เข้าสู่ระบบวันเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วในความรู้สึก
ณ หมู่บ้านฮวาโหวอันเงียบสงัดเช่นเดิม แม้โลกภายนอกจะปั่นป่วนด้วยข่าวลือและถ้อยคำสาปแช่งไม่ขาดสายก็ตามที
บุคคลผู้เป็นต้นตอของทุกคำกล่าวขาน
คนหนึ่ง... ยังคงมิได้สติโดยไม่มีทีท่าว่าจะตื่นในเร็ววัน
อีกคน...ยังยืนอยู่ได้ด้วยความหวัง
เพราะเจ้าตัวน้อยของนาง
“จ้า จะ จะ มะ หม่ำ ๆ”
“หึ ลูกหมูตัวน้อยของแม่ ช่างกินเก่งเสียจริง หืม?”
ซ่งเม่ยหลินหัวเราะในลำคอ
ขณะปัดจมูกเล็ก ๆ ของลูกชายที่คลานมาหา ร้องขอให้อาหารตกถึงปากอีกคำ
“ไหนลองทำปากจู๋น่ารักให้แม่ดูก่อนสิ แล้วแม่จะป้อนให้อีกคำนะ”
นางยิ้มหวาน เอ่ยหยอกอย่างอ่อนโยน
ขณะก้มลงมองดวงตากลมแป๋วของลูกน้อยที่จ้องกลับมาอย่างตั้งใจ
“มะ มะ อูวววว”
เสียงเล็กเอื้อนเอ่ย
ก่อนมือป้อมจะจับแก้มของตนแล้วเบียดเข้าหากันจนปากจู๋
ดวงตาใสแจ๋วนั้นสื่อความไร้เดียงสาได้ชัดเจน
ฟอดดด
“น่ารักเกินไปแล้ว”
ผู้เป็นแม่อดหัวเราะไม่ได้ พลางคว้าตัวเจ้าจ้ำม่ำมากอดแน่น หอมลงบนแก้มกลมนุ่มเต็มแรง
“เอิ๊ก ๆ เอิ๊ก ๆ”
เจ้าตัวแสบหัวเราะลั่น แต่ก็ยอมให้มารดาหอมแก้มแต่โดยดี
ตู้อี้จ๋ายซึ่งอยู่ในห้องนั้นด้วย
เขามองภาพตรงหน้าอย่างเงียบงัน แววตาลุ่มลึกดุจสายน้ำ ทบทวนเหตุการณ์ที่ผ่านมาอีกครั้ง
หนึ่งเดือนเท่านั้น
แต่ชีวิตกลับมีความหวังอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน
นางทำได้อย่างที่พูด
‘มีสตรีล่มบ้านล่มเมืองได้มานักต่อนัก’
และนางกำลังจะเป็นหนึ่งในนั้น
ต่างกันตรงที่
แม้นางจะเป็นสตรีที่ล่มเมืองกับมือ... แต่นางจะเป็นสตรีผู้เป็นนารีขี่ม้ามากู้เมืองไว้ด้วยมือคู่เดิมของนาง
ตู้อี้จ๋ายนั่งมองเจ้านายตัวน้อยที่เดินเตาะแตะอยู่ไม่ไกล ก่อนหันกลับมากระซิบรายงานผู้เป็นนายด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
“วันนี้หมอหลวงจะเดินทางมาถึงที่นี่แล้วขอรับ… แต่…”
เขาเว้นจังหวะเล็กน้อย น้ำเสียงเจือความกังวล
“หมอหลวงคนนั้น…มิใช่คนดีนัก”
“และมิใช่คนที่ควรไว้ใจได้ หากใช้งานเสร็จแล้ว...เกรงว่าเขาอาจจะหันกลับมาเล่นงานเราก็เป็นได้”
ซ่งเม่ยหลินไม่ตอบในทันที
นางเพียงทอดสายตาไปยังสามีที่ยังนอนแน่นิ่งอยู่บนฟูก ก่อนเอ่ยเสียงเรียบแต่หนักแน่น
“ข้าเคยบอกท่านแล้วไม่ใช่หรือว่าตอนนี้ เราต้องใช้คน”
“ต่อให้เป็นงูเห่าที่ไม่รู้จักคุณคน....เราก็ต้องยอมทน”
นางถอนหายใจช้า ๆ ก่อนยิ้มบางอย่างเย้ยหยันเพราะรู้เท่าทันคน
“แค่ตำรายารักษาอัมพฤกษ์เพียงครึ่งเล่มที่ท่านหยิบยื่นให้...ทำให้เขาตาลุกวาวจนยอมเร่งรุดมาถึงที่นี่”
“หากเราช่วยให้พี่ชายของเขาพ้นมลทินได้”
“ข้าไม่เชื่อว่าเขาจะโง่พอจะหันหลังให้พวกเรา”
นางหันมาสบตาตู้อี้จ๋าย สีหน้าเปื้อนรอยยิ้มจาง ๆ แต่ดวงตานั้นเฉียบคม
“ท่านรู้ไหม ทำไมเราถึงไม่ควรกลัวคนพวกนี้?”
ตู้อี้จ๋ายชะงักไปเล็กน้อย ก่อนส่ายหน้าช้า ๆ
“ข้าน้อย... มิอาจเดาได้ขอรับ”
ซ่งเม่ยหลินยกยิ้มให้เขาเล็กน้อยก่อนพูดต่อไป
“เพราะเรารู้เท่าทันพวกมันอย่างไรเล่า”
“เหมือนกับยาพิษ”
“เรารู้ว่ามันอันตราย แต่ก็ยังจำเป็นต้องใช้… หากรู้จักขนาดและวิธีใช้ มันก็กลายเป็นยาได้”
“เราไม่กลัว เพราะเรารู้ว่าควรรับมืออย่างไร”
เสียงของนางราบเรียบทว่ามันตราตรึงใจคนฟังในทันที
“สำหรับหมอหวังหลุนนั้น”
“ท่านเองก็เคยบอกไม่ใช่หรือว่า เขาปรารถนาอำนาจ
“อำนาจที่จะยืนอยู่ในจุดสูงสุด…เพื่อแลกกับโอกาสช่วยพี่ชายเพียงคนเดียวของเขา”
“ผู้ที่ต้องติดคุกแทนเขา เพื่อให้เขาได้มีวันนี้”
“ในเมื่อเราให้เขาในสิ่งที่ไม่มีใครให้ได้… ไม่มีเหตุผลใดเลยที่บุรุษฉลาดแกมโกงผู้นั้นจะตัดโอกาสนั้นทิ้งไป”
ผู้เป็นนายที่เป็นสตรีนางหนึ่ง พูดในสิ่งที่ทำให้บุรุษผู้เป็นนักรบอดทึ่งไม่ได้
ตู้อี้จ๋ายเงียบงันไปครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้าอย่างหนักแน่น ดวงตาแวววาวขึ้นด้วยความเข้าใจ
“เป็นดังที่ท่านพูด....รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งย่อมชนะร้อยครั้ง”
“ข้าน้อย...ลืมไปว่าสิ่งที่น่ากลัวไม่ใช่พวกมัน”
“แต่เป็นความไม่รู้ของพวกเราเองต่างหาก”
เขารู้สึกโล่งใจปนละอาย ในความคิดลบของตนเมื่อครู่
นางชี้ให้เขาเห็นชัดว่า
พวกเขาเป็นคนเลือก
เลือกใช้คนพวกนั้น…ทั้งที่รู้ดีว่าอีกฝ่ายเป็นเช่นไร
จึงไม่มีอะไรต้องกลัวกับศึกตรงหน้า...เพราะไม่ว่าอย่างไรก็ต้องชนะ
“แอร้ยยยย มะ มะ หม่ำ ๆ”
เสียงใส ๆ ของเจ้าก้อนแป้งตัวอ้วนที่โมโหหิว ทำให้มารดาอย่างซ่งเม่ยหลินต้องย้วยแก้มเด็กแสบเบา ๆ
“จ้า หม่ำ ๆ นะ อ้าม”
นางหัวเราะกับท่าทีนั้น ก่อนหันไปป้อนอาหารบุตรชายด้วยหัวใจที่ผ่อนคลาย
หนึ่งเดือนที่ผ่านมานางเหมือนอยู่กลางกองไฟ
เพราะกลัวว่าเขาจะเป็นอะไรก่อนที่นางจะคว้าตัวหมอที่เก่ง ๆ มารักษาเขา
แต่ตอนนี้หมอหลวงกำลังเดินทางที่นี่แล้ว
หมอหลวงคนนั้นถึงแม้จะชั่วไม่สนกฎเกณฑ์ ...แต่เรื่องความรู้ความสามารถก็เป็นของจริง
“ท่านมีอะไรอีกก็พูดมาเถิด หากรอให้หานเอ๋อร์กินอาหารเสร็จคงต้องรออีกพักใหญ่”
ซ่งเม่ยหลินยิ้มพลางส่ายหน้าเล็กน้อยเมื่อเจ้าตัวดื้อเดินไปเดินมาไม่หยุดหลังได้กินอาหารไปคำหนึ่ง
นางพูดกับตู้อี้จ๋ายที่ดูเหมือนจะมีเรื่องรายงานอีก
ครั้นเจ้านายเอ่ยดังนั้นผู้น้อยก็ไม่เกรงใจอีก
“เรื่องการทำอาวุธตามตำราของเราทุกอย่างเป็นไปได้ดีเกินคาด”
“ส่วนเรื่องกองกำลัง...”
“เหมือนอย่างที่ท่านเคยพูดไม่มีผิด”
“คนเก่งที่เคยถูกกดขี่จากราชสำนัก กับชนชั้นไพร่มากมายที่ไม่ยากเป็นเหยื่อของความโหดร้ายและสงคราม”
“ให้พวกเขายินดีเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างแผ่นดินที่สงบสุขด้วยตัวเอง”
“การเจียระไนเพชรในตม...ทำให้กองกำลังของเราเป็นรูปเป็นร่างขึ้นแล้วขอรับ”
ตู้อี้จ๋ายพูดพลางมองสตรีตรงหน้าด้วยความชื่นชมอีกครั้ง
“สิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดข้าแค่ชี้นำ แต่คนที่ทำให้เกิดขึ้นได้ก็คือพวกท่าน”
“เพราะทุกคน...ทุกอย่างจึงเริ่มต้นขึ้นได้”
ซ่งเม่ยหลินยิ้มให้เขาอย่างใจจริง
นางหมายความตามนั้น...
ในโลกที่โหดร้ายนี้ หากไร้พวกเขานางก็แค่คนที่มีความรู้ท่วมหัวแต่เอาตัวไม่รอด
“นายหญิงถ่อมตัวเกินไปแล้วขอรับ”
“กองทัพที่มีคนนับแสน ไม่มีทางชนะหากกุนซือไร้สามารถ”
“ดังนั้น ความสำเร็จเล็กน้อยของเราในวันนี้”
“เป็นเพราะท่านเป็นหลัก”
ตู้อี้จ๋ายหัวเราะเบา ๆ ก่อนตอบในสิ่งที่อยู่ในใจ เขาเองก็หมายความตามนั้น
นางกำลังทำให้พวกเขามี ‘ในสิ่งที่ขาด’ อย่างที่ลั่นวาจาไว้
หัวใจที่แห้งผากไร้ความหวังพวกเขากลับมาเต้นอีกครั้ง…
มันยังคงเต้นเพื่อแผ่นดินกับองค์รัชทายาท
แต่คราวนี้มันมีนางกับคุณชายน้อยพ่วงเข้าไปด้วย
จะเป็นเช่นนี้ตลอดไป
เจ้านายลูกน้องสรรเสริญเยินยอกันเองอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่เขาจะขอตัวกลับไป
คล้อยหลังตู้อี้จ๋าย ซ่งเม่ยหลินคลี่จดหมายที่เพิ่งได้รับจากเขา
ก่อนเผาทิ้งลงเตาไฟโดยไม่ลังเล
“ข้าขอโทษนะเจ้าคะท่านพี่ ที่ต้องทำให้ท่านกับท่านพ่อมิได้เป็นพ่อลูกกันอีกต่อไปแล้ว”
ซ่งเม่ยหลินเช็ดน้ำตาพลางใช้ผ้าชุบน้ำหมาด ๆ เช็ดใบหน้าของสามีที่ยังนอนไม่สติ
พลางเอ่ยขอโทษต่อเขา...ในสิ่งที่นางทำลงไป
ทำให้ตระกูลลั่วต้องเป็นเพียงอดีตของนาง
เป็นตระกูลที่องค์รัชทายาทไม่เคยรู้จัก
นางย้อนคิดไปถึงเรื่องเมื่อหนึ่งเดือนก่อน ที่นางสั่งให้ตู้อี้จ๋ายไปจัดการ
ความเจ็บปวดของท่านพ่อลั่วเฟยเทียนถูกถ่ายทอดจากปากเขา เหมือนกับนางไปนั่งอยู่ตรงนั้นก็ไม่ปาน
ในค่ำคืนแสนยุ่งเหยิงวุ่นวายเพราะคดีของลั่ว เหวินซางและมารดา
ผู้นำตระกูลลั่วยังไม่ทันตั้งหลัก...แต่กลับต้องเผชิญเรื่องที่หนักกว่านั้น...
กล่องไม้เรียบไร้ลวดลายแสนลึกลับถูกวางอยู่ในห้องอย่างเงียบงัน
ในนั้นคือ...
สามสิ่งที่ทำให้หัวใจชายเลยวัยกลางคนเจ็บปวดอีกครั้ง
อย่างแรกป้ายหยกแกะสลัก หงส์กับพยัคฆ์ ซึ่งทำจากหยกมันแพะที่หาได้ยาก
มันเป็นของบุตรชายกับลูกสะใภ้ของเขาที่จากไปอย่างไม่มีวันกลับ
อย่างที่สอง...เป็นภาพวาดของชายหญิงคู่หนึ่ง
ทั้งสองแต่งกายงดงามสูงศักดิ์ สตรีนั้นอุ้มเด็กตัวน้อยตัวอวบอ้วนไว้ในอ้อมแขน
สตรีกับเด็กน้อยเขารู้จักดี...สะใภ้กับหลานชายสุดที่รัก
ส่วนบุรุษผู้นั้น
เขาแน่ในใจว่าไม่เคยรู้จักกันมาก่อน
ทว่าดวงตาคู่นั้น .... ไม่ใช่เพียงแค่คล้าย
แต่เหมือนจนแยกไม่ออก... ดวงตาของลั่วอี้เสียนบุตรชายของเขา
หัวใจของเขาเต้นช้าลง มือไม้เย็นเฉียบไร้เรี่ยวแรงแม้แต่จะทรงตัว
แต่ยังไม่ยอมเชื่อ
จนกระทั่ง... เห็นสิ่งของอย่างที่สาม
จดหมายที่เป็นลายมือแสนคุ้นเคย...ลูกสะใภ้
“เรื่องลี้ลับแสนประหลาดในโลกนี้มีอยู่จริง เหมือนที่ครั้งหนึ่งท่านเคยบอกข้า”
เพียงแค่บรรทัดแรกก็ทำให้ลมหายใจของเขาสะดุด
เรื่องลี้ลับที่นางเอ่ยถึงทำให้เขาต้องหันไปมองรูปวาดของบุรุษผู้นั้น
มือไม้ของผู้อาวุโสสั่นไหวยามอ่านจดหมายต่อไป
“สิ่งที่ข้ากับเขาต้องเผชิญ”
“มันทั้งน่าเศร้าและน่ายินดีในคราเดียวกัน”
“ ‘เขา’ ไม่อาจหวนกลับไปคนเดิมได้อีก”
“นับจากนี้ไป แม้ท่านจะยืนใต้ผืนฟ้าเดียวกันกับเขา...”
“ก็ต้องกลายเป็นคนอื่น...”
“บิดา... มิอาจเรียกขานบุตรได้อีก”
“แต่มันยังดีกว่าการจากตาย”
ลั่วเฟยเทียนกลั้นน้ำตายามเห็นรอยด่างกลม ๆ บนกระดาษ...น้ำตาของผู้เขียน
ยามที่เขียนจดหมายหัวใจของนางคงเจ็บปวดไม่ต่างจากคนอ่านเช่นเขา
ผู้อาวุโสดื้อดึงอ่านจดหมายด้วยหัวใจของเขาอ่อนแอลงทุกที
“ข้าให้สัญญากับท่านได้ว่า.. ต่อให้กลายเป็นคนอื่นแต่ท่านก็ยังได้ใกล้ชิดเขา
“ขอแค่ท่านยืนข้างข้า”
“เริ่มต้นด้วยการทำให้ข่าวลือกระจายไปให้ไกล ทำให้คนเชื่อ....”
คราวนี้ลั่วเฟยเทียนร้องไห้โฮจนไม่เหลือคราบของผู้นำตระกูลผู้ยิ่งใหญ่อีกแล้ว
น้ำตาหยดแล้วหยดเล่าอาบแก้มหยาบกร้าน
“ข้าเองก็เหมือนท่าน”
“กว่าจะทำใจให้เชื่อได้มิใช่เรื่องง่าย”
เสียงของบุรุษที่แอบนำสารจากเจ้านายไปตระกูลลั่ว...เปิดเผยตัวออกมา
ตู้อี้จ๋ายก้าวออกมายืนกลางห้องก่อนพูดกับลั่วเฟยเทียน
ดูเหมือนอีกฝ่ายจะรู้อยู่แล้ว...ว่ามีคนอยู่ในห้องของตน
เพราะเขาไม่ได้ตกใจนัก
“เพราะเหตุนี้ถึงได้มีข่าวลือบ้า ๆ นั่นออกมาใช่ไหม เพราะนางต้องยืนข้างเขา”
ลั่วเฟยเทียนพูดกับตู้อี้จ๋ายพลางลูบหน้าตัวเองอย่างแรงก่อนสลัดทิ้งความอ่อนแอทั้งหมดที่มี
เขาน่าจะรู้ดีที่สุด
เม่ยหลิน...ที่รักศักดิ์ศรียิ่งกว่าสิ่งใด กลับยอมทำให้ตัวเองเสื่อมเสีย ด้วยการยอมเป็นชายาลับขององค์รัชทายาท
เพราะต้องการเอาตัวรอดอย่างนั้นหรือ?
คำตอบคือ... ไม่ใช่แน่ ๆ
ภาพสามคนพ่อแม่ลูกสามคนที่สวมชุดราชวงศ์... คือคำตอบ
บุตรชายของเขา...อยู่ในร่างผู้สูงศักดิ์
นางถึง ‘ต้องทำ’ให้ตัวเองกับลูกอยู่ในชีวิตของเขา
ลั่วเฟยเทียนเผาจดหมายและภาพวาดนั้นทิ้งไปต่อหน้าตู้อี้จ๋ายก่อนพูดกับเขาอย่างหนักแน่น
“บอกนางว่าข้ารับรู้แล้ว... ทุกอย่างจะเป็นเหมือนที่นางต้องการ
“ข้าคนนี้จะยืนข้างนาง”
“โปรดนำจดหมายฉบับนี้ไปให้นางด้วย”
นั่นคือคำพูดของท่านพ่อเฟยเทียน
จดหมายฉบับนั้นถ่ายทอดหัวใจแสนประเสริฐของบิดาคนหนึ่ง
‘พวกเจ้าต้องอยู่ในที่ที่ไม่คุ้นเคย และไร้พวกพ้อง’
‘จากนี้ไปจงใช้ตระกูลลั่วเพื่อเป็นฐานให้พวกเจ้า’
เพียงแค่นี้ก็ทำให้น้ำตาของนางไหลไม่หยุด
ความรักของบิดาคนนี้ช่างยิ่งใหญ่นัก
บิดาที่ยอม...เพียงแค่ได้เห็นลูกในที่ไกล ๆ ก็พอ
“ซื่อหมิง จงทำหน้าที่แทนพี่ชายคนนี้ด้วย” “เจ้าต้องคืนรอยยิ้มให้ไท่จื่อเฟยให้ได้” “ท่านอย่าทำอะไรบ้า ๆ นะหวังหลุน” “พวกเราต้องรอดไปด้วยกัน” “เจ้าได้ยินไหม” “ถ้าเจ้ากล้าทิ้งข้า ข้าจะฆ่าท่าน” ฉึบ “ล่าก่อนซื่อหมิง” “อย่าให้พระองค์ร้องไห้เพราะข้า” ตูมมมม “พี่หวังหลุนนนน” นั่นคือเหตุการณ์เพียงชั่วลมหายใจ ที่เกิดขึ้นหลังจากกระโดดจากหน้าผา เขาคิดว่า....พวกเขารอดแล้ว แต่เปล่าเลย เพราะเชือกที่คว้าเอาไว้ได้... มันรับน้ำหนักไม่ไหว มีคนหนึ่งที่ต้องเสียสละ และเจ้านั่น...มันใช้มีดสั้นที่มันพกเอาไว้ ตัดช่องน้อยแต่พอตัวและทิ้งร่างลงทะเลไป ทั้งที่รู้สึกผิด หัวใจปวดร้าวจนแทบจะแตกสลาย แต่ทุกคนเชื่อไหม.... เขาไม่กล้าโดดลงไปเพื่อให้ตายตามอีกคนไป ยอมรับตามตรง... ว่าเขาอยากรอดชีวิตมากกว่า สิ่งที่ตอบตัวเองได้ในยามนั้นมิใช่เพราะเจ
“กรี๊ดดด พี่สาวทางนั้นมีขนมหนวดมังกรด้วย” “หานเอ๋อร์หยุดวิ่งเดี๋ยวนี้นะ” ซ่งเม่ยหลินห้ามพลางส่ายหน้ายิ้ม ๆ มองเจ้าก้อนแป้งทั้งสองที่วิ่งหลุน ๆ ไปยังร้านขนม โดยไม่สนใจว่านี่... มิใช่วังหลวง เด็กทั้งคู่ชอบนักยามได้ออกมาข้างนอกเช่นนี้ แต่คนที่ปวดหัวหนัก คงหนีไม่พ้นองครักษ์ทั้งหลายที่ต้องทำหน้าที่ป้องกันอันตรายให้เจ้านาย “ไม่เป็นไรหรอกเม่ยเม่ย อี้จ๋ายกับซื่อหมิงเองก็อยู่ด้วย” ลั่วอี้เสียนจับมือภรรยาเอาไว้ก่อนบอกนางให้เบาใจ แต่สิ่งที่ได้ยินกลับมาทำเอาอีกสองคนถึงกับสะดุ้ง “สองคนนั้นน่าเป็นห่วงไม่ต่างกับหานเอ๋อร์และลู่ลู่เลยนะเจ้าคะ” “คราวก่อนเด็กแสบหายไปอยู่หลังโรงงิ้ว” “เพราะผู้ใหญ่ต่างหลงเสน่ห์นางเอกผู้งดงามเข้าให้” “โธ่นายหญิงขอรับ” “ข้าน้อยบอกท่านเป็นร้อยครั้งพันครั้งแล้ว...” “พวกเรามิได้หยุดดูนางจนทำให้นายน้อยหานเอ๋อร์ กับคุณหนูน้อยลู่ลู่หายไป” เฟิ่งซื่อหมิงแกล้งโอดครวญ “กระหม่
“พี่สาว...นี่ตัวอะไรเอ่ย” “คิก ๆ เอาไปเลย” “ว้ายยย หานเอ๋อร์ไม่นะ” “ทิ้งมันเดี๋ยวนี้” องค์หญิงน้อยลู่ลู่วัยหกชันษา ถูกองค์รัชทายาทตัวน้อยแกล้งเข้าให้อีกแล้ว “พี่สาวกลัวอะไรน่ะ มันแค่ไส้เดือนเองนะ” เจ้าตัวอ้วนหานเอ๋อร์ ยืนมือเท้าสะเอวข้างหนึ่งหัวเราะพี่สาวขณะที่มีเจ้าไส้เดือนตัวอ้วนอยู่ในมือ แม้รู้ความว่าเป็นน้องแต่ไม่ได้หมายความว่าเจ้าแสบจะเป็นน้องที่ดีเหมือนพี่น้องคู่อื่น แค่คนพี่ก็ใช่ว่าจะยอมเสียเมื่อไร “หึ หานเอ๋อร์” “ดูนี่สิ” น้ำเสียงเจ้าเล่ห์ผิดกับหน้าตาน่ารักดังขึ้น บ่าวไพร่รู้ดี... มันคือช่วงเวลาเอาคืน “อื้ออยยย พี่สาว” “เอามันออกไป “อย่าเอามาใกล้ข้านะ” “เสด็จแม่” “แง้งงง” ในที่สุดชัยชนะก็เป็นขององค์หญิงน้อยผู้กล้าหาญ นางกล้าจับกบตัวเป็น ๆ มาเอาคืนน้องชายตัวแสบ “...” “พอได้แล้วเด็ก ๆ” “มากินของว่างได้แล้ว ประเดี๋ยวเย็น
สำนักศึกษาภายในตำหนักตงกง ยามสายของวันเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ เสียงไล่จับ และเสียงท่องบทเรียนที่เจือปนเสียงหัวเราะ ตรงลานกว้างใต้ร่มไม้ เด็ก ๆ จากตระกูลขุนนางหมุนเวียนกันเข้ามาเรียนรู้ร่วมกับองค์รัชทายาท เหล่าอาจารย์พากันอมยิ้มบ้าง ดุด่าบ้าง ขณะมองเหล่าศิษย์ตัวเล็ก ๆ ที่บางครั้งตั้งใจ บางครั้งก็แกล้งหลับในห้องเรียน แม้ทุกอย่างจะดูวุ่นวายไปบ้างในสายตาผู้ใหญ่ แต่ความวุ่นวายนั้นกลับอบอุ่นนัก การได้เห็นว่าเด็กเหล่านี้มีเสียงหัวเราะ มีอิสระให้วิ่งเล่นและเรียนรู้ นั่นย่อมหมายความว่า… แผ่นดินในยามนี้สงบสุข และรุ่งเรืองอย่างแท้จริง “องค์รัชทายาททรงพระปรีชายิ่งนักพ่ะย่ะค่ะ” “ไม่เห็นจะเก่งเลย เสด็จแม่เก่งกว่าข้าตั้งเยอะ” “ฮ้าววว ท่านอาจารย์” “วันนี้ข้าเรียนจบแล้วใช่ไหม” องค์รัชทายาทตัวน้อยของทุกคนหาวหวอด เด็กคนนี้ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่คือเจ้าอ้วนน้อยหานเอ๋อร์ของซ่งเม่ยหลิน ทันทีที่อายุสี่ขวบเต็ม เจ
“แม่จ๋าอุ้มลูก” “แม่จ๋า” “เจ้าตัวแสบ อายุสามขวบกว่าแล้วยังจะอ้อนให้แม่อุ้มอยู่อีกหรือ” คำพูดเหมือนจะดุ แต่สิ่งที่ทำคือคว้าตัวเจ้าก้อนกลม ๆ ที่วิ่งหลุน ๆ มาหาทันทีที่พวกนางเปิดประตูเข้ามา ซ่งเม่ยหลินที่ดวงตายังคงแดงก่ำเพราะเพิ่งผ่านการร้องไห้อย่างหนักมา นางอ้าแขนรับเจ้าตัวกลมขึ้นมาอุ้ม วันนี้นางกอดลูกรักไว้แน่นยิ่งกว่าครั้งไหน ๆ การที่มีเขาอยู่ในอ้อมกอด และการที่เขากอดนางตอบอย่างออดอ้อน คือคำตอบ....ว่านางทำทุกสิ่งทุกอย่างไปทำไม ร้ายกับคนทั้งโลก เพื่อรักษารอยยิ้มบริสุทธิ์ของแกเอาไว้ เพื่อให้ครอบครัวเล็ก ๆ ของนางยังคงอยู่ เพื่อรักษารอยยิ้มของผู้คนที่ไม่เคยได้ลืมตาอ้าปาก “ได้โปรดอย่ากรรแสงอีกเลยนะพ่ะย่ะค่ะ” “พระองค์เป็นคนดีที่สุดเท่าที่กระหม่อมเคยพบเจอมา” เฟิ่งซื่อหมิงปาดน้ำตายามปลอบเจ้านาย เขาหมายความตามนั้น หากการเป็นคนดี...คือการปล่อยให้ตัวเองถูกทำร้าย ปล่อยให้ตัวเองถูกย่ำยีอยู่ร่ำไป
เงามืดที่คืบคลาน “พวกเราควรทำเช่นไรดี” “วาจาของมันศักดิ์สิทธิ์เทียบเท่าเทพเซียน” “ไม่ว่ามันจะเยื้องย่างไปที่ไหน...แม่น้ำก็กลับไปเป็นปกติทุกที่ไป” “และยิ่งมันเป็นฮ่องเต้ของแคว้นซ่างหยุน” “ยิ่งทำให้ความเชื่อของชาวบ้านยิ่งหนักแน่น” “มันคือคนที่สวรรค์เลือก ฮ่องเต้หย่งหลงเริ่มต้นปรึกษากับฮ่องเต้อีกสามแคว้น ชื่อของซ่างหวงตี้กำลังหลอกหลอนพวกเขา ทั้งเรื่องมันสังหารพี่ชายเมื่อเดือนก่อน พร้อมกับที่คนของมันก่อกบฏ แย่งชิงบัลลังก์มอบให้ผู้เป็นนายโดยเสียเลือดเนื้อเพียงน้อยนิด แม้ไรพิธีปราบดาภิเษกอย่างเป็นทางการ แต่...มันคือฮ่องเต้แห่งซ่างหยุนโดยชอบธรรม และอีกเรื่องที่ทำให้พวกเขานั่งไม่ติดไปตาม ๆ กัน ก็คือเรื่องที่มันเป็นคนที่สวรรค์เลือก หนึ่งเดือนที่ผ่านมา ดูผิวเผินเหมือนว่าพวกมันตกอยู่กับความเศร้าโศกที่ คณะทูตของพวกมันถูกไฟไหม้จนวอด เหลือผู้รอดชีวิตแค่ไม่กี่คน แต่ความรู้สึกบอกว่า... พวกมัน
ขบวนทัพของฮ่องเต้เคลื่อนพลอย่างแน่วแน่ไร้ความลังเลท่ามกลางการกระทบกันของเสื้อเกราะ คือเสียงสะอื้นแผ่วเบาของเหล่าภรรยาและบุตรที่ต้องส่งคนรักเข้าสู่สนามรบพวกนางมิต้องการให้มีศึกสงครามเกิดขึ้นแม้แต่น้อยคงมีแต่ขบวนของผู้เป็นใหญ่ของฝ่ายในที่ยังคงสงวนท่าทีให้สมกับเชื้อพระวงศ์ที่ต้องสละเพื่อชาติบ้านเมื
ไม่มีอีกแล้วคนพลัดถิ่น “ป้อ ป้อ จ๋า” “ท่านพี่ได้ยินไหมเจ้าคะ หานเอ๋อร์เรียกหาท่านอีกแล้ว” “รีบตื่นมาเล่นกับลูกเร็ว ๆ เถิด” “เย่น เย่น” “ใช่แล้วจ้ะ มาเล่นกับหานเอ๋อร์ของแม่” ซ่งเม่ยหลินยิ้มกว้างให้ลูกรักที่ยิ้มหวาน พลางยกมือยกไม
ยามนี้ผืนฟ้าเหนือเมืองหลวงยังคงนิ่งงัน บรรยากาศโดยรอบหนักอึ้งในรอบหลายสิบปีที่ผ่านมา สิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นกลับถาโถมเข้ามา “ฝ่าบาท พวกเราควรทำเช่นไรดี แม่ทัพกู้พ่ายแพ้ให้แก่ทัพหลวงของแคว้นเฉียงเสียแล้ว” ปัง! “ยังจะต้องถามข้าอีกหรือว่าต้องทำเ
ท่ามกลางความทุกข์ที่ถาโถมทว่าในกระท่อมไม้เล็ก ๆ ซึ่งเป็นที่รักษาตัวของผู้ป่วยกลับมีเสียงหัวเราะแผ่วเบาดังขึ้นเมื่อยามราตรีเริ่มมาเยือนร่างกลมป้อมของเจ้าตัวน้อยเดินวนรอบตัวมารดา โดยมีมือกลมอวบจับไหล่นางไว้เพื่อไม่ให้ล้มลงไป“มะ มะ จ๋า”เจ้าตัวน้อยยิ้มหวานพลางพูดจาตามประสาเด็ก เดินเตาะแตะไปรอบ ๆเ







