LOGINภายในเรือนหลังเล็กยามค่ำคืน บรรยากาศยังคงเต็มไปด้วยความเงียบเชียบ ก่อนที่ซ่งเม่ยหลินจะเป็นฝ่ายเริ่มต้นก่อน
“ตำราที่ท่านถืออยู่ในมือ
“คือคำสาปของข้าในอดีต...ที่มันฝังอยู่ในหัว”
“บัดนี้มันแปลเปลี่ยนเป็นอาวุธ...เพื่อแลกเปลี่ยนในสิ่งที่ท่านขาด”
“เงิน อำนาจ กองทัพ... และคน”
นางส่งตำราให้เขาเพิ่มเติมพร้อมกับกลยุทธ์ที่นางวางเอาไว้
ตู้อี้จ๋ายเงยหน้าขึ้นอย่างสงบ แม้ภายในใจจะตรงกันข้ามนัก
เมื่อครู่เขามองนางเป็นแค่สตรีที่อวดรู้
ทว่าตอนนี้...มันแตกต่างอย่างสิ้นเชิง
เวลาเพียงครึ่งวัน นางสามารถเขียนตำรานับสิบเล่มขึ้นมาได้
และยังคิดแผนการที่แยบยลพวกนี้ขึ้นมาได้อีก
เขาลูบปลายนิ้วไปบนปกตำราที่อยู่บนสุดที่เพิ่งได้รับมาหมาด ๆ
ผิวสัมผัสของกระดาษนั้นเย็นเฉียบ ทว่ากลับแผดเผาปลายนิ้วจนร้อนวูบ
เมื่อเปิดหน้าแรกออกมา ตัวอักษรเพียงไม่กี่บรรทัดกลับหนักยิ่งกว่ากระบี่พันเล่มทิ่มแทงเสียอีก
‘เพื่อนบ้านที่เคยอ่อนแอ...มักจะกลายเป็นศัตรูที่น่ากลัวที่สุดเมื่อถูกละเลย’
แต่ละประโยคจารึกด้วยตัวอักษรที่งดงามอ่อนช้อย แต่แรงสะเทือนกลับดังก้องอยู่ในอก
‘ทำอาวุธขายให้กับศัตรูของแคว้นซ่างหยุน...’
ตู้อี้จ๋ายกำตำราแน่น ดวงตาเคลือบไปด้วยความร้อนผ่าว
ทั้งที่ประโยคนั้นคือการสั่งให้เขาทรยศแผ่นดินเกิด การขายอาวุธก็เท่ากับการสั่งให้สังหารผู้คนบริสุทธิ์
“ชีวิตนี้ ท่านไม่มีทางได้อะไรมาโดยไม่ต้องเสียอะไรเลย”
น้ำเสียงที่ทั้งดูแคลน เย้ยหยัน และเจ็บปวดถูกเอ่ยขึ้นมา ราวกับรู้ทันว่าเขาคิดอะไร
“ข้ารู้...การเสียสละครั้งนี้เพื่อผลลัพธ์ที่ยิ่งใหญ่ในวันข้างหน้า”
ตู้อี้จ๋ายกอดตำราไว้แน่นพลางหลับตา ราวกับข่มจิตใจที่อ่อนแอของตน...
เขาไม่ได้โต้แย้งในสิ่งที่นางพูดแม้เพียงครึ่งคำ
“เราขายอาวุธให้กับศัตรูได้ และเราก็ขายอาวุธให้กับแม่ทัพของแคว้นซ่างหยุนได้เหมือนกัน”
“สิ่งที่เราต้องการมิใช่ให้แคว้นซ่างหยุนย่อยยับพังพินาศ แต่เราต้องการ ‘เวลา’”
“สงครามที่ยืดยาว... คือสิ่งที่เราต้องซื้อไว้ให้ได้นานที่สุด”
ซ่งเม่ยหลินเฉลยสิ่งที่นางต้องการให้เขาฟัง
นางหมายความตามนั้นทุกตัวอักษร
คนฟังอย่างตู้อี้จ๋ายถึงกับหายใจสะดุดด้วยไม่คิดว่า สตรีคนหนึ่งจะคิดการณ์ไกลได้ถึงขนาดนี้
เขาลูบใบหน้าของตนอย่างแรง ราวกับต้องการปัดเป่าความผิดในใจออกไป...
ก่อนเอ่ยกับนางเป็นครั้งแรกหลังนิ่งไปนาน
“ระหว่างที่ฮ่องเต้ทรงทุ่มเทกับการทำสงคราม”
“เราจะใช้เวลานั้นสร้างความแข็งแกร่ง”
ตู้อี้จ๋ายยอมเลือกทางที่เจ็บปวด...แต่เขารู้ดีว่ามันเป็นทางที่ดีที่สุด
“ใช่แล้ว ระหว่างที่คนผู้นั้นกำลังสนุกกับสงครามที่เราเป็นผู้ชักจูง เราจะต้องเติบโตอย่างก้าวกระโดด”
“วันที่ข้ากับท่านพี่เดินทางกลับวังหลวง”
“วันนั้นจะต้องเป็นวันที่องค์ฮ่องเต้เสด็จออกไปปราบศัตรู...ท่านทำได้หรือไม่”
ซ่งเม่ยหลินส่งแผ่นกระดาษชุดสุดท้ายที่ยังอุ่นด้วยน้ำหมึกไปให้เขา
ไม่ว่าจะด้วยเล่ห์กลอันใด...ต้องมีหมอหลวงมาที่นี่
การยื้อชีวิตของสามีสำคัญเหนือสิ่งอื่นใดในเวลานี้
จากนั้นถึงจะเป็นการทำให้แผ่นดินซ่างหยุนอยู่ในมือสามีของนาง
นางรู้ดี
การเป็นผู้สูงศักดิ์ที่ไร้อำนาจ...ไม่มีทางทำให้ชีวิตใหม่ของนางและเขายืนยาว
และที่สำคัญคือหานเอ๋อร์จะต้องไม่กลายเป็นแค่หมากในกระดานให้คนอื่นขยี้เล่นและหัวเราะเยาะ
การอยู่เฉย ๆ โดยไม่ทำอะไรเลย... เท่ากับรอความตายเหมือนในอดีต
แต่ครั้งนี้นางจะไม่ยอมให้เป็นอย่างนั้นอีก
ต่อให้ต้องเป็นคนเลวในสายตาใครต่อใคร... นางก็ยินดี
ตู้อี้จ๋ายถูกสตรีที่เพิ่งรู้จักชักจูงจนอยู่หมัด
หัวใจเต้นรัวราวกับกลองศึก เพียงคิดว่าเขาจะแก้แค้นให้ผู้เป็นนายได้อย่างไร
‘ฮ่องเต้ซ่างเทียนจิน ต้องไร้แผ่นดินกลบหน้า’
เขามองนางด้วยสายตาหลากหลาย
หญิงสาวตรงหน้าของเขา เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
นางเมื่อเช้านี้ทั้งบอบบางและอ่อนแอ หากเป็นแก้วคงแตกร้าวหากเพียงลมแตะแผ่วเบา
แต่ขณะนี้
นางราวกับเป็นกุนซือของแม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่ในอดีต
สายตาและความคิดของนางลึกล้ำ จนเขาที่เป็นถึงหัวหน้าองครักษ์ยังหวาดกลัว
ไม่ทันข้ามวัน ....
นางทำให้เขายอมลงเรือลำเดียวกับนางจนได้
“เรื่องของคนที่ทำให้ท่านและครอบครัวต้องพบจุดจบแสนอนาถเช่นนี้... ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของข้าเถิดขอรับ”
“จะไม่มีอีกแล้ว ซ่งเม่ยหลินฮูหยินเอกกาลกินีของคุณชายลั่วอี้เสียน”
“จะมีเพียง... องค์ไท่จื่อเฟยซ่งเม่ยหลินเท่านั้น”
ตู้อี้จ๋าย ‘ยอมก้มคำนับ’ นาง... คนที่เขายอมรับเป็นนายเหนือหัวนับจากนี้ไป
ความเป็นเจ้านายลูกน้องเกิดขึ้นตั้งแต่บัดนี้
เขาเลือกที่จะให้องค์รัชทายาทมีพระชนม์ชีพสืบไป
แม้เป็นใครอีกคน...แต่เขาไม่สนใจในเรื่องนั้น
ตราบใดที่มันทำให้เขาแก้แค้นให้พระองค์ได้
แค่นั้นก็เพียงพอแล้ว
เขาออกไปและทิ้งให้เจ้าของบ้านหลังเล็ก ๆ นั่งนิ่งอยู่กับความเงียบ
ตู้อี้จ๋ายรับรู้เรื่องของนางทุกประการ เพราะนางเล่าให้ฟังอย่างไม่ปิดบังในก่อนหน้านี้
และในเมื่อยามนี้นางเป็นเจ้านายของเขา
ดังนั้นความแค้นของนาย... เป็นสิ่งที่บ่าวต้องจัดการ
และในเมื่อนางมิห้ามปราม... เขาถือว่าเป็นการยอมรับ
ใครบางคนต้องเริ่มชดใช้ในสิ่งที่มันทำลงไป!!
คล้อยหลังตู้อี้จ๋าย ซ่งเม่ยหลินปาดน้ำตาที่ไหลอาบแก้มยาม ก่อนค่อยคลานไปหาบุตรชายที่กำลังสะดุ้งตื่น
“โอ๋ ๆ ไม่เป็นไรแล้วนะจ๊ะลูกรักของแม่ แม่อยู่กับหนูตรงนี้”
ตั้งแต่แกผ่านเหตุการณ์เลวร้ายมา
แก้ต้องสะดุ้งตื่นและร้องไห้ทุกค่ำคืน...ความกลัวมันตามหลอกหลอนบุตรของนางไม่จบไม่สิ้น
สิ่งที่พวกมันทำไว้ช่างสาหัสนัก
ดังนั้นคนชั่วสมควรได้รับกรรมที่มันทำเอาไว้
แต่คนดี... อย่างคนอื่น ๆ ในตระกูลลั่ว ทำให้นางคิ้วขมวดเมื่อคิดถึงข้อนี้
“ตอนนี้ท่านปู่ของลูกกับท่านอาสามและท่านอาสี่ต้องทุกข์ใจกับเรื่องของพวกเรามากแน่ ๆ”
“ข้าควรทำเช่นไรดีเจ้าคะท่านพี่”
ซ่งเม่ยหลินเอื้อมมือไปจับมือคนที่นอนไม่รู้สึกตัวแผ่วเบา พลางครุ่นคิดหลังเอ่ยกับสองคนพ่อลูก
“การที่เรายังได้เห็นหน้าค่าตากัน ยังดีกว่าตายจากกันโดยสิ้นเชิงใช่ไหม”
ซ่งเม่ยหลินครุ่นคิดอยู่นาน...กว่าจะได้คำตอบ
แม้เจ็บปวด...แต่เป็นทางเลือกที่ดีที่สุดเช่นกัน
“ซื่อหมิง จงทำหน้าที่แทนพี่ชายคนนี้ด้วย” “เจ้าต้องคืนรอยยิ้มให้ไท่จื่อเฟยให้ได้” “ท่านอย่าทำอะไรบ้า ๆ นะหวังหลุน” “พวกเราต้องรอดไปด้วยกัน” “เจ้าได้ยินไหม” “ถ้าเจ้ากล้าทิ้งข้า ข้าจะฆ่าท่าน” ฉึบ “ล่าก่อนซื่อหมิง” “อย่าให้พระองค์ร้องไห้เพราะข้า” ตูมมมม “พี่หวังหลุนนนน” นั่นคือเหตุการณ์เพียงชั่วลมหายใจ ที่เกิดขึ้นหลังจากกระโดดจากหน้าผา เขาคิดว่า....พวกเขารอดแล้ว แต่เปล่าเลย เพราะเชือกที่คว้าเอาไว้ได้... มันรับน้ำหนักไม่ไหว มีคนหนึ่งที่ต้องเสียสละ และเจ้านั่น...มันใช้มีดสั้นที่มันพกเอาไว้ ตัดช่องน้อยแต่พอตัวและทิ้งร่างลงทะเลไป ทั้งที่รู้สึกผิด หัวใจปวดร้าวจนแทบจะแตกสลาย แต่ทุกคนเชื่อไหม.... เขาไม่กล้าโดดลงไปเพื่อให้ตายตามอีกคนไป ยอมรับตามตรง... ว่าเขาอยากรอดชีวิตมากกว่า สิ่งที่ตอบตัวเองได้ในยามนั้นมิใช่เพราะเจ
“กรี๊ดดด พี่สาวทางนั้นมีขนมหนวดมังกรด้วย” “หานเอ๋อร์หยุดวิ่งเดี๋ยวนี้นะ” ซ่งเม่ยหลินห้ามพลางส่ายหน้ายิ้ม ๆ มองเจ้าก้อนแป้งทั้งสองที่วิ่งหลุน ๆ ไปยังร้านขนม โดยไม่สนใจว่านี่... มิใช่วังหลวง เด็กทั้งคู่ชอบนักยามได้ออกมาข้างนอกเช่นนี้ แต่คนที่ปวดหัวหนัก คงหนีไม่พ้นองครักษ์ทั้งหลายที่ต้องทำหน้าที่ป้องกันอันตรายให้เจ้านาย “ไม่เป็นไรหรอกเม่ยเม่ย อี้จ๋ายกับซื่อหมิงเองก็อยู่ด้วย” ลั่วอี้เสียนจับมือภรรยาเอาไว้ก่อนบอกนางให้เบาใจ แต่สิ่งที่ได้ยินกลับมาทำเอาอีกสองคนถึงกับสะดุ้ง “สองคนนั้นน่าเป็นห่วงไม่ต่างกับหานเอ๋อร์และลู่ลู่เลยนะเจ้าคะ” “คราวก่อนเด็กแสบหายไปอยู่หลังโรงงิ้ว” “เพราะผู้ใหญ่ต่างหลงเสน่ห์นางเอกผู้งดงามเข้าให้” “โธ่นายหญิงขอรับ” “ข้าน้อยบอกท่านเป็นร้อยครั้งพันครั้งแล้ว...” “พวกเรามิได้หยุดดูนางจนทำให้นายน้อยหานเอ๋อร์ กับคุณหนูน้อยลู่ลู่หายไป” เฟิ่งซื่อหมิงแกล้งโอดครวญ “กระหม่
“พี่สาว...นี่ตัวอะไรเอ่ย” “คิก ๆ เอาไปเลย” “ว้ายยย หานเอ๋อร์ไม่นะ” “ทิ้งมันเดี๋ยวนี้” องค์หญิงน้อยลู่ลู่วัยหกชันษา ถูกองค์รัชทายาทตัวน้อยแกล้งเข้าให้อีกแล้ว “พี่สาวกลัวอะไรน่ะ มันแค่ไส้เดือนเองนะ” เจ้าตัวอ้วนหานเอ๋อร์ ยืนมือเท้าสะเอวข้างหนึ่งหัวเราะพี่สาวขณะที่มีเจ้าไส้เดือนตัวอ้วนอยู่ในมือ แม้รู้ความว่าเป็นน้องแต่ไม่ได้หมายความว่าเจ้าแสบจะเป็นน้องที่ดีเหมือนพี่น้องคู่อื่น แค่คนพี่ก็ใช่ว่าจะยอมเสียเมื่อไร “หึ หานเอ๋อร์” “ดูนี่สิ” น้ำเสียงเจ้าเล่ห์ผิดกับหน้าตาน่ารักดังขึ้น บ่าวไพร่รู้ดี... มันคือช่วงเวลาเอาคืน “อื้ออยยย พี่สาว” “เอามันออกไป “อย่าเอามาใกล้ข้านะ” “เสด็จแม่” “แง้งงง” ในที่สุดชัยชนะก็เป็นขององค์หญิงน้อยผู้กล้าหาญ นางกล้าจับกบตัวเป็น ๆ มาเอาคืนน้องชายตัวแสบ “...” “พอได้แล้วเด็ก ๆ” “มากินของว่างได้แล้ว ประเดี๋ยวเย็น
สำนักศึกษาภายในตำหนักตงกง ยามสายของวันเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ เสียงไล่จับ และเสียงท่องบทเรียนที่เจือปนเสียงหัวเราะ ตรงลานกว้างใต้ร่มไม้ เด็ก ๆ จากตระกูลขุนนางหมุนเวียนกันเข้ามาเรียนรู้ร่วมกับองค์รัชทายาท เหล่าอาจารย์พากันอมยิ้มบ้าง ดุด่าบ้าง ขณะมองเหล่าศิษย์ตัวเล็ก ๆ ที่บางครั้งตั้งใจ บางครั้งก็แกล้งหลับในห้องเรียน แม้ทุกอย่างจะดูวุ่นวายไปบ้างในสายตาผู้ใหญ่ แต่ความวุ่นวายนั้นกลับอบอุ่นนัก การได้เห็นว่าเด็กเหล่านี้มีเสียงหัวเราะ มีอิสระให้วิ่งเล่นและเรียนรู้ นั่นย่อมหมายความว่า… แผ่นดินในยามนี้สงบสุข และรุ่งเรืองอย่างแท้จริง “องค์รัชทายาททรงพระปรีชายิ่งนักพ่ะย่ะค่ะ” “ไม่เห็นจะเก่งเลย เสด็จแม่เก่งกว่าข้าตั้งเยอะ” “ฮ้าววว ท่านอาจารย์” “วันนี้ข้าเรียนจบแล้วใช่ไหม” องค์รัชทายาทตัวน้อยของทุกคนหาวหวอด เด็กคนนี้ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่คือเจ้าอ้วนน้อยหานเอ๋อร์ของซ่งเม่ยหลิน ทันทีที่อายุสี่ขวบเต็ม เจ
“แม่จ๋าอุ้มลูก” “แม่จ๋า” “เจ้าตัวแสบ อายุสามขวบกว่าแล้วยังจะอ้อนให้แม่อุ้มอยู่อีกหรือ” คำพูดเหมือนจะดุ แต่สิ่งที่ทำคือคว้าตัวเจ้าก้อนกลม ๆ ที่วิ่งหลุน ๆ มาหาทันทีที่พวกนางเปิดประตูเข้ามา ซ่งเม่ยหลินที่ดวงตายังคงแดงก่ำเพราะเพิ่งผ่านการร้องไห้อย่างหนักมา นางอ้าแขนรับเจ้าตัวกลมขึ้นมาอุ้ม วันนี้นางกอดลูกรักไว้แน่นยิ่งกว่าครั้งไหน ๆ การที่มีเขาอยู่ในอ้อมกอด และการที่เขากอดนางตอบอย่างออดอ้อน คือคำตอบ....ว่านางทำทุกสิ่งทุกอย่างไปทำไม ร้ายกับคนทั้งโลก เพื่อรักษารอยยิ้มบริสุทธิ์ของแกเอาไว้ เพื่อให้ครอบครัวเล็ก ๆ ของนางยังคงอยู่ เพื่อรักษารอยยิ้มของผู้คนที่ไม่เคยได้ลืมตาอ้าปาก “ได้โปรดอย่ากรรแสงอีกเลยนะพ่ะย่ะค่ะ” “พระองค์เป็นคนดีที่สุดเท่าที่กระหม่อมเคยพบเจอมา” เฟิ่งซื่อหมิงปาดน้ำตายามปลอบเจ้านาย เขาหมายความตามนั้น หากการเป็นคนดี...คือการปล่อยให้ตัวเองถูกทำร้าย ปล่อยให้ตัวเองถูกย่ำยีอยู่ร่ำไป
เงามืดที่คืบคลาน “พวกเราควรทำเช่นไรดี” “วาจาของมันศักดิ์สิทธิ์เทียบเท่าเทพเซียน” “ไม่ว่ามันจะเยื้องย่างไปที่ไหน...แม่น้ำก็กลับไปเป็นปกติทุกที่ไป” “และยิ่งมันเป็นฮ่องเต้ของแคว้นซ่างหยุน” “ยิ่งทำให้ความเชื่อของชาวบ้านยิ่งหนักแน่น” “มันคือคนที่สวรรค์เลือก ฮ่องเต้หย่งหลงเริ่มต้นปรึกษากับฮ่องเต้อีกสามแคว้น ชื่อของซ่างหวงตี้กำลังหลอกหลอนพวกเขา ทั้งเรื่องมันสังหารพี่ชายเมื่อเดือนก่อน พร้อมกับที่คนของมันก่อกบฏ แย่งชิงบัลลังก์มอบให้ผู้เป็นนายโดยเสียเลือดเนื้อเพียงน้อยนิด แม้ไรพิธีปราบดาภิเษกอย่างเป็นทางการ แต่...มันคือฮ่องเต้แห่งซ่างหยุนโดยชอบธรรม และอีกเรื่องที่ทำให้พวกเขานั่งไม่ติดไปตาม ๆ กัน ก็คือเรื่องที่มันเป็นคนที่สวรรค์เลือก หนึ่งเดือนที่ผ่านมา ดูผิวเผินเหมือนว่าพวกมันตกอยู่กับความเศร้าโศกที่ คณะทูตของพวกมันถูกไฟไหม้จนวอด เหลือผู้รอดชีวิตแค่ไม่กี่คน แต่ความรู้สึกบอกว่า... พวกมัน
ท่ามกลางข่าวลือหนาหูว่าองค์รัชทายาทพระอาการทรุดหนัก มีการเฝ้าอารักขาแน่นหนายิ่งกว่าเก่า แม้กระทั่งไทเฮายังมิได้รับพระอนุญาตให้เสด็จเข้าเยี่ยม คงมีแต่เจ้าของแผนการและคนใกล้ชิดที่รู้ว่าเป็นเพียงเรื่องโกหกยามนี้ ณ ตำหนักตงกง เบื้องหลังประตูปิดสนิท...แต่กลับมีเสีย
ยามนี้ผืนฟ้าเหนือเมืองหลวงยังคงนิ่งงัน บรรยากาศโดยรอบหนักอึ้งในรอบหลายสิบปีที่ผ่านมา สิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นกลับถาโถมเข้ามา “ฝ่าบาท พวกเราควรทำเช่นไรดี แม่ทัพกู้พ่ายแพ้ให้แก่ทัพหลวงของแคว้นเฉียงเสียแล้ว” ปัง! “ยังจะต้องถามข้าอีกหรือว่าต้องทำเ
ท่ามกลางความทุกข์ที่ถาโถมทว่าในกระท่อมไม้เล็ก ๆ ซึ่งเป็นที่รักษาตัวของผู้ป่วยกลับมีเสียงหัวเราะแผ่วเบาดังขึ้นเมื่อยามราตรีเริ่มมาเยือนร่างกลมป้อมของเจ้าตัวน้อยเดินวนรอบตัวมารดา โดยมีมือกลมอวบจับไหล่นางไว้เพื่อไม่ให้ล้มลงไป“มะ มะ จ๋า”เจ้าตัวน้อยยิ้มหวานพลางพูดจาตามประสาเด็ก เดินเตาะแตะไปรอบ ๆเ
ไม่นานเหตุการณ์ที่หน้าผา สั่นสะเทือนไปทั่วอาณาจักรซ่างหยุนอย่างรวดเร็ว ความเศร้าโศกเข้าครอบงำจิตใจผู้คนทว่ามิใช่กับผู้อยู่เบื้องหลังเงามืดของเรื่องเลวร้ายนี้ในคฤหาสน์หลังงามของตระกูลลั่ว เสียงหัวเราะแหบต่ำของชายผู้หนึ่งดังลอดประตูที่ปิดสนิทลั่วเหวินซาง บุตรชายคนโตของลั่วเฟยเทียนคหบดีแห่งภาคใต้ช







