LOGIN“ตายแล้ว” ฉันแทบอยากจะเดินหนีหายเข้าไปในตู้เสื้อผ้าริมผนังเมื่อหันไปเห็นตัวเองในกระจก กระโปรงสั้นด้านหลังฉันมันดันพับเปิดขึ้นมาจนเห็นไปถึงแก้มก้นที่ไม่มีผ้าใดๆ ปิดบังเอาไว้ ฉันชอบใส่จีสติงมากกว่าเพราะไม่ต้องกังวลกับขอบกางเกงใน ที่จะทำให้สะดุดตาเมื่อใส่กระโปรงแนบเนื้อแบบนี้ แต่เกิดเหตุแบบนี้ สงสัยฉันต้องลองเปลี่ยนเป็นกางเกงในไร้ขอบแทนซะแล้ว เพียงแต่ตอนนี้ไม่ทันแล้ว ‘เค้าเห็นตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย’
ทั้งๆ ที่ปกติฉันเป็นคนระวังตัวมากเวลาจะลุกจะนั่ง แต่คงเพราะฉันตกใจกับการที่เขามาคนเดียว ทำเอาสติฉันไม่อยู่กับตัว จนเผลอลืมที่จะสำรวจกระโปรงด้านหลังของตัวเองเมื่อลุกขึ้น
“เอ่อ ชั้นขอโทษค่ะ ที่เข้าใจผิด แล้วพูดไม่ค่อยดีออกไป สรุปแล้วคุณจะให้ชั้นแนะนำอะไรให้คะวันนี้” ฉันเอ่ยออกไปอย่างรู้สึกผิดจริงๆ ที่คิดและพูดไม่ดีออกไป
“ผมอยากให้คุณช่วยดูให้ผมทั้งหมด ทั้งชุดทำงาน ออกงาน และลำลองด้วย ทุกอย่างครับ” คุณวัตยังคงมีทีท่าสงบนิ่งเหมือนเมื่อครู่นี้ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ‘หรือเขาพยายามทำให้ฉันสบายใจ’
“ถ้าอย่างนั้น น่าจะต้องใช้เวลาพอสมควรเลยนะคะ คุณมีชุดไหนที่ต้องการใช้ด่วนก่อนมั้ยคะ เผื่อเวลาไม่ทันเลือกทั้งหมด ชุดที่สำคัญคุณยังได้ไปใช้งานก่อนค่ะ”
“ผมว่างนะ ไม่ได้รีบไปไหน” ไม่แค่พูดเปล่า เขายังนั่งลงที่โซฟาตัวยาวกลางห้อง เอนตัวลงไปพิงพนักและยกขาขึ้นไขว่ห้าง พร้อมกับสีหน้าสบายใจ
“เอ่อ…” ฉันแอบเหลือบมองนาฬิกาที่แขวนอยู่บนพนังด้านหนึ่ง และคำนวนเวลาอยู่ในใจ เพราะตอนนี้ก็ใกล้เที่ยงแล้ว หากต้องหาชุดทั้งหมดที่เขาต้องการ วันนี้เขาคงไม่ได้ทานมื้อกลางวันแน่ๆ
“โอเคครับ งั้นผมขอเป็นชุดทำงานก่อนละกันครับ ซักสี่ห้าชุดละกัน ผมอยากได้ภูมิฐานหน่อยแต่ไม่คร่ำครึมาก มีสไตล์ แต่ไม่แฟชั่นเกินไป เอ่อ... ผมเป็นผู้บริหารในโรงพยาบาล” ยังดีที่เขาไม่ดันทุรัง คงน่าจะพอเข้าใจสิ่งที่ฉันคิดได้จากสีหน้าฉัน
“ได้ค่ะ งั้นคุณวัตรอซักครู่นะคะ จะรับขนม กาแฟ หรือต้องการอะไรเป็นพิเศษระหว่างที่รอมั้ยคะ”
“ผมบอกพนักงานด้านนอกแล้ว เดี๋ยวเค้าคงจัดการมาให้ เชิญคุณนิต้าตามสบายเลยครับ”
หลังจากเขาพูดจบไม่นาน ก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้น น้องพนักงานและแม่บ้านค่อยๆ เปิดประตูห้องเข้ามาพร้อมกับรถเข็น ที่บนนั้นมีถาดขนมจัดอย่างสวยงาม กาน้ำชา และกาแฟ รวมถึงแก้วที่เข้าชุดกัน ทั้งสองคนช่วยกันจัดทุกอย่างบนโต๊ะหน้าโซฟา
เมื่อฉันเลือกชุดได้สองชุด ก็หันกลับมามองทางโซฟาอีกครั้ง สิ่งที่เห็นทำเอาฉันตกใจไม่น้อย เพราะขนมและน้ำบนโต๊ะที่จัดเรียงไว้ ทั้งน่ากิน และยังเยอะจนเต็มโต๊ะไปหมด ‘ใช่สิ กินหมดนี่ ไม่ต้องกินข้าวกลางวันยังได้เลย ส่วนฉัน เฮ้อ... เสร็จงานค่อยคิดนะยัยนิต้า ทนหิวไปก่อนละกันนะ’
“เลือกได้แล้วเหรอครับ งั้นระหว่างรอผมลองชุด คุณมาทานอะไรก่อน ผมสั่งมาเผื่อคุณด้วย ตามสบายเลยนะครับ ไม่ต้องเกรงใจ” นี่สีหน้าฉันเหมือนคนหิวจนเขาดูออกเลยเหรอเนี่ย ทำเรื่องน่าขายหน้าอีกแล้วยัยนิต้าเอ้ย
ฉันชั่งใจตัวเองอยู่นาน ว่าเหมาะสมหรือไม่ที่จะมานั่งกินขนมกับกาแฟของลูกค้าแบบนี้ แต่หน้าตาของขนมทุกชิ้นในจาน เหมือนกับกำลังส่งแววตาอ้อนวอนให้ฉันหยิบพวกมันเข้าปาก เพื่อให้พวกมันได้มอบความสุขให้ฉันเสียเหลือเกิน แล้วฉันก็ต้องพ่ายแพ้ต่อสิ่งยั่วยุตรงหน้า
“อร่อยมั้ยครับ ร้านนี้เป็นร้านประจำแม่ผมเลย ขนมไม่หวานมาก ใช้น้ำตาลธรรมชาติไม่อ้วนครับ”
โอ้ย เขาออกมาทักฉันตอนที่กำลังเคี้ยวขนมอยู่เต็มปากเลย ทำไมจังหวะนรกขนาดนี้นะ ฉันต้องยกชาขึ้นจิบเพื่อให้สามารถกลืนขนมในปากลงไปได้ เพื่อตอบคำถามเขาสินะ “ค่ะ อร่อยมากค่ะ ขอบคุณนะคะที่สั่งมาเผื่อ ร้านไหนเหรอคะ ฉันอยากซื้อไปฝากเพื่อนบ้างน่ะค่ะ”
“เอาไว้เสร็จตรงนี้แล้ว ผมพาคุณไปดีกว่าครับ ผมเป็นลูกค้าประจำ พาคุณไป คุณก็ได้ส่วนลดไปด้วย” ฉันทำได้เพียงเงียบ เพื่อรักษามารยาทจึงไม่ได้ปฏิเสธไปตรงๆ ก็เขายังเป็นลูกค้าของฉันอยู่นี่นะ
เมื่อเขาลองชุดสองชุดแรกที่ฉันเลือกให้เสร็จ เราสองคนก็สลับตำแหน่งกันอีกครั้ง ฉันเข้าไปเลือกชุดเพิ่ม ส่วนเขานั่งลงดื่มกาแฟที่โซฟา เขาแทบไม่แตะขนมเลย ขนมชิ้นเดียวที่วางในจากเข้าตั้งแต่แรกก็ไม่ถูกแตะต้องเลยแม้แต่น้อย
ระหว่างเลือกชุดภายในห้อง ยัยอัยย์โทรเข้ามาหาฉัน เหมือนเธอต้องการให้ฉันไปช่วยรับหน้าเจ้าหน้าที่ส่งของจากโรงพยาบาล เพราะเธออยู่บ้านคนเดียว ไม่มีใครรับให้เธอได้ แต่ฉันก็ต้องปฏิเสธเธอไป เพราะงานตรงนี้ฉันยังทำได้ไม่ถึงครึ่งทางเลย
“ขอโทษจริงๆ นะยัยอัยย์ ฉันติดลูกค้าสำคัญจริงๆ” ฉันบอกเพื่อน ด้วยความรู้สึกผิดในใจ ที่ไม่สามารถไปช่วยเธอได้ และหลังจากนั้นฉันก็คงต้องทำงานต่อ แต่ฉันก็อดเป็นห่วงเธอไม่ได้เลย
“ใช่ ผมยุ่งจนไม่มีเวลา ดังนั้นผมจะเลือกใช้เวลากับเรื่องที่สำคัญเท่านั้นไงล่ะ” หมอวัต พูดกับผู้หญิงคนนั้น ในท่าทางที่ฉันไม่เคยเห็นมาก่อน เขาดูสุขุมจริงจัง ทิ้งมาดผู้ชายกวนๆ ขี้เล่นที่ฉันเคยเห็นไปโดยสิ้นเชิง‘นี่ตกลงเค้าเป็นคนแบบไหนกันแน่เนี่ย ตัวตนของเขาคือคนไหนกัน หรือเป็นพวกหลายบุคลิกเหรอ แต่ท่าทางแบบนี้ของเค้าก็ทำเอาชั้นต้องเปลี่ยนความคิดที่มีต่อเค้าใหม่’“นี่ แกหมายความว่าเรื่องของชั้นไม่สำคัญสินะ ไอ้หมอวัต แกคิดว่าแค่แกไม่เซ็นต์อนุมัติแล้วจะขวางชั้นได้เหรอ” ผู้หญิงคนนั้นเริ่มเดินเข้าไปประชิดตัวหมอวัต และพูดกับเขาเสียงเบาลงเหมือนพยายามไม่ให้คนอื่นได้ยิน แต่ฉันกลับได้ยินสิ่งที่เธอพูดชัดเจนทุกคำ“อ้อ ขอโทษนะคะ อย่าโกรธกันเลยนะที่มินท์มารบกวนเวลาของพวกคุณ พอดีมินท์ก็มีเรื่องสำคัญที่โรงพยาบาล ที่รอหมอวัตทำให้อยู่น่ะคะ เพียงแต่ก่อนหน้านี้เค้าบอกว่ายุ่งจนไม่มีเวลา มินท์เลยแปลกใจว่าทำไมถึงมานั่งกินข้าวอยู่ที่นี่ได้” คราวนี้เธอจงใจพูดกับฉัน ท่าทางเหมือนจะเป็นมิตรนะ แต่คำพ
รุ่งเช้าฉันตื่นขึ้นมาก็เห็นยัยอัยย์นั่งเอนตัวพิงหัวเตียง ในมือยังคงกำมือถือเอาไว้แน่น เมื่อมองใบหน้านั้น ฉันรู้ได้ทันทีว่าเธอคงผ่านการร้องไห้มาตลอดคืนแน่นอนเห็นอย่างนั้นแล้ว ฉันยิ่งไม่วางใจให้เธออยู่คนเดียว จึงพยายามชักชวนจนถึงขั้นคะยั้นคะยอ แทบจะเป็นการบังคับให้เธอไปโรงพยาบาลกับฉัน เพราะฉันมีนัดตรวจสุขภาพสุดท้ายแล้ว เราสองคนก็มาถึงโรงพยาบาลในช่วงสายแล้ว การตรวจร่างกายของฉันใช้เวลาไม่นาน แต่หากจะรอผลต้องใช้เวลาประมาณ 1-2 ชั่วโมง เราทั้งคู่ตัดสินใจจะออกไปนั่งรอที่ร้านกาแฟฝั่งตรงข้าม แต่ยังไม่ทันได้เดินไปถึงร้าน ฉันเห็นแผนกหมอออนไลน์จึงเรียกให้ยัยอัยย์ดูโดยที่ฉันไม่ทันได้คาดคิด เมื่อประตูอัตโนมัติเปิดออก เห็นหมอภีมที่กำลังคุยอยู่กับหมอท่านอื่นอยู่ตรงนั้น และกำลังจะเดินออกมา “คราวนี้เธอจะเอายังไงดี ยัยอัยย์” ฉันถามยัยอัยย์ทันที เพราะตั้งแต่เช้าที่ฉันเห็นอัยย์พยายามติดต่อหมอภีม แต่ก็ไม่สามารถติดต่อได้เลยก่อนที่ยัยอัยย์จะทันได้ตอบอะไรฉันกลับมา เหมือนหมอภีมจะหันมาเห็นเราสองคนและเขารีบเร่งฝีเท้าตรง
หลังจากดื่มน้ำจนหมดแก้ว ผมจึงค่อยๆ เดินไปทางห้องนอน แต่ไม่ได้เข้าไปด้านในนั้น แต่อยู่ที่ด้านหน้าห้องก็ยังได้ยินสองเสียงคุยกันถึงเรื่องอาการของคนบนเตียง“เรากำลังคุยกันอยู่ว่าสาเหตุจริงๆ ที่ทำให้อาการกำเริบวันนี้เกิดจากอะไร เท่าที่อัยย์เล่ามาให้ผมฟัง ผมคิดว่าอาการน่าจะเกิดขึ้นเมื่อเธออยู่ในเหตุการณ์ที่เป็นจุดสนใจของคนจำนวนหนึ่ง” ไอ้ภีม บอกข้อสันนิษฐานของมันเพื่อให้ทุกคนได้ช่วยกันวิเคราะห์หาสาเหตุต่อ“มันยังไงกันคะคุณหมอ อาการกำเริบเพราะเป็นจุดสนใจเหรอ อ้อเดี๋ยวนะ ชั้นว่ามันมีความเป็นไปได้อยู่นะ เพราะครั้งล่าสุด คือตอนไปงานประกาศรางวัลกับพ่อแม่เธอ แล้วเธอก็เริ่มมีอาการหนักตอนยื่นถ่ายรูปกับพ่อแม่ที่แบ็กดร็อป” นิต้าช่วยเสริมข้อมูลขึ้นมาอีกคน“ถ้างั้นแล้วครั้งแรกล่ะครับ พอจะจำได้มั้ยว่าเกิดขึ้นได้ยังไง” ผมยืนพิงที่ประตูห้องนอนไม่ได้เข้าไปด้านใน แต่ก็ยังอดไม่ได้ที่จะเสนอความเห็นของตัวเอง ที่มีข้อสงสัยเกี่ยวกับอาการของคุณอัยย์“ใช่ๆ ยัยอัยย์ ครั้งแรกที่เธอเป็นคือตอนไหนนะ ชั้นยังไม่เจอกับเธอเลยใช่มั้ย” จากที่นิต้าตอ
“ใครโทรมาตอนนี้วะ”ในจังหวะที่ฉันกำลังรู้สึกเหมือนร่างกายกำลังล่องลอยอยู่บนท้องฟ้า จู่ ๆ ก็ได้ยินหมอวัตสบถออกมาอย่างไม่สบอารมณ์เท่าไหร่นัก เขายันตัวเองลุกขึ้นจากตัวฉัน ซึ่งแขนฉันที่คล้องเกี่ยวคอของเขาไว้ก็ปล่อยให้ร่วงหล่นลงบนที่นอนแบบไร้แรงต้านทาน“คงไม่ใช่น้องคนไหนของคุณโทรมาตามใช่มั้ยคะ” ฉันเอ่ยถามเขาออกไป พยายามไม่ให้เสียงดังจนเกินไปจนเข้าไปในสายให้ฝั่งตรงข้ามได้ยินเมื่อฉันลุกขึ้นใส่ชุดคลุมแล้วเดินตามเขาออกมาที่ห้องรับแขก เห็นเขาแนบมือถือที่หูแต่ไม่พูดอะไร ได้แต่ยื่นนิ่งเงียบ แต่เพราะเขายืนหันหลังให้ฉัน ฉันจึงไม่ทันได้เห็นสีหน้าเขา เลยเดาไม่ถูกว่าปลายสายนั้นโทรมาด้วยเรื่องดีหรือร้ายอย่างไรกันแน่“เอ่อ คุณใจเย็นๆ ก่อนนะ แล้วก็ เฮ้อ แต่งตัวเถอะ เดี๋ยวเราต้องออกไปกันแล้ว” หลังจากคำถามฉันจบเพียงไม่นาน หมอวัตวางสายแล้วจึงหันกลับมาคุยกับฉันด้วยท่าทีสงบ แต่เหมือนฉันจะมองออกว่า ความสงบนั้นเป็นเพียงท่าทีที่เขาพยายามแสดงออกมาเพื่อปกปิดอะไรไว้บางอย่างฉันไม่ได้ทำตามที่เขาบอกในทันที เพียงแต่ยืนนิ่งอยู่ที่เดิม ขมวดคิ้วมอง
ผมนั่งจิบไวน์กับนิต้าไปเรื่อยๆ โดยไม่ได้พูดคุยอะไรกัน มีเพียงเสียงจากทีวีที่เปิดหนังเรื่องหนึ่งขึ้นมา ซึ่งผมเองก็ไม่รู้ว่าชื่อเรื่องอะไร ไม่รู้ว่าใครเป็นนักแสดงด้วยซ้ำ อีกทั้งยังไม่ได้สนใจจะดูหรือฟังเนื้อหาของหนังเลยแม้แต่น้อยในหัวยังคงวนเวียนคิดถึงประโยคนั้นของเธอ อย่าบอกว่าจะจริงจังกับชั้นนะ ชั้นบอกนายไว้ก่อนเลยนะ ว่าชั้นไม่คิดจะผูกมัดกับใคร แค่เจอกันครั้งคราวชั้นก็โอเค แต่ห้ามให้ใครรู้เด็ดขาด ผมไม่เข้าใจและยังหาคำตอบให้ตัวเองไม่ได้เลยจริงๆการที่ผมทำแบบนี้ ให้การ์ดคอนโดเธอ เผื่อเอาไว้เวลาที่เรานัดกัน เธอสามารถมารอผมที่ได้จะได้สะดวกขึ้น ก็ดีไม่ใช่หรือไง และผมก็แค่คิดว่าเธอมีความสามารถหาเงินได้เองเยอะแยะขนาดนั้นก็คงจะไว้ใจได้ คงไม่ขโมยของผมหรือพาใครมายกเค้าบ้านผมหรอก แบบนี้เรียกว่าผมจริงจังกับเธอเหรอก็ใช่ไง ผมก็ไม่ได้จริงจัง ไม่ได้คิดจะผูกมัดเธอ เพียงแต่ผมก็ไม่โอเคที่จะต้องหลบซ่อนห้ามให้ใครรู้นี่หว่า รูปร่างหน้าตาผมก็ไม่ได้แย่ถึงกับจะโชว์ใครไม่ได้เลยซะที่ไหน ฐานะหน้าที่การงานก็ดี สามารถเอาไปเชิดหน้าชูตาที่ได้คว
ในใจของฉันกำลังสับสน และสมองก็กำลังตีกันอย่างบ้าคลั่ง‘เค้าไม่ได้จะแต่งงานแสดงว่าก็ยังโสดนะสิ ทางสะดวกเธอแล้วไงนิต้า’‘เธอจะบ้าเหรอ ทางสะดวกอะไร เธอไม่ได้อยากคบเค้าซักหน่อย’‘แต่นี่เค้าติดใจเธอแล้วสินะนิต้า เธอมีผู้ชายไว้แก้เหงาแล้วไง เค้าไม่ได้แต่งงานก็เป็นคนแก้เหงาให้เธอได้ไง ไม่ผิดศีลธรรม’‘เธอจะเอาตัวเองไปล้อเล่นกับคนแบบนั้นเหรอ เค้าน่ะเสือผู้หญิงเชียวนะ เธอก็เจอผู้หญิงที่เค้าควงมาซ้ำหน้ากันที่ไหน’‘ก่อนหน้านี้ก็เป็นเรื่องผ่านไปแล้วสิ ถ้าตอนนี้เค้าไม่ยุ่งกับคนอื่น อย่างน้อยก็ช่วงที่ยังยุ่งกับเธอล่ะ’‘เธอแน่ใจได้เหรอว่าเค้าจะยอมทำแบบนั้นน่ะ ที่ผ่านมาเค้าเป็นยังไงเธอก็เห็นนี่ ยังจะเอาตัวเองเข้าไปเสี่ยงอีกหรือไง’‘จะไปยากอะไร ถ้าเค้าไปยุ่งกับคนอื่นอีก เธอก็แค่ถอยห่างเลิกยุ่งก็แค่นั้นไง ไม่ดีเหรอ เล่นง่ายเลิกง่ายๆ ก็ไม่ต้องผูกมัด เหมือนที่เธอต้องการเลย แถมเค้ายังทำถูกใจเธอไม่ใช่เหรอไง’“คุณคิดอะไรของคุณอยู่น่ะ ตกลงชอบหรือเปล่า” ในขณะ







