INICIAR SESIÓNหลังจากที่ ฉินเซียนหรู ดับลมหายใจของมือสังหารไปแล้ว นางหาได้เร่งรุดกลับจวนไม่ ถึงแม้ยามนั้นตะวันได้ลาลับขอบฟ้า ท้องนภาถูกกลืนด้วยเงายามราตรี หากแต่ในใจของนางสงบนิ่งเพราะต่อให้กลับไปช้าสักเพียงใด ก็ย่อมไม่มีผู้ใดในจวนเหลียวแลอยู่ดี สำหรับพวกเขา นางไม่ต่างอากาศธาตุที่ไร้ค่า ขณะเดียวกัน ภายในร้านยาที่ประดับด้วยตะเกียงสลัวของ ซ่งเจิ้งหยุน ความเงียบงันถูกกลบด้วยเสียงสบถที่เต็มไปด้วยโทสะ
“ไอ้คนไร้ประโยชน์! แค่สตรีตัวเล็ก ๆ ผู้เดียว เหตุใดถึงล่าช้าได้ถึงเพียงนี้!”
ใบหน้าของเขาบิดเบี้ยวด้วยความเดือดดาล นัยน์ตาเต็มไปด้วยเพลิงริษยา เขาเฝ้ารอข่าวการสิ้นชีวิตของนางสตรีที่ทำให้ตนขายหน้า ความอับอายนั้นกัดกินหัวใจเขาเสมือนพิษร้าย มีเพียงการเห็นนางตายด้วยตาของตนเองเท่านั้น ที่จะชำระความเจ็บปวดนี้ได้
“เจ้ากำลังรอใครอยู่หรือ… ซ่งเจิ้งหยุน” เสียงนั้นมิใช่สิ่งที่เขาเฝ้ารอ หากแต่เป็นเสียงที่ทำให้โลหิตในกายแทบหยุดไหล หัวใจของเขากระตุกวูบ เมื่อรีบหันไปตามต้นเสียง ร่างกายพลันสั่นสะท้านโดยไม่อาจห้ามได้
เบื้องหน้าเขาสตรีผู้หนึ่งยืนอยู่ในชุดเรียบง่าย ใบหน้าเรียวขาวผ่องถูกบดบังด้วยหน้ากากเย็นเยียบ ดวงตาของนางทอแสงนิ่งสงบคล้ายห้วงเหวลึกที่ไร้ก้นบึ้ง นั่นคือ ผู้ที่เขาปรารถนาให้หายไปจากโลกนี้ริมฝีปากของเขาสั่นเครือ ก่อนเสียงพร่า ๆ จะเล็ดลอดออกมา “เ…เป็นเจ้า!”
เพียงแค่นางสบตาเข้ากับซ่งเจิ้งหยุน นางก็มิจำเป็นต้องเอ่ยคำถามใด ๆ อีกเพราะแววตาที่ตื่นตระหนกและความหวาดกลัวที่ฉายวาบออกมาเพียงชั่วขณะ ได้เผยความจริงทั้งหมดแล้วว่า มันคือตัวการที่อยู่เบื้องหลัง ซ่งเจิ้งหยุน แม้มีชื่อเสียงเรื่องการแพทย์และหลอมโอสถ แต่กลับอ่อนด้อยสิ้นเชิงในเชิงยุทธ์ ร่างกายที่เคยห่อหุ้มด้วยความมั่นใจ ตอนนี้กลับสั่นระริกดุจลูกนกไร้รังพึ่ง เพียงพริบตาเดียว ฉินเซียนหรูสะบัดฝ่ามือออก พลังปราณแผ่ซ่านดุจคลื่นทะเลสาดกระแทกเข้ากับอกของชายผู้นั้น ตึง!
เสียงกระแทกดังสนั่น ร่างของซ่งเจิ้งหยุนถูกซัดจนกระดูกแทบแตกละเอียด ดวงตาเบิกกว้าง เลือดสดทะลักออกจากปากเป็นสายยาว ร่างทั้งร่างสั่นระริกก่อนทรุดฮวบลงเหมือนถุงทรายไร้ค่า อวัยวะภายในปั่นป่วนจนมิอาจฟื้นคืนเขาแทบไม่มีโอกาสได้เปล่งคำสั่งเสีย เพราะเพียงไม่กี่ลมหายใจต่อมา ชีวิตของซ่งเจิ้งหยุนก็มาถึงกาลอวสาน
ฉินเซียนหรูมองร่างนั้นด้วยสายตาว่างเปล่า แววตาของนางไม่ไหวสะทกสักนิด น้ำเสียงที่เอื้อนเอ่ยออกมาเรียบเฉยดุจสายลมพัดผ่าน “เป็นเจ้าที่เลือกเอง…”
สิ้นคำ นางหันหลังให้อย่างไม่ใยดี ปล่อยให้ร้านยาที่เคยเป็นที่โอ่อ่าของหมอผู้มากด้วยเล่ห์เหลี่ยม กลายเป็นเพียงสุสานแห่งความทะนงตนที่ดับสิ้นในชั่วพริบตา
ค่ำคืนนั้นเงียบสงัด แสงจันทร์สาดต้องร่างบอบบางของ ฉินเซียนหรู เมื่อก้าวกลับมาถึงเรือนหลังน้อยของตนเอง ราวกับคืนที่ผ่านมามิได้มีสิ่งใดเกิดขึ้น ทั้งที่ความจริงนางเพิ่งดับลมหายใจคนไปถึงสองชีวิต ทว่าลมหายใจของนางกลับนิ่งสงบ ดุจสายน้ำที่ไร้ระลอกคลื่น ความตายสำหรับผู้อื่นอาจเป็นตราบาป แต่สำหรับนาง มันกลับกลายเป็นเพียงหนึ่งในก้าวเดินใหม่ของโชคชะตาฝีเท้าเรียวเพิ่งก้าวถึงเรือน เสียงทุ้มต่ำและเย็นชาก็ดังขึ้นแทรกกลางความเงียบงัน“เจ้าหายไปไหนมา”
น้ำเสียงนั้นหนักแน่นดุจคมดาบ เสียงที่นางรู้จักดี ฉินเทียนหง แม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่ และบิดาผู้ให้กำเนิดของนาง หลังจากไม่เห็นนางในห้องโถงอาหาร เขาจึงมาที่เรือนแห่งนี้ รอคอยอยู่เนิ่นนานและในที่สุดนางก็ปรากฏตัวขึ้นตรงหน้า เงาร่างสูงใหญ่ในชุดแม่ทัพยืนตระหง่านอยู่กลางลาน แววตาคมกล้าเหมือนเคย ทว่าในความเย็นชากลับแฝงด้วยประกายบางอย่างที่มิใช่เพียงความโกรธ หากยังมีความเฝ้ารอที่นางไม่อาจอ่านออกในทันที
ฉินเซียนหรู ไม่แม้แต่จะหันไปสบตา ดวงตาภายใต้หน้ากากแห่งความสงบนิ่งยังคงทอดตรงไปเบื้องหน้า น้ำเสียงที่นางเอื้อนเอ่ยออกมาเรียบเฉยไร้ความสั่นไหว
“ข้าเพียงแค่ไปสูดอากาศที่ภายนอกมาเท่านั้น”
แสงจันทร์สาดลงบนเงาของบิดาและบุตรสาวทอดทาบปะทะกันราวกับเป็นคนแปลกหน้าที่ต่างฝ่ายต่างไม่อาจก้าวข้ามกำแพงในใจได้ ฉินเทียนหง ก้าวออกมาขวางประตู ท่วงท่าหนักแน่นของแม่ทัพผู้ผ่านศึกนับครั้งไม่ถ้วนยังคงสง่างาม หากแต่แววตาที่ทอดมองบุตรีกลับสั่นไหว “เจ้าจะหนีข้าไปไหน… ข้าเป็นบิดาของเจ้านะ!”
น้ำเสียงก้องกังวาน แฝงทั้งอำนาจและความปวดร้าว ทว่าฉินเซียนหรูเพียงชะงักเล็กน้อย ดวงตาเย็นชาไร้อารมณ์ไม่แม้จะเหลือบแลบิดากลิ่นโลหิตเจือจางแตะจมูก แม่ทัพผู้คมกริบย่อมรู้ทันทีว่านี่ไม่ใช่กลิ่นที่พัดพามาตามลม แต่คือร่องรอยจากการสังหารที่ยังเกาะติดอยู่บนร่างของบุตรสาว ความตกใจสาดวาบไปทั่วร่างสูงใหญ่“ฉินเซียนหรู… เจ้าไปฆ่าคนมาอย่างนั้นหรือ!”
เสียงนั้นพร่าและสั่น ไม่ใช่เพราะความกลัว หากแต่เป็นเพราะหัวใจที่ปฏิเสธไม่ลง ภาพบุตรีวัยเยาว์ที่เคยวิ่งเล่นหัวเราะอยู่เคียงข้างผุดขึ้นมาไม่ขาดสาย แต่สิ่งที่เห็นตรงหน้ากลับเป็นสตรีผู้เปื้อนเลือดและเปล่งประกายเย็นยะเยือกนางหันมาสบตาเพียงชั่ววูบ ดวงตาคู่นั้นแข็งกร้าว ไร้เมตตา “ข้าไปฆ่าคนมาแล้ว… มันเป็นอย่างไร”
เพียงคำตอบสั้น ๆ แต่กลับเป็นดั่งหอกแหลมแทงทะลุหัวใจผู้เป็นบิดา ฉินเทียนหง ใบหน้าที่แข็งแกร่งพลันสั่นไหว ความโกรธ ความเจ็บปวด และความรู้สึกผิดตีกันในอก“แม้ข้าจะไม่เคยมอบความรักความอบอุ่นแก่เจ้า… แต่เหตุใดเจ้าต้องเลือกทางสายนี้!”
ทว่า ฉินเซียนหรู มิได้เหลียวแล ก้าวผ่านร่างบิดาไปอย่างเย็นชา ปลายนิ้วผลักบานประตูไม้ปิดดัง ปัง! แต่ก่อนนั้น นางทิ้งถ้อยคำหนึ่งเอาไว้ ราวกับฟ้าผ่ากลางใจ “แล้วท่าน…จะมาแสดงความเป็นพ่ออะไรเอาตอนนี้”
เสียงสะท้อนจากบานประตูดังก้องไปท่ามกลางความเงียบงันของรัตติกาล เงาร่างใหญ่ของแม่ทัพยังคงยืนนิ่ง ดวงตาคมที่เคยทนทานต่อสมรภูมิร้อยครั้งพันครั้ง บัดนี้กลับเอ่อคลอด้วยความเจ็บปวดที่มิอาจเอื้อมถึงหัวใจบุตรีของตนได้อีกต่อไป…
ร่างสูงใหญ่ของ ฉินเทียนหง ก้าวเดินออกจากเรือนด้วยฝีเท้าที่หนักหน่วง หากแต่หัวใจกลับเบาหวิวราวกับถูกสูบวิญญาณออกไปจนสิ้น ถ้อยคำของบุตรีที่เพิ่งสะบัดใส่เขาเมื่อครู่“แล้วท่านจะมาแสดงความเป็นพ่ออะไรตอนนี้”ดังก้องสะท้อนซ้ำแล้วซ้ำเล่าในโสตประสาท คล้ายคมมีดที่ไม่หยุดเฉือนหัวใจให้แหลกสลายริมฝีปากที่เคยเปล่งเสียงก้องในสนามรบ พลันสั่นระริกไม่อาจเปล่งวาจาใด ๆ ออกมาได้ เขาได้เพียงคร่ำครวญกับตัวเอง“ใช่สิ… แล้วมันเกิดอะไรขึ้นกับข้ากัน”
ภาพความทรงจำย้อนผุดขึ้นทีละฉาก เด็กหญิงน้อยผู้เป็นแก้วตาดวงใจ คนที่เขาเคยอุ้มแนบอกด้วยความภาคภูมิใจ วันวานเขาเคยฝากทั้งความหวังและความรักทั้งหมดไว้บนบ่าที่เล็กเกินไปของนาง แต่ยามที่ผลการตรวจวัดพรสวรรค์เปิดเผยออกมา ว่าบุตรีของเขาไร้ค่าไร้แววรุ่งโรจน์ เขากลับเป็นคนแรกที่ทอดทิ้ง ยิ่งกว่าบ่าวรับใช้ในเรือนที่พากันหัวเราะเยาะ แปดปีเต็ม ที่เขาเมินเฉย ทำราวกับว่านางไม่เคยมีตัวตน บัดนี้ความจริงถาโถมเข้ามาเหมือนคลื่นทะเลซัดกระแทกฝั่งจนสลายไปทุกอย่าง“นี่ข้าทำกับแก้วตาดวงใจของข้าเช่นนี้ได้อย่างไร…”
น้ำเสียงของแม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่พลันพร่าและสั่นสะท้าน ดวงตาคมกร้าวที่เคยผ่านสมรภูมิเลือดนับร้อยบัดนี้เอ่อคลอด้วยหยาดน้ำใส ถึงแม้รู้ว่าวันนี้บุตรีของเขามิได้เป็นเพียงหญิงสาวไร้ค่า หากแต่ได้ก้าวขึ้นสู่เส้นทางที่เปื้อนเลือดเสียแล้ว… ความภาคภูมิและความเจ็บปวดพลันปะทะกันในอกจนแทบหายใจไม่ออก
แม้เขาจะรับรู้ถึงความสามารถของนางในยามนี้ แต่เพียงแค่ความจริงที่ว่ามือเล็ก ๆ ของบุตรีที่เขาเคยกุมไว้อย่างแผ่วเบา…บัดนี้เปื้อนโลหิตของผู้อื่น มันก็เพียงพอที่จะทำให้หัวใจของแม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่แตกสลายเป็นผุยผง
หลังจากเหตุการณ์บนเกาะร้าง แม้ฉินชิงหร่านจะรอดชีวิตกลับมาได้ แต่จิตใจของนางกลับไม่อาจก้าวพ้นความหวาดกลัวอันฝังลึก นางหัวเราะลอย ๆ โดยไร้เหตุผล แล้วพลันก็ร้องไห้โฮราวกับเด็กที่หลงทาง ทั้งสายตาและสติสัมปชัญญะแกว่งไกว ไม่ยึดอยู่กับปัจจุบันอีกต่อไป คล้ายว่าจิตของนางติดหลงในความมืดมิดแห่งอดีตที่ไม่อาจถอนตัวออกมาได้แม้กระทั่งเมื่อทารกลืมตาดูโลกเด็กที่ถือกำเนิดจากช่วงเวลาที่นางถูกกระทำ ถูกบีบบังคับจนไร้ซึ่งอำนาจควบคุมตนเองความบริสุทธิ์ของเด็กน้อยก็ไม่อาจนำพานางกลับสู่ความปกติได้ ชิงหร่านยังคงจมอยู่ในห้วงเจ็บปวดของตน ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ากาลเวลาอยู่ในยามกลางวันหรือกลางคืนฉินเซียนหรูยืนมองพี่สาวต่างมารดาเพียงหนึ่งก้าว สายตาเต็มไปด้วยความเวทนา…พร้อมบาดแผลที่นางเองก็ไม่เคยลืม นางเอ่ยด้วยเสียงราบเรียบ หากแฝงความรู้สึกลึกซึ้ง“เจ้าจงอย่าโกรธเคืองข้าเลย…ครั้งนี้ ข้าไม่อาจรักษาเจ้าได้ดั่งที่ข้ารักษาผู้อื่น”นางนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนทอดมองเด็กน้อยสองคนที่หลับอยู่ในเปลเล็ก ๆ ผิวทารกเนียนนุ่ม ข้อมือเล็กกำอากาศอย่างไร้เดียงสา ไม่รับรู้ความโหดร้ายที่เกิดขึ้นก่อนพวกเขาจะถือกำเนิด เซียนหรูยื่นมือแตะผ้าอ้อมเบา ๆ
หลังจากองค์รัชทายาทมู่หยางเฉิงเสด็จกลับถึงนครหลวงได้ไม่นาน พระองค์ก็ประกาศต่อประชาชนทั่วทั้งเมืองว่า“ราชครูจินหรงและเหล่าทหารติดตาม ประสบเหตุเรืออัปปางกลางทะเลบัดนี้ไม่ทราบว่ามีชีวิตรอดหรือสิ้นชีพแล้ว”คำประกาศเรียบง่าย ทว่ากลบความจริงทั้งหมดที่เกิดขึ้นบนเกาะร้างอย่างแนบเนียน มีเพียงคนไม่กี่คนเท่านั้น แม่ทัพฉินเทียนหง กับทหารชั้นสูงบางนายที่รู้ความจริงว่าราชครูจินหรงถูกกำจัดสิ้นแล้วยามค่ำวันนั้นในท้องพระโรงส่วนพระองค์ ฮ่องเต้มู่จื้อเหวินทอดพระเนตรองค์รัชทายาทด้วยสายตาเปี่ยมความเอ็นดู พระสุรเสียงแผ่วละมุนดังขึ้น“หยางเฉิง… ลูกพ่อ ภารกิจครั้งนี้เจ้าทำได้ดีมากเจ้าพึ่งเดินทางไกลกลับมา คงเหน็ดเหนื่อยไม่น้อย”องค์รัชทายาทประสานมือแล้วค้อมศีรษะพระสุรเสียงสงบนิ่ง ทว่าแฝงความกตัญญูอย่างลึกซึ้ง“เพียงได้แบ่งเบาภาระของเสด็จพ่อสักส่วนหนึ่งลูกก็พึงพอใจแล้วพ่ะย่ะค่ะ” ภารกิจครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการตามล่าผู้ทรยศแต่คือการกำจัด เสี้ยนหนามที่ฝังรากลึกในราชสำนักและหยางเฉิงก็ทำสำเร็จอย่างงดงามฮ่องเต้มู่จื้อเหวินประทานรอยยิ้มบางเบา แต่แฝงความหมายลึกซึ้ง“แม้ราชครูจะสิ้นไปแล้ว แต่ในราชสำนักยังม
ไม่นานหลังการค้นหาทั่วทั้งเกาะ กองทหารขององค์รัชทายาทก็นำร่างของนายกองเฉาหมิงและพวกที่เหลือกลับมาได้สำเร็จ พวกมันถูกจับลากคอมาอย่างไม่ปรานี ราวกับสัตว์ดุร้ายที่หมดเรี่ยวแรงหลังดิ้นรนหนีความตายร่างกายของแต่ละคนเต็มไปด้วยรอยฟกช้ำ ยามหัวค่ำลมทะเลพัดเย็นยะเยือกแต่กองไฟใหญ่หน้ากระโจมกลับลุกโชติช่วงราวกับตอบสนองต่อความเดือดดาลของคนสองคนที่นั่งอยู่เบื้องหน้าองค์รัชทายาทมู่หยางเฉิงและแม่ทัพฉินเทียนหง“ในที่สุดก็จับกุมตัวจนครบ” พระสุรเสียงเรียบ แต่หนักแน่นดุจแผ่นหินแล้วพระองค์หันไปยังแม่ทัพผู้ยืนตระหง่านอยู่ข้าง ๆ“แม่ทัพฉินเทียนหง… จากนี้ไป เป็นหน้าที่ของท่าน”คำว่า หน้าที่ ขององค์รัชทายาท ไม่ใช่คำสั่งธรรมดาแต่คือการอนุญาตให้แม่ทัพชำระความด้วยวิถีของตนโดยไม่มีผู้ใดสามารถตั้งคำถามแม่ทัพฉินเทียนหงลุกขึ้นยืนช้า ๆ เงาของเขาทาบทับเหนือพื้นดินราวกับภูผา แววตาที่ทอดมองเหล่าเชลยนั้นมิใช่เพียงความโกรธ หากแต่เป็นความปวดร้าวที่กดทับจนสั่นสะเทือนทั้งใจเขาค้อมศีรษะเล็กน้อย“กระหม่อมซาบซึ้งในพระเมตตา…”จากนั้นใบหน้าที่เคยสงบนิ่งกลับแปรเปลี่ยนเป็นความเย็นชาเฉียบคมเสียงของเขาแผ่วต่ำ แต่ทรงพลังดั่งคำพิพากษาแห่
ท่ามกลางสายลมที่พัดแรงและคลื่นทะเลที่โถมใส่ไม่หยุด เรือสำเภาขององค์รัชทายาทมู่หยางเฉิงยังคงฝ่าความปั่นป่วนของพายุอย่างไม่หวั่นเกรง น้ำทะเลสาดซัดขึ้นมาบนดาดฟ้าเป็นระยะ แต่ทหารทุกนายยังยืนประจำตำแหน่งอย่างมั่นคงทันใดนั้น นายทหารผู้ควบคุมเรือก็ร้องเรียกเสียงดัง “องค์รัชทายาทพ่ะย่ะค่ะ! พบเศษซากเรือลอยมากับคลื่น!”เขารีบรุดเข้ามาประทับยืนเบื้องหน้าพลางคุกเข่ารายงานด้วยน้ำเสียงจริงจัง“จากลักษณะไม้และรอยแตก คาดว่าเป็นส่วนหนึ่งของเรือท่านราชครู เกรงว่าเรือของพวกเขาคงอัปปางไปแล้ว หากยังมีชีวิต… ก็ต้องอยู่บนเกาะที่อยู่เบื้องหน้าพ่ะย่ะค่ะ”มู่หยางเฉิงหันพระพักตร์ไปมองเกาะที่ลางเลือนอยู่ท่ามกลางสายฝน ภาพเงาดำทะมึนของเกาะราวสัตว์ร้ายที่หมอบซุ่มอยู่กลางสมุทร แต่ในแววพระเนตรของพระองค์กลับมีเพียงความเย็นชาและความแน่วแน่ราชครูจินหรง หนีข้ามน้ำข้ามทะเลเพียงนี้ แต่สุดท้ายก็ยังไม่อาจเลี่ยงชะตาพระองค์ยกพระหัตถ์ขึ้นประหนึ่งฟ้าผ่าภายใต้คำสั่งเดียว“เตรียมกำลังให้พร้อมเราจะเทียบท่าเกาะเบื้องหน้าเดี๋ยวนี้!”เสียงทหารขานรับดังก้องเหนือเสียงพายุ “รับพระบัญชา!”ไม่นาน เรือสำเภาขององค์รัชทายาทก็ฝ่าคลื่นเข้าสู่เขต
ฉินชิงหร่าน ซึ่งแต่เดิมมีสภาพเหมือนไร้จิตวิญญาณ ในที่สุดสติของนางก็กลับคืนสู่โลกแห่งความเป็นจริงอีกครั้ง เมื่อร่างอันบอบบางถูกรุกล้ำอย่างเชื่องช้า มือที่หยาบกระด้างและเต็มไปด้วยตัณหาของนายกองเฉาหมิง เริ่มลูบไล้นางด้วยความมัวเมานางถูกพันธนาการติดกับเสากระโดงเรืออย่างน่าเวทนา สภาพร่างกายที่เปียกปอนจากคลื่นลมยิ่งเน้นย้ำถึงความอ่อนแอและยั่วยวน“เจ้า... เจ้าจะทำอะไร?” นางกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือและหวาดกลัวสุดขีด สายตาของเฉาหมิงและพวกพ้องจ้องมองนางราวกับ สัตว์ป่าที่หิวกระหาย พวกมันยืนล้อมรอบนางและราชครูที่ถูกมัดอยู่ข้างกัน“ข้าจะมอบไออุ่นให้เรือนร่างของเจ้า” เฉาหมิงกระซิบข้างหูของนางอย่างน่ารังเกียจ ขณะที่มือของเขาลูบไล้ผิวหนังที่เปิดเผย “เนื้อตัวของเจ้าถูกคลื่นลมมานาน เดี๋ยวจะไม่สบาย ข้าจะให้ไออุ่นเจ้าเอง”“อย่าเข้ามานะ!” นางกรีดร้องด้วยความหวาดผวา พยายามดิ้นรน แต่เชือกที่รัดแน่นทำให้ทำได้เพียงขยับตัวไปมา นาย กองผู้นั้นไม่สนใจคำพูดใดอีก มอบจูบที่เต็มไปด้วยความใคร่และปรารถนาให้นางอย่างป่าเถื่อนโดยไม่สนใจแรงขัดขืน นางพยายามหันหน้าหนีอย่างสุดกำลัง“อย่าทำข้า! ท่านราชครูช่วยข้าด้วย!
ใครจะไปคาดคิดได้ว่า ราชครูจินหรง ผู้ซึ่งเป็นอดีตขุนนางใหญ่แห่งราชสำนัก พร้อมกับลูกน้องที่เป็นทหารหลวง จะกระทำตัวเลวทรามเยี่ยงโจรป่า หลอกให้ชาวบ้านต่ำศักดิ์เลี้ยงอาหาร เมื่ออิ่มท้องแล้วก็ฆ่าทิ้งอย่างโหดเหี้ยมในตอนนี้ เรือสำเภาลำเก่ากำลังหนีลอยลำอยู่กลางทะเลอย่างไร้จุดหมาย คลื่นทะเลในยามนี้นั้นซัดสาดเต็มลำเรือจนทุกคนเปียกปอนไปหมด ฉินชิงหร่าน นางผู้ซึ่งเป็นสตรีเพียงนางเดียว ถูกจับมัดแขนขาอยู่กลางเสากระโดงเรือ ยิ่งน้ำจากคลื่นทะเลสาดซัดบนตัวนางเท่าไหร่ ก็ยิ่งที่จะส่งเสน่ห์ความเย้ายวนมากเท่านั้นตั้งแต่เส้นลมปราณของนางถูกทำลายไป นางก็เหมือนแต่คนที่มีร่างแต่ไร้ซึ่งจิตวิญญาณ ไม่สามารถขัดขืนหรือแม้แต่ตอบโต้ได้ เหล่าลูกน้องชั้นเลวของท่านราชครูต่างแอบจ้องมองเรือนร่างของนางจนตาเป็นมัน ร่องรอยของผ้าที่เปียกแนบเนื้อทำให้สรีระอ่อนช้อยเผยออกอย่างชัดเจน แววตาที่เต็มไปด้วยความโลภและตัณหาฉายชัดในความมืด พวกมันแทบจะควบคุมความปรารถนามืดมิดของตนเองไว้ไม่อยู่ รอคอยเพียงโอกาสอันเหมาะเจาะที่เจ้านายจะละสายตาบนเรือลำนี้ นอกจากพายุคลื่นลมที่โหมกระหน่ำแล้ว ยังมี พายุแห่งความชั่วร้าย ที่ก่อตัวขึ้นในจิตใจของคนสาร







