Se connecterโปรย อยู่ๆ ฮ่องเต้ก็มีราชโองการเรียกตัวสตรีผู้หนึ่งกลับเมืองหลวง ฐานะของนางแม้ชัดเจนเต็มไปด้วยปริศนา นางเป็นใคร เหตุใดฮ่องเต้จึงให้ความสำคัญ นางมีที่มาอย่างไร ไม่มีผู้ใดตอบได้นอกจากตัวนางเอง!!! ทางหนึ่งสตรีที่ถูกเรียกตัวกลับเมืองหลวงได้รับบาดเจ็บไม่ได้สติ อีกทางหนึ่งคุณหนูอวิ๋น อวิ๋นซูเหยา กลับได้รับบาดเจ็บจนสูญเสียความทรงจำ ความลับมากมายหล่นหายไปพร้อมความทรงจำที่เต็มไปด้วยปริศนา ต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ตามตำนานเล่าขานสืบต่อกันมา แท้ที่จริงแล้วเกี่ยวข้องกับหญิงสาวธรรมดาที่ถูกพี่สาวแย่งคู่หมายไปอย่างไร ช่วงหนึ่งนางรู้สึกสับสนและล้มเลิกที่จะไล่ความความทรงจำ นาง...อยากมีชีวิตราบรื่นสงบสุข ดังนั้นจึงเริ่มมีความคิดที่จะ เกี้ยว ท่านปราชญ์หยาง หยางสวินเคอ ทว่าอดีตกลับตามหลอกหลอนจนล่วงรู้ว่านางเป็นใครอีกคน คนที่ชั่วชีวิตนี้ไม่อาจหลุดพ้น ต้องวนเวียนอยู่กับการปกป้องและการสูญเสีย เช่นนี้แล้วนางควรเลือกอย่างไร เลือกที่จะจากไปเงียบๆ หรือไขว่คว้าเขาผู้นั้น บุรุษที่ทำให้นางปรารถนาที่จะหยั่งรากลึกไม่จากไปที่ใดอีก
Voir plusเสียงแตรมโหรีจากขบวนงานมงคลดังแว่วข้ามกำแพงสูงมาจากท้องถนน เรือนอันเงียบสงบอยู่ๆ ก็เกิดความเคลื่อนไหวขึ้น ด้านนอกมีสาวใช้สองสามคนส่งเสียงซุบซิบกันแผ่วเบา แน่นอนหัวข้อการซุบซิบนั้นย่อมต้องเกี่ยวกับขบวนเจ้าสาวที่กำลังเคลื่อนผ่านจวนแห่งนี้ไปนั่นเอง
“เจ้าได้ยินเช่นที่ข้าได้ยินหรือไม่”
“เจ้าคงไม่ได้กำลังกล่าวถึงเรื่องของ...คุณหนูอวิ๋น?”
“ก็ต้องเป็นนาง หาไม่จะยังมีใครอีก”
“ข้าได้ยินมาว่าเดิมทีคนที่ควรจะขึ้นเกี้ยวแต่งเข้าจวนสวีผิงโหวก็คือนาง เจ้าเล่าได้ยินเรื่องใดมา”
“ก็เรื่องเดียวกันมิใช่หรือ ข้ายังได้ยินมาว่าเพราะเรื่องนี้ทำให้ท่านปราชญ์อวิ๋นบิดาของนาง ถึงขั้นหย่าขาดกับฮูหยินที่เพิ่งแต่งกันได้ไม่นาน”
“จริงหรือ? ร้ายแรงถึงเพียงนั้น!”
“ได้ยินมาว่าก่อนหน้านี้ที่ท่านปราชญ์อวิ๋นยอมตบแต่งฮูหยินใหม่ ทั้งนี้ก็เพราะได้ท่านราชครูเกลี้ยกล่อม เหตุผลหลักๆ ก็เพื่อให้คุณหนูอวิ๋นผู้นี้ได้ออกเรือนโดยมีมารดา มีฮูหยินเอกของท่านปราชญ์อวิ๋นส่งเสริม สองตระกูลล้วนเป็นตระกูลปราชญ์คุณหนูอวิ๋นย่อมไม่น้อยหน้าผู้ใด ผู้ใดจะคิดเล่าว่าฮูหยินคนใหม่ที่แต่งเข้ากลับส่งเสริมให้บุตรสาวตัวเองแย่งคู่หมายน้องสาว”
“ข้ารู้ว่ามาฮูหยินเอกคนใหม่มาจากตระกูลหลิว เป็นปราชญ์เก่าแก่ที่เคยมีชื่อเสียง ทว่าบัดนี้กลับมีทายาทที่เป็นบุรุษนับคนได้ ดังนั้นคงกำลังมองหาอำนาจอื่นส่งเสริมกระมัง หาไม่เรื่องไร้ยางอายเช่นนี้จะกล้าทำหรือ”
“ข้าเองก็คิดเช่นนั้น รู้หรือไม่ว่าคู่หมายของคุณหนูอวิ๋นน่ะหมั้นหมายกันมาตั้งแต่เยาว์วัย เป็นสะใภ้จวนโหวมีหน้ามีตาถึงเพียงนั้นแน่นอนว่าตระกูลหลิวย่อมไม่อาจปล่อยผ่าน บุตรสาวได้แต่งเข้าจวนโหว แม้มารดาถูกหย่าขาดชื่อเสียงเสียหายทว่าก็คุ้มค่ายิ่ง”
“ทางท่านปราชญ์อวิ๋นเล่ามีท่าทีใด”
“เมื่อเช้านายท่านกับท่านปราชญ์อวิ๋นออกไปพร้อมกัน สีหน้าก็ดูเป็นปกติดี”
“ก็ต้องทำให้เป็นปกติมิใช่หรือ ถูกหัวเราะเยาะเป็นเป็นเรื่องน่าขบขัน หากไม่ทำตัวให้เป็นปกติที่สุด เช่นนี้จะให้แหกปากด้วยความโกรธกรุ่นจนตกเป็นขี้ปากผู้คนหรือ”
“ข้าได้ยินมาว่าฮูหยินเองก็มิใช่อยากจะต้อนรับท่านปราชญ์กับฮูหยินนัก ด้วยเกรงว่าจะล่วงเกินจวนโหว”
“ล่วงเกิน??”
“ใช่น่ะสิ! เจ้าคิดว่าหากจวนโหวไม่เห็นด้วยกับการเปลี่ยนเจ้าสาว เช่นนี้แล้วคุณหนูหลิวผู้นั้นจะได้นั่งเกี้ยวออกไปแทนคุณหนูอวิ๋นหรือไร”
“นั่นสินะ”
“จะว่าไปท่านปราชญ์อวิ๋นนับว่าเป็นบิดาที่ประเสริฐยิ่ง สงสารก็แต่คุณหนูอวิ๋น หมั้นหมายมาตั้งแต่เยาว์วัยกลับสู้พี่สาวที่แต่งเข้าจวนมาพร้อมมารดาเลี้ยงไม่ได้ ถูกแย่งคู่หมายไม่พอตอนนี้ก็ยังต้องล้มหมอนนอนเสื่อเพราะคนพวกนั้นอีก”
“แต่ข้าได้ยินมาว่านางทำตัวเองทั้งนั้นมิใช่หรือ พอรู้ว่าซื่อจื่อจวนโหวหมายจะรับพวกนางทั้งสองคนเป็นฮูหยินที่เท่าเทียม นางก็แล่นไปที่จวนโหวประกาศถอนหมั้น ไม่พอยังไปทะเลาะกับคุณหนูจวนโหวจนตกจากสะพานอีก ตอนนี้จวนที่เคยอยู่ก็ต้องซมซานออกมาจนต้องมาอาศัยจวนของนายท่านและฮูหยิน อนาคตนับจากนี้จะอย่างไรก็สุดรู้”
เสียงถอนหายใจดังขึ้นหลังจากจบประโยคนั้น เสียงฝีเท้าใครอีกคนเดินใกล้เข้ามา เสียงของสตรีวัยกลางคนดังขึ้น “พวกเจ้าไม่มีงานต้องทำหรือเหตุใดมายืนซุบซิบกันอยู่แถวนี้”
“แม่นมชุยพวกข้าทำเสร็จหมดแล้วเจ้าค่ะ ตอนนี้รอเพียงท่านหมอที่จะเข้ามาตรวจอาการคุณหนูอวิ๋น”
“นางเป็นอย่างไรบ้าง รู้สึกตัวขึ้นมาแล้วหรือยัง”
“ยังเลยเจ้าค่ะ ไม่แม้แต่จะขยับ”
เสียงถอนหายใจของแม่นมผู้นั้นดังขึ้นอีกครั้ง “ศีรษะถูกกระแทกถึงเพียงนั้น ทั้งร่างกายทั้งจิตใจได้รับความกระทบกระเทือน ช่าง...อาภัพเสียจริง”
“แล้วนางกับท่านปราชญ์จะอยู่ที่จวนนานเท่าใดเจ้าคะ พวกข้าทั้งต้องไปทำความสะอาดเรือนหลัก ทั้งยังต้องวิ่งมาอยู่ที่นี่ คงมิใช่ว่าจะอยู่ที่นี่ตลอดไปหาไม่สาวใช้คงไม่พอเป็นแน่...”
“หุบปาก ผู้มาเป็นแขกของนายท่าน สาวใช้อย่างพวกเจ้ามีหน้าที่ทำตามคำสั่งไม่มีหน้าที่ตั้งคำถาม”
“แต่ว่าแม่นมเจ้าคะ...”
แม้จะส่งเสียงตำหนิทว่าก็ไม่ได้จริงจังนัก ฟังดูก็รู้ว่าแม้แต่แม่นมชุยเองก็รับรู้ถึงความลำบากใจและความอึดอัดของผู้เป็นนาย... สวีผิงโหวมีหน้าตา ทั้งมีอิทธิพลในเมืองหลวง ล่วงเกินเขาย่อมมิใช่เรื่องที่ฉลาดนัก จริงอยู่ท่านปราชญ์อวิ๋นเป็นถึงอาจารย์ที่มีศิษย์ยังสำนักศึกษาหลวงมากมาย มีเส้นสาย เป็นที่นับหน้าถือตา ทว่าสิ่งเหล่านั้นล้วนเป็นเปลือกนอก ผู้ใดไม่รู้ว่าการได้เข้ามายังเมืองหลวงของท่านปราชญ์อวิ๋น แท้ที่จริงก็เพราะตระกูลหลิวสนับสนุน ทั้งจวน ทั้งค่าใช้จ่าย ทั้งเงินทอง ล้วนเป็นตระกูลหลิวที่ส่งเสริม หย่าขาดหลิวซื่อท่านปราชญ์อวิ๋นก็เป็นเพียงปราชญ์ที่ยากจนข้นแค้นผู้หนึ่งเท่านั้น!!!
ครู่ต่อมาก็มีเสียงกลุ่มคนอีกกลุ่มเดินเข้ามา เสียงของคนหลายคนที่กำลังสนทนาทำให้รู้ว่าผู้มาก็คือเจ้าบ้านและท่านหมอ บนเตียงนอนในห้องซึ่งเป็นเรือนนอนของแขก แม้ไม่ได้หรูหราทว่าก็นับว่าจัดการได้อย่างเหมาะสม ท่านหมอตรวจอาการด้วยท่าทีจริงจังกระทั่งหลังจากไปยังกำชับหลายเรื่อง
“ฮูหยินส่งท่านหมอกลับไปแล้วเจ้าค่ะ”
เสียงถอนหายใจดังขึ้น “ชะตาอาภัพนัก ไม่เพียงสูญเสียมารดาตั้งแต่เยาว์วัย ตอนนี้ยังต้องมาเผชิญเคราะห์กรรมเช่นนี้อีก”
“ฮูหยิน?”
“ข้าเพียงสงสารนางเท่านั้น ข้าเองก็มีบุตรสาว... ทว่าแม้สงสารก็มิใช่ว่าข้าจะสามารถยื่นมือเข้าช่วยเหลือ จวนสวีผิงโหวบัดนี้เกี่ยวดองกับตระกูลหลิวแล้ว แม้ท่านปราชญ์อวิ๋นจะได้รับความโปรดปรานจากฝ่าบาท ทว่าอย่างไรพวกเขาก็มีเพียงเปลือกนอกเท่านั้น”
“แล้วทางนายท่านคิดเห็นเป็นอย่างไรเจ้าคะ”
“ท่านพี่เป็นสหายกับท่านปราชญ์อวิ๋นมานาน เขาไหนเลยจะฟังคำทัดทานของข้า”
“เช่นนี้แล้วท่านจะทำอย่างไรเจ้าคะ หากยังให้ที่พักพิงกับสองพ่อลูกตระกูลอวิ๋นเช่นนี้ เกรงว่าไม่นานท่านโหวอาจขุ่นเคืองมาถึงพวกเราได้”
เสียงถอนหายใจดังขึ้นอีกครั้ง จากนั้นคนทั้งหมดก็ค่อยๆ เดินออกจากห้องทิ้งเอาไว้เพียงความเงียบงัน ไม่มีใครรู้เลยว่าไม่นานนักหลังจากที่ทุกคนจากไป หญิงสาวบนเตียงนอนที่ตั้งแต่แรกก็ไม่ขยับ ดวงตากลับเปิดขึ้นช้าๆ สายตาของนางว่างเปล่าไร้ซึ่งประกายของความง่วงงุน นาง...รู้สึกตัวนานแล้วทว่ากลับเลือกที่จะเงียบ เลือกที่จะนอนนิ่ง
อวิ๋นซูเหยา...ปีนี้อายุครบสิบสี่ขวบปียังไม่ปักปิ่น เป็นบุตรสาวเพียงคนเดียวของปราชญ์อวิ๋นแห่งสำนักศึกษาหลวง เคยหมั้นหมายกับบุตรชายสวีผิงโหว ทว่าบัดนี้ถอนหมั้นแล้วเพราะพี่สาวของมารดาเลี้ยงที่บิดาแต่งเข้าตระกูลอวิ๋น บิดาหย่าขาดจากฮูหยินหลังรู้เรื่อง และบัดนี้...แม้แต่ที่ซุกหัวนอนก็ยังไม่มี
ใช่แล้ว...นางรู้เพียงเท่านั้น
นางเงยหน้ามองเขาจากนั้นละสายตามองเลยไปยังน้องสาวของเขา “คงต้องเป็นเช่นนั้น วันนี้...รู้สึกเหนื่อยอยู่บ้าง” เขามองตามสายตาของนาง ในดวงตาฉายแววงุนงงทว่ากลับไม่ได้เอ่ยถามอะไร หลังแยกจากกันที่อารามบิดาก็พานางกลับเรือนพำนักด้วยท่าทีกังวล อวิ๋นซูเหยาเอ่ยถามถึงหยางหว่านฉิงด้วยสงสัยว่านางเคยพบอีกฝ่ายก่อนหน้านี้“เป็นไปไม่ได้ น้อยครั้งนักที่ปราชญ์หยางจะพาน้องสาวและน้องชายออกมาจากจวน”นางเองก็คิดเช่นนั้น... ไม่นับรวมที่ใบหน้าที่นางเห็นนั้นมิใช่หยางหว่านฉิง อีกทั้งนางเพิ่งอายุสิบสี่จะไปมีศิษย์ที่อายุมากกว่าเช่นสตรีผู้นั้นได้อย่างไร แม้ความทรงจำนั้นจะดูเหมือนเป็นของนางเองทว่ามันไม่สมเหตุสมผลเลยสักนิด...บิดาของนางกล่าวต่อ “ยิ่งก่อนหน้านี้ยิ่งไม่มีทางเป็นไปได้ ตระกูลหยางเกิดเรื่องสองพี่น้องจึงมีโอกาสได้ออกมาบ่อยขึ้น ตอนนั้นเจ้าเองก็ล้มป่วยแล้ว”“เกิดเรื่องหรือเจ้าคะ?”อวิ๋นหยวนถอนหายใจออกมาคราหนึ่ง “เจ้าคงยังไม่รู้ เขาเป็นบุตรชายแม่ทัพหยางหั่ว แม่ทัพชายแดนตะวันออก เป็นบุตรชายคนโตที่เกิดจากฮูหยินเอกคนก่อน หลังฮูหยินสิ้นใจแม่ทัพหยางบังคับให้เขาหมั้นหมายกับคุณหนูจวนกั๋วกงตั้งแต่ยังไม่สวมกวาน ต่อมาคุณ
แม้ประหลาดใจแต่นางมิใช่คนมากเรื่อง ไม่ชอบถามละลาบละล้วง ดังนั้นจึงกินบะหมี่ของตัวเองไป ในใจนึกสงสัยว่าเขามาตั้งแต่เมื่อไหร่ มานานพอจะเห็นและได้ยินเหตุการณ์เมื่อครู่หรือไม่ รู้เห็นมากน้อยเพียงใด ครั้งก่อนอีกฝ่ายไปเยือนที่เรือนพำนัก นั่งจิบชากับบิดาของนางครู่หนึ่ง ทว่าหญิงสาวกลับมองออกว่าเขาสังเกตนางเงียบๆ ลอบหยั่งเชิงในหลายๆ เรื่อง แม้แต่มือของนางบางครั้งเขาก็เผลอจ้องอยู่นานมาก...“ท่านปราชญ์หยาง ท่าน...ยังมีธุระที่อื่นหรือไม่”“ไม่มี หากคุณหนูอวิ๋นจะกลับมิสู้นั่งรถม้ากลับพร้อมข้า”“เช่นนั้นก็รบกวนแล้ว” นางเพิ่งพูดจบหูอวี๋ก็เดินกลับออกมาจากตลาด เห็นเขาหน้าแดง หูแดง เหงื่อออกจนเต็มไรผม นางแย่งตะเกียบมาจากชายหนุ่ม “ไม่ต้องกินแล้ว จิบชาล้างปากก่อน บะหมี่เผ็ดหากไม่กินเผ็ดท่านจะไม่สบายตัวเอาได้” คิ้วเรียวมุ่นลงเพราะเห็นท่าทางทุลักทุเลของเขาเขาหัวเราะ “รสชาติไม่เลวเพียงแต่เผ็ดไปหน่อย”เห็นนางล้วงเงินออกมาจ่ายเขาชะงักเพราะกำลังล้วงแขนเสื้อ นางยิ้ม “ข้าเลี้ยงเอง”หยางสวินเคอยิ้ม “เช่นนั้นก็...รบกวนแล้ว”ระหว่างขากลับไปยังสำนักศึกษาหลวงอวิ๋นซูเหยาเปิดม่านรถม้าขึ้น หญิงสาวมองเหม่อออกไปนอกหน้าต่
อีกฝ่ายแค่นหัวเราะ “ดูเหมือนจะเป็นเรื่องจริง หรือหากไม่จริงเจ้าก็เล่นละครตบตาผู้อื่นได้ดียิ่ง ฟังว่าแม้แต่หมอหลวงเองก็เคยไปตรวจอาการและยืนยันว่าเจ้าสูญเสียความทรงจำ ข้ายังนึกว่าเรื่องทั้งหมดนั้นเพียงเพื่อเล่นละครให้ผู้อื่นรู้สึกสงสารเจ้าเสียอีก”นาง...วางแขนเท้าโต๊ะยกมือขึ้นเท้าคางด้วยท่าทีคล้ายขี้เกียจเสียเต็มประดา ท่าทีสบายใจของอีกฝ่ายทำให้หลิวซือซืองุนงง ยังไม่ทันโต้ตอบอีกฝ่ายก็กล่าวขึ้น “อ้อ...หากให้ข้าเดาท่านก็คือ...ฮูหยินน้อยจวนโหวที่เพิ่งสมปรารถนาผู้นั้น” รอยยิ้มของหญิงสาวทำให้หลิวซือซือรู้สึกโกรธกรุ่นขึ้นมา “ทำไมหรือ ตอนนี้กลายเป็นฮูหยินน้อยจวนโหว คิดจะปรามาสท่านหมอหลวงอย่างไรก็ได้เช่นนั้นหรือ”“เจ้า!...เจ้าหมายความว่าอย่างไร ข้าไปปรามาสท่านหมอหลวงตั้งแต่เมื่อใดกัน!”“มิใช่เพิ่งกล่าวว่าข้าเล่นละครเพื่อให้ผู้อื่นสงสารหรอกหรือ ท่านหมอหลวงเคยมาตรวจอาการของข้า ยืนยันว่าข้าสูญเสียความทรงจำจริงๆ ทว่าท่านกลับพูดออกมาได้โดยที่สีหน้าไม่เปลี่ยนลมหายใจไม่สะดุด เติบโตในตระกูลปราชญ์อีกทั้งยังเพิ่งแต่งเข้าจวนโหว ไม่มีผู้ใดเคยบอกท่านหรือว่าวาจาที่กล่าวออกมาล้วนส่งผลถึงชื่อเสียง ฐานะ รวมไปถึง
“หลิน...มู่...เซิน?” หยางสวินเคอทวนชื่อแซ่ของหญิงสาวช้าๆ ชัดๆ“เจ้าก็รู้สึกว่ามันแปลกใช่หรือไม่ ระยะนี้ข่าวลือเกี่ยวกับต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ทำให้เกิดเรื่องมากมาย ขบวนที่กลับเข้ามาเมืองหลวงหลายๆ ขบวนถูกโจมตีปล้นฆ่า มีข่าวลือหนึ่งกล่าวว่าเสด็จพ่อให้คนออกไปตามหาต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ที่หายสาบสูญ มีคนปักใจเชื่อด้วยซ้ำว่าคนที่จะนำต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์กลับเข้าเมืองหลวงก็คือแม่ทัพหลิน เพราะเป็นเช่นนี้ขบวนเดินทางของแม่ทัพหลินจึงถูกดักปล้นกลางทาง ตอนนี้ยังบังเอิญมีแม่นาง หลิน[1]มู่[2]เซิน[3] กลับเข้าเมืองหลวงอีก เกรงว่าต่อไปผู้คนคงคิดว่านางเป็นต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์กระมัง เพราะมีความเชื่อหนึ่งเคยกล่าวว่าแท้ที่จริงต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ก็คือคนผู้หนึ่ง จะว่าไปมีใครบ้างเคยยืนยันว่าต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์แท้ที่จริงคือสิ่งใด ขนาดเสด็จพ่อเองก็ไม่เคยตรัสถึง”หยางสวินเคอขมวดคิ้วเดินกลับไปนั่งลง เขายื่นมือไปคว้าพู่กันจากนั้นเขียนอักษรหนึ่งลงไป “อักษรมู่เพียงอักษรเดียวคือต้นไม้” จรดอักษรอีกตัว “อักษรมู่สองตัวคือหลิน...ป่าไม้” คิ้วเข้มมุ่นลงจากนั้นเขียนอีกอักษร “แต่หากอักษรมู่สามตัวเขียนเรียงกันก็จะกลายเป็น...ป่าใหญ่” นามนี้..





