู่หลังคำพูดนั้น ไม่มีแผนการที่ต้องปิดบังกัน เหลือเพียงคนสองคนที่ยังมีบาดแผลต้องรักษา และแผ่นดินที่กำลังเริ่มฟื้นตัวหลังผ่านคืนอันยาวนานส่วนสิ่งที่จะเกิดขึ้นเมื่อวสันต์มาถึงนั้น ยังมีเวลาอีกมากให้พวกเขาค่อย ๆ เดินไปหา ฤดูวสันต์มาเยือนเมืองหลวงอีกครั้งหลายเดือนผ่านไปนับจากคืนกบฏ ร่องร
“นางกระทำผิดก็ต้องรับโทษ แต่เหตุที่ถูกข่มขู่ให้บันทึกไว้ประกอบการพิจารณา”“พ่ะย่ะค่ะ”ขุนนางจำนวนมากก้มศีรษะ“ทรงพระปรีชาพ่ะย่ะค่ะ”ฮ่องเต้มององค์ชายใหญ่“ส่วนเจ้า”ท้องพระโรงเงียบลง“สมคบคิดก่อกบฏ สะสมกำลัง ปลอมแปลงรายงานราชการ บิดเบือนพระบัญชา และเป็นผู้บงการเครือข่ายที่นำไปสู่การลอบทำร้ายพระอนุชา”องค์ชายใหญ่เงยหน้าฮ่องเต้ตรัสต่อ“ถอดฐานันดรศักดิ์ ควบคุมตัวไว้รอการลงพระราชอาญาตามกฎหมายแผ่นดิน”องค์ชายใหญ่หัวเราะเบา ๆ“สุดท้ายเสด็จพ่อก็เลือกเขา”เซียวจิ่งหยานตอบก่อนฮ่องเต้“ไม่มีผู้ใดบังคับให้ท่านเลือกก่อกบฏ”องค์ชายใหญ่หันมามอง“เจ้าคิดว่าตนชนะหรือ”“ไม่”“แล้วนี่เรียกว่าอะไร”เซียวจิ่งหยานมองพี่ชาย“เมื่อคืนมีคนตายจำนวนมาก”“ไม่มีอะไรน่ายินดี”องค์ชายใหญ่เงียบ ทหารเข้ามาควบคุมตัวเขาออกไป ไม่มีเสียงหัวเราะบ้าคลั่ง ไม่มีการดิ้นรน เหลือเพียงชายคนหนึ่งที่เคยคิดว่าบัลลังก์อยู่ห่างเพียงเอื้อม แต่สุดท้ายกลับสูญเสียทุกอย่างด้วยการตัดสินใจของตนเองหลี่เฉิงถูกนำตัวขึ้นมาเป็นรายต่อไป ฮ่องเต้มองหลักฐาน“หลี่เฉิงมีส่วนร่วมปกปิดเส้นทางสมุนไพร ทำลายหลักฐาน และมีหลักฐานเกี่ยวข้องกับการพยายามฆ่าบ
“ชายผู้นี้ให้การว่า หลังคุณหนูรองสกุลหลี่พบเห็นบัญชีและการส่งสมุนไพร เขาเสนอให้กำจัดพยาน ส่วนคำสั่งให้จัดฉากเป็นอุบัติเหตุถูกดำเนินการผ่านคนในจวนสกุลหลี่พ่ะย่ะค่ะ”หลี่เฉิงตะโกน“มันใส่ร้ายข้า”เจ้าหน้าที่หันไป“แต่คนงานเก่าในจวนสามคนให้การตรงกันว่าคืนนั้นมีคำสั่งห้ามผู้ใดเข้าใกล้เรือนคุณหนูรอง และหลังไฟไหม้ นายท่านหลี่มีคำสั่งให้ทำลายของภายในเรือนบางส่วน”หลี่เฉิงพูดไม่ออก หว่านชิงไม่ได้ยิ้ม นางเพียงมองชายที่เป็นบิดาของเจ้าของร่างเดิมในที่สุด หนี้ของหญิงสาวคนนั้นก็มีผู้ได้ยิน ไม่ใช่เพียงนางคนเดียวอีกต่อไปเจ้าหน้าที่นำหลักฐานอีกชุดขึ้นถวาย“ส่วนเรื่องพิษของอ๋องสาม พบว่าบัญชีการซื้อสมุนไพรตรงกับช่วงเวลาที่อาการของอ๋องสามเริ่มทรุดหลายครั้ง แต่เนื่องจากผ่านมาหลายปี จึงไม่อาจพิสูจน์จากเอกสารเพียงอย่างเดียวว่าทุกชุดถูกใช้กับอ๋องสามพ่ะย่ะค่ะ”หว่านชิงพยักหน้าเล็กน้อย นี่คือสิ่งที่ควรเป็น หลักฐานมีเท่าใด ก็พูดเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องแต่งสิ่งที่พิสูจน์ไม่ได้ให้กลายเป็นความจริง เจ้าหน้าที่กล่าวต่อ“อย่างไรก็ตาม ชายมีแผลใต้คางยอมรับว่าเคยจัดหาสมุนไพรตามคำสั่งของคนในเครือข่ายองค์ชายใหญ่ และรู้ว่
“ข้า”“ไม่ได้”“ข้ายังไม่ได้พูด”“สีหน้าท่านพูดแล้ว”เฟิงอวี้ก้มหน้าซ่อนรอยยิ้ม เซียวจิ่งหยานมองภรรยา“ข้าเพียงอยากรู้สถานการณ์”“นอนฟังก็รู้ได้”“แต่”“ไม่มีแต่”หว่านชิงหันไปหาเฟิงอวี้“รายงานตรงนี้”“พ่ะย่ะค่ะ”เซียวจิ่งหยานเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนยอมเอนกลับลงบนหมอน“รายงาน”เฟิงอวี้จึงกล่าวต่อ“ทหารหลวงตรวจพบเอกสารส่วนหนึ่งในจุดติดต่อของกบฏเมื่อคืน มีทั้งรายชื่อคนรับเงิน เส้นทางส่งข่าว และสำเนารายงานจากกองทัพเมื่อหลายปีก่อน”เซียวจิ่งหยานสีหน้าเปลี่ยน“รายงานอะไร”“เกี่ยวกับท่านอ๋องพ่ะย่ะค่ะ”เฟิงอวี้นำเอกสารออกมา“บางฉบับเป็นรายงานที่กล่าวว่าท่านอ๋องซ่องสุมทหารเก่า แอบสะสมเสบียง และมีความคิดไม่พอพระทัยราชสำนักตั้งแต่ยังประจำชายแดน”หว่านชิงขมวดคิ้ว“จริงหรือไม่”“ไม่จริง”เซียวจิ่งหยานตอบทันที เขารับเอกสารมาอ่าน ดวงตาค่อย ๆ เย็นลง“ลายมือเหมือนรายงานของนายทหารบางคนที่เคยอยู่ใต้บังคับบัญชาข้า แต่เนื้อหาไม่ตรงกับสิ่งที่เกิดขึ้น”เฟิงอวี้พยักหน้า“และเราพบอีกอย่างพ่ะย่ะค่ะ”“อะไร”“ต้นฉบับบางฉบับ”เซียวจิ่งหยานเงยหน้าเฟิงอวี้นำกระดาษอีกชุดออกมา รายงานฉบับหนึ่งกล่าวถึงการจัดเสบียงเพื่อ







