Masukเสี่ยวอวี้ตัวน้อยถูกการกระทำของอาจารย์ทำให้หมดความมั่นใจ คิดถึงว่าขนาดอาจารย์ที่เป็นคนอื่นยังเชื่อคำพูดของเยว่เสี่ยวซู เจ้าตัวเล็กก็ไม่กล้าบอกกล่าวเรื่องที่เกิดขึ้นกับตนให้เยว่อวิ๋นฟังเยว่เสี่ยวซูบอกว่าเขาคือหลานชายแท้ๆ ของท่านแม่ ส่วนนางนั้นเป็นเพียงลูกเลี้ยงที่ไม่มีความเกี่ยวข้องทางสายเลือด หากพู
ดังนั้นเมื่อถูกส่งมาที่สำนักศึกษาตะวันตก ซูจี๋จึงพุ่งเป้าไปยังเซี่ยฉงอวิ๋นเป็นพิเศษ คิดจะถ่ายทอดความรู้ที่มีให้แก่อีกฝ่ายทั้งหมด ว่าน่าเสียดายที่หลังจากสอนไปไม่นาน อาจารย์ซูก็สัมผัสได้ว่าความรู้ความสามารถของเซี่ยฉงอวิ๋นที่เป็นแค่คนธรรมดานั้นกลับล้ำหน้าตนไปมากแม้แต่บุตรฝาแฝดที่ยังอายุน้อยของเขานั้นก
เยว่เสี่ยวซูคือแก้วตาดวงใจของแม่เฒ่าเยว่กับจางซื่อ ที่ผ่านมาแม้ฐานะของครอบครัวจะอัตคัดขัดสนแค่ไหน แต่ทั้งคู่ก็ไม่เคยละเลยเขา ถึงจะไม่สามารถส่งเยว่เสี่ยวซูไปเรียนสถานศึกษาในตำบลเหมือนบรรดาลูกหลานตระกูลมั่งมีได้ ทว่าพวกนางก็ยอมทุ่มเงินก้อนใหญ่ซื้อของขวัญฝากตัวให้เขาเป็นลูกศิษย์หลี่ซื่อของหมู่บ้านหลี่
มาถึงตอนนี้มีหรือเยว่อวิ๋นจะยังมองไม่ออกว่าเจ้าซาลาเปาของตนมีบางอย่างที่ผิดปกติ หญิงสาวก้มลงไปสอดมืออุ้มร่างเล็กขึ้นมาไว้ในอ้อมแขน พลางตบหลังปลอมประโลมด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน“แม่ได้ยินแล้ว เสี่ยวอวี้ของเราจำได้ทั้งหมดจริงๆ ลูกของแม่เก่งกาจอัจฉริยะที่สุด แล้วจะต้องมาโกหกด้วยเรื่องเล็กน้อยเช่นนี้ทำไมกัน
เข้าสู่เดือนสิบปลายฤดูใบไม้ร่วง อากาศที่เคยร้อนชื้นก็เริ่มเย็นลง น้ำค้างยามค่ำคืนจับตัวกลายเป็นผนึกน้ำแข็งในตอนเช้า เป็นสัญญาณบ่งบอกให้รู้ว่าเหมันตร์กำลังย่างกรายมาเยือนแล้วทว่าสัญญาณนี้กลับไม่ได้รับความสนใจจากผู้คนเท่าใดนัก เพราะเมื่อไม่กี่วันก่อนฮ่องเต้ได้ออกราชโองการประกาศแก่ทั่วแคว้น ว่าให้มีกา
“ข้าหรือ” คำว่าอาจารย์ปู่ทำเอาผู้เฒ่าฝูที่กำลังนั่งละเมียดสุราถึงกับมีสีหน้าเหลอหลาขึ้นมา “ทำไมต้องวุ่นวายด้วยเล่า ให้พวกเขาไปเรียนที่สำนักศึกษาก็ดีอยู่แล้วนี่นา” ถึงอย่างไรที่สถานศึกษาก็มีอาจารย์คนใหญ่ที่ฮ่องเต้ส่งมาคอยทำหน้าที่สอนองค์ชาย เรื่องอะไรต้องให้ตาแก่อย่างเขาลำบากเหน็ดเหนื่อยด้วยเห็นผู้เ
ในใจเจ้าของร่างมีสองสิ่งที่ยังมิอาจปล่อยวาง หนึ่งคือบุตรฝาแฝดที่ยังเล็ก สองคือความเสียดายแกมริษยาน้องชายที่ได้ร่ำเรียน เขาปรารถนาจะร่ำเรียนฝากชื่อให้คนทั่วหล้าได้รู้จัก ได้รับราชการเป็นขุนนางที่นำพาเกียรติยศมาสู่วงศ์ตระกูลในยามที่เซี่ยฉงอวิ๋นวิญญาณหลุดลอยมาเข้าร่าง จึงได้เอ่ยคำมั่นให้สัญญาว่าจะทำสอ
“ท่านแม่” สองซาลาเปาน้อยเห็นมารดาก็วิ่งถลาเข้ามาหาทันที เยว่อวิ๋นรีบอ้าแขนกอดรับตัวพวกเขาไว้ พลางมองลานฝึกที่ตอนนี้ไม่ได้ว่างเปล่าเหมือนแต่ก่อนแล้ว“ชกเสาไม้เสร็จหรือยัง” หญิงสาวก้มลงถามร่างในอ้อมกอด“เสร็จแล้วขอรับ”“เสร็จแล้วเจ้าค่ะ”ตอนนี้ในลานมีเสาไม้พันเชือกสองเสา ทุกๆ เช้าหลังจากต้าเป่ากับเสี่
ชาวบ้านหลายคนที่ออกมาดูได้ยินประโยคนี้ก็ส่งเสียงหัวเราะขบขันทันที พวกเขาต่างเข้าใจความหมายที่เซี่ยฉงอวิ๋นต้องการสื่อ สายตาที่มองไปทางแม่เฒ่าเซี่ยจึงเต็มๆปด้วยความดูถูกทันทีพอไร้ประโยชน์ก็ทอดทิ้ง เห็นว่ามีประโยชน์จึงกลับมา มีมารดาที่เห็นแก่ตัวเช่นนี้ช่างน่าสงสารเซี่ยฉงอวิ๋นยิ่งนักมุมปากเยว่อวิ๋นกระ
ห้องโถงด้านนอกของหงจือหลินมีลูกค้าเข้ามาเป็นระยะ คนของบ้านสามสนทนากันด้วยท่าทีวิตกกังวล รอจนกว่าสองชั่วยามผ่านไป การผ่าตัดก็ยังไม่เสร็จสิ้น ในใจเซี่ยเหล่าซานเริ่มหนักอึ้งขึ้นเรื่อยๆเยว่อวิ๋นที่อยู่ด้านในยังคงมุ่งมั่นมีสมาธิ บนหน้าผากนางมีเม็ดเหงื่อผุดตามไรผมถี่ยิบ รอจนเศษกระดูกที่แตกชิ้นสุดท้ายถูกเ







