Se connecterไม่นานเหตุการณ์ที่หน้าผา สั่นสะเทือนไปทั่วอาณาจักรซ่างหยุนอย่างรวดเร็ว ความเศร้าโศกเข้าครอบงำจิตใจผู้คน
ทว่ามิใช่กับผู้อยู่เบื้องหลังเงามืดของเรื่องเลวร้ายนี้
ในคฤหาสน์หลังงามของตระกูลลั่ว เสียงหัวเราะแหบต่ำของชายผู้หนึ่งดังลอดประตูที่ปิดสนิท
ลั่วเหวินซาง บุตรชายคนโตของลั่วเฟยเทียนคหบดีแห่งภาคใต้
ชายผู้ไร้เมตตาและเปี่ยมความทะเยอทะยาน
ยามนี้ชายหนุ่มผู้มากแผนการ นั่งบนเก้าอี้ซึ่งเป็นที่ประจำตำแหน่งของบิดา
มือถือจอกสุราขึ้นหมุนเล่น ราวเพียงสำรวจเงาสะท้อนในจอกมากกว่าจะดื่มมันจริง ๆ
“หึ พวกมันหล่นจากหน้าผาเช่นนั้น ต่อให้เป็นเทพเซียนก็มิอาจมีชีวิตรอด”
เขาหัวเราะในลำคอ พลางเอนกายลงลูบพนักเก้าอี้อย่างหลงใหล
“อีกไม่นาน เก้าอี้ตัวนี้จะเป็นของข้าพร้อมกับตำแหน่งผู้นำตระกูลลั่วรุ่นที่สี่”
หญิงวัยกลางคนที่นั่งเคียงข้าง...ผู้เป็นมารดาของเขา พยักหน้าอย่างพึงใจ
“ต่อไปนี้สิ่งที่ควรเป็นของเจ้า จะไม่มีผู้ใดช่วงชิงมันไปได้อีก”
ผู้พูดสีหน้าฉาบไว้ด้วยรอยยิ้มเย็นชา...ไร้ความรู้สึกผิดแม้กระผีกเดียว
เพราะมารดาเป็นเช่นนี้ จึงไม่แปลกนักที่บุตรชายจะเดินรอยตามความชั่วของนาง
“ตั้งแต่เล็กจนโต ข้าไม่เคยมีสิ่งใดเหนือกว่ามันเลย...”
เขาหรี่ตาลงช้า ๆ ขณะนึกถึงอดีต ความทรงจำที่ฝังลึกกลับผุดขึ้นมาเหมือนเพิ่งเกิดขึ้นหมาดๆ
ลั่วเหวินซางเติบโตมาพร้อมความคาดหวังจากผู้เป็นมารดา... เขาคือลูกชายคนโตของฮูหยินเอก
แต่กลับไม่เคยได้รับการยอมรับจากบิดาอย่างที่ควรจะเป็น เพราะนิสัยที่ก้าวร้าว ขาดเมตตา และโหดร้ายกับผู้อื่น
ทว่าเจ้าตัวกลับมองว่า บิดาลำเอียง
เข้าข้างน้องชายซึ่งเป็นแค่บุตรจากภรรยารอง
บิดามองข้ามความสามารถ ปิดตาต่อสิ่งเขาทำเพื่อตระกูลลั่ว
“ท่านพ่อเคยสัญญาว่าข้าจะเป็นผู้นำตระกูลลั่ว!”
“แต่ เพียงเพราะความผิดเพียงครั้งเดียวของข้า”
“ทำให้ท่านพ่อถึงกับเปลี่ยนใจ...ยอมเปลี่ยนกฎตระกูลยกทุกอย่างให้มัน”
ชายหนุ่มกำหมัดแน่น พลางแสยะยิ้มเหี้ยมเกรียม
“บัดนี้ ทั้งมัน เมียมัน และลูกของมัน ต่างดับสูญแล้ว...
“ข้าไม่ต้องอยู่ใต้เงามันอีกต่อไป”
เพียงแค่หวนคำนึงถึงภาพน้องชาย และรถม้าที่น้องสะใภ้กับหลานชายนั่งร่วงลนสู่ก้นเหว
ทำให้เขาผ่อนคลายอย่างประหลาด
การไม่มีเสี้ยนหนามในชีวิต...มันดีอย่างนี้นี่เอง
จากนั้นทั้งคู่พากันหัวเราะอย่างเบิกบานใจ
อารมณ์ของสองคนแม่ลูกช่างขัดกับกลางเรือนพำนักของผู้เป็นเจ้าของตระกูลลั่วนัก
ลั่วเฟยเทียน ผู้เป็นบิดา ล้มหมอนนอนเสื่อทันทีที่ได้ยินข่าวการตายของบุตรชายคนรองและครอบครัว
แม้จะเคยเงียบขรึมและเข้มแข็งเพียงใด
แต่เมื่อลูกที่เขารักที่สุด...ตายอย่างน่าอนาถ เขาก็ไม่อาจกลั้นน้ำตาได้
“ท่านพ่อ ท่านต้องเข้มแข็งนะขอรับ”
บุตรชายคนที่สามปลอบบิดาทั้งน้ำตา
เขาไม่คิดว่าพี่รองกับครอบครัวจะโชคร้ายถึงเพียงนั้น
“ข้าต้องแก้แค้นให้คนที่ทำร้ายพี่รองกับพี่สะใภ้และหานเอ๋อร์ให้จงได้ ข้าสาบาน”
บุตรชายคนสุดท้องของตระกูลปาดน้ำตา ยามพูดกับบิดา บรรดาพี่น้องทั้งหมด เขาสนิทกับพี่ชายรองที่สุด
เพราะเขาเป็นบุตรจากอนุภรรยาจึงถูกพี่ชายคนโตกับฮูหยินเอกคอยรังแกและเอาเปรียบอยู่ตลอดเวลา
และทุกครั้งพี่ชายรองจะเข้ามาช่วยเหลืออยู่เสมอ
“คนตายก็ตายไปแล้ว”
“พวกเจ้าพี่น้องอย่าเอาตัวเองไปเสี่ยงกับศัตรูที่อยู่ในเงามืด ข้าไม่อยากสูญเสียใครไปอีกแล้ว
ลั่วเฟยเทียนบอกลูก ๆ ด้วยน้ำเสียงแหบพร่าและน้ำตาคลอหน่วย
ชายเลยวัยกลางคนผู้นี้มิกล้าพูดออกไปว่าศัตรูในเงามืดที่ว่านั้น
บางทีอาจจะอยู่ในชายคาจวนตระกูลลั่ว...คนใกล้ที่อันตราย
วันเวลาผ่านไปนานหลายวัน
แต่อาการทางใจของผู้เป็นพ่อมิได้ดีขึ้นนัก
เสียงเปิดประตูและเสียงเท้าของผู้มาใหม่ทำให้เขาตื่นจากภวังค์ความคิดของตนเอง
ลั่วเหวินซางก้าวเข้ามาอย่างสงบ สีหน้าเปื้อนรอยเศร้าที่แกล้งปั้นมันขึ้นมา
“น้องรองช่างน่าสงสารนัก จากไปทั้งที่ยังหนุ่มยังแน่นแท้ ๆ”
“หานเอ๋อร์ตัวน้อยของข้าที่ยังเด็กอยู่เลยกลับต้องไปพบท่านย่ารองของตัวเองบนสวรรค์เสียแล้ว”
เขากล่าวเสียงต่ำ ปรายตามองบิดาที่นอนนิ่งด้วยแววตาอ่านยาก
ลั่วเฟยเทียนมองไปยังบุตรชายคนโตก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบพร่า
“ช่างน่าขันนักที่เจ้าออกปากว่าสงสารหานเอ๋อร์”
“ทั้งที่ปรกติแล้วเจ้าไม่ชอบหน้าสองคนแม่ลูกเลยแม้แต่น้อย”
สายตาของบิดาที่แม้จะป่วย
แต่ยังคงมองลูกชายคนโตด้วยแววตาคมกริบ... ราวกับจะหาหลักฐานที่หลงเหลืออยู่
“เจ้ามิได้ทำผิดต่อตระกูลลั่ว...ใช่ไหมเหวินซาง”
“การตายของอี้เสียนมิใช่ฝีมือเจ้าใช่หรือไม่”
คำถามนั้นเปล่งออกมาด้วยน้ำเสียงคาดคั้น... แฝงด้วยความระแวงที่ไม่อาจปิดบัง
เขาผู้เป็นพ่อที่เลี้ยงลูกทุกคนมาจนโต
รู้ดีว่าแต่ละคนมีนิสัยเช่นไร
ลูก ๆ ทั้งสี่มีทะเลาะเบาะแว้งกันบ้าง
ไม่ลงรอยกันบ้าง
แต่เขา... ไม่เคยคิดว่าพี่จะทำลายน้องได้ลงคอ
เขาหวังว่าเหตุร้ายครานี้จะไม่เกี่ยวข้องกับบุตรชายคนโตและผู้เป็นมารดา
ลั่วเหวินซางสะอึกไปชั่ววูบ
ความไม่พอใจแล่นวาบขึ้นสู่ใบหน้า แม้เขาจะพยายามซ่อนมันไว้ด้วยรอยยิ้มบาง ๆ ก็ตามที
“ต่อให้ข้าจะไม่พอใจที่น้องรองอยู่ในใจท่านมากกว่าบุตรคนโตอย่างข้า”
“แต่ข้าก็มิได้ใจต่ำช้าถึงขั้นลงมือสังหารน้องชายกับหลานและน้องสะใภ้หรอกขอรับ”
น้ำเสียงราบเรียบถูกเอื้อนเอ่ย
ไม่มีผู้ใดรู้ว่าไฟแค้นในใจเขาปะทุขึ้นมาอีกครา...สิ่งที่ได้ยินยิ่งทำให้ไร้สำนึก
‘แม้มันตายไปแล้ว ท่านก็ยังอาลัยอาวรณ์ต่อคนตายมากกว่าคนเป็นที่อยู่ตรงหน้า’
‘ข้าคิดไม่ผิดเลยที่กำจัดเจ้า ลั่วอี้เสียน!’
อีกฝั่งหนึ่งของแผ่นดิน
ฮ่องเต้ซ่างเทียนจิน
ทรงประทับนิ่งดั่งรูปสลัก พระเนตรแดงเรื่อ ราวกับไม่ได้ทรงบรรทมมาเนิ่นนาน
แต่หาใช่เพราะพระราชกิจล้นหลาม...
หากเป็นเพราะภาพหนึ่ง...ที่ยังติดค้างอยู่ในพระทัยไม่จาง…
ภาพที่พระอนุชาร่วงหล่นสู่ก้นหุบเหว
ตามด้วยภาพที่พระองค์ทรงเล่นกับพระอนุชาเมื่อครั้งยังทรงพระเยาว์
“เสด็จพี่ต้องเป็นฮ่องเต้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของราชวงศ์ซ่างของเรา”
เสี้ยวหนึ่งความรู้สึกถูกผิดเกือบชนะมารในพระทัย
ทว่าทันใดนั้น
“ฮ่าฮ่าฮ่า ข้าไม่ได้ทำสิ่งใดผิด”
สุรเสียงแผ่วเบากลับแปรเปลี่ยนเป็นเสียงหัวเราะคลุ้มคลั่ง
พระเนตรเหม่อมองไปยังเก้าอี้ที่พระอนุชานั่งเป็นประจำยามเข้าเฝ้าพระองค์พร้อมกับเหล่าขุนนาง
ยิ่งตอกย้ำ...
ให้เห็นถึงความโดดเด่นขององค์รัชทายาท
“น้องชายของข้า...ผู้เป็นเงาที่ขวางหน้าข้าอยู่ทุกก้าว”
พระวรกายยังมิได้ขยับแม้แต่น้อย
หากถ้อยคำกลับเปี่ยมด้วยเพลิงที่เดือดอยู่ในอก
เปลวเพลิงที่กลบความเศร้าไว้จนมิด
“อย่าโทษข้าเลยซ่างหวงตี้”
“หากเจ้าจะโทษ...ก็จงโทษขุนนางเหล่านั้นเถิด”
“พวกมันคิดผลักดันเจ้าให้สูงขึ้น”
“สูงจนใครต่อใครมองว่าเจ้าเหมาะสมกับบัลลังก์นี้กว่าข้า”
“พวกมันคิดจะเปลี่ยนราชา ทั้งที่ข้ายังมิได้สิ้นลมหายใจ!”
เสียงหัวเราะกลับดังขึ้นอีกครั้ง ราวกับจะกลบความขมขื่นในพระทัย
“ข้าจะไม่มีวันยอมให้ใครแย่งอำนาจจากมือข้า ไม่ว่าจะเป็นศัตรู...หรือเลือดเนื้อในอกก็ตาม!!”
เหล่าข้าราชบริพารรอบพระตำหนักต่างนิ่งงันด้วยหัวใจที่สั่นสะท้าน
ผู้เป็นนายของตน คล้ายจะมิใช่มนุษย์อีกต่อไปแล้ว
แต่ก่อน แม้พระองค์จะทรงเข่นฆ่าศัตรูดุจใบไม้ปลิว
แม้จะทรงโปรดการศึกสงคราม ทว่าพวกเขาก็ยังพอปลอบใจตนเองได้...ว่าทรงกระทำเพื่อแว่นแคว้น
แต่ครานี้ ทรงทำร้ายพระอนุชาของพระองค์เอง
องค์รัชทายาทที่ทรงมีพระเมตตา ถูกสังเวยเพียงเพราะเป็นแสงสว่างที่เจิดจรัสเกินพระราชา
แคว้นซ่างหยุนเดินมาถึงปลายทางของแสงสว่างเสียแล้ว
เสียงร่ำไห้ของขันทีบางคนดังขึ้นอย่างมิอาจกลั้นไว้ได้
และด้านนอกห้องนั้น
สตรีสูงศักดิ์ผู้หนึ่ง มิอาจสงบพระทัยได้อีกต่อไปหลังจากได้ยินเรื่องราวทั้งหมด
เดิมทีแค่สงสัย...ทว่ายามนี้ทุกอย่างกระจ่างชัดแจ้ง
พระนางยืนประทับเงียบงัน
พระเนตรคมกริบจับจ้องยังบุรุษผู้นั่งเหนือบัลลังก์มังกรผ่านช่องประตูที่แง้มไว้
บุรุษที่ทรงรักไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าบุตรของพระนางเอง
แต่กลับเป็นคนเนรคุณ สังหารได้แม้กระทั่งน้องของตัวเอง
น้ำพระเนตรจากหัวอกแม่ไหลรินอย่างยากจะฝืน
ตามด้วยแรงแค้นที่ก่อเกิดในพระทัยอันอ่อนโยน
“ข้าเสียใจนักที่อุ้มชูเจ้าแทนแม่ผู้อาภัพ แต่เจ้ากลับลืมบุญคุณค่าน้ำนมที่เจ้าดื่มกินทุกหยาดหยด”
ไทเฮายกฝ่าพระหัตถ์ขึ้นปาดน้ำพระเนตร พลางหวนคิดถึงเหตุการณ์ในอดีต
ทั้งที่ทรงเปลี่ยนตัวองค์รัชทายาทได้ทันทีที่ครองตำแหน่งฮองเฮาต่อจากผู้เป็นพี่สาวแท้ ๆ ที่สิ้นพระชนม์
แต่เพราะรักและเคารพคนตาย อีกทั้งรักหลานคนนี้ดุจลูกในอุทร
พระนางจึงทำทุกอย่างให้องค์รัชทายาทซ่างเทียนจินยัง คงอยู่ในตำแหน่งสูงส่งจวบจนขึ้นครองราชย์
และให้พระโอรสพระองค์เดียวของพระองค์ อย่างซ่างหวงตี้เป็นองค์รัชทายาทลำดับต่อไป
เพียงแค่ต้องการอำนาจเล็กน้อยพอที่จะรับประกันได้ว่าพระโอรสและองค์เองจะปลอดภัย
พวกนางแม่ลูก หวังเพียงแค่มีชีวิตอยู่ใต้เงาพระบารมีของฮ่องเต้เท่านั้น
แต่สุดท้ายกลับถูกคนที่รักที่สุดหักหลังอย่างร้ายกาจที่สุด
“เจ้าซึ่งอยู่ ณ ฟากฟ้าสรวงสวรรค์...จงคุ้มครองแม่คนนี้”
“คุ้มครองแผ่นดินที่เจ้าหวังจะปกป้องด้วยเถิด”
“แม่จะไม่ปล่อยให้คนชั่วลอยนวลแน่”
ไทเฮาหยางลู่ถิง
ทรงยืนหยัดด้วยหัวใจของ “แม่” ที่เพิ่งเสียลูก
ด้วยสายโลหิตของตระกูลแม่ทัพที่หลั่งไหลอยู่ในกายของพระองค์...
ตระกูลหยางผู้เคยปกป้องแผ่นดินมาทุกชั่วรุ่น
พระนางไม่มีทางยอมปล่อยให้แคว้นซ่างหยุนพินาศไปต่อหน้าต่อตาแน่
ในเงามืดของวังหลวงอันยิ่งใหญ่... สายลมเริ่มกระซิบถ้อยคำแห่งการต่อต้าน
ในหมู่บ้านเล็กกลางเหวลึก... ภรรยาผู้ที่เคยเป็นแค่สตรีในห้องหอ กำลังใช้ปัญญาเพื่อพาตัวเองและครอบครัวให้อยู่รอด
ผู้ถูกกระทำ...ต่างลุกขึ้นสู้เพื่อความยุติธรรม
เปลวเพลิงแห่งการล้างแค้นลุกไหม้อย่างเงียบงัน
แต่... ฝ่ายใดจะเป็นฝ่ายกำชัยยังมิอาจรู้ได้
“ซื่อหมิง จงทำหน้าที่แทนพี่ชายคนนี้ด้วย” “เจ้าต้องคืนรอยยิ้มให้ไท่จื่อเฟยให้ได้” “ท่านอย่าทำอะไรบ้า ๆ นะหวังหลุน” “พวกเราต้องรอดไปด้วยกัน” “เจ้าได้ยินไหม” “ถ้าเจ้ากล้าทิ้งข้า ข้าจะฆ่าท่าน” ฉึบ “ล่าก่อนซื่อหมิง” “อย่าให้พระองค์ร้องไห้เพราะข้า” ตูมมมม “พี่หวังหลุนนนน” นั่นคือเหตุการณ์เพียงชั่วลมหายใจ ที่เกิดขึ้นหลังจากกระโดดจากหน้าผา เขาคิดว่า....พวกเขารอดแล้ว แต่เปล่าเลย เพราะเชือกที่คว้าเอาไว้ได้... มันรับน้ำหนักไม่ไหว มีคนหนึ่งที่ต้องเสียสละ และเจ้านั่น...มันใช้มีดสั้นที่มันพกเอาไว้ ตัดช่องน้อยแต่พอตัวและทิ้งร่างลงทะเลไป ทั้งที่รู้สึกผิด หัวใจปวดร้าวจนแทบจะแตกสลาย แต่ทุกคนเชื่อไหม.... เขาไม่กล้าโดดลงไปเพื่อให้ตายตามอีกคนไป ยอมรับตามตรง... ว่าเขาอยากรอดชีวิตมากกว่า สิ่งที่ตอบตัวเองได้ในยามนั้นมิใช่เพราะเจ
“กรี๊ดดด พี่สาวทางนั้นมีขนมหนวดมังกรด้วย” “หานเอ๋อร์หยุดวิ่งเดี๋ยวนี้นะ” ซ่งเม่ยหลินห้ามพลางส่ายหน้ายิ้ม ๆ มองเจ้าก้อนแป้งทั้งสองที่วิ่งหลุน ๆ ไปยังร้านขนม โดยไม่สนใจว่านี่... มิใช่วังหลวง เด็กทั้งคู่ชอบนักยามได้ออกมาข้างนอกเช่นนี้ แต่คนที่ปวดหัวหนัก คงหนีไม่พ้นองครักษ์ทั้งหลายที่ต้องทำหน้าที่ป้องกันอันตรายให้เจ้านาย “ไม่เป็นไรหรอกเม่ยเม่ย อี้จ๋ายกับซื่อหมิงเองก็อยู่ด้วย” ลั่วอี้เสียนจับมือภรรยาเอาไว้ก่อนบอกนางให้เบาใจ แต่สิ่งที่ได้ยินกลับมาทำเอาอีกสองคนถึงกับสะดุ้ง “สองคนนั้นน่าเป็นห่วงไม่ต่างกับหานเอ๋อร์และลู่ลู่เลยนะเจ้าคะ” “คราวก่อนเด็กแสบหายไปอยู่หลังโรงงิ้ว” “เพราะผู้ใหญ่ต่างหลงเสน่ห์นางเอกผู้งดงามเข้าให้” “โธ่นายหญิงขอรับ” “ข้าน้อยบอกท่านเป็นร้อยครั้งพันครั้งแล้ว...” “พวกเรามิได้หยุดดูนางจนทำให้นายน้อยหานเอ๋อร์ กับคุณหนูน้อยลู่ลู่หายไป” เฟิ่งซื่อหมิงแกล้งโอดครวญ “กระหม่
“พี่สาว...นี่ตัวอะไรเอ่ย” “คิก ๆ เอาไปเลย” “ว้ายยย หานเอ๋อร์ไม่นะ” “ทิ้งมันเดี๋ยวนี้” องค์หญิงน้อยลู่ลู่วัยหกชันษา ถูกองค์รัชทายาทตัวน้อยแกล้งเข้าให้อีกแล้ว “พี่สาวกลัวอะไรน่ะ มันแค่ไส้เดือนเองนะ” เจ้าตัวอ้วนหานเอ๋อร์ ยืนมือเท้าสะเอวข้างหนึ่งหัวเราะพี่สาวขณะที่มีเจ้าไส้เดือนตัวอ้วนอยู่ในมือ แม้รู้ความว่าเป็นน้องแต่ไม่ได้หมายความว่าเจ้าแสบจะเป็นน้องที่ดีเหมือนพี่น้องคู่อื่น แค่คนพี่ก็ใช่ว่าจะยอมเสียเมื่อไร “หึ หานเอ๋อร์” “ดูนี่สิ” น้ำเสียงเจ้าเล่ห์ผิดกับหน้าตาน่ารักดังขึ้น บ่าวไพร่รู้ดี... มันคือช่วงเวลาเอาคืน “อื้ออยยย พี่สาว” “เอามันออกไป “อย่าเอามาใกล้ข้านะ” “เสด็จแม่” “แง้งงง” ในที่สุดชัยชนะก็เป็นขององค์หญิงน้อยผู้กล้าหาญ นางกล้าจับกบตัวเป็น ๆ มาเอาคืนน้องชายตัวแสบ “...” “พอได้แล้วเด็ก ๆ” “มากินของว่างได้แล้ว ประเดี๋ยวเย็น
สำนักศึกษาภายในตำหนักตงกง ยามสายของวันเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ เสียงไล่จับ และเสียงท่องบทเรียนที่เจือปนเสียงหัวเราะ ตรงลานกว้างใต้ร่มไม้ เด็ก ๆ จากตระกูลขุนนางหมุนเวียนกันเข้ามาเรียนรู้ร่วมกับองค์รัชทายาท เหล่าอาจารย์พากันอมยิ้มบ้าง ดุด่าบ้าง ขณะมองเหล่าศิษย์ตัวเล็ก ๆ ที่บางครั้งตั้งใจ บางครั้งก็แกล้งหลับในห้องเรียน แม้ทุกอย่างจะดูวุ่นวายไปบ้างในสายตาผู้ใหญ่ แต่ความวุ่นวายนั้นกลับอบอุ่นนัก การได้เห็นว่าเด็กเหล่านี้มีเสียงหัวเราะ มีอิสระให้วิ่งเล่นและเรียนรู้ นั่นย่อมหมายความว่า… แผ่นดินในยามนี้สงบสุข และรุ่งเรืองอย่างแท้จริง “องค์รัชทายาททรงพระปรีชายิ่งนักพ่ะย่ะค่ะ” “ไม่เห็นจะเก่งเลย เสด็จแม่เก่งกว่าข้าตั้งเยอะ” “ฮ้าววว ท่านอาจารย์” “วันนี้ข้าเรียนจบแล้วใช่ไหม” องค์รัชทายาทตัวน้อยของทุกคนหาวหวอด เด็กคนนี้ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่คือเจ้าอ้วนน้อยหานเอ๋อร์ของซ่งเม่ยหลิน ทันทีที่อายุสี่ขวบเต็ม เจ
“แม่จ๋าอุ้มลูก” “แม่จ๋า” “เจ้าตัวแสบ อายุสามขวบกว่าแล้วยังจะอ้อนให้แม่อุ้มอยู่อีกหรือ” คำพูดเหมือนจะดุ แต่สิ่งที่ทำคือคว้าตัวเจ้าก้อนกลม ๆ ที่วิ่งหลุน ๆ มาหาทันทีที่พวกนางเปิดประตูเข้ามา ซ่งเม่ยหลินที่ดวงตายังคงแดงก่ำเพราะเพิ่งผ่านการร้องไห้อย่างหนักมา นางอ้าแขนรับเจ้าตัวกลมขึ้นมาอุ้ม วันนี้นางกอดลูกรักไว้แน่นยิ่งกว่าครั้งไหน ๆ การที่มีเขาอยู่ในอ้อมกอด และการที่เขากอดนางตอบอย่างออดอ้อน คือคำตอบ....ว่านางทำทุกสิ่งทุกอย่างไปทำไม ร้ายกับคนทั้งโลก เพื่อรักษารอยยิ้มบริสุทธิ์ของแกเอาไว้ เพื่อให้ครอบครัวเล็ก ๆ ของนางยังคงอยู่ เพื่อรักษารอยยิ้มของผู้คนที่ไม่เคยได้ลืมตาอ้าปาก “ได้โปรดอย่ากรรแสงอีกเลยนะพ่ะย่ะค่ะ” “พระองค์เป็นคนดีที่สุดเท่าที่กระหม่อมเคยพบเจอมา” เฟิ่งซื่อหมิงปาดน้ำตายามปลอบเจ้านาย เขาหมายความตามนั้น หากการเป็นคนดี...คือการปล่อยให้ตัวเองถูกทำร้าย ปล่อยให้ตัวเองถูกย่ำยีอยู่ร่ำไป
เงามืดที่คืบคลาน “พวกเราควรทำเช่นไรดี” “วาจาของมันศักดิ์สิทธิ์เทียบเท่าเทพเซียน” “ไม่ว่ามันจะเยื้องย่างไปที่ไหน...แม่น้ำก็กลับไปเป็นปกติทุกที่ไป” “และยิ่งมันเป็นฮ่องเต้ของแคว้นซ่างหยุน” “ยิ่งทำให้ความเชื่อของชาวบ้านยิ่งหนักแน่น” “มันคือคนที่สวรรค์เลือก ฮ่องเต้หย่งหลงเริ่มต้นปรึกษากับฮ่องเต้อีกสามแคว้น ชื่อของซ่างหวงตี้กำลังหลอกหลอนพวกเขา ทั้งเรื่องมันสังหารพี่ชายเมื่อเดือนก่อน พร้อมกับที่คนของมันก่อกบฏ แย่งชิงบัลลังก์มอบให้ผู้เป็นนายโดยเสียเลือดเนื้อเพียงน้อยนิด แม้ไรพิธีปราบดาภิเษกอย่างเป็นทางการ แต่...มันคือฮ่องเต้แห่งซ่างหยุนโดยชอบธรรม และอีกเรื่องที่ทำให้พวกเขานั่งไม่ติดไปตาม ๆ กัน ก็คือเรื่องที่มันเป็นคนที่สวรรค์เลือก หนึ่งเดือนที่ผ่านมา ดูผิวเผินเหมือนว่าพวกมันตกอยู่กับความเศร้าโศกที่ คณะทูตของพวกมันถูกไฟไหม้จนวอด เหลือผู้รอดชีวิตแค่ไม่กี่คน แต่ความรู้สึกบอกว่า... พวกมัน
เช้าอันแสนสดใสของซ่งเม่ยหลินเริ่มต้นด้วยเสียงใส ๆ ของลูกน้อยที่นอนซบอกนางเหมือนลูกลิงไม่มีผิด “แม่จ๋า น้อน น้อนไหน” แม้ผ่านไปเกือบเดือนแล้ว แต่ยังคงเป็นคำถามที่นางจะต้องได้ยินทุกเช้าที่เจ้าตัวตื่นนอน ตั้งแต่มีเพื่อนตัวน้อยมาอยู่ด้วยเด็กแสบก็กลายไปคนติ
“ฝ่าบาท” “เหตุใด พระองค์ถึงไม่ยอมเจรจากับคณะทูตแคว้นซ่างหยุนเล่าพ่ะย่ะค่ะ” เป่ยอ๋อง...ผู้ที่ราษฎรทั่วแคว้นหย่งซานเห็นว่าเหมาะสมกับการเป็นองค์รัชทายาทของแผ่นดินที่สุด แต่....เพียงเพราะมิใช่บุตรของฮองเฮา จึงทรงได้รับแค่ตำแหน่งอ๋องเท่านั้น
“ใต้เท้าเซียว เหตุใดพวกเราถึงยังไม่ได้รับจดหมายตอบกลับจากไท่จื่อเฟยเลยเล่าเจ้าค่ะ” “หรือพระองค์ มิได้รับจดหมายของเรา” ฟางหรงถามเซียวหรานผู้เป็นหัวหน้าคณะทูตด้วยความร้อนรน ยามนี้พวกเขาถูกกักบริเวณให้อยู่ในจวนรับรอง สิบห้าวันผ่านไปแล้ว...ที่เกิด
“แค่ก ๆ” “อ๊ะ” “ไท่จื่อเฟย ท่านทรงฟื้นแล้ว ....” ตึง ๆ เวลาสามวันที่ลั่วอี้เสียนเฝ้ารอให้นางตื่น ช่างยาวนานกว่าช่วงที่เขาไร้สติในความรู้สึกของเขา มันนานกว่ากับชั่วกับชั่วกัลป์เสียอีก ทันทีที่ได้ยินเสียงร้องอย่างยินดีข







