แชร์

บทที่ 2

ผู้เขียน: ยอดคนแปดทิศ
เมิ่งยางได้ยินดังนั้นก็เงยหน้าขึ้นมองทันที

ฉีซูเซี่ยนเองก็กัดกรามแน่นจนขึ้นสัน "จือหว่าน ถึงกับต้องทำขนาดนี้เลยหรือ?"

"เหตุใดจะไม่ได้เล่า?" เซิ่งจือหว่านปรายตามอง "ก็แค่ฐานะหนึ่งเท่านั้น ในเมื่อภายหน้าท่านพี่บอกว่าจะไม่พบนางอีก การเพิ่มความมั่นใจให้อีกชั้นจะมีอะไรไม่ดีกันเล่า?"

เมิ่งยางมองไปยังฉีซูเซี่ยนตามสัญชาตญาณ ปลายนิ้วขาวซีดที่ตากในน้ำฝนค่อยๆกำเข้าหากันแน่นโดยไม่รู้ตัว

เซิ่งจือหว่านเหลือบเห็นท่าทางนั้นเข้าพอดี มุมปากของนางจึงยิ้มขึ้นเล็กน้อย

ชาติก่อน นางไม่รู้เลยว่าเมิ่งยางตั้งครรภ์ และเพราะเชื่อคำยุยงของห้วนจูจึงยอมให้ฉีซูเซี่ยนรับนางเข้าจวน ซึ่งฉีซูเซี่ยนในตอนนั้นก็พ่นคำลวงโลกออกมาว่าจะไม่ไปพบเมิ่งยางอีกเหมือนกับตอนนี้ไม่มีผิด!

แต่ผลสุดท้ายล่ะเป็นอย่างไร?

ห้าเดือนต่อมา เมิ่งยางที่ใกล้จะคลอดกลับคลอดบุตรที่ตายคาท้องออกมา ฉีซูเซี่ยนบุกเข้ามาในจวนของนางด้วยดวงตาแดงก่ำ ยามนั้นนางกำลังนอนพักผ่อน แต่กลับถูกสามีชี้หน้าด่าทอว่าเป็นหญิงใจโฉด ทำให้นางเพิ่งรู้ว่าห้วนจูเป็นคนผลักเมิ่งยางตกน้ำจนนางตกใจและคลอดก่อนกำหนด

ห้วนจูเป็นคนของนาง ทั้งยังปากพร่ำบอกว่าทำเพื่อนาง สุดท้ายกลายเป็นว่านางที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรเลย กลับต้องมาแบกรับชื่อเสียงที่ฉาวโฉ่ว่าเป็นหญิงขี้อิจฉาและโหดเหี้ยม

เซิ่งจือหว่านคิดมาถึงตรงนี้ก็อดหัวเราะเยาะตนเองมิได้

เมื่อเห็นฉีซูเซี่ยนมีสีหน้าที่ดูได้ยากและนิ่งเงียบไป นางจึงเอ่ยถามซ้ำ "ท่านพี่เห็นว่าไม่ได้หรือคะ? หรือว่า..."

นางหัวเราะเบาๆ และเอ่ยด้วยน้ำเสียงเนิบนาบ "แท้จริงแล้วแม่นางเมิ่งยางผู้นี้ตั้งครรภ์มาได้พักหนึ่งแล้ว และที่พวกท่านพากันปิดบังข้า ก็เพื่อรอให้ข้าวสารกลายเป็นข้าวสุก จนข้าไม่มีทางเลือกนอกจากต้องยอมรับมันใช่หรือไม่?"

ฉีซูเซี่ยนถึงกับตกตะลึง

เขาคิดไม่ถึงว่าเซิ่งจือหว่านจะล่วงรู้เรื่องนี้เข้าเสียแล้ว

“แต่ในเมื่อนางเป็นคนพูดออกมาเอง เขาก็ไม่จำเป็นต้องปิดบังเพื่อถนอมความรู้สึกนางอีกต่อไป เขาพยักหน้ายอมรับตามตรง "ใช่ แม่นางเมิ่งยางตั้งครรภ์ได้สามเดือนแล้ว ดังนั้นไม่ว่าจะอย่างไร ต่อให้ต้องเอาความดีความชอบจากการรบมาแลก ข้าก็ต้องรับผิดชอบนาง!"

"ดังนั้นที่ท่านมายืนอยู่ตรงนี้ หากจะบอกว่ามาขอให้ข้ายกโทษให้ สู้พูดว่ามาบีบบังคับให้ข้ายอมรับเสียยังจะดีกว่า? แถมยังคิดจะปิดบังข้า เพื่อให้ข้าจำใจยอมรับลูกของท่านกับผู้หญิงคนอื่นอย่างนั้นหรือ?" เซิ่งจือหว่านจ้องหน้าเขา

ฉีซูเซี่ยนขมวดคิ้ว "ข้าเองก็ทำไปเพราะไม่อยากให้เจ้าต้องเสียใจ"

เพราะอย่างไรเสีย ฉีซูเซี่ยนย่อมรู้ดีว่าเซิ่งจือหว่านรักและใส่ใจเขามากเพียงใด

"พวกบ่าวไพร่ไร้ตา! ทำไมยังไม่รีบไปกางร่มให้ท่านซื่อจื่อกับแม่นางเมิ่งยางอีก!" ทันใดนั้น เสียงหนึ่งก็แว่วดังมาจากด้านนอก

สตรีผู้มีใบหน้าอ่อนหวานดูสุภาพ ร่างกายบอบบางซูบผอมคนหนึ่ง เดินตรงเข้ามาอย่างรวดเร็ว โดยมีเหล่านางนมและสาวใช้เดินตามมาข้างหลังกลุ่มใหญ่

"ท่านแม่..." ฉีซูเซี่ยนเอ่ยเรียกผู้ที่มาถึง

ชุยซื่อแห่งจวนฉีกั๋วกง มองบุตรชายด้วยสายตาเจ็บปวดระคนสงสาร นางรีบสั่งให้แม่นมข้างกายนำเสื้อคลุมมาสวมให้ทันที ก่อนจะหันไปมองเมิ่งยางที่หน้าซีดเผือดด้วยความเวทนา "น่าสงสารนัก คนหนึ่งก็บาดเจ็บ อีกคนหนึ่งก็ตั้งครรภ์ ยังจะต้องมาถูกใครบางคนรังแกอยู่ที่นี่อีก! เจ้าก็เหลือเกินนะชูเซี่ยน กำลังจะเป็นพ่อคนอยู่แล้ว ทำไมยังแยกแยะไม่ออกว่าอะไรควรทำก่อนทำหลัง!"

ฉีซูเซี่ยนเม้มปากแน่น ไม่เอ่ยคำใดออกมา

ชุยซื่อหันไปมองเซิ่งจือหว่านที่ประทับอยู่บนเกี้ยว แววตาฉายแววไม่พอใจครู่หนึ่ง

"แม่นางจือหว่าน ไม่ใช่ว่าแม่ไม่เข้าข้างเจ้านะ! เรื่องนี้แม้ชูเซี่ยนจะเป็นฝ่ายผิด แต่ถึงอย่างไรมันก็ไม่ใช่ความตั้งใจของเขา อีกอย่าง เจ้ากับเขาแต่งงานกันมาสองปีแล้วแต่ก็ยังไร้วี่แววว่าจะมีทายาท การที่แม่นางเมิ่งยางคนนี้ตั้งครรภ์ ก็ถือว่าช่วยเจ้าทำหน้าที่สืบทอดวงศ์ตระกูลให้จวนกั๋วกง เจ้าจะใจแคบขี้อิจฉา ถึงขั้นให้นางมาคุกเข่าตากฝนแบบนี้ได้อย่างไร?"

เมื่อชุยซื่อพูดจบ แม่นมข้างกายก็รีบเข้าไปพยุงเมิ่งยางให้ลุกขึ้นและกางร่มให้นางทันที

เซิ่งจือหว่านมองภาพนั้นด้วยสายตาเรียบเฉย

"ท่านแม่ลืมไปแล้วหรือคะ? ในวันแต่งงานท่านซื่อจื่อเมามายจนไม่ได้สติ วันรุ่งขึ้นเขาก็รีบเร่งเดินทางไปสนามรบ ข้ากับเขายังไม่เคยเข้าหอกันเลยสักครั้ง แล้วจะมีครรภ์ได้อย่างไร?"

ชุยซื่อถึงกับชะงักไป นางคิดไม่ถึงว่าเซิ่งจือหว่านจะกล้าพูดเรื่องในมุ้งออกมาอย่างไม่อายปากเช่นนี้

สีหน้าของชุยซื่อแข็งค้างไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยว่า "นั่นก็นับว่าเป็นเรื่องน่ายินดีของจวนกั๋วกงอยู่ดี!"

"ฟังจากที่ท่านแม่พูดมา ดูเหมือนข้าจะไม่เพียงแต่ต้องยอมรับแม่นางเมิ่งเข้าจวนเท่านั้น แต่ยังต้องยอมให้นางคลอดเด็กคนนี้ออกมาด้วยใช่ไหมเพคะ?" เซิ่งจือหว่านจ้องมองนาง

ชุยซื่อไม่คิดว่านางจะแกล้งถามทั้งที่รู้คำตอบอยู่แล้ว จึงเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา "อย่างไรเสียก็นับเป็นหนึ่งชีวิต หากกำจัดทิ้งไป ย่อมส่งผลเสียต่อชื่อเสียงของเจ้าเอง"

เซิ่งจือหว่านหลุบตาลง "ช่างน่าเสียดายที่เหลนคนแรกของจวนกั๋วกง กลับต้องมุดหัวออกมาจากท้องอนุ หากเรื่องนี้แพร่งพรายออกไป เกรงว่าคงจะมีคนเอาไปนินทาให้สนุกปาก"

ชุยซื่อนั้นเป็นคนที่ให้ความสำคัญกับหน้าตาชื่อเสียงเป็นที่สุด

แม้นางจะเป็นเพียงทายาทสายรองของตระกูลชุยแห่งชิงเหอ แต่นางกลับชอบเอาฐานะตระกูลผู้ดีเก่ามาข่มคนอื่น ตอนที่เซิ่งจือหว่านแต่งเข้ามาใหม่ๆ นางถูกสั่งให้ฝึกกฎระเบียบอยู่ถึงสามเดือน ไม่ว่าจะเป็นการยืน เดิน นั่ง นอน หรือแม้แต่ตอนกินข้าวจะอ้าปากกว้างแค่ไหนก็ยังถูกตำหนิ ยามปกติชุยซื่อมักจะยกเรื่องศักดิ์ศรีของภรรยาหลวงและกิริยามารยาทของสะใภ้ตระกูลใหญ่ขึ้นมาสั่งสอนนางผู้เป็นสะใภ้หลวงอยู่บ่อยครั้ง

ตอนนี้ กลับไม่ใส่ใจเรื่องพวกนั้นเสียแล้ว

ชุยซื่อพยักหน้าเมื่อได้ยินดังนั้น "ดูเหมือนว่าสองปีมานี้ คำสั่งสอนของข้าจะเข้าหูเจ้าอยู่บ้าง แต่ไม่เป็นไร ข้าคิดไว้แล้วว่าพอลูกคนนี้คลอดออกมา ก็จะยกมาเลี้ยงในนามของเจ้า เจ้าจะได้ไม่ต้องลำบากตั้งครรภ์คลอดลูกเอง แต่กลับได้เด็กมาเชิดหน้าชูตาฟรีๆ หนึ่งคน เรื่องดีๆ แบบนี้ในใต้หล้าจะไปหาจากไหนได้อีก?"

"ท่านแม่ช่างหวังดีต่อข้าเหลือเกินนะเพคะ" เซิ่งจือหว่านยิ้มออกมา

"เจ้าเข้าใจในความปรารถนาดีของข้าก็ดีแล้ว" ชุยซื่อรู้สึกพอใจในใจ

“เซิ่งจือหว่านพยักหน้าอย่างไม่สะทกสะท้าน "ท่านแม่พูดถูกเพคะ ในเมื่อเรื่องนี้ตัดสินใจกันได้แล้ว ท่านพี่ก็มีแผล แม่นางเมิ่งยางก็กำลังตั้งครรภ์ สู้รีบไปพักผ่อนจะดีกว่า"

สิ้นคำพูด นางก็ส่งสัญญาณให้บ่าวที่แบกเกี้ยวเดินออกไปทันที

ชุยซื่อมองตามแผ่นหลังของนางที่ไม่ยอมลงจากเกี้ยวด้วยสีหน้าหม่นลงเล็กน้อย

ช่างเป็นองค์หญิงที่ยังไม่ทิ้งนิสัยเอาแต่ใจจริงๆ แต่เอาเถอะ วันนี้จะไม่ถือสาเรื่องพวกนี้ไว้ก่อน ไว้รอวันหน้าค่อยสั่งสอนเรื่องมารยาทการเป็นลูกสะใภ้ให้นางใหม่ก็ยังไม่สาย
อ่านหนังสือเล่มนี้ต่อได้ฟรี
สแกนรหัสเพื่อดาวน์โหลดแอป

บทล่าสุด

  • ซื่อจื่อรับอนุข้าขอลา บ้านนี้ก็พังไปหมด   บทที่ 30

    อาจงพยายามเช็ดเหงื่อที่ไหลท่วมหน้าท่วมหัว “องค์หญิงจะลงอาญาอย่างไรก็เชิญเถิดพ่ะย่ะค่ะ ข้าน้อยจำไม่ได้จริงๆ!”อาจงคนนี้ก็ถือว่ามีไหวพริบไม่น้อย เขากัดฟันยืนยันว่าเป็นฝีมือตนเอง และอ้างว่าไม่จำอะไรได้เลย ต่อให้เซิ่งจือหว่านรู้ว่าไม่ใช่เขา แล้วจะมีหลักฐานอะไรเล่า?แต่แล้วในเสี้ยววินาทีถัดมา“หึ!” เสียงหัวเราะเยาะดังออกมาจากปากของเซิ่งจือหว่านไม่ใช่แค่นางเท่านั้น อั้นจื่อกับติงหลานที่ยืนอยู่ข้างกายก็เผยสีหน้าเหยียดหยามรังเกียจ รวมถึงบรรดาเหล่าผู้เชี่ยวชาญชราเหล่านั้นด้วยที่ยืนอยู่ก็ยังมีสีหน้าประหลาดไปเกิดอะไรขึ้นกันแน่? ไม่รอให้ฉีซูเซี่ยนคิดได้ทัน เซิ่งจือหว่านหันไปมองกลุ่มชายชราแล้วเอ่ยว่า “เพื่อป้องกันไม่ให้ใครมากล่าวหาว่าเปิ่นกงชี้ตัวส่งเดช รบกวนพวกท่านช่วยบอกใต้เท้าฟางทีว่า สินเดิมของตัวข้าถูกเก็บไว้ที่ห้องคลังห้องไหนบ้าง”บรรดาชายชราพยักหน้ารับคำหนึ่งในนั้นก้าวออกมาแล้วกล่าวว่า “เรียนใต้เท้า ข้าน้อยเป็นเถ้าแก่ของร้านเหวินโม่ องค์หญิงเชิญข้าน้อยมาเพื่อตรวจสอบภาพวาดอักษรเจ้าค่ะ ภาพวาดและคัมภีร์โบราณส่วนหนึ่งในสินเดิมขององค์หญิง ส่วนใหญ่ถูกเก็บไว้ในห้องหนังสือและห้องคลังทา

  • ซื่อจื่อรับอนุข้าขอลา บ้านนี้ก็พังไปหมด   บทที่ 29

    ชายทั้งสองคนนั้นขวัญเสียอยู่ก่อนแล้ว พอถูกพาเข้าจวนกั๋วกงมาเจอผู้คนเต็มโถงก็ถึงกับตัวสั่นพวกเขายังไม่ทันถูกสอบสวนด้วยซ้ำ ก็พรั่งพรูความจริงออกมาจนหมดเปลือกราวกับเทถั่วออกจากกระบอก“เรียนองค์หญิง เรียนท่านซื่อจื่อและใต้เท้า ทั้ง ทั้งหมดนี้เป็นคำสั่งของคุณชายน้อยฉีพ่ะย่ะค่ะ ข้าน้อยเองก็ไม่ทราบว่าของพวกนั้นเป็นของพระราชทาน จึงได้วู่วามทำผิดไป!”“ใช่พ่ะย่ะค่ะ! เดิมทีข้าน้อยก็ไม่อยากจะรับซื้อไว้หรอกพ่ะย่ะค่ะ แต่คุณชายน้อยฉีขู่ว่าหากไม่รับ เขาจะทำให้ข้าน้อยไม่มีที่ยืนในเมืองหลวง ข้าน้อยเป็นเพียงพ่อค้าวานิช จะกล้าไปต่อกรกับคุณชายน้อยฉีได้อย่างไร?”ทั้งสองคนหวาดกลัวจนถึงขีดสุด แม้จะพอเดาได้ว่าของพวกนั้นที่มาที่ไปไม่ค่อยสะอาดนัก แต่เต็มที่พวกเขาก็คิดแค่ว่าฉีซูหล่างแอบขโมยของในจวนออกมาขาย ใครจะไปนึกว่านั่นจะเป็นสินเดิมขององค์หญิง! “เป็นไปไม่ได้!” ชุยซื่อรู้สึกหายใจติดขัดขึ้นมาทันที“บังอาจ!” ฉีซูเซี่ยนตบโต๊ะดังปังเศษไม้กระเด็นว่อน ชายทั้งสองตกใจจนทรุดฮวบลงไปกองกับพื้น“พวกเจ้ากล้าดียังไงมาใส่ร้ายป้ายสีจวนกั๋วกง? รู้ไหมว่าจุดจบจะเป็นอย่างไร! พูดมา ใครเป็นคนสั่งให้พวกเจ้าพูดจาเหลวไห

  • ซื่อจื่อรับอนุข้าขอลา บ้านนี้ก็พังไปหมด   บทที่ 28

    ในบรรดาตระกูลใหญ่แห่งเมืองหลวงตลอดหลายร้อยปี มีเพียงตระกูลหวังเท่านั้นที่เคยทำเรื่องอัปยศนำสินเดิมของภรรยาเอกไปใช้แต่งงานรับอนุภรรยา ผลคือถูกครหาไปอีกหลายปี แม้แต่ท่านอัครมหาเสนาบดีหวังก็ยังเคยถูกฮ่องเต้ตำหนิเซิ่งจือหว่านช่างโหดร้ายจริง ๆนี่คือการโต้กลับของนาง หลังรู้ว่าเขาไปอยู่จวนเว่ยยางอย่างนั้นหรือ?ไม่เพียงไม่สำนึกผิด ยังทำผิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า!ในเมื่อเป็นเช่นนี้ เขาก็ไม่อาจปล่อยให้นางใส่ร้ายตัวเองและจวนกั๋วกงได้ฉีซูเซี่ยนเอ่ยขึ้นว่า“ข้ามาถามเจ้า ก็เพราะเราสามีภรรยาเป็นหนึ่งเดียวกัน! ไม่คิดเลยว่าเจ้าจะขี้หึงถึงเพียงนี้ เพียงเพราะเมื่อวานข้าไปเยี่ยงเมิ่งยาง เจ้าก็คิดแผนชั่วเช่นนี้ขึ้นมาได้”“เจ้าจะเกลียดหรือเคืองข้า มีอะไรก็มาลงที่ข้าเถิด เหตุใดต้องลากคนอื่นมาเกี่ยวข้อง ยิ่งไปกว่านั้น ซูหล่างก็ยังเป็นเพียงเด็ก… เจ้าใส่ร้ายเขาเช่นนี้ ใจไม่รู้สึกผิดบ้างหรือ?”น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความเจ็บปวดบรรดาผู้เฒ่าที่เดิมยังลังเลอยู่ พอได้ยินคำพูดนี้ก็เริ่มเอนเอียงไปอีกฝั่งโดยไม่รู้ตัว ใคร ๆ ต่างรู้ว่าจวนกั๋วกงฉีมีชื่อเสียงเรื่องกฎระเบียบและคุณธรรม ซูหล่างที่อายุเพียงสิบปี จะไปทำเรื

  • ซื่อจื่อรับอนุข้าขอลา บ้านนี้ก็พังไปหมด   บทที่ 27

    เซิ่งจือหว่านพูดพลางหยิบแจกันเคลือบสีตงชิงชิ้นนั้นขึ้นมา แล้วทุ่มลงตรงหน้าฉีซูเซี่ยนอย่างไม่ใยดีเพล้ง!เสียงแตกดังสนั่น เศษกระเบื้องกระจายเกลื่อนภาพเหตุการณ์ดูราวกับหนังม้วนเดิมฉายซ้ำ เมื่อครู่ฉีซูเซี่ยนเพิ่งพุ่งเข้ามาด้วยความโกรธและปัดถ้วยชาจนตกแตก แต่ตอนนี้ ผู้ที่เป็นฝ่ายคาดคั้นกลับกลายเป็นเซิ่งจือหว่านฉีซูเซี่ยนมีสิทธิ์อะไรมาคาดคั้นนาง?หรือเขาจะคิดจริงๆ ว่าข้าวของของนาง เพียงเพราะนางแต่งให้เขาแล้ว เขาจะสามารถบงการอย่างไรก็ได้ตามใจชอบ?พวกบุรุษมักชอบคิดว่าสตรีเป็นดั่งสิ่งของส่วนตัว ไม่ใช่เพียงตัวสตรีเท่านั้น แม้แต่ทรัพย์สินและคุณค่าที่สตรียกติดตัวมาด้วย พวกเขาก็คิดจะตักตวงเอาตามใจชอบ ครั้นพอไม่ต้องการก็นึกจะถีบหัวส่งดั่งขยะแต่มันยุติธรรมแล้วหรือ?เซิ่งจือหว่านมองเขาด้วยสายตาเยาะเย้ยสายตาของฉีซูเซี่ยนเพิ่งจะสังเกตเห็นข้าวของที่วางกองอยู่ที่พื้น มีทั้งภาพวาดอักษร ของตั้งโชว์ และเครื่องประดับ ทุกชิ้นล้วนดูประณีตงดงาม แต่เมื่อครู่เซิ่งจือหว่านกลับบอกว่าของเหล่านี้เป็นของปลอมหมายความว่าอย่างไร?อย่างไรเสีย เขาก็คือบัณฑิตที่สอบได้ที่หนึ่งถึงสามระดับแม้เหตุผลส่วนใหญ

  • ซื่อจื่อรับอนุข้าขอลา บ้านนี้ก็พังไปหมด   บทที่ 26

    “องค์หญิงใช้ชื่อโรงทานเซิ่งซื่อในการบริจาค... ท่านซื่อจื่อเองก็ไม่ทราบเรื่องเลยหรือ?” ชายผู้นั้นยังคงถามย้ำด้วยความไม่ค่อยอยากจะเชื่อสายตานักสีหน้าของฉีซูเซี่ยนย่ำแย่ลงทันทีเขาไม่เคยได้ยินเรื่องนี้มาก่อนเลยแม้แต่น้อย“โรง... โรงทานเซิ่งซื่อหรือ?” ทันใดนั้น นายทหารน้อยคนหนึ่งที่ใบหน้าแดงก่ำด้วยฤทธิ์สุราก็ชะโงกหน้าออกมาจากกลุ่มคนฉีซูเซี่ยนหันไปมองเขานายทหารน้อยผู้นั้นรีบส่งยิ้มซื่อๆ ออกมา “น้องสามีของข้าเป็นอนุภรรยาคนที่สามของน้องชายท่านแม่ทัพเหลียง แล้วข้าพอจะอ่านออกเขียนได้บ้าง บางครั้งพวกจดหมายตอบรับที่ท่านแม่ทัพเหลียงคร้านจะทำเอง ก็มักจะตกมาถึงมือข้าให้ช่วยจัดการ”“เจ้าของโรงทานเซิ่งซื่อนี่ไม่รู้ว่าเป็นเศรษฐีจากที่ไหน บริจาคทั้งเสบียง เสื้อกันหนาว และยาสมัคเร็จรูปให้กองทัพเราตั้งหลายครั้ง... ทำไมหรือพยะค่ะ ท่านซื่อจื่อรู้จักเขาด้วยหรือ?”“ถ้าท่านซื่อจื่อรู้จักล่ะก็ ช่วยเขียนจดหมายไปบอกท่านแม่ทัพเหลียงหน่อยเถิด ท่านอยากรู้มาตลอดว่าเศรษฐีผู้มีใจรักชาติท่านนี้เป็นใคร จะได้ทูลขอความดีความชอบประทานบำเหน็จให้ เอื๊อก!”เขาเป็นคนคออ่อน แม้จะดื่มไปไม่มากแต่ก็เริ่มมึนงงจนจำได้เพียง

  • ซื่อจื่อรับอนุข้าขอลา บ้านนี้ก็พังไปหมด   บทที่ 25

    “ท่านแม่พูดถูก ข้าจะไปหาจือหว่านเดี๋ยวนี้ ให้นางกลับมาดูแลเรื่องในจวนตามเดิม!” ฉีซูเซี่ยนทำท่าจะหมุนตัวเดินจากไปชุยซื่อรีบเรียกเขาไว้ “จะรีบร้อนไปใย? เจ้าไม่จำเป็นต้องไปหานาง เมื่อคืนเจ้าไปค้างที่ตำหนักเมิ่งยางแล้ว ก็แค่รอให้นางเป็นฝ่ายมาหาเจ้าเอง ถึงตอนนั้นเจ้าค่อยเสนอเรื่องนี้ก็ยังไม่สาย”“ข้าจะทำตามที่ท่านแม่บอก” ฉีซูเซี่ยนเห็นด้วยว่ามีเหตุผลเพียงแต่เงินที่จะใช้ในวันนี้เขาค่อนข้างรีบ...“ข้ามีเงินติดตัวอยู่หนึ่งพันตำลึง เจ้าเอาไปใช้ก่อนเถอะ” ชุยซื่อส่งสัญญาณให้แม่นมคนสนิทจัดการหลังจากฉีซูเซี่ยนเดินออกไปแล้วแม่นางผิงนึกถึงสายตาของเซิ่งจือหว่านเมื่อวานนี้ ก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยขึ้นว่า “ฮูหยินเพคะ หม่อมฉันรู้สึกว่าดูเหมือนฮูหยินน้อยจะเปลี่ยนไปนะเพคะ”เมื่อก่อนนางช่างพูดง่ายและชักจูงได้ง่ายเหลือเกิน แต่ตอนนี้จู่ๆ กลับกลายเป็นคนแข็งกร้าวขึ้นมาปกติแล้วนางกตัญญูต่อฮูหยินที่สุด แต่เมื่อวานขนาดเห็นฮูหยินโกรธจนเป็นลม นางกลับไม่มีคำห่วงใยสักคำ...ในใจของนางมีความคิดที่ดูเพ้อเจ้อผุดขึ้นมาบางที ครั้งนี้เซิ่งจือหว่านอาจจะไม่ยอมอ่อนข้อให้แล้วจริงๆแต่ความคิดนั้นก็อยู่เพียงชั่ววูบก่อน

บทอื่นๆ
สำรวจและอ่านนวนิยายดีๆ ได้ฟรี
เข้าถึงนวนิยายดีๆ จำนวนมากได้ฟรีบนแอป GoodNovel ดาวน์โหลดหนังสือที่คุณชอบและอ่านได้ทุกที่ทุกเวลา
อ่านหนังสือฟรีบนแอป
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป
DMCA.com Protection Status