FAZER LOGINท่ามกลางแสงจันทร์ที่สาดส่องเข้ามาในห้อง อากาศหนาวเหน็บที่แม้ในยามกลางวันหิมะจะตกหนัก แต่ยามค่ำคืนกลับแจ่มใสยิ่งนักภายในห้องนอนของอันซุ่ยเหลียน โฉมสะคราญนอนหลับใหลอยู่บนเตียงหารู้ตัวเลยสักนิด ในยามที่มีผู้บุกรุกค่อยๆ ก้าวเข้าไปยืนหน้าเตียงร่างสูงยืนมองใบหน้ายิ้มน้อยๆ นั้นอย่างพลั้งเผลอ บุปผาแรกแย้มที่เพิ่งล่วงพ้นเข้าสู่วัยสาว งดงามและกลับกลายเป็นโฉมสะคราญตามภาพนิมิตที่เขาเห็นเกาอู่เยี่ยค่อยๆ นั่งลงไปยังข้างเตียง เจ้าร่างน้อยยังคงหลับสนิท แม้กระทั่งในยามที่เขาเอนตัวลงไปนอนข้างๆ สายลมหนาวเหน็บที่เล็ดลอดเข้าไปในผ้านวม ทำให้คิ้วเรียวขมวดมุ่น แต่ถึงอย่างนั้นนางกลับยังคงหลับตานิ่งเสียงลมหายใจคงที่แสงจันทร์สลัวลอดผ่านม่านหน้าเตียงเข้ามา และเพียงพอที่จะทำให้เขามองเห็นใบหน้างดงามชัดเจน ชายหนุ่มขยับชิดเข้าไปหาหญิงสาว จากนั้นจึงหยุดเอาไว้ที่ระยะปลายนิ้วมือปัดผ่านความรู้สึกราวกับถูกจ้องมอง ทำให้อันซุ่ยเหลียนตื่นขึ้น นางลืมตาพร้อมกับมองเห็นเงาดำทาบทับอยู่ด้านบน ปากอิ่มอ้าขึ้นพร้อมกรีดร้อง แต่สัมผัสที่ประทับลงมาในทันที ทำให้นางได้แต่ส่งเสียงอึกอักริมฝีปากนุ่มถูกขบกัดเบาๆ พันธนาการแน่นหนาทำให้ท
พิธีปักปิ่นของอันซุ่ยเหลียนจัดขึ้นอย่างเรียบง่าย รวมทั้งเชิญแขกเพียงไม่กี่คนที่สนิทสนมกันเป็นอย่างดี แต่ถึงอย่างนั้นประธานในพิธีกลับเป็นถึงอัครมหาเสนาบดี ดังนั้นตระกูลอันจึงนับได้ว่าเป็นตระกูลคหบดีที่คนทั่วทั้งแคว้นให้ความสนใจในงานพิธีเกาเทียนจินนำปิ่นปักผมมามอบให้อันซุ่ยเหลียน โดยเขาเป็นตัวแทนมาจากผู้อาวุโสสูงสุดของเกาอู่เยี่ย นำมันมามอบให้เพื่อให้หญิงสาวใช้ปักปิ่นรวบผมผู้อาวุโสสูงสุดดังกล่าวไม่ได้รับความกระจ่างว่าเป็นผู้ใด หากแต่เมื่อได้ยลปิ่นหยก หญิงสาวพลันรู้สึกว่าลวดลายบนตัวหยกช่างคล้ายคลึงกับหยกมังกรเหิน ซึ่งเกาอู่เยี่ยได้มอบให้นางมาก่อนมารดาของอันซุ่ยเหลียนยืนนิ่งอยู่เบื้องหลังบุตรสาว ซึ่งบัดนี้นั่งอยู่บนเก้าอี้กลางห้องโถง เรือนกายอรชรในชุดสีฟ้าสดใสดูแล้วงดงามราวกับเทพธิดา เรือนผมนุ่มสลวยหอมกรุ่นถูกปล่อยยาวลงเต็มแผ่นหลังหวีหยกตกทอดของตระกูลถูกส่งมาถึงมือ อันฮูหยินรับมาด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความยินดี“หวีหนึ่งให้ราบรื่นถึงปลายสุด” หวีหยกเลื่อนมาจดยังโคนผมด้านหลังลากลงไปจดปลาย“หวีสองผู้คนรักใคร่ปรานี” อีกครั้งที่เรือนผมดำสลวยถูกหวีจนสุดปลาย“หวีสามร่างกายแข็งแรงผ่องแผ้วแคล้
อาจารย์ของนางผู้นี้มีที่มาที่ไปไม่ชัดเจน นานแล้วที่นางไม่ได้อีกฝ่าย คราแรกนางสงสัยว่าเพราะเหตุใดบิดาและท่านลุงจึงยอมรับคนเช่นนี้มาเป็นอาจารย์ให้นางแต่เมื่อนานวันเข้า ทุกอย่างที่อาจารย์ของนางบอก กลับกลายมาเป็นเรื่องจริงทั้งหมด ดังนั้นจนถึงวันนี้นางเองก็เลื่อมใสอีกฝ่ายจนหมดใจหลายปีก่อนอาจารย์บอกว่าตระกูลฟางจะผงาดขึ้นมาแทนตระกูลหลิน และมันก็เกิดขึ้น กระทั่งเรื่องที่ตระกูลฟางต้องระวังตระกูลจูก็ยังคงเป็นความจริงอีก“อาจารย์”“เจ้ามาแล้วหรือ”สตรีวัยไม่เกินสามสิบสองแย้มยิ้มออกมาจางๆ ท่วงท่าสง่างาม และรัศมีแห่งอำนาจในตัวของอาจารย์ ทำให้นางรู้สึกกดดันทุกครั้งที่ได้พบเป็นความกดดันที่นางเองก็ไม่รู้ถึงต้นสายปลายเหตุ เป็นความรู้สึกที่มองไม่เห็น สัมผัสไม่ได้ ราวกับว่าทุกครั้งที่ได้พบและสนทนา อีกฝ่ายก็ปิดบังบางอย่างเอาไว้ ในขณะเดียวกันก็มั่นใจว่านางไม่มีทางปฏิเสธ“ไปจวนแม่ทัพมาเป็นอย่างไรบ้าง”“เกาฮูหยินผู้นี้สมเป็นฮูหยินแม่ทัพเจ้าค่ะ นางย่อมรู้จุดประสงค์ที่ข้าไปเยือน แต่ก็ไม่ปฏิเสธหรือแสดงท่าทีใดๆ ขณะเดียวกันก็อนุญาตให้อันซุ่ยเหลียนอยู่ด้วยจนข้าจากมา เห็นทีข่าวลือจะเป็นเรื่องจริง อันซุ่ยเหลียนค
คราแรกนางมิได้ตั้งใจจะโอ้อวด หรือทำท่าอวดข่มผู้อื่น เพียงแต่นางเคยช่วยเกาฮูหยินรับหน้าแขกผู้มาเยือนก่อนหน้านี้หลายครั้งดังนั้นการที่นางสั่งความบ่าวไพร่ให้ยกน้ำชาและของว่าง รวมไปถึงให้คนไปแจ้งนายหญิงของจวนแม่ทัพนั้น ท่าทีจึงดูเป็นธรรมชาติยิ่ง“เหลียนเอ๋อร์มีแขกมาหรือ”เสียงสองเสียงประสานกันดังเข้ามา อันเฟิ่งเซียนและเกาหยางซุ่นเดินเข้ามาในห้องโถง ทั้งสองยังคงสนิทสนมกันดี แม้ว่าจะเติบโตล่วงวัยขึ้นมาก“พวกเจ้าเสียงดังอะไรกัน แขกมาเยือนไยจึงโหวกเหวกน่าขายหน้า” เกาฮูหยินก้าวออกมา อันซุ่ยเหลียนรีบเข้าไปประคองนางเดินเข้ามานั่งลง“เหลียนเอ๋อร์เด็กดี ลำบากเจ้าแล้วกำลังจะกลับแล้วแท้ๆ”“ไม่เลยเจ้าคะท่านป้า แม้นางฟางบอกว่านำของคารวะมามอบให้ท่านแทนมารดา ข้าเห็นว่าท่านป้าเพิ่งพักผ่อนจึงเชิญนางเข้ามาก่อน”“เด็กดี” เกาฮูหยินลูบแก้มหญิงสาวด้วยท่าทีรักใคร่เอ็นดู นางมองไปยังแม่นางน้อยผู้มาเยือน จากนั้นจึงพยักหน้ารับในยามที่อีกฝ่ายย่อกายคารวะด้วยท่าทีอ่อนช้อย“เช่นนั้นข้าขอตัวกลับนะเจ้าคะ ท่านป้าจะได้สนทนากับแม่นางฟาง”“ที่ไหนกันเล่า เจ้ากลับแล้วผู้ใดจะช่วยป้ารับแขก อยู่ก่อนสักเดี๋ยวค่อยกลับ เจ้าก็ด้วยนะ
เตียงหลังเล็กถูกยกเข้ามาเพิ่ม แต่เบาะนวมและผ้าห่มผืนหนา นางเพิ่งแอบนำเข้ามาเปลี่ยน โต๊ะเครื่องเขียนถูกยกเข้ามาก่อนหน้านี้ แต่พู่กันและกระดาษเป็นนางที่แอบนำเข้ามาที่นี่เป็นสถานที่ซึ่งนางใช้เขียนจดหมายหาเกาอู่เยี่ย เป็นสถานที่แห่งความลับที่นางและเขามีร่วมกันอันซุ่ยเหลียนหดกายเข้าไปในผ้าห่มผืนหนา ครุ่นคิดถึงบุรุษที่ครอบครองความคำนึงของนาง นับจากวันที่นางได้เข้ามาในห้องลับแห่งนี้ครั้งแรกผิวแก้มทั้งสองข้างขึ้นสีระเรื่อ เพราะความหนาวเย็นของอากาศ ปีนี้อากาศหนาวเย็นเร็วกว่าทุกปี ดูแล้วคิดว่าหิมะอาจจะตกลงมาได้ทุกเมื่อมือเล็กแตะลงไปยังตำแหน่งกลางอก หยกมังกรเหินยังอยู่กับนางเสมอ เพราะนับจากที่เขามอบให้ นางก็พกติดตัวไม่ห่าง ทั้งยังไม่เคยให้ใครได้เห็นหรือสัมผัสสักครั้ง“พี่อู่เยี่ย ข้าจะปักปิ่นพรุ่งนี้แล้วนะเจ้าคะ”นางพึมพำด้วยรอยยิ้มที่กว้างขึ้นนึกถึงวันที่ได้สนทนากับเกาฮูหยินพลันรู้สึกเขินอาย หลังพิธีปักปิ่นล่วงเข้าสู่วัยออกเรือน แม่สื่อจากตระกูลเกาจะถูกส่งมาทาบทาม ของหมั้นหมายที่เกาฮูหยินตระเตรียมจะถูกส่งมายังจวนตระกูลอันนาง...จะกลายเป็นคู่หมายของเกาอู่เยี่ยอย่างเป็นทางการระหว่างเดินออกม
เกาอู่เยี่ยยิ้มกว้างหลังจากพับจดหมายเข้าไปในอกเสื้อ เขาให้คิดถึงใบหน้าน้อยๆ ที่เงยหน้าขึ้นมองเขา ดวงตาสดใส เรียวคิ้วมุ่นลงเป็นเชิงถาม ในยามที่ไม่เข้าใจในสิ่งที่เขาพูดหนึ่งปีมาแล้วหลังจากที่เขาจากมา ทุกวันเขายังคงคิดคำนึงถึงนางอยู่เสมอ แม้ว่าการดำเนินการอย่างลับๆ จะเต็มไปด้วยความเคร่งเครียด เพราะทุกย่างก้าวนั้นเต็มไปด้วยอันตรายเรื่องการตระเตรียมไพร่พล รวมไปถึงเส้นทางการเคลื่อนทัพที่ต้องทำอย่างระมัดระวัง เนื่องจากไม่ต้องการให้คนของตระกูลฟางไหวตัวทัน“จะปักปิ่นแล้วสินะ คงจะเป็นเดือนหน้า”ด้วยจดหมายใช้เวลาเดินทางนานกว่าที่ควร ดังนั้นหากเขาคำนวณดูแล้ว อันซุ่ยเหลียนคงจะปักปิ่นเดือนหน้านี้ นึกถึงที่นางบอกว่ามีผู้อาวุโสท่านหนึ่งมอบปิ่นที่จะใช้ในวันงาน รอยยิ้มหล่อเหลาพลันกว้างขึ้นอีกเขาไหนเลยจะไม่รู้ว่าคนผู้นั้นคือผู้ใด หากไม่ใช่ฮ่องเต้องค์ปัจจุบันจะเป็นผู้ใดไปได้เล่า เพราะก่อนหน้านี้เขายังยืนยันกับอีกฝ่ายไปแล้วว่าต้องเป็นอันซุ่ยเหลียน ฐานะหรือความเหมาะสมเขาไม่แยแสทั้งสิ้น‘ชั่วชีวิตนี้กระหม่อมไม่เคยปรารถนาสิ่งใดอย่างจริงจัง ทุกอย่างกระหม่อมล้วนมีพร้อม ตระกูลเกามอบทุกอย่างตราบที่บุรุษผู้หนึ







