LOGINท่ามกลางความทุกข์ที่ถาโถม
ทว่าในกระท่อมไม้เล็ก ๆ ซึ่งเป็นที่รักษาตัวของผู้ป่วย
กลับมีเสียงหัวเราะแผ่วเบาดังขึ้นเมื่อยามราตรีเริ่มมาเยือน
ร่างกลมป้อมของเจ้าตัวน้อยเดินวนรอบตัวมารดา โดยมีมือกลมอวบจับไหล่นางไว้เพื่อไม่ให้ล้มลงไป
“มะ มะ จ๋า”
เจ้าตัวน้อยยิ้มหวานพลางพูดจาตามประสาเด็ก เดินเตาะแตะไปรอบ ๆ
เสียงน้อย ๆ ของลูกเป็นยาชั้นดีทำให้ซ่งเม่ยหลินยิ้มได้ในวันที่มีน้ำตามาเยือนไม่ขาดสาย
“มะ มะ! เอิ๊ก ๆ” เจ้าก้อนแป้งโถมตัวกอดคอมารดาจากด้านหลังตามด้วยเสียงหัวเราะร่าเริง
“ลูกรัก ยังไม่ง่วงอีกหรือจ๊ะ” ซ่งเม่ยหลินวางพู่กันในมือ ก่อนเอี้ยวตัวไปคว้าเจ้าตัวนุ่มนิ่มมานอนในตัก
“มะ จ๋า”
“ปะ ป้อ”
“พ่อของลูกนอนอยู่ตรงโน้นเห็นไหมจ๊ะ”
“ท่านพ่อไม่สบายหนักมาก ลูกต้องคอยดูแลท่านพ่อรู้ไหม”
ซ่งเม่ยหลินยิ้มพลางตอบบุตรชายที่ช่างเจรจาโดยไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยแม้แต่น้อย
“จ้า จ้ะ ป๋อ ฮ้าวว”
“ใช่แล้ว พ่อจ๋าของลูก”
ซ่งเม่ยหลินหอมแก้มแกก่อนบอกเขาอีกครั้ง...
ไม่เคยเบื่อที่จะคอยบอกลูกว่าเขาคือพ่อของแก
นางกอดลูกไว้แนบอก ก่อนค่อยอุ้มพาดบ่าแล้วลุกไปยังฟูกที่สามีนอนอยู่
สายของวันนี้หลังจากคุยกับองครักษ์ตู้ผู้นั้น
ดูเหมือนว่าอีกฝ่ายเป็นคนดีไม่น้อย
เขาคงคิดว่า นางกับสามีและเจ้าตัวน้อยต้องปักหลักอยู่ที่นี่ถาวร
ทำให้ไม่นานนัก บ้านร้างหลังหนึ่งถูกซ่อมแซมเพื่อให้ครอบครัวเล็ก ๆ ของนางได้อยู่อาศัย
เขาอยากให้นางอยู่ที่นี่
แต่นางจะทำให้เขา...พานางสู่วังหลวง
“ขอให้ท่านเข้มแข็งนะเจ้าคะ”
“ไม่ว่าอย่างไรข้าจะทำให้ท่านฟื้นให้จงได้”
“ไม่ว่าจะต้องเดินฝ่าดงขวากหนาม หรือแม้แต่ต้องเดินลุยไฟก็ตามที”
ซ่งเม่ยหลินพูดกับเขาในสิ่งเดิม ๆ เป็นครั้งที่เท่าไรก็มิอาจทราบได้
นางหวังเพียงให้เขารับรู้ และลุกขึ้นสู้
ต่อให้หมอจากในเมืองบอกว่าไร้ความหวัง...
แต่นางจะใช้สองมือกับสิ่งที่มีอยู่...ช่วยเขาให้ได้
ก๊อก ๆ
เสียงเคาะเบา ๆ ดังขึ้นหน้ากระท่อม
“ข้าเอง”
เสียงหนึ่งดังขึ้น
ซ่งเม่ยหลินก้มลงกระซิบข้างหูเจ้าก้อนแป้งที่หลับปุ๋ยไปแล้ว
“ลูกรัก หนูนอนกับท่านพ่อตรงนี้ก่อนนะ แม่ขอไปจัดการเรื่องบางอย่างก่อน”
มือเรียวลูบแก้มนิ่มนวลของหานเอ๋อร์อย่างแผ่วเบา ก่อนเดินไปเปิดบานประตู
เพื่อต้อนรับคนที่นาง...ขอให้เขามาหา
“เจ้ามีสิ่งใดก็ว่ามาเถิด”
ตู้อี้เสียนบอกด้วยน้ำเสียงโอบอ้อมอารี ...
ตั้งแต่พบกัน ดวงตาของนางไม่เคยห่างหายน้ำตาเลยสักชั่วลมหายใจ
“เข้ามานั่งก่อนเถิดเจ้าค่ะ องครักษ์ตู้” นางก้าวถอยหลังเชิญเขาเข้ามา
ตู้อี้จ๋ายค่อย ๆ ทิ้งตัวนั่งลงตรงข้ามนาง แววตามองนางไม่คลาดสายตา
ยามสายของวันนี้ระหว่างซ่อมแซมกระท่อมเล็กนี้
นางขอร้องให้เขาฟังนางสักครั้ง
มันคือสาเหตุที่ทำให้เขามาที่นี่
อีกฝ่ายทำให้เขาแปลกใจ...เพราะนางยังมิเอื้อนเอ่ยเลยสักคำ
แต่นางทำเพียงตวัดพู่กันลงบนกระดาษเพื่อเขียนบางอย่าง
ผ่านไปครู่หนึ่งนางถึงได้พูดขึ้น
“เมื่อข้าเป็นเด็กสาวอายุสิบสี่ปี... เคยสูญเสียความทรงจำ”
นางเอ่ยโดยไม่ละสายตาจากตวัดพู่กันในมือ
“ข้าเคยคิดว่าตนเองเป็นเพียงเด็กสาวที่ถูกบิดามารดาไม่ต้องการ... เพราะข้าเป็นสตรี”
“พวกเขาจึงลวงข้าไปกำจัด”
ปลายพู่กันยังคงขีดเขียนต่อเนื่อง ขณะน้ำเสียงของนางเจือความเศร้าที่ยากจะปกปิด
“ทว่า... ตั้งแต่ข้าถูกผลักให้ตกเหวจนเกือบเอาชีวิตไม่รอด”
“ความทรงจำเลวร้ายหวนคืนกลับมาทั้งหมด”
“ข้าถูกทอดทิ้งจริง ๆ”
“แต่หาใช่เพียงเพราะข้าเกิดมาเป็นสตรี”
“แต่เป็นเพราะ...”
ปลายนิ้วเรียวของซ่งเม่ยหลินหยุดนิ่ง ก่อนจะยกขึ้นแตะที่ขมับตนเองเบา ๆ
“ตำราทุกเล่มที่เคยผ่านตาข้า”
“แม้เพียงครั้งเดียว... มันจะฝังอยู่ในนี้ ทุกตัวอักษร”
“พรสวรรค์ที่เหมือนคำสาปนี้”
“ทำให้ข้ากลายเป็นตราบาปของตระกูล”
ดวงตาคู่งามคลอหน่วยน้ำตายามเอ่ย
เพราะแม้คำกล่าวส่วนใหญ่จะถูกแต่งขึ้น
แต่เรื่องที่บิดามารดาบังเกิดเกล้าทิ้งนาง... นั้นคือเรื่องจริง
นางเป็นบุตรสาวที่ถูกพ่อแม่ขายให้หอนางโลม
เพราะพวกเขาเห็นว่านางเป็นสตรีไร้ประโยชน์ ไม่คู่ควรจะแบ่งปันอาหารที่มีอยู่อย่างจำกัดให้
ขณะใกล้ถึงสถานที่ชั่วช้าแห่งนั้น นางสบโอกาสหลบหนี
และเคราะห์ร้ายยังมิปรานี... โจรชั่วพยายามจะขืนใจ
ทว่านับว่าสวรรค์ยังเข้าข้างนาง มีผู้ใจบุญผ่านมาช่วยนางไว้ทัน
นับแต่นั้น นาง ‘จงใจ’ ให้ตัวเองสูญเสียความทรงจำ
จำไม่ได้แม้แต่ชื่อแซ่ตนเอง
ผู้มีพระคุณทั้งสองจึงรับนางเป็นบุตรบุญธรรมโดยมิคิดรังเกียจ
จากนั้นนางอาศัยอยู่กับพ่อแม่ผู้ชราเรื่อยมา
และก่อนที่พวกท่านจะจากไป
ได้อาศัยคำสัญญาระหว่างครอบครัวทั้งสอง
ผูกชีวิตนางไว้กับเขา... ลั่วอี้เสียน
นั่นคือเรื่องจริงแสนน่าเศร้าของซ่งเม่ยหลินผู้นี้
ตู้อี้จ๋ายกลืนน้ำลายลงคออย่างเงียบงันพลางมองสตรีตรงหน้าไม่วางตา...หาใช่เพราะเรื่องราวน่าหดหู่ของนางไม่
แต่กลับเป็นเพราะภาพตรงหน้า
ขณะที่นางเอื้อนเอ่ยวาจาบอกเล่าเขา... แต่นางไม่เคยหยุดมือ
ปลายพู่กันตวัดลงบนแผ่นกระดาษอย่างต่อเนื่อง ไม่หยุด ไม่ลังเล...หน้าแล้วหน้าเล่า
‘นางกำลังเขียนตำราที่นางเคยเห็นอย่างนั้นหรือ’
ส่วนคนที่กำลังสร้างที่มาที่ไปให้ตนเอง
กะพริบตา ไล่น้ำตาเพื่อขับไล่ความขื่นขมในอดีต
ก่อนเอ่ยกับตู้อี้จ๋ายอย่างจริงจัง
“คำพูดของข้า”
“ท่านไม่จำเป็นต้องเชื่อทั้งหมด... ข้าเพียงต้องการให้ท่านเห็นด้วยตาในอีกไม่กี่อึดใจ”
“ท่านจะได้รู้ว่าเหตุใด ข้าถึงบอกว่ามันคือคำสาป”
ซ่งเม่ยหลินสบตาตู้อี้จ๋ายด้วยแววตาท้าทายและมั่นใจ ก่อนถามเขา
“ท่านคิดว่าคนที่เป็นราชาควรมีสิ่งใดบ้าง”
คำถามที่ดูเหมือนง่ายแต่กลับทำให้ตู้อี้จ๋ายนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ
“ข้าเชื่อว่าที่ท่านเงียบไป...มิใช่ตอบไม่ได้”
“แต่เพราะคำตอบมันมีมากเกินไป”
ซ่งเม่ยหลินหยุดพู่กันก่อนหัวเราะเบา ๆ เมื่อเห็นอีกคนยังคงคิ้วขมวด
“รีบกล่าวเรื่องที่เจ้าต้องการบอกข้ามาเถิด”
“หากเจ้ามัวแต่ชวนคุยไร้สาระ...ข้าต้องขอตัว”
ตู้อี้จ๋ายเตือนนางเมื่อเห็นอีกคนเอาแต่เขียนตำรากับชวนเขาพูดคุยนอกเรื่อง
ซ่งเม่ยหลินยิ้มน้อย ๆ เมื่อเห็นท่าทีของอีกฝ่าย นางยังคงพูดกับเขาโดยมิได้หยุดมือจากการเขียน…
เพราะอีกไม่กี่บรรทัด...อาวุธของนางพร้อมสรรพ
ขณะที่เขียนนางภาวนาทุกลมหายใจเข้าออก
ขอให้มันได้ผล
“สำหรับข้า สิ่งที่ราชาต้องมีก็แค่..”
“เงิน อำนาจ กองทัพ...”
คราวนี้นางวางพู่กันลง พลางเงยหน้าขึ้นสบตากับเขา
“และสิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าสิ่งใดทั้งหมด"
“คือ... ‘คน’”
“หึ สิ่งพวกนี้”
“แม้แต่เด็กที่เพิ่งหัดอ่านเขียน ก็รู้ทั้งนั้น”
“ข้าขอตัวก่อน”
ตู้อี้จ๋ายหัวเราะเยาะนางเล็กน้อยก่อนลุกขึ้นยืนก่อนก้าวเท้าออกจากบ้านของนาง
เขาไม่น่าเสียเวลามาหานางเลย
‘นางก็แค่จำเอาคำผู้อื่นมาพูดให้สวยหรูเท่านั้น’
“‘คน’ ที่ข้าหมายถึง... คือผู้ที่ภักดีอย่างแท้จริง”
“มิใช่แค่ก้มหัวให้เมื่ออยู่เบื้องหน้า... แต่คือผู้ไม่หันหลังให้แม้ยามสิ้นอำนาจ”
“มิใช่กล่าวคำหวานหูต่อหน้า... แต่ลับหลังกลับถือมีดรอทำร้าย”
“ ‘คน’ ที่ไร้ใจ...”
“พวกมันก็เป็นเพียงกาฝาก ที่รัดต้นไม้ใหญ่ให้ตายลงอย่างช้า ๆ”
“ทุกสิ่งทุกอย่าง”
“ทั้งอำนาจ เงิน จะมลายหายไปในพริบตา”
นั่นคือเหตุผลที่ว่า... ‘คน’ สำคัญที่สุด
ซ่งเม่ยหลินลุกขึ้นยืนก่อนพูดไล่หลังเขา
ในมือมีตำราปึกหนึ่งที่นางเขียนขึ้นมาตั้งแต่บ่ายจนกระทั่งเมื่อครู่นี้
การที่องค์รัชทายาทของแผ่นดิน ถูกสังหารอย่างโหดเหี้ยมเช่นนี้
หมายความว่า...เขาไร้พลัง ไร้อำนาจ และไร้คน
ตู้อี้จ๋ายหยุดเท้าเมื่อสิ้นคำพูดเฉียบคมของหญิงสาวที่ตนดูถูกเมื่อครู่...
เขาหันหลังมาเผชิญหน้ากับนางอีกครั้ง
“เจ้านายของท่าน...”
“มีสิ่งใด...ที่ข้ากล่าวมาบ้างแล้วหรือไม่?”
คำถามของนางเหมือนคมมีดบาดลงตรงหัวใจของเขา
ทุกอย่างที่นางกล่าวถึง
เจ้านายผู้น่าสงสารของเขา...กลับขาดทั้งหมด
เพราะไม่เคยเผื่อใจ...ว่าจะถูกพี่ชายหักหลัง
ตู้อี้จ๋ายมองนางไม่วางตา
“ข้าคนนี้..”
“สามารถทำให้...องค์รัชทายาท”
“มีทุกอย่างที่ขาด”
“ได้ด้วยสิ่งนี้....”
ซ่งเม่ยหลินส่งตำราให้เขา
นี่คือสิ่งเดียวที่นางคิดได้...
นาง ‘วัดใจ’ ใช้ตำราอันล้ำค่าจากขุมทรัพย์แห่งปัญญา
มือของนางชื้นไปด้วยเหงื่อรู้สึกเหมือนจะเป็นลม
ขณะรอคนที่กำลัง ‘ชั่งใจ’ อย่างหนัก
ทั้งที่แค่ชั่วครู่เท่านั้นแต่นางรู้สึกว่านานเหลือเกิน
ฝ่ายของตู้อี้จ๋าย...กำลังหวั่นไหว
มือของเขาสั่นเทายามได้เห็นตำรานางคัดลอกเมื่อครู่นี้
‘การถลุงแร่เหล็ก การทำเหมืองทองคำอย่างนั้นหรือ’
แต่สิ่งที่ทำให้หัวใจของเขาหยุดเต้น...การทำระเบิดมือ
‘นี่คือสิ่งที่เจ้ามีอย่างนั้นน่ะหรือ’
‘ถ้าหากมันเป็นตำราของจริง ทั้งเงินทอง ทั้งอาวุธ พวกเขาจะไม่มีทางขาดอีกต่อไป’
“พวกเราไปนั่งคุยกันเถิด... ข้ามีเรื่องที่จะถามเจ้าอีกมากมาย”
“ขอบคุณเจ้าค่ะ ฮึก ขอบคุณท่านมาก”
ซ่งเม่ยหลินพูดทั้งน้ำตาเมื่อได้ยินคำพูดของเขา
สายตาของนางหันไปทางสองคนพ่อลูกทันที
‘ท่านพี่ อดทนหน่อยนะเจ้าคะ อีกไม่นานท่านจะได้รับการรักษาจากหมอในวังหลวงแล้ว’
“ซื่อหมิง จงทำหน้าที่แทนพี่ชายคนนี้ด้วย” “เจ้าต้องคืนรอยยิ้มให้ไท่จื่อเฟยให้ได้” “ท่านอย่าทำอะไรบ้า ๆ นะหวังหลุน” “พวกเราต้องรอดไปด้วยกัน” “เจ้าได้ยินไหม” “ถ้าเจ้ากล้าทิ้งข้า ข้าจะฆ่าท่าน” ฉึบ “ล่าก่อนซื่อหมิง” “อย่าให้พระองค์ร้องไห้เพราะข้า” ตูมมมม “พี่หวังหลุนนนน” นั่นคือเหตุการณ์เพียงชั่วลมหายใจ ที่เกิดขึ้นหลังจากกระโดดจากหน้าผา เขาคิดว่า....พวกเขารอดแล้ว แต่เปล่าเลย เพราะเชือกที่คว้าเอาไว้ได้... มันรับน้ำหนักไม่ไหว มีคนหนึ่งที่ต้องเสียสละ และเจ้านั่น...มันใช้มีดสั้นที่มันพกเอาไว้ ตัดช่องน้อยแต่พอตัวและทิ้งร่างลงทะเลไป ทั้งที่รู้สึกผิด หัวใจปวดร้าวจนแทบจะแตกสลาย แต่ทุกคนเชื่อไหม.... เขาไม่กล้าโดดลงไปเพื่อให้ตายตามอีกคนไป ยอมรับตามตรง... ว่าเขาอยากรอดชีวิตมากกว่า สิ่งที่ตอบตัวเองได้ในยามนั้นมิใช่เพราะเจ
“กรี๊ดดด พี่สาวทางนั้นมีขนมหนวดมังกรด้วย” “หานเอ๋อร์หยุดวิ่งเดี๋ยวนี้นะ” ซ่งเม่ยหลินห้ามพลางส่ายหน้ายิ้ม ๆ มองเจ้าก้อนแป้งทั้งสองที่วิ่งหลุน ๆ ไปยังร้านขนม โดยไม่สนใจว่านี่... มิใช่วังหลวง เด็กทั้งคู่ชอบนักยามได้ออกมาข้างนอกเช่นนี้ แต่คนที่ปวดหัวหนัก คงหนีไม่พ้นองครักษ์ทั้งหลายที่ต้องทำหน้าที่ป้องกันอันตรายให้เจ้านาย “ไม่เป็นไรหรอกเม่ยเม่ย อี้จ๋ายกับซื่อหมิงเองก็อยู่ด้วย” ลั่วอี้เสียนจับมือภรรยาเอาไว้ก่อนบอกนางให้เบาใจ แต่สิ่งที่ได้ยินกลับมาทำเอาอีกสองคนถึงกับสะดุ้ง “สองคนนั้นน่าเป็นห่วงไม่ต่างกับหานเอ๋อร์และลู่ลู่เลยนะเจ้าคะ” “คราวก่อนเด็กแสบหายไปอยู่หลังโรงงิ้ว” “เพราะผู้ใหญ่ต่างหลงเสน่ห์นางเอกผู้งดงามเข้าให้” “โธ่นายหญิงขอรับ” “ข้าน้อยบอกท่านเป็นร้อยครั้งพันครั้งแล้ว...” “พวกเรามิได้หยุดดูนางจนทำให้นายน้อยหานเอ๋อร์ กับคุณหนูน้อยลู่ลู่หายไป” เฟิ่งซื่อหมิงแกล้งโอดครวญ “กระหม่
“พี่สาว...นี่ตัวอะไรเอ่ย” “คิก ๆ เอาไปเลย” “ว้ายยย หานเอ๋อร์ไม่นะ” “ทิ้งมันเดี๋ยวนี้” องค์หญิงน้อยลู่ลู่วัยหกชันษา ถูกองค์รัชทายาทตัวน้อยแกล้งเข้าให้อีกแล้ว “พี่สาวกลัวอะไรน่ะ มันแค่ไส้เดือนเองนะ” เจ้าตัวอ้วนหานเอ๋อร์ ยืนมือเท้าสะเอวข้างหนึ่งหัวเราะพี่สาวขณะที่มีเจ้าไส้เดือนตัวอ้วนอยู่ในมือ แม้รู้ความว่าเป็นน้องแต่ไม่ได้หมายความว่าเจ้าแสบจะเป็นน้องที่ดีเหมือนพี่น้องคู่อื่น แค่คนพี่ก็ใช่ว่าจะยอมเสียเมื่อไร “หึ หานเอ๋อร์” “ดูนี่สิ” น้ำเสียงเจ้าเล่ห์ผิดกับหน้าตาน่ารักดังขึ้น บ่าวไพร่รู้ดี... มันคือช่วงเวลาเอาคืน “อื้ออยยย พี่สาว” “เอามันออกไป “อย่าเอามาใกล้ข้านะ” “เสด็จแม่” “แง้งงง” ในที่สุดชัยชนะก็เป็นขององค์หญิงน้อยผู้กล้าหาญ นางกล้าจับกบตัวเป็น ๆ มาเอาคืนน้องชายตัวแสบ “...” “พอได้แล้วเด็ก ๆ” “มากินของว่างได้แล้ว ประเดี๋ยวเย็น
สำนักศึกษาภายในตำหนักตงกง ยามสายของวันเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ เสียงไล่จับ และเสียงท่องบทเรียนที่เจือปนเสียงหัวเราะ ตรงลานกว้างใต้ร่มไม้ เด็ก ๆ จากตระกูลขุนนางหมุนเวียนกันเข้ามาเรียนรู้ร่วมกับองค์รัชทายาท เหล่าอาจารย์พากันอมยิ้มบ้าง ดุด่าบ้าง ขณะมองเหล่าศิษย์ตัวเล็ก ๆ ที่บางครั้งตั้งใจ บางครั้งก็แกล้งหลับในห้องเรียน แม้ทุกอย่างจะดูวุ่นวายไปบ้างในสายตาผู้ใหญ่ แต่ความวุ่นวายนั้นกลับอบอุ่นนัก การได้เห็นว่าเด็กเหล่านี้มีเสียงหัวเราะ มีอิสระให้วิ่งเล่นและเรียนรู้ นั่นย่อมหมายความว่า… แผ่นดินในยามนี้สงบสุข และรุ่งเรืองอย่างแท้จริง “องค์รัชทายาททรงพระปรีชายิ่งนักพ่ะย่ะค่ะ” “ไม่เห็นจะเก่งเลย เสด็จแม่เก่งกว่าข้าตั้งเยอะ” “ฮ้าววว ท่านอาจารย์” “วันนี้ข้าเรียนจบแล้วใช่ไหม” องค์รัชทายาทตัวน้อยของทุกคนหาวหวอด เด็กคนนี้ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่คือเจ้าอ้วนน้อยหานเอ๋อร์ของซ่งเม่ยหลิน ทันทีที่อายุสี่ขวบเต็ม เจ
“แม่จ๋าอุ้มลูก” “แม่จ๋า” “เจ้าตัวแสบ อายุสามขวบกว่าแล้วยังจะอ้อนให้แม่อุ้มอยู่อีกหรือ” คำพูดเหมือนจะดุ แต่สิ่งที่ทำคือคว้าตัวเจ้าก้อนกลม ๆ ที่วิ่งหลุน ๆ มาหาทันทีที่พวกนางเปิดประตูเข้ามา ซ่งเม่ยหลินที่ดวงตายังคงแดงก่ำเพราะเพิ่งผ่านการร้องไห้อย่างหนักมา นางอ้าแขนรับเจ้าตัวกลมขึ้นมาอุ้ม วันนี้นางกอดลูกรักไว้แน่นยิ่งกว่าครั้งไหน ๆ การที่มีเขาอยู่ในอ้อมกอด และการที่เขากอดนางตอบอย่างออดอ้อน คือคำตอบ....ว่านางทำทุกสิ่งทุกอย่างไปทำไม ร้ายกับคนทั้งโลก เพื่อรักษารอยยิ้มบริสุทธิ์ของแกเอาไว้ เพื่อให้ครอบครัวเล็ก ๆ ของนางยังคงอยู่ เพื่อรักษารอยยิ้มของผู้คนที่ไม่เคยได้ลืมตาอ้าปาก “ได้โปรดอย่ากรรแสงอีกเลยนะพ่ะย่ะค่ะ” “พระองค์เป็นคนดีที่สุดเท่าที่กระหม่อมเคยพบเจอมา” เฟิ่งซื่อหมิงปาดน้ำตายามปลอบเจ้านาย เขาหมายความตามนั้น หากการเป็นคนดี...คือการปล่อยให้ตัวเองถูกทำร้าย ปล่อยให้ตัวเองถูกย่ำยีอยู่ร่ำไป
เงามืดที่คืบคลาน “พวกเราควรทำเช่นไรดี” “วาจาของมันศักดิ์สิทธิ์เทียบเท่าเทพเซียน” “ไม่ว่ามันจะเยื้องย่างไปที่ไหน...แม่น้ำก็กลับไปเป็นปกติทุกที่ไป” “และยิ่งมันเป็นฮ่องเต้ของแคว้นซ่างหยุน” “ยิ่งทำให้ความเชื่อของชาวบ้านยิ่งหนักแน่น” “มันคือคนที่สวรรค์เลือก ฮ่องเต้หย่งหลงเริ่มต้นปรึกษากับฮ่องเต้อีกสามแคว้น ชื่อของซ่างหวงตี้กำลังหลอกหลอนพวกเขา ทั้งเรื่องมันสังหารพี่ชายเมื่อเดือนก่อน พร้อมกับที่คนของมันก่อกบฏ แย่งชิงบัลลังก์มอบให้ผู้เป็นนายโดยเสียเลือดเนื้อเพียงน้อยนิด แม้ไรพิธีปราบดาภิเษกอย่างเป็นทางการ แต่...มันคือฮ่องเต้แห่งซ่างหยุนโดยชอบธรรม และอีกเรื่องที่ทำให้พวกเขานั่งไม่ติดไปตาม ๆ กัน ก็คือเรื่องที่มันเป็นคนที่สวรรค์เลือก หนึ่งเดือนที่ผ่านมา ดูผิวเผินเหมือนว่าพวกมันตกอยู่กับความเศร้าโศกที่ คณะทูตของพวกมันถูกไฟไหม้จนวอด เหลือผู้รอดชีวิตแค่ไม่กี่คน แต่ความรู้สึกบอกว่า... พวกมัน
“เม่ยเม่ย”“หานเอ๋อร์”ลั่วอี้เสียนลืมตาโพลงในความมืดของช่วงเช้าตรู่ของวันหนึ่งเป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกตัวเต็มที่มิใช่รู้สึกเหมือนราวกับความฝันเฉกเช่นที่ผ่านมาเวลานั้น... เขามีแค่เสียงของนางกับเสียงของบุตรชายเป็นที่พึ่งการได้ยินเสียงทั้งสองคอยเรียกและกระซิบอยู่ข้างหูด้วยประโยคเดิม ๆ ซ้ำ ๆ“ท่าน
เช้าวันใหม่มาเยือนอย่างรวดเร็วราวกับมีใครไปเร่งมัน ทว่าแท้จริงแล้วเป็นเพราะใจคนต่างหาก...ที่รอคอยไม่ไหว ฝ่ายหนึ่งคือคนที่ตั้งใจจะทำให้ไท่จื่อเฟยโดนปลดให้ได้ อีกฝ่ายคือ...ผู้ที่ส่งสัญญาณลวงให้ใครหลายคนเดินตกหลุมพราง “แอร้ยยย!”“กรี๊ดดดด แอร้ยย เอิ๊ก ๆ!
ขณะที่การรักษาพระสวามีเพิ่งหาข้อยุติได้ และยังมิรู้แน่ชัดว่ามันจะได้ผลหรือไม่ แต่มันไม่ได้ทำให้สตรีหัวใจแกร่งอย่างซ่งเม่ยหลิน ย่อท้อ และจมปลักอยู่กับความไม่รู้พวกนั้น เพราะเดิมพันของนางมิได้มีแค่ว่าองค์รัชทายาทจะต้องฟื้นเพียงเท่านั้น การเป็นแม่งานของการป
“เอิ๊ก ๆ เอิ๊ก ๆ”“หม่ำ ๆ หม่ำๆ”“จ้า ๆ อ้ามม”“ใจร้อนนักนะเจ้าตัวตะกละน้อย”ซ่งเม่ยหลินป้อนอาหารให้ลูกชายที่เริ่มส่งเสียงดังเพราะคนเป็นแม่อย่างนางป้อนอาหารให้ช้าเจ้าตัวเล็กแก้มแดงปลั่ง เพราะแม้กระทั่งตอนกินอาหารยังเดินดุ๊กดิ๊กไปทั่วห้องสายตาของนางละจากบุตรชายจอมป่วน พลางหันไปจับมือของเขาไว้อย่าง







