ซุ่ยเหลียน บุปผาในมือจอมมาร

ซุ่ยเหลียน บุปผาในมือจอมมาร

last updateTerakhir Diperbarui : 2026-03-25
Bahasa: Thai
goodnovel18goodnovel
Belum ada penilaian
60Bab
404Dibaca
Baca
Tambahkan

Share:  

Lapor
Ringkasan
Katalog
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi

นางคือดอกซุ่ยเหลียนในสระทิพย์แห่งสวรรค์เทพธิดาบุปผาเสกนางขึ้น จุดประสงค์ก็เพื่อล่อลวงจอมมารที่หนีไปจุติยังโลกมนุษย์ ทว่าทันทีที่พบนางกลับไม่รู้ว่าเป็นใครที่ล่อลวงใครกันแน่!!!! ซุ่ยเหลียน เด็กสาวที่เทพธิดาบุปผาเสกขึ้นจากดอกซุ่ยเหลียนในสระทิพย์แห่งสวรรค์ จุดประสงค์ก็เพื่อล่อลวงจอมมารที่หนีไปจุติยังโลกมนุษย์ เกาอู่เยี่ย จอมมารแห่งซีเปียน ผู้ครอบครองศิลาชั่วนิรันดร์ เพราะอาการบาดเจ็บจากการประลอง ทำให้จำต้องหลบเร้นไปจุติยังโลกมนุษย์

Lihat lebih banyak

Bab 1

บทที่ 1.1

เสียงการต่อสู้ซึ่งสะท้านสะเทือนไปทั้งสวรรค์เก้าชั้นฟ้าทำให้น้ำในสระทิพย์แห่งแดนบุปผากระเพื่อมไหว ดอกบัวหลากสีสันส่ายโอนเอน บ้างถึงกับหุบกลีบเพื่อปกป้องตัวเองจากการทำลายล้าง

“จอมมารแห่งซีเปียน! คิดหนีหรือ!”

เสียงตะโกนในยามที่ลำแสงสีดำ วูบผ่านเหนือสระทิพย์ ทำให้บุปผานานาชนิดกลีบร่วงโรยลงบนพื้น

“ขี้ขลาด!”

“ขี้ขลาดเช่นนั้นหรือ พวกท่านถือว่าตัวเองเป็นองครักษ์แห่งสวรรค์ แต่กลับใช้แผนท้าประลองเพื่อหลอกล่อให้ข้าติดกับ ปากบอกว่าเป็นการประลองเพื่อความสนุกสนาน การกระทำกลับตรงกันข้าม คิดช่วงชิงศิลาชั่วนิรันดร์จากข้าหรือ ฝันไปเถิด!!”

เสียงหัวเราะดังลั่น พร้อมกับประโยคที่ทำเอาเหล่าองครักษ์แห่งสวรรค์ได้แต่อึ้งงัน มองดูแต่ละคนที่ต่างก็อยากจะครอบครองและช่วงชิงศิลาชั่วนิรันดร์ กระทั่งใช้คนมากกว่ารุมยื้อแย่งของจากผู้อื่น

...หากล่วงรู้ไปถึงที่ใดย่อมอับอายไปจนถึงที่นั่น

“ทำเช่นไรดี”

“จะทำเช่นไรได้เล่า หรือยังอับอายไม่พอ” เสียงอ่อนหวานเสียงหนึ่งดังขึ้นด้านหลัง

“เทพธิดาบุปผา ท่านมิใช่...มิใช่”

“มิใช่ว่าข้าหลับใหลไปแล้ว ใช่หรือไม่”

“เอ่อ”

“หากข้าหลับใหลแล้วจะมีโอกาสได้เปิดหูเปิดตาหรือ พวกท่านเป็นถึงองครักษ์แห่งสวรรค์ แต่กลับใช้สระทิพย์ในแดนบุปผาของข้าทำเรื่องน่าอับอายอย่างการใช้กำลังช่วงชิงของในครอบครองของผู้อื่น ไม่รู้สึกละอายใจบ้างเลยหรือ”

“แต่...จะอย่างไรสวรรค์ก็ต้องเรียกคืนของวิเศษทั้งสามคืนอยู่แล้ว พวกเราเพียง...”

“อ้อ ที่ทำนี้ก็เพื่อส่วนร่วมสินะ หากช่วงชิงศิลาชั่วนิรันดร์มาได้ ก็จะนำไปคืนยังสุสานเทพมังกร ช่างน่านับถือ”

น้ำเสียงราบเรียบแฝงเอาไว้ด้วยนัยแห่งการเสียดสี ทำให้แต่ละคนพูดไม่ออก พวกเขาต่างก็เอ่ยร่ำลาเทพธิดาบุปผาไปด้วยความกระอักกระอ่วน

“ท่านจะทำอย่างไรเจ้าคะ จอมมารแห่งซีเปียนหนีไปเสียแล้ว เขาบาดเจ็บเช่นนี้...”

“เขาบาดเจ็บแต่ก็หาได้สิ้นฤทธิ์ไม่ ศิลาชั่วนิรันดร์เป็นหนึ่งในอาวุธวิเศษที่ท่านเทพมังกรมอบให้เขา หากเขาไม่ยินยอม ไหนเลยจะช่วงชิงมาได้โดยง่าย”

มองดูริมสระทิพย์มีชายชุดตัวนอกสีดำซึ่งฉีกขาดร่วงอยู่  ข้างๆ กันนั้นมีซุ่ยเหลียน[1]ดอกน้อยชูช่อเบ่งบาน ราวไม่หวั่นเกรงต่อรังสีแห่งการต่อสู้รุนแรงเมื่อครู่

ครุ่นคิดครู่หนึ่งเทพธิดาบุปผาก็แบมือออกไป ทั้งชายชุดสีดำและดอกซุ่ยเหลียนพลันลอยขึ้นมา ปลายนิ้วไล้ไปตามลวดลายดอกปี่อั้น[2]สีแดง ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของจอมมารแห่งซีเปียน

“ซุ่ยเหลียน เจ้าเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดเมื่อครู่แล้วสินะ ของวิเศษทั้งสามสมควรเก็บกลับคืน และจำต้องฝังไปพร้อมกับร่างของเทพมังกร เช่นนี้แล้วเจ้าก็ช่วยงานข้าสักเรื่องเถิด”

กล่าวจบเศษผ้าชิ้นนั้นก็สลายกลายเป็นผุยผง ล่องลอยและแทรกซึมเข้ากับทุกอณูของกลีบดอกซุ่ยเหลียนสีส้มอ่อนจาง กระทั่งไม่นานบัวดอกน้อยก็ลอยห่างออกไป ทิศทางนั้นก็คือทิศทางซึ่งลำแสงสีดำลอยหายไปนั่นเอง

จินหลง เมืองหลวงแคว้นเทียนเฉา

เสียงฟ้าร้องคำรามพร้อมกับแสงฟ้าแลบ ทำให้ยามค่ำคืนน่าหวาดกลัว เสียงร้องไห้จ้าของทารกน้อย ยิ่งทำให้บรรยากาศเงียบงันดูวังเวงและน่าหวาดหวั่น

นางกำนัล ขันที รวมไปถึงหมอหลวงกำลังวิ่งวุ่นวาย กลิ่นอายของความตายครอบคลุมไปทั่วทั้งวังหลวง ส่งผลให้ตำหนักซู่เฟินแลดูเต็มไปด้วยความชั่วร้าย แม้บัดนี้บรรยากาศสมควรเต็มไปด้วยกลิ่นอายมงคล เนื่องจากเจ้าของตำหนักกำลังมีพระประสูติการ

ลำแสงสีแดงฟาดลงมายังเหนือตำหนักซ้ำๆ เพลิงไหม้เผาผลาญ เสียงกรีดร้องขอความช่วยเหลือ กระทั่งเสียงร้องโหยหวนทรมาน ทำให้ขันทีและเหล่านางกำนัลได้แต่ร้องไห้สะอึกสะอื้น

ตำหนักซู่เฟินถูกฟ้าผ่า ส่งผลให้หลายชีวิตถูกสังเวย รวมไปถึงเจ้าของตำหนักอย่างหลินกุ้ยเฟย ผู้ซึ่งเพิ่งจะมีประสูติการ ฮ่องเต้ทรงมีรับสั่งให้ปิดตำหนัก และห้ามผู้ใดเอ่ยถึงเรื่องราวในคืนนั้น

ไม่นานเหตุการณ์อันน่าหวาดหวั่นก็ถูกลืมเลือน ทว่าที่ถูกลืมเลือนกลับไม่ได้มีเพียงเรื่องที่เกิดขึ้น เพราะองค์ชายน้อยซึ่งเป็นผู้รอดชีวิตเองก็ถูกลืมเลือนไปด้วยเช่นกัน

สามปีต่อมาท่ามกลางคิมหันตฤดูอันอบอุ่น คฤหาสน์หลังงามของตระกูลอันก็มีข่าวดี อันฮูหยินได้ให้กำเนิดบุตรสาวตัวน้อยๆ ที่มีผิวกายเนียนละเอียดราวกลีบบุปผา

บิดาและมารดาของเด็กน้อยให้ชื่อนางว่า อันซุ่ยเหลียน

กาลเวลาหมุนผ่านไปอีกสิบสี่ปี จากทารกน้อยตัวอวบอ้วน บัดนี้อันซุ่ยเหลียนกลับกลายมาเป็นเด็กสาวซึ่งกำลังจะผ่านเข้าสู่วัยปักปิ่น กระนั้นเรื่องยินดีของนางยังคงต้องรอปีหน้า เนื่องจากในวันนี้เป็นวันมงคลของญาติผู้พี่ของนาง

หน้าคฤหาสน์ตระกูลอันในยามนี้ เสียงประทัดที่เพิ่งถูกจุดดังสนั่น บรรยากาศที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายมงคล ทำให้ผู้คนรายรอบยิ้มแย้มด้วยความเบิกบาน

[1] บัวผัน

[2] ดอกพลับพลึงแดง สัญลักษณ์ของความตายและการพลัดพราก

Tampilkan Lebih Banyak
Bab Selanjutnya
Unduh

Bab terbaru

Bab Lainnya
Tidak ada komentar
60 Bab
บทที่ 1.1
เสียงการต่อสู้ซึ่งสะท้านสะเทือนไปทั้งสวรรค์เก้าชั้นฟ้าทำให้น้ำในสระทิพย์แห่งแดนบุปผากระเพื่อมไหว ดอกบัวหลากสีสันส่ายโอนเอน บ้างถึงกับหุบกลีบเพื่อปกป้องตัวเองจากการทำลายล้าง“จอมมารแห่งซีเปียน! คิดหนีหรือ!”เสียงตะโกนในยามที่ลำแสงสีดำ วูบผ่านเหนือสระทิพย์ ทำให้บุปผานานาชนิดกลีบร่วงโรยลงบนพื้น“ขี้ขลาด!”“ขี้ขลาดเช่นนั้นหรือ พวกท่านถือว่าตัวเองเป็นองครักษ์แห่งสวรรค์ แต่กลับใช้แผนท้าประลองเพื่อหลอกล่อให้ข้าติดกับ ปากบอกว่าเป็นการประลองเพื่อความสนุกสนาน การกระทำกลับตรงกันข้าม คิดช่วงชิงศิลาชั่วนิรันดร์จากข้าหรือ ฝันไปเถิด!!”เสียงหัวเราะดังลั่น พร้อมกับประโยคที่ทำเอาเหล่าองครักษ์แห่งสวรรค์ได้แต่อึ้งงัน มองดูแต่ละคนที่ต่างก็อยากจะครอบครองและช่วงชิงศิลาชั่วนิรันดร์ กระทั่งใช้คนมากกว่ารุมยื้อแย่งของจากผู้อื่น...หากล่วงรู้ไปถึงที่ใดย่อมอับอายไปจนถึงที่นั่น“ทำเช่นไรดี”“จะทำเช่นไรได้เล่า หรือยังอับอายไม่พอ” เสียงอ่อนหวานเสียงหนึ่งดังขึ้นด้านหลัง“เทพธิดาบุปผา ท่านมิใช่...มิใช่”“มิใช่ว่าข้าหลับใหลไปแล้ว ใช่หรือไม่”“เอ่อ”“หากข้าหลับใหลแล้วจะมีโอกาสได้เปิดหูเปิดตาหรือ พวกท่านเป็นถึงองครักษ์แ
Baca selengkapnya
บทที่ 1.2
บุตรสาวตระกูลอันแต่งเข้าจวนแม่ทัพเกา ซึ่งตั้งอยู่ฝั่งตรงกันข้าม นอกจากเป็นเพื่อนบ้านใกล้เรือนเคียงกันแล้ว นับจากนี้ทั้งสองยังเกี่ยวดองสนิทสนมมากขึ้นอีกด้วย“นี่เสี่ยวซุ่นเจ้าแน่ใจนะว่าจะไม่ถูกจับได้”“แน่สิ ข้าดูลาดเลามาแล้วถึงสามรอบ”“แต่หากข้าถูกท่านแม่จับได้ว่าแอบพาเหลียนเอ๋อร์มาหาพี่ใหญ่ ข้าต้องถูกเฆี่ยนแน่ๆ”“หากเจ้ากลัวก็อย่าตามมาสิ อีกอย่างเหลียนเอ๋อร์ยังไม่กลัว เจ้าก็อย่าขี้ขลาดให้มากนัก”“เจ้าก็พูดได้ เหลียนเอ๋อร์เคยถูกดุด้วยหรือ ท่านน้าทั้งสองรักนางประหนึ่งจะประคองเอาไว้ด้วยสองมือตลอดเวลา แต่ท่านแม่ของข้าไม่เหมือนกัน”“พี่เฟิ่งเอ๋อร์หากท่านกลัวจะไม่ไปก็ได้ ข้าไปแทนเอง ประเดี๋ยวก็กลับมาแล้ว”“ได้ที่ไหนกัน เป็นข้าเองที่อยากเข้าไปอวยพรให้พี่ใหญ่ ข้าจะปล่อยเจ้าไปคนเดียวได้อย่างไรกัน”เสียงซุบซิบของเด็กสามคน ทำให้เกาอู่เยี่ยซึ่งกำลังนั่งอยู่บนหลังคาทางเดินชะงัก เขาหรือสู้อุตส่าห์หลบหลีกความวุ่นวายมานอนเงียบๆ แต่กลับยังคงหนีไม่พ้นมองดูในสวนของจวนแม่ทัพมีเงาร่างของเด็กน้อยผลุบๆ โผล่ๆ เขาก็ให้รู้สึกสงสัย เด็กชายวัยสิบสามปีซึ่งกำลังทำตัวลับๆ ล่อๆ อยู่ข้างๆ กอดอกตู้เจวียนเขารู้จักดี
Baca selengkapnya
บทที่ 1.3
คิดได้ดังนั้นเขาก็ถอนหายใจออกมา ดวงตาคมเหลือบมองลูกพลับครึ่งซีกที่นางทำตกไว้ ก่อนจะก้มลงไปหยิบขึ้นมา“ต้นพลับต้นนี้ข้าปลูกเอง ปีนี้ออกลูกดกทั้งยังมีรสหวานกรอบ ลูกนี้สุกเกินไปไม่อร่อยหรอก”กล่าวจบก็เงยหน้าขึ้น ก่อนจะเก็บลูกใหม่ที่น่าอร่อยกว่ามาจากต้นส่งให้นางอันซุ่ยเหลียนกะพริบตามองเขาด้วยความงุนงง แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังใช้มือหนึ่งยื่นออกไปรับ เขาเลื่อนมือหนีราวเพิ่งนึกขึ้นได้ว่ามืออีกข้างของนางต้องเกาะกิ่งไม้เพื่อช่วยทรงตัวเมื่อบิลูกพลับออกเป็นสองส่วน จึงส่งคืนให้นางส่วนหนึ่ง เขาถือเอาไว้ส่วนหนึ่ง“อร่อยหรือไม่” เขาถามเมื่อเห็นนางกินด้วยท่าทางน่าอร่อยยิ่ง“เจ้าค่ะ” นางพยักหน้ารับ“จะเก็บไปฝากพี่สาวเจ้าในห้องหอหรือ”“เจ้าค่ะ” นางยังคงพยักหน้ารับเช่นเคย“เช่นนั้นลงมาเถิด ข้าจะเก็บให้”เขายื่นสองมือไปข้างหน้า เป็นการบอกว่าจะช่วยพานางลงมาจากต้นพลับ ซึ่งแน่นอนว่าอันซุ่ยเหลียนยื่นสองมือไปหาเขาอย่างไว้เนื้อเชื่อใจทันทีที่สองมือของเขาสอดเข้าไปใต้ท่อนแขนเล็ก ความร้อนขุมหนึ่งแล่นผ่านปลายนิ้ว อาการวูบไหวไปทั่วทั้งร่าง ทำให้เกาอู่เยี่ยขมวดคิ้ว เขายังไม่วางนางลงทันที แต่กลับยกค้างเอาไว้ครู่หนึ่ง
Baca selengkapnya
บทที่ 1.4
คิดได้ดังนั้นเขาก็ถอนหายใจออกมา ดวงตาคมเหลือบมองลูกพลับครึ่งซีกที่นางทำตกไว้ ก่อนจะก้มลงไปหยิบขึ้นมา“ต้นพลับต้นนี้ข้าปลูกเอง ปีนี้ออกลูกดกทั้งยังมีรสหวานกรอบ ลูกนี้สุกเกินไปไม่อร่อยหรอก”กล่าวจบก็เงยหน้าขึ้น ก่อนจะเก็บลูกใหม่ที่น่าอร่อยกว่ามาจากต้นส่งให้นางอันซุ่ยเหลียนกะพริบตามองเขาด้วยความงุนงง แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังใช้มือหนึ่งยื่นออกไปรับ เขาเลื่อนมือหนีราวเพิ่งนึกขึ้นได้ว่ามืออีกข้างของนางต้องเกาะกิ่งไม้เพื่อช่วยทรงตัวเมื่อบิลูกพลับออกเป็นสองส่วน จึงส่งคืนให้นางส่วนหนึ่ง เขาถือเอาไว้ส่วนหนึ่ง“อร่อยหรือไม่” เขาถามเมื่อเห็นนางกินด้วยท่าทางน่าอร่อยยิ่ง“เจ้าค่ะ” นางพยักหน้ารับ“จะเก็บไปฝากพี่สาวเจ้าในห้องหอหรือ”“เจ้าค่ะ” นางยังคงพยักหน้ารับเช่นเคย“เช่นนั้นลงมาเถิด ข้าจะเก็บให้”เขายื่นสองมือไปข้างหน้า เป็นการบอกว่าจะช่วยพานางลงมาจากต้นพลับ ซึ่งแน่นอนว่าอันซุ่ยเหลียนยื่นสองมือไปหาเขาอย่างไว้เนื้อเชื่อใจทันทีที่สองมือของเขาสอดเข้าไปใต้ท่อนแขนเล็ก ความร้อนขุมหนึ่งแล่นผ่านปลายนิ้ว อาการวูบไหวไปทั่วทั้งร่าง ทำให้เกาอู่เยี่ยขมวดคิ้ว เขายังไม่วางนางลงทันที แต่กลับยกค้างเอาไว้ครู่หนึ่ง
Baca selengkapnya
บทที่ 1.5
เกาอู่เยี่ยอ้าปากค้างมองการกระทำของอีกฝ่าย กลิ่นหอมเย้ายวนจากเจ้าร่างนิ่ม ส่งผลให้ลมหายใจของเขาเริ่มติดขัด เขาพบว่ากลิ่นอายของนาง ทำให้ความชั่วร้ายบางอย่างในร่างของตนตื่นตัว“เจ้าทำอะไร”ไม่วายมองไปโดยรอบ เนื่องจากเกรงว่าจะมีบ่าวไพร่ในจวนผ่านมาเห็น“ก็ท่านบอกจะม้วนมวยผมให้ข้าใหม่”“ก็...ใช่ แต่ไม่ต้องถึงกับนั่งบนตักเช่นนี้กระมัง”“ท่านแม่กับแม่นมก็ให้ข้านั่งเช่นนี้ทุกครั้ง”นางกะพริบตามองเขาราวกำลังไม่เข้าใจ รู้สึกว่าตัวนางเองสามารถไว้ใจเขาได้ นับจากที่เขาใจดีช่วยพานางลงมาจากต้นพลับ“เจ้าตัวนุ่มนิ่มแสนอันตราย” เกาอู่เยี่ยพึมพำ“เจ้าคะ” อันซุ่ยเหลียนเงยหน้าขึ้นมองเขาเป็นเชิงถาม“ไม่มีอะไรนั่งนิ่งๆ”นางขยับเพื่อหาท่าทีสบายตัว แต่กลับได้ยินเสียงสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ของชายหนุ่ม“ดูเหมือนจวนสกุลอันจะไม่มีบุตรชายสินะ”เขาพยายามดึงความสนใจของตัวเองไปที่เรือนผมนุ่มสวย บอกตัวเองให้มองข้ามสะโพกนิ่มซึ่งกำลังถูไถไปมากับหน้าขา ในยามที่เด็กสาวแกว่งเท้าทั้งสองข้างไปมาบนตักแม้อันซุ่ยเหลียนนับว่ายังไม่ปักปิ่น แต่เรือนร่างของนางที่อยู่ภายใต้เสื้อผ้า ทุกอย่างกลับอวบอิ่มและเริ่มมีน้ำมีนวลเกาอู่เยี่ยสบถกั
Baca selengkapnya
บทที่ 2.1
ทันทีที่แสงสว่างจากคบเพลิงส่องเข้าไปตามทางเดินทอดยาว ความมืดก็ถูกปัดเป่าหลงเหลือเพียงความเงียบงันวังเวงเสียงฝีเท้าก้าวเข้าไปทีละก้าวๆ ของเกาอู่เยี่ย ดังก้องไปทั่วทั้งทางเดิน หัวใจอันเต้นรัวและความเจ็บปวดจากเรื่องราวในอดีต ไม่อาจทำร้ายเข้าได้อีกแล้ว นับตั้งแต่ได้รู้ความจริงเมื่อหลายปีก่อนคราแรกแม้ไม่อาจยอมรับ หากแต่เวลาก็ค่อยๆ เยียวยา ทั้งยังทำให้เขาได้สติกลางห้องลับอับชื้นมีแท่นหินตั้งอยู่ บนนั้นมีหีบใบหนึ่งวางอยู่ด้านบน หีบซึ่งเก็บความลับเกี่ยวกับตัวเขาคบเพลิงถูกเสียบเข้ากับข้างผนัง ร่างสูงเดินไปหยุดยังหน้าหีบเหล็ก กระทั่งเกาอู่เยี่ยเปิดหีบใบนั้นออกมา ใบหน้าของชายหนุ่มก็ยังคงเรียบเฉยสิบเจ็ดปีแล้วหลังจากเกิดเรื่องที่ตำหนักซู่เฟิน คนตายล้วนถูกลืมเลือน ผู้ที่รอดชีวิตหรือก็ไร้ซึ่งผู้จดจำ ความทุกข์ทรมานที่ได้รับ ความทรงจำเลือนรางที่ล้วนอยากลืมให้สิ้นราชโองการลับที่ถูกซุกซ่อนในหีบถูกเปิดออก เกาอู่เยี่ยกวาดสายตาอ่านด้วยใบหน้าเรียบเฉย นับตั้งแต่อายุสิบเอ็ดเขาก็ติดตามเกาจิ้น เกาป๋อหยาง และเกาหย่งหานไปชายแดนสงครามทำให้ตระกูลเกาซึ่งเป็นตระกูลแม่ทัพไม่อาจหลีกเลี่ยงการสูญเสีย เกาป๋อหยางสิ้
Baca selengkapnya
บทที่ 2.2
“ใช่ ตอนที่เจ้าเกิดมา เจ้ากุมบางอย่างเอาไว้ในมือ หินก้อนหนึ่งมีสีดำ ไม่ว่าผู้ใดก็ไม่สามารถแตะต้อง เว้นเพียงหลินกุ้ยเฟย ตอนที่นางกำลังพยายามยื้อแย่ง เจ้ากลับกลืนมันเข้าไป หินสีดำก้อนนั้นใหญ่มาก แต่เจ้ากลับกลืนเข้าไปได้ทั้งที่เจ้าเป็นเพียงเด็กทารก เพราะอย่างนี้หลินกุ้ยเฟยจึงคลุ้มคลั่ง และหาว่าเจ้าเป็น...”“ปีศาจร้าย” เกาอู่เยี่ยเอ่ยเสียงเรียบ“ตอนนั้นเรื่องทารกที่ตระกูลฟางนำมาสับเปลี่ยนถูกเปิดโปง ฮ่องเต้ทรงเล็งเห็นแล้วว่าเรื่องนี้ไม่อาจอยู่ในการควบคุม ตระกูลหลินไร้อิทธิพลที่จะคุ้มครองเจ้า ตระกูลฟางแข็งแกร่งจนแม้แต่ฮ่องเต้เองก็ทรงไม่แน่พระทัยว่าเจ้าจะปลอดภัยในวังหลวง”เกาอู่เยี่ยนิ่งเงียบ เขามองราชโองการลับในมือนิ่ง ราชโองการลับที่เขียนรายละเอียดทุกอย่างเอาไว้อย่างชัดเจนรายละเอียดที่ว่าเกาอู่เยี่ยก็คือองค์ชายใหญ่แคว้นเทียนเฉา แต่เพราะอิทธิพลของตระกูลฟาง เด็กทารกที่ตระกูลฟางนำมาเพื่อสับเปลี่ยน กลับกลายเป็นตัวแทนของเขา เพราะในคืนนั้นฟางกุ้ยเฟยเองก็มีพระประสูติการองค์ชายเช่นกัน“เขายังมีชีวิตอยู่ดีหรือไม่ขอรับ เด็กคนนั้น องค์ชายใหญ่ตัวปลอม”“ยังมีชีวิตอยู่”ฟังน้ำเสียงของบิดา เกาอู่เยี่ยก็
Baca selengkapnya
บทที่ 2.3
“ท่านลุงกับท่านป้าหาต้องคิดมาก ข้าเพียงมาเยี่ยมเยียนเท่านั้น หลายวันก่อนมีโอกาสได้พบตัวตะกละน้อยตัวนี้ เห็นนางชอบลูกพลับ ข้าจึงเก็บมาฝาก”“ลำบากคุณชายรองจริงๆ ที่ต้องมาที่นี่ อย่างไรเสียวันนี้เสี่ยวเฟิ่งกับเหลียนเอ๋อร์ของเราก็ต้องไปที่จวนแม่ทัพอยู่แล้ว วันนี้เกาฮูหยินรับปากว่าจะทำขนมอร่อยๆ ให้พวกนางทั้งสอง”อันฮูหยินแย้มยิ้มอย่างอ่อนโยน ยิ่งในยามที่ลูบศีรษะเล็กของบุตรสาวชายหนุ่มเลิกคิ้ว “เช่นนั้นดีเลย ให้พวกนางไปพร้อมกันกับข้าก็แล้วกัน ข้าจะดูแลให้เป็นอย่างดี”“จะเป็นการรบกวนหรือไม่ เด็กสองคนนี้ซุกซนแก่นแก้ว ท่านอาจรำคาญเอาง่ายๆ”“วางใจเถิด ข้าเองก็รับมือกับเสี่ยวซุ่นอยู่เสมอ” เมื่อเอ่ยถึงเกาหยางซุ่น คุณชายเล็กจวนแม่ทัพ ผู้อาวุโสกว่าก็หัวเราะออกมาเกาหยางซุ่น อันเฟิ่งเซียนและอันซุ่ยเหลียนนั้น เป็นสหายที่สนิมสนทกันมาตั้งแต่จำความได้ ดังนั้นสองจวนซาบซึ้งถึงความซุกซนของเด็กทั้งสามคนเป็นอย่างดีอันเฟิ่งเซียนเงยหน้ามองเกาอู่เยี่ย แม้ในดวงตาจะยังมีความหวาดหวั่น แต่ยังปะปนเอาไว้ด้วยความอยากรู้อยากเห็นตามประสาเด็ก“ท่านไม่เห็นเหมือนที่ข้าได้ยินเลย”“เจ้าได้ยินมาว่าอย่างไรเล่า” เกาอู่เยี่ยเดิ
Baca selengkapnya
บทที่ 2.4
เขาพึมพำหลังตั้งสติแล้วพาเด็กสาวทั้งสองเดินเข้าไปในจวนแม่ทัพ มองดูแผ่นหลังซุกซนที่วิ่งตามกันไปด้านใน ใบหน้าหล่อเหลาเคร่งเครียดดูเหมือนทุกครั้งที่อันซุ่ยเหลียนแตะต้องเขา ภาพบางอย่างก็จะปรากฏขึ้น “การเข่นฆ่าในท้องพระโรงนั้นมันคืออะไรกัน”เช่นกันกับความรู้สึกหนักอึ้งในใจ ภาพเหล่านั้นถึงกับทำให้เขากระหายที่จะพิสูจน์เมื่อวานเพิ่งได้พบองค์ชายตัวปลอมที่เป็นตัวตายตัวแทนในวังหลวง เมื่อเช้าเขาเองก็ตัดสินใจได้ว่าอนาคตเขาควรทำสิ่งใด มาวันนี้กลับมองเห็นภาพของตนบุกเข้าไปในท้องพระโรงทอง เห็นชัดว่าภาพนั้นมิใช่เขาที่คิดไปเองอันซุ่ยเหลียนมองตามร่างสูงที่เดินหายลับไปในสวน ตั้งแต่มาส่งนางกับอันเฟิ่งเซียนในเรือนหลัก เกาอู่เยี่ยก็หายไปเลย นางยังอยากจะสนทนากับเขาหลายครั้ง เพราะตอนนั้นไม่ทันคิดมาก จึงโพล่งออกไปว่าจะหมั้นหมายกับเขายิ่งไปกว่านั้นทันทีที่นางพูดจบเขากลับไม่ได้พูดอะไร ทั้งยังมีท่าทีเหม่อลอย นางกลัวเหลือเกินว่าเขาจะโกรธกระทั่งไม่มาเล่นกับนางอีกแล้ว ดังนั้นจึงแอบกังวลอยู่ลึกๆ“เสี่ยวเฟิ่งเจ้าว่าพี่อู่เยี่ยจะโกรธหรือไม่”“ไม่รู้สิ แต่แรกเขาก็ไม่ได้อยากจะหมั้นหมายหรือแต่งสตรีใดเข้าจวน เจ้าเพิ่งรู
Baca selengkapnya
บทที่ 3.1
เกาอู่เยี่ยยืนพิงผนังทางเดินนิ่ง ดวงตาของเขาเรียบเฉย ใบหน้าหล่อเหลาไม่แสดงออกถึงอารมณ์ใดๆ ซึ่งนั่นก็ทำให้อันซุ่ยเหลียนรู้สึกไม่คุ้นเคยกับเขาที่เป็นเช่นนี้“ขะ...ข้าเดินตามท่านมา ข้าสงสัยว่าท่านโกรธหรือไม่ที่ข้าบอกจะหมั้นหมายกับท่าน หากท่านไม่พอใจข้า...”ร่างสูงของเขาก้าวเข้ามาหานางช้าๆ บางอย่างในใจบอกว่านางสมควรหวาดกลัว แต่เมื่อสบตาคมลุ่มลึกคู่นั้น เท้าเล็ก กลับไม่อาจขยับไม่รู้เพราะอะไรทำให้นางดึงดันที่จะเชื่อว่าเขาไม่มีวันทำร้ายนาง ทั้งที่ทั้งสองเองก็พบกันได้ไม่นานเกาอู่เยี่ยยื่นมือผ่านไหล่เล็กไปช้าๆ ดันหีบบนแท่นหินให้ถอยไปเพื่อให้หลงเหลือพื้นที่เพียงเล็กน้อย จากนั้นจึงอุ้มเด็กสาวขึ้นไปนั่งแม้นางจะนั่งอยู่สูงจากจุดเดิม หากแต่เพราะความสูงของชายหนุ่ม ใบหน้าของนางก็ยังคงอยู่เพียงระดับหน้าอกของเกาอู่เยี่ยเท่านั้น“อยากรู้หรือไม่ว่ามีอะไรอยู่ในนั้น”เขาเอ่ยถามพร้อมกับขยับเข้ามาใกล้ ส่งผลให้อันซุ่ยเหลียนต้องเอนตัวไปด้านหลัง มองดูเขาเอื้อมมือผ่านตัวนางอีกครั้ง เพียงเพื่อเปิดหีบใบนั้นขึ้น“ท่าน...” เดินอ้อมไปไม่ดีกว่าหรือนางอยากถามเช่นนั้น แต่กลิ่นหอมคล้ายเปลือกสนกับกลิ่นชาอ่อนๆ บนเรือนก
Baca selengkapnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status