เข้าสู่ระบบท่าทีทุกข์ตรมของฟางชิงเหลียน ไหนเลยจะเป็นเรื่องเสแสร้ง แม้อันซุ่ยเหลียนไม่ได้คลุกคลีกับเรื่องในราชสำนัก แต่เรื่องความเด็ดขาดและความโหดเหี้ยมของฟางกุ้ยเฟยในยามลงโทษคนทำผิด นางเองก็เคยได้ยินมาบ้างหากให้นางคาดเดาเรื่องนี้คงลงเอยไม่ดีนัก หากฟางกุ้ยเฟยทรงทราบว่าฟางชิงเหลียนเป็นต้นเหตุให้สองตระกูลใหญ่ต้องบาดหมาง ผู้ที่ต้องรับเคราะห์คงไม่ได้มีเพียงตัวหญิงสาวเองกระมัง“แต่งเข้าตระกูลเกาสำเร็จ แต่ทั้งชีวิตก็ต้องถูกตระกูลเกาและสามีมองว่าเป็นคนนอก ถึงเวลานั้นท่านแม่ น้องชายและน้องสาวของข้าเองก็คงหนีชะตากรรมเช่นเดิมไม่พ้นอยู่ดี ยื่นคอออกไปก็เจอดาบ จะหดคอกลับมาก็เจอคมหอกรออยู่ ข้าไม่เหลือหนทางใดแล้วจริงๆ”“แล้วการที่เจ้าบอกข้าเช่นนี้ เจ้าคิดว่าเป็นทางออกแล้วหรือ”“ข้าจึงได้บอกว่ามีเรื่องอยากขอร้อง หากเรื่องนี้ลุล่วงข้าไม่ต้องแต่งเข้าตระกูลเกา ข้าอยากให้แม่นางอันขอร้องเกาอู่เยี่ย ให้เขาแนะนำนายกองสักคนที่ชายแดน ข้าจะแต่งไปอยู่ที่ชายแดน”อันซุ่ยเหลียนมุ่นคิ้ว“แน่นอนว่าหากเขาออกหน้าให้ ข้าย่อมสามารถพามารดา น้องสาวและน้องชายไปอยู่ที่ชายแดนกับข้าได้”เรื่องนี้ให้ดูอย่างไรก็น่าประหลาด แต่ท่าทีจริงใจขอ
อันซุ่ยเหลียนไม่ปฏิเสธ มีเกาอู่เยี่ยหนุนหลังนางแล้วอย่างไรเล่า นางต้องกลัวว่าผู้อื่นจะคิดเช่นนั้นไปทำไมกัน ก็ในเมื่ออีกไม่ช้านางก็จะแต่งให้เขาอยู่แล้วความจริงจะอย่างไรย่อมเป็นความจริง นางเลือกที่จะรักษาน้ำใจคู่หมายของตัวเองและคนตระกูลเกา ด้วยการยืดอกรับ มากกว่าต้องมากังวลว่าผู้อื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับนางจะมองอย่างไรนางเพียงก้าวเดินเคียงข้างฟางชิงเหลียนไปเรื่อยๆ ในใจสงสัยอยู่ครามครันว่าอีกฝ่ายต้องการอะไร“สงสัยใช่หรือไม่ว่าเรื่องในวันนี้เป็นการจัดฉาก”ไม่คาดฟางชิงเหลียนกลับเอ่ยถึงเรื่องที่นางและเกาฮูหยินสงสัย อันซุ่ยเหลียนชะงักไปเล็กน้อย แต่เมื่อมองหน้าอีกฝ่ายที่ยิ้มน้อยๆ นางกลับยิ้มออกมาผู้อื่นกำลังหยั่งเชิง นางจะยอมให้อีกฝ่ายผิดหวังได้อย่างไร“จะว่าไปเรื่องนี้ไม่ช้าก็เร็วก็คงต้องเกิดขึ้นอยู่ดี จะว่าสงสัยก็คงไม่ผิด แต่ข้ากลับไม่ได้กังวลมากนัก พี่อู่เยี่ยเองก็เคยเล่าให้ฟังอยู่บ้างว่าตระกูลเกามีความสำคัญต่อราชสำนัก บางคราข้าอาจต้องติดตามท่านป้าไปไหนมาไหนเป็นครั้งคราว”“แม่นางอัน” ฟางชิงเหลียนเดินไปหยุดยังหน้าศาลาริมทะเลสาบขนาดเล็กกลางอุทยาน“บอกเจ้าตามตรงโดยไม่ปิดบัง ข้าถูกคนตระกูลฟาง
หลังจากพิธีปักปิ่นของอันซุ่ยเหลียนผ่านไป ความคลางแคลงใจของผู้คนในเมืองหลวง ที่มีต่อความสำคัญซึ่งตระกูลเกามอบให้ตระกูลอันก็กระจ่างแม่สื่อซึ่งถูกส่งเข้าไปทาบทามหมั้นหมาย ทำให้เกิดเป็นข่าวใหญ่ที่ทำให้ไม่มีผู้ใดไม่ให้ความสนใจคราก่อนอันสุ่ยเซียนแต่งให้รองแม่ทัพประจิม ก็นับว่าเป็นเรื่องน่าประหลาดแล้ว เนื่องจากแทนที่ตระกูลเกาจะเลือกสะใภ้ที่มาจากตระกูลขุนนาง แต่กลับแต่งคุณหนูจากตระกูลคหบดีเป็นสะใภ้มาครานี้รองแม่ทัพบูรพา ยังแต่งคุณหนูจากตระกูลเดียวกันเป็นฮูหยิน เรื่องนี้จึงเป็นที่ฮือฮาจนคาดเดาไปต่างๆ นานา ถึงความเป็นกลางที่ตระกูลเกามีต่อราชสำนัก กระทั่งแม้แต่องค์ฮ่องเต้เอง ก็ไม่ได้ทรงมีท่าทีใดๆ กับเรื่องนี้ว่ากันว่าเรื่องราชสำนักเป็นเรื่องของบุรุษ เช่นกันกับเรื่องที่เบื้องหลังเหล่าบุรุษ ย่อมต้องมีสตรีคอยหนุนอยู่เบื้องหลังบรรดาฮูหยินหรือภรรยาตบแต่ง ย่อมต้องดูแลหลังบ้านให้บุรุษได้วางใจ กระทั่งสามารถออกไปทำงานที่ได้รับมอบหมายอย่างสบายใจการที่ตระกูลเกาจะแต่งสะใภ้เข้าตระกูล แน่นอนว่าย่อมต้องสะเทือนทั้งราชสำนัก เพราะหากจะเปรียบแล้วท่านอัครมหาเสนาบดี ก็นับได้ว่าเป็นหนึ่งในขุนนางที่มีอิทธิพล ซึ่
อันซุ่ยเหลียนสอดสองมือขึ้นกอดแผ่นหลังกว้าง จากนั้นก็ลูบไล้สะเปะสะปะไปทั่ว ทั้งสองโผเข้าหากันด้วยจุมพิตอันเร่าร้อน ต่างคนต่างก็สัมผัสผิวกายของกันและกัน ท่ามกลางความร้อนรุ่ม แต่ถึงอย่างนั้นเกาอู่เยี่ยก็ควบคุมตัวเองได้ดีจนน่าตกใจผิดกับอันซุ่ยเหลียนที่ร้อนรุ่มจนลืมตัวในช่วงที่อารมณ์พุ่งสูง นางถึงกับยกท่อนขาเพรียวขึ้นกอดเกี่ยวเอวสอบ รั้งให้เขาแนบชิดนางมากขึ้น กระทั่งเกาอู่เยี่ยเองเกือบจะพลั้งเผลอ ยังดีที่เขาไม่เตลิดจึงไม่ได้ล่วงล้ำนางขึ้นมาจริงๆ ดังนั้นทั้งสองจึงยังคงรักษาตัวตนของกันและกันเอาไว้ได้ก้มลงมองสองแก้มแดงปลั่งด้วยความต้องการ เกาอู่เยี่ยเพียงเลื่อนจุมพิตลงต่ำ ใช้ปลายลิ้นร้อนจุ่มจ้วงปลดปล่อยนางอีกครั้ง และอีกครั้ง กระทั่งนางสุขสมจนสิ้นเรี่ยวแรง เขาจึงคว้ามือน้อยไปกอบกุมความต้องการที่แข็งขึงแทบระเบิดคราแรกอันซุ่ยเหลียนตกใจจนชะงัก ให้อย่างไรนางก็พยายามบิดมือหนี แต่เมื่อเงยขึ้นสบตาเว้าวอน นางกลับคล้อยตามเพื่อปลดปล่อยเขา มือเล็กกอบกุมกับความแข็งขึงร้อนรุ่ม มือใหญ่ที่ทาบทับลงไปบังคับให้นางออกแรงขยับเสียงครางแหบพร่าอย่างพึงพอใจ ทำให้อันซุ่ยเหลียนยิ่งรับรู้ว่าชายหนุ่มต้องการมากมายเพ
ผิวกายนวลเนียนต้องลมหนาว แต่ทันทีที่ร่างสูงทาบทับลงมาอีกครั้ง หญิงสาวกลับเปลี่ยนเป็นร้อนรุ่ม ริมฝีปากของเกาอู่เยี่ยยังคงสำรวจอย่างกระตือรือร้นทุกสัมผัสที่เขาลากริมฝีปากผ่าน อันซุ่ยเหลียนก็ต้องครางเสียงพร่าออกมาอย่างไม่อาจห้าม จุมพิตทั้งหนักหน่วงสลับกับอ่อนโยน ทำเอาหญิงสาวแทบคลั่งกระทั่งจุมพิตแผ่วเบาลากไล้ลงต่ำไปยังหน้าท้องเนียนนุ่ม พร้อมๆ กันนั้นชายหนุ่มก็เหลือบสายตาคมเข้มมองหญิงสาวที่เริ่มขยับด้วยความตกใจ“พี่อู่เยี่ย”“ไม่เป็นไร อยู่นิ่งๆ” เขาคว้านางที่กำลังจะลุกขึ้นนั่ง กระทั่งจุมพิตต่ำลงไปเรื่อยๆอันซุ่ยเหลียนสะดุ้งเฮือก จุมพิตแผ่วเบาประพรมลงไปยังกลางกายสาว หากแต่เมื่อนางขยับท่อนขาเพรียว เกาอู่เยี่ยกลับสอดท่อนแขนมายึดต้นขาเอาไว้ ไม่ให้นางปิดบังตัวตนจากการรุกรานของลิ้นร้อน“พี่อู่เยี่ย ไม่ ไม่นะเจ้าคะ ท่าน อย่า...”ร่างกายของอันซุ่ยเหลียนอ่อนยวบ ขาทั้งสองข้างสิ้นเรี่ยวแรง จุมพิตจุ่มจ้วงทำให้นางหอบหายใจระรัว ความสุขสมระคนอับอายปนเปจนนางไม่อาจแยกยิ่งในยามที่มือใหญ่สอดเข้าใต้สะโพกนุ่ม รั้งนางให้เข้าใกล้เขา เพียงเพื่อให้เขาได้สอดปลายลิ้นลึกล้ำนางก็ยิ่งระทวยไปทั้งร่างครั้งนี้นับว่าเ
ท่ามกลางแสงจันทร์ที่สาดส่องเข้ามาในห้อง อากาศหนาวเหน็บที่แม้ในยามกลางวันหิมะจะตกหนัก แต่ยามค่ำคืนกลับแจ่มใสยิ่งนักภายในห้องนอนของอันซุ่ยเหลียน โฉมสะคราญนอนหลับใหลอยู่บนเตียงหารู้ตัวเลยสักนิด ในยามที่มีผู้บุกรุกค่อยๆ ก้าวเข้าไปยืนหน้าเตียงร่างสูงยืนมองใบหน้ายิ้มน้อยๆ นั้นอย่างพลั้งเผลอ บุปผาแรกแย้มที่เพิ่งล่วงพ้นเข้าสู่วัยสาว งดงามและกลับกลายเป็นโฉมสะคราญตามภาพนิมิตที่เขาเห็นเกาอู่เยี่ยค่อยๆ นั่งลงไปยังข้างเตียง เจ้าร่างน้อยยังคงหลับสนิท แม้กระทั่งในยามที่เขาเอนตัวลงไปนอนข้างๆ สายลมหนาวเหน็บที่เล็ดลอดเข้าไปในผ้านวม ทำให้คิ้วเรียวขมวดมุ่น แต่ถึงอย่างนั้นนางกลับยังคงหลับตานิ่งเสียงลมหายใจคงที่แสงจันทร์สลัวลอดผ่านม่านหน้าเตียงเข้ามา และเพียงพอที่จะทำให้เขามองเห็นใบหน้างดงามชัดเจน ชายหนุ่มขยับชิดเข้าไปหาหญิงสาว จากนั้นจึงหยุดเอาไว้ที่ระยะปลายนิ้วมือปัดผ่านความรู้สึกราวกับถูกจ้องมอง ทำให้อันซุ่ยเหลียนตื่นขึ้น นางลืมตาพร้อมกับมองเห็นเงาดำทาบทับอยู่ด้านบน ปากอิ่มอ้าขึ้นพร้อมกรีดร้อง แต่สัมผัสที่ประทับลงมาในทันที ทำให้นางได้แต่ส่งเสียงอึกอักริมฝีปากนุ่มถูกขบกัดเบาๆ พันธนาการแน่นหนาทำให้ท







