Masukสมัยใช้สกุลหลี่ ผิงผิงเป็นบุคคลที่ถูกละเลยมากที่สุด ทว่ายามนี้ทุกอย่างไม่เหมือนเดิม เธอไม่ใช่หลี่ผิงผิงอีกต่อไป แต่เป็นซ้อใหญ่สกุลชาง คุณนายชางที่ทุกคนต่างให้ความเคารพและหวั่นเกรง
ผิงผิงอยู่ในชุดกี่เพ้าสีแดงเพลิง ขับผิวที่ขาวอมชมพูให้ดูเปล่งปลั่งมากขึ้นยามต้องแสงจากดวงไฟ เส้นผมนุ่มสีน้ำตาลอ่อนถูกมวยเกล้าไปปักปิ่นหงส์อยู่เหนือศีรษะ อวดใบหน้าที่แต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางดูงดงาม คิ้วเรียงเส้นสวยรับกับดวงตาหวานซึ้ง จมูกรั้น และริมฝีปากอวบอิ่มสีแดงสดที่ประดับอยู่บนใบหน้ามน ทุกอย่างที่เป็นเธอหล่อหลอมให้ผิงผิงดูโดดเด่นที่สุดภายในงาน แต่ขาดไปหนึ่งสิ่ง นั่นคือชางเหว่ยหลงสามีที่เพิ่งตบแต่งกันไป ไหนเลยปล่อยให้ภรรยาสาวเดินโดดเดี่ยวเข้างานเพียงลำพัง... แต่กลับส่งอาหลางคนสนิทตามมาดูแลภรรยาแทน... ยามที่เดินกรีดกรายเข้ามาภายในงาน มีสายตาหลายคู่ที่จ้องมอง ผิงผิงไม่ได้สนใจกับสายตาเหล่านั้น ความจริงก็ตั้งใจจะเอาของขวัญเล็กๆ น้อยๆ มอบให้ฟางฟางพอเป็นพิธีแล้วเธอก็จะกลับเลย งานเลี้ยงต้อนรับฟางฟางเต็มไปด้วยเหล่าคนรวยจากหลายตระกูลที่เป็นหน้าเป็นตาในสังคม ตามแบบฉบับหลี่เชียนที่ชื่นชอบความเอิกเกริก เดาว่าพ่อคงส่งใบเชิญไปทั่วสารทิศเพื่อลูกสาวของเขาโดยเฉพาะ ผิงผิงหยิบแก้วแชมเปญจากบริกรขึ้นมาจิบ นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนพลางกวาดมองหาพ่อกับน้องสาวไปด้วย ในตอนนั้นเองที่เธอเห็นพวกเขากำลังยิ้มแย้มเดินตรงมา พ่อที่เดินเคียงข้างน้องสาวดูมีความสุขจนล้นออกตา... “พี่ผิง” เสียงหวานหูเอ่ยเรียก พร้อมกับร่างเล็กที่พุ่งมาสวมกอดกัน ผิงผิงระบายยิ้มอ่อนจาง เธอกอดตอบน้องสาว แต่ความรู้สึกคิดถึงกับส่งไปไม่ถึงกัน “ของขวัญจ้ะ” ผิงผิงยื่นถุงกระดาษสีขาวใบหรู สลักยี่ห้อนาฬิกาแบรนด์ดังที่คิดว่าน้องสาวน่าจะชอบที่สุด ฟางฟางมีสีหน้าลำบากใจ ทว่าดวงตาเรียวเล็กกลับแวววาว ผิงผิงพยักหน้าเป็นเชิงให้รับไว้ และไม่ต้องเกรงใจกัน ฟางฟางเม้มปากเล็กน้อย จากนั้นก็เอ่ยขอบคุณพี่สาวด้วยใบหน้าเปื้อนรอยยิ้ม คราวนี้ถึงตาหลี่เชี่ยน ผู้นำตระกูลหลี่ลอบมองไปทั่วงานคล้ายว่ากำลังหาใครบางคน เมื่อไม่พบจึงส่งสายตาตั้งคำถาม ผิงผิงเดาออกได้ทันที “เขาติดงานค่ะ มาไม่ได้” “มาไม่ได้หรือแกไม่ได้ชวนกันแน่” หลี่เชียนไม่พอใจ แต่เขาไม่อาจแสดงออกนอกหน้าเกินควร ด้วยว่าคนสนิทของลูกเขยยืนประกบอยู่ด้านหลังลูกสาวนอกไส้ของเขา “เอาเถอะๆ วันนี้วันดีฉันไม่อยากทำให้บรรยากาศเสีย ไหนๆ ก็มาแล้วอยู่ทานข้าวด้วยกันสิ” ใบหน้างามกดลงต่ำ ร้อยวันพันปีพ่อคนนี้ไม่เคยชวนเธอทานข้าวพร้อมกันเลยสักครั้ง ลองได้เอ่ยปากแล้ว คาดว่าต้องมีเรื่องอะไรบางอย่างตามหลังอย่างแน่นอน “ผิงว่าจะขอกลับเลยค่ะ ช่วงนี้รู้สึกไม่ค่อยสบายตัว” เธอเลือกปฏิเสธทางอ้อม แต่นั่นทำให้หลี่เชียนขมวดคิ้วไม่พอใจ ใบหน้าเหี่ยวย่นตามวัยจึงไม่ค่อยสบอารมณ์นัก หลี่เชียนเดินเข้าใกล้ลูกสาวอีกหลายก้าว เขากระซิบเบาๆ ข้างใบหูขาว “ตามฉันขึ้นไปที่ห้องทำงาน” หลี่เชียนกดเสียงต่ำ ขณะที่สายตานั้นอ่อนโยน กล่าวจบเขาก็ผละออกไป เดินยิ้มแย้มให้แขกในงานตามปกติ “พี่ผิงรีบขึ้นไปคุยกับพ่อเขาเถอะค่ะ ท่านน่าจะมีเรื่องสำคัญคุยด้วย” ฟางฟางส่งยิ้ม แต่ผิงผิงกลับไม่ได้รู้สึกยินดีนัก เธอมองว่านั่นคือรอยยิ้มที่แสร้งทำ รู้ๆ กันอยู่หากพ่อให้ขึ้นไปที่ห้องทำงานนั่นหมายความว่ามันต้องไม่ใช่เรื่องดี ผิงผิงหันมองอาหลางที่ยืนสงบนิ่งอยู่ทางด้านหลัง “ฉันจะขึ้นไปข้างบน อาหลางรออยู่ตรงนี้แล้วกัน” “ครับซ้อ” เพียะ!! ใบหน้าสวยสะบัดไปตามแรงตบจากฝ่ามือใหญ่ ผิงผิงกัดฟันแน่น ตัวเธอสั่นลามไปยังฝ่ามือเล็กที่กำเข้าหากันเพื่อเก็บกั้นความรู้สึกเกลียดชังที่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นทีละน้อย หลี่เชียนก็ยังคงเป็นหลี่เชียน เมื่อไม่ได้ดังใจเขามักลงมือกับลูกสาวนอกไส้คนนี้เสมอ “แกอย่ามาทำจองหองใส่ฉัน ลืมไปแล้วหรือไงที่มีทุกวันนี้ได้เพราะใคร หรือไอ้นามสกุลชางที่พ่วงท้ายมันทำให้แกกล้าลองดีกับฉันฮึ!” “พ่อคิดไปเองทั้งนั้น ผิงไม่เคยทำอย่างที่พ่อกล่าวหากัน” “งั้นแกก็ต้องช่วยฉันสิ ไปคุยกับผัวแกให้ฉัน เกลี้ยกล่อมยังไงก็ได้ให้มันมาร่วมลงหุ้นกับเรา” “พ่ออย่าพูดคำว่าเราดีกว่านะคะ ทั้งหมดทั้งมวลก็เพื่อตัวพ่อเองทั้งนั้น” “นังผิง!” หลี่เชียนตะคอกเสียงดังลั่น ใบหน้าแดงก่ำ ดวงตาจ้องเขม็งด้วยความโมโห ผิงผิงกัดฟันเอียงหน้าหลบเมื่อคิดว่ายังไงก็ต้องโดนพ่อตบอีกครั้ง แต่หลี่เชียนเพียงแค่ง้างมือค้างไว้เฉยๆ “แกมีชีวิตอยู่ทุกวันนี้ได้ก็เพราะฉัน เป็นซ้อใหญ่ของชางได้ก็เพราะฉันเหมือนกัน คิดจะเนรคุณกันหรือไง!” “...” ผิงผิงหลับตาแน่น ไม่แม้จะมองใบหน้าของคนจิตใจอำมหิตตรงหน้า คนที่เธอเรียกว่าพ่อมาตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา เพิ่งรู้สึกเป็นเสนียดปากก็วันนี้ “ถ้าเรื่องแค่นี้ช่วยกันไม่ได้ ฉันจะให้ฟางฟาง แต่งเข้าบ้านชางเป็นสะใภ้อีกคนดีมั้ยเล่า พอวันที่แกโดนคนบ้านนั้นเฉดหัวมาเมื่อไหร่ ฉันนี่แหละจะคอยซ้ำเติม และก็ไม่ต้องกลับเข้าตระกูลหลี่อีก จะเป็นคนข้างถนนอยู่ที่ไหนก็ไป!” นิ้วมือใหญ่ผลักกลางหน้าของผิงผิงจนใบหน้าสวยสั่นคลอน ในตอนนั้นเองที่เธอไม่อาจทนฟังวาจาถากถางได้อีกต่อไป ทุกคำพูดของหลี่เชียนเปรียบเสมือนเหล็กแหลมนับพันเล่มที่เสียดแทงกลางหน้าอก “พูดจบแล้วใช่มั้ยคะ ผิงจะได้กลับ” “อย่าลืมเรื่องที่ฉันพูดด้วยล่ะ ทำให้ผัวแกยอมลงหุ้นให้ได้” แม้จะเจ็บไปทั้งกายและใจ แต่สิ่งหนึ่งที่ผิงผิงทำได้ดีมาตลอด เธอบังคับหยาดน้ำตาไว้ ไม่ให้ไหลต่อหน้าพ่อที่แสนจะใจร้ายคนนี้... ชางเหว่ยหลงไม่ได้ไปร่วมงานเลี้ยงบ้านหลี่กับภรรยา เนื่องจากงานเลี้ยงอะไรนั้นค่อนข้างไร้สาระกับเขาเกินไป คนบ้านนั้นมักทำตนเป็นจุดศูนย์กลางเสมอทั้งที่ไม่มีอะไรให้น่าสนใจสักนิดเดียว แต่เขาก็ยังส่งอาหลางตามดูแลภรรยาอย่างดี “พ่อไปไหน” เหว่ยหลงถามแม่บ้านพลางถอดสูทตัวนอกออกจนเหลือเพียงกั๊กสูทตัวใน เมื่อไม่พบบิดาหรือแม้แต่สมาชิกคนอื่นๆ ภายในห้องนั่งเล่นอย่างที่ควรจะเป็น “อยู่ห้องหนังสือค่ะ” “อาไป๋กับอาเหยียนล่ะ” “คุณชายรองบินไปคุยงานที่สิงคโปร์ค่ะ ส่วนคุณชายเล็ก เอ่อ...ไปโรงน้ำชาค่ะ” ช่วงท้ายๆ แม่บ้านเอ่ยได้ไม่เต็มเสียงนัก เหว่ยหลงพยักหน้าเข้าใจเขาโบกมือให้หล่อนไปทำอย่างอื่นต่อ เรียวขายาวก้าวขึ้นไปยังชั้นสอง คฤหาสน์ชางมีทั้งหมดสี่ชั้นหลักๆ ชั้นแรกเป็นห้องโถงกว้างสำหรับรับรองแขก ชั้นสองรวบรวมสิ่งของหายากวัตถุโบราณต่างๆ หรือแม้แต่ตำราเก่าแก่ที่หาได้ยาก และยังเป็นชั้นโปรดปรานของอดีตท่านประธานชางอีกด้วย ชั้นสามเป็นของน้องชายทั้งสอง ชั้นสี่เป็นของเหว่ยหลง แต่เมื่อแต่งงานแล้วชั้นนั้นจึงกลายเป็นของอาไป๋โดยปริยาย ทันทีที่เหว่ยหลงก้าวเข้ามาภายในห้องหนังสือ กลิ่นอายตำราเก่าลอยฟุ้งอยู่ในอากาศ และร่างที่คุ้นเคยบนโซฟาหนังสีส้มอิฐ ในมือของจู่หลงถือหนังสือไว้หนึ่งเล่ม ส่วนมืออีกข้างพลางยกถ้วยน้ำชาขึ้นมาจิบ “ไงไอ้ลูกชาย” เสียงแหบแห้งเอ่ยทักทาย โดยที่สายตายังคงจดจ่อกับหนังสือเล่มโปรดในมือ เหว่ยหลงไม่ได้ตอบกลับ เขาเดินสำรวจภายในห้องกว้างใหญ่ มีตู้หนังสือตั้งสูงชันขึ้นไปเกือบถึงเพดานด้านบน อีกฟากเป็นเครื่องเงินเก่าแก่ตั้งเรียงรายในตู้กระจกทรงสูง เมื่อสมัยเรียนเหว่ยหลงมาคลุกตัวอยู่ที่นี้บ่อยๆ กลิ่นอายของกระดาษเก่า และบรรยากาศที่เงียบสงบ มักทำให้ผ่อนคลายได้เสมอ “อาเหยียนไปโรงน้ำชาอีกแล้ว พ่อไม่รู้หรือไง” เหว่ยหลงหย่อนสะโพกนั่งลงฝั่งตรงข้ามกับบิดา มือขาวจัดเห็นเส้นเลือดนูนชัดเจน รินน้ำชาใส่ถ้วยให้ตนเองในท่านั่งที่ผ่อนคลาย หัวข้อที่ถูกยกขึ้นมาไม่ได้ทำให้อีกคนแปลกใจแต่อย่างใด “รู้สิ” “งั้นพ่อควรจะเตือนมันบ้าง” คราวนี้จู่หลงวางหนังสือในมือลงบนโต๊ะกระจกพร้อมถ้วยชาในมือ ดวงตาที่ผ่านร้อนผ่านหนาวอย่างเจนจัดหรี่มองใบหน้าสะอาดสะอ้านของลูกชายคนโต “มีเรื่องจะพูดกับฉัน แต่หยิบยกประเด็นของอาเหยียนมาคุย มันใช้ไม่ได้” แม้จะโดนตำหนิ แต่มุมปากของเหว่ยหลงกลับกดยิ้มอ่อนจาง พ่อมักรู้ทันเขาเสมอ “ผมจะหย่ากับเธอ” จู่หลงพยักหน้าเนิบๆ แววตาไร้โทสะอย่างที่ควรจะเป็น คล้ายรู้อยู่แล้วว่าลูกชายมาเจรจาด้วยเรื่องใด “พ่อก็รู้ว่าผมกับเธอเราเข้ากันไม่ได้ ที่ผ่านมาผมอดทนมากพอแล้ว” “แกไม่ยอมปรับตัวเข้าหาเมียด้วยซ้ำอาหลง แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าเข้าได้หรือไม่ได้ ทุกความสัมพันธ์มีจุดเริ่มต้นเสมอนั่นแหละ” “ถ้าจะบอกว่าอยู่กันไปเดี๋ยวก็รักกันเอง เช่นนั้นพ่อจงหยุดความคิดนี้ไว้ แค่เห็นหน้าเธอผมก็เอียนเต็มทนแล้ว” “จะกลับลำงั้นหรือ ไม่คิดเลยว่าลูกชายของฉันจะไร้สัจจะถึงเพียงนี้ ท่าเรือสินค้าก็ได้ไปแล้ว แค่รักษาสัญญายังทำไม่ได้ แล้วต่อไปคิดจะเป็นใหญ่ใครเขาจะเคารพกัน” เหว่ยหลงหน้าเสียไปชั่วขณะหนึ่ง พ่อกล่าวถูกทุกประการ แต่ยังไงเขาก็จะหย่ากับเธออยู่ดี “งั้นผมขอถาม ทำไมถึงต้องเป็นหลี่ผิงผิงด้วย บ้านหลี่หยามเราแค่ไหน ส่งเด็กกำพร้ามาตบแต่งกับชาง ทั้งที่ชางเป็นถึงตระกูล...” “เด็กกำพร้าแล้วไม่ใช่คนหรือไงอาหลง” น้ำเสียงของพ่อนุ่มลึกเจือความผิดหวัง เหว่ยหลงเงียบเสียงไปครู่หนึ่ง เขากดใบหน้าลงต่ำ ก่อนจะถอนหายใจยาวเหยียด เบนสายตาไปทางอื่น เม้มปากแน่นคล้ายทบทวนตนเอง เมื่อรู้ว่าทัศนคติของตนแย่แค่ไหนก็เอ่ยขึ้นอีกครั้ง หนนี้น้ำเสียงทุ้มจากแข็งกระด้างอ่อนลงไปเยอะทีเดียว “ขอโทษครับ ผมไม่ได้มีเจตนาจะดูแคลนเธอ” “คนที่แกต้องขอโทษคือหนูผิง ไม่ใช่ฉัน” “...” ชางจู่หลงส่ายหน้าช้าๆ ให้กับความดื้อรั้นของลูกชาย ดูท่าหัวมันนั้นจะแข็งพอตัว มือเหี่ยวย่นตามวัยจึงยกถ้วยน้ำชายื่นส่งให้อีกฝ่าย ”ลองเปิดใจสักครั้งนะอาหลง เชื่อเถอะหนูผิงไม่ได้แย่สักนิด หากพ่อไม่ขอมากเกินไปช่วยใจดีกับเมียแกหน่อยเถอะ” ผิงผิงกดใบหน้าลงตลอดทางเดิน ซีกแก้มข้างซ้ายที่โดนกระทำเริ่มมีอาการปวดร้าว และดูคล้ายว่ามุมปากสวยจะมีเลือดซึมให้ได้เห็น ดังนั้นผิงผิงพยายามซ่อนความอัปยศนี้ไว้ให้มากที่สุด กระทั่งถึงจุดที่อาหลางยืนรออยู่ เธอไม่ได้เงยหน้ามองเขา เพียงกดศีรษะลงเล็กน้อยเพื่อให้รู้ว่าเธอจะกลับแล้ว อาหลางเห็นถึงความผิดปกติ ถึงซ้อของเฮียหลงไม่ได้เงยหน้ามองกัน แต่ด้วยความที่ซ้อเป็นคนผิวสวยและขาวมากๆ ดังนั้นรอยฝ่ามือปื้นใหญ่ที่ปรากฏบนใบหน้างดงามจึงสังเกตได้ไม่ยากนัก อาหลางไม่ได้ตามซ้อใหญ่ไปในทันที เขาหันมองทางบันไดที่ซ้อผิงเดินจากมา เห็นหลี่เชียนกำลังยืนคุยกับลูกสาวคนเล็กด้วยใบหน้าที่เปื้อนรอยยิ้ม คิดไม่ออกเลยว่าต้องเป็นพ่อประเภทไหนกันที่ยืนยิ้มได้อย่างสบายใจ ทั้งที่เพิ่งทำร้ายลูกสาวอีกคน แต่นั่นเป็นเพียงข้อสันนิษฐานของอาหลางเท่านั้น บางทีอาจจะไม่ใช่อย่างที่เขาเข้าใจ ภายในรถค่อนข้างเงียบสงัด นอกจากเสียงเครื่องปรับอากาศ ก็ยังมีเสียงสูดน้ำมูกเบาๆ ให้ได้ยิน อาหลางค่อนข้างแน่ใจแล้วว่ามันต้องมีอะไรมากกว่านั้น เขามีสีหน้าลำบากใจยามที่มองผ่านกระจกแล้วเห็นซ้อผิงเอาแต่ก้มหน้าก้มตา ตัวเธอสั่น มือทั้งสองข้างจิกเข้าหากันแน่น ดูก็รู้ว่าเธออดกลั้นมากแค่ไหน รถคันหรูจึงหักเลี้ยวเข้าข้างทางโดยมีอาหลางเป็นผู้ควบคุม “ให้ผมไปจัดการเขาดีมั้ยครับ เพียงแค่ซ้อเอ่ยคำสั่ง อาหลางก็พร้อมจะตีรถกลับไปบ้านหลี่เดี๋ยวนี้” และจะไม่สนว่าคนผู้นั้นขึ้นชื่อว่าพ่อตาของเฮียหลง หากทำนายหญิงของเขาก็เท่ากับเป็นปรปักษ์ต่อกัน ผิงผิงนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง อาหลางมองเธอผ่านกระจกนัยน์ตาเรียวคมบ่งบอกว่าเขาทำจริงเพียงแค่เธอเอ่ยปาก ต้องยอมรับเลยว่าผิงผิงไม่เคยได้รับการปกป้องจากใครมาก่อน ดังนั้นการกระทำของอาหลางทำให้เธอรู้สึกอ่อนไหว จนไม่อาจบังคับหยาดน้ำตาไว้ได้ ผิงผิงสั่นหน้าปฏิเสธพร้อมกับหยาดน้ำตาที่พรั่งพรูออกมาเป็นสายธาร ความรู้สึกที่อัดเข้าหากันแน่นราวกับศูนย์อากาศคล้ายว่าจะไม่สามารถกักเก็บไว้ได้อีกแล้ว เธอสะอื้นไห้จนตัวโยน ปากสวยเม้มเข้ากันแนบแน่นเพื่อไม่ให้หลุดเสียงสะอื้น แต่ก็ช่างทำได้ยากเย็นเหลือเกิน “อึก..อาหลาง ขอโทษด้วย...ที่ฉันทำตัวหน้าไม่อายแบบนี้ อึก...แต่ว่าอย่าบอกเรื่องนี้กับเฮียหลงได้มั้ย” ผิงผิงสะอื้นจนน่าสงสาร อาหลางเองก็ทำตัวไม่ถูกไปชั่วขณะหนึ่ง แต่จะไม่ให้บอกเฮีย เขาเองก็ทำไม่ได้เช่นกัน รถหรูสีดำมันปลาบจอดอยู่ข้างทางเป็นเวลาเกือบครึ่งชั่วโมง อาหลางทำตัวเป็นอากาศเพื่อให้ใครบางคนสงบจิตใจ เสียงสะอื้นหายไปแล้วเหลือเพียงความหม่นหมองบนใบหน้าสวย นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนฉายความโศกเศร้าไม่ปิดบัง “อาหลางจะไม่บอกเรื่องวันนี้กับเฮียหลงใช่มั้ย” ผิงผิงย้ำอีกครั้ง น้ำเสียงแหบแห้งสะท้อนความอ่อนล้า “...” อาหลางเงียบ เพราะเขาไม่อาจรับปากเธอได้ เฮียหลงส่งเขามาคอยดูแลซ้อใหญ่ของชาง แต่เขาละเลยในหน้าที่ นั่นคือความผิดของเขาด้วยส่วนหนึ่ง หากเฮียหลงจะลงโทษกัน อาหลางก็ย่อมยินดี ผิงผิงคล้ายจะรู้ว่ายังไงเรื่องนี้ก็ต้องถึงหูเหว่ยหลงแน่แล้ว เธอไม่ได้คิดจะปกป้องหลี่เชียนแต่อย่างใด แค่ไม่อยากให้เขารับรู้เรื่องราวอันน่าเวทนาของเธอเท่านั้นเอง และหากเหว่ยหลงรู้เรื่องราวภายในครอบครัวของเธอจริงๆ เขาก็คงมองเมินมันมากกว่าจะมาแก้แค้นให้กัน เป็นภรรยาที่เขาไม่ต้องการจะไปหวังอะไรกับสิ่งเหล่านั้นกันล่ะ...คฤหาสน์ชางเหว่ยหลงพาภรรยามาร่วมโต๊ะอาหารที่บ้านใหญ่ สมาชิกทุกคนอยู่พร้อมหน้าพร้อมตา รวมถึงอาไป๋ที่บินมาจากไทยเพื่อร่วมยินดีกับพี่ใหญ่ ตระกูลชางกำลังมีสมาชิกเพิ่มมาอีกหนึ่ง ทำให้ชางจู่หลงปลาบปลื้มใจเป็นพิเศษ ถึงแม้ลูกชายกับลูกสะใภ้จะยังคงตึงๆ ใส่กันอยู่บ้างก็ตาม“ในที่สุดบ้านเราจะมีเด็กมาวิ่งเล่นแล้ว” คนที่ตื่นเต้นรองจากชางจู่หลงน่าจะเป็นอาเหยียน“ต้องวิ่งบ้านฉันถึงจะถูก” เหว่ยหลงแย้งกลับ ทุกคนหันมาจ้องเขาเป็นตาเดียว เจ้าของคำพูดห้วนๆ จึงขยายความต่อ “ก็ลูกฉันนี่ ก็ต้องอยู่บ้านฉันไม่ใช่หรือไง จะมาวิ่งบ้านนายได้ไงอาเหยียน” “แหมเฮีย ไม่ทันไรก็หวงลูกแล้ว” “นายก็หัดจริงจังกับใครสักคนแล้วก็ทำลูกเองเสียสิ” เป็นประโยคธรรมดาแต่กลับทำเอาคนฟังขนลุกซู่ อาเหยียนเปลี่ยนเรื่องด้วยการหันไปคุยกับซ้อแทนการสนทนากับพี่ชาย“เต้าหู้ทรงเครื่องจานนี้เด็ดมากซ้อลองดู” เหว่ยหลงที่มองเหตุการณ์ตรงหน้ารู้สึกเหมือนตัวเองบกพร่องในหน้าที่ เขาเป็นสามีเธอแท้ๆ ยังไม่เคยทำแบบนั้นเลย ไวเท่าความคิดหมูสามชั้นผัดถั่วงอกถูกคีบขึ้นมาชนกับตะเกียบของอาเหยียนจนอีกฝ่ายงุนงง จานของผิงผิงจึงมีหมูสามชั้นผัดถั่วงอกแทนที่เต้า
เหตุการณ์ในลักษณะนี้คลับคล้ายคลับคลาเหมือนเคยเกิดขึ้นมาก่อน อาจจะเป็นวันแรกที่ผิงผิงแต่งเข้าชาง วันนั้นก็อย่างนี้ ประตูห้องถูกล็อกจากด้านนอก ต่างกันก็ตรงที่อารมณ์ อาหลางทำงานไวเหมือนกลัวไม่คุ้มเงินเดือน เสียงขลุกขลักด้านนอกทำให้รู้ว่าเขาได้ล็อกประตูตามคำบัญชาแล้วส่วนเฮียหลงเขายังโอบกอดเธอจากทางด้านหลัง สักพักก็ลงไปนั่งบนเตียงแทนโดยมีเธออยู่บนตักแกร่ง ฝ่ามือใหญ่ขาวจัดกำลังลูบๆ คลำๆ บริเวณหน้าท้อง ซึ่งนั่นทำให้ผิงผิงย่นคิ้วไม่พอใจ“เมื่อก่อนฉันมองเธอผิดไปด้วยอะไรหลายๆ อย่าง ทำให้ต้องคิดแบบนั้น”“เพราะผิงไม่ได้บอกเฮียเรื่องจือลู่?” “มีส่วนนิดหน่อย” “แล้วเรื่องที่เฮียเข้าใจผิดคืออะไร”เหว่ยหลงเงียบไปครู่หนึ่ง จากนั้นจึงเริ่มพูดต่อ “ภูมิหลังของเธอไม่ใช่แค่เด็กกำพร้า…” คนในอ้อมแขนเหมือนจะเกร็งตัวขึ้นมา “เฮียรู้อะไรมาเหรอคะ” ที่ผ่านมายอมรับว่าไม่เคยอยากรู้เรื่องพ่อแม่ที่แท้จริง ผิงผิงคิดว่าสิ่งนั้นไม่จำเป็น ในเมื่อพวกท่านทิ้งเธอไป เหตุใดต้องอยากรู้เรื่องเกี่ยวกับพวกท่านให้ยุ่งยากใจ ทว่าลึกๆ แล้วมันก็มีหลายครั้งที่ทำให้นึกถึง อย่างเช่นหากเธอไม่ได้เป็นเด็กกำพร้า ไม่ต้องมาอยู่ตระ
ชางเหว่ยหลงยืนนิ่งไม่ไหวติงอยู่หน้าห้องนอนใหญ่ เขายกหลังมือขึ้นเตรียมจะเคาะประตู แต่อึดใจต่อมาก็เอากลับมาแนบลำตัวตามเดิม สักพักก็จะเคาะใหม่อีกครั้ง ในขณะที่สมองก็เตรียมคำพูดไว้อย่างมากมาย เธอมีอะไรจะบอกฉันไหม…ในท้องเธอน่ะกี่เดือนแล้ว…ที่ผ่านมาฉันมองเธอผิดไปเอง…เรามาเริ่มต้นใหม่กันเถอะ…ตอนนั้นเองประตูห้องก็ถูกเปิดออกมาโดยมีร่างผอมเพรียวของผิงผิงยืนอยู่ตรงหน้า เธอเลิกคิ้วขึ้นเมื่อเห็นเขายืนยกมือค้างกลางอากาศ เหว่ยหลงกะพริบตาถี่ๆ จากนั้นก็รีบหุบแขนลง“กินข้าวหรือยัง” ดูเหมือนว่าคำถามที่เตรียมไว้เขาไม่ได้เลือกมาใช้สักประโยค“เรียบร้อยแล้วค่ะ” “แล้วจะไปไหน”ผิงผิงยกเหยือกแก้วใส่น้ำขึ้นก่อนจะบอกเขาว่า “มันหมดค่ะ ผิงจะลงไปเติม” เหว่ยหลงพยักหน้ารับแล้วคว้าเอาเหยือกน้ำมาถือไว้เอง“เดี๋ยวจัดการให้” ไม่รอให้อีกฝ่ายได้คัดค้าน เขาก็หมุนปลายเท้าเดินลงบันไดไปเสียแล้ว ผิงผิงยืนมองแผ่นหลังกว้างของเฮียหลงอย่างไม่เข้าใจ หรือเธอพลาดอะไรไปหรือเปล่านะ…เธอยืนรออยู่หน้าห้องกระทั่งเหว่ยหลงกลับขึ้นมาอีกครั้งพร้อมกับน้ำที่เต็มเหยือก “ขอบคุณค่ะ” “วันนี้ฉันจะนอนที่ห้อง” “คะ?” “ก็นอนห้อ
‘เป็นยาที่แพทย์มักจ่ายให้คนท้องซะส่วนใหญ่ เฮียไปเอามาจากไหน’อาไป๋พิมพ์ข้อความส่งกลับไปหลังจากที่พี่ใหญ่ของบ้านส่งรูปภาพบางอย่างมาถามเขา ข้อความถูกอ่านแล้วทว่าไร้วี่แววของคนถาม“พ่อครับ ผมควรทำยังไง” เหว่ยหลงนั่งหน้าแดงก่ำอยู่ปลายเตียงของบิดา ชางจู่หลงที่ถูกรบกวนเวลานอนมีสีหน้าเหนื่อยหน่ายใจ “แกรู้อยู่แล้วอาหลงว่าต้องทำยังไง คำตอบทุกอย่างมันอยู่ที่ตรงนี้” จู่หลงจิ้มนิ้วไปยังอกด้านซ้าย ต่อมาก็เคลื่อนขึ้นข้างขมับ “และก็ตรงนี้ ฉันไม่อยากให้แกตัดสินใจพลาดหรอกนะ คนที่จะเจ็บมันก็คือตัวแกเองอาหลง” เหว่ยหลงที่มีอาการกรึ่มๆ สะบัดศีรษะเล็กน้อยเพื่อเรียกสติ แต่ไหนแต่ไรมาไม่เคยต้องมานั่งระบายเรื่องอึดอัดใจต่อบิดา นับว่าเป็นครั้งแรกที่เขาไม่รู้ว่าควรจะทำอย่างไร เรื่องราวที่สมควรจะเดินไปในทิศทางที่วางไว้กลับตาลปัตรไปหมด “ผิงท้อง...” เหว่ยหลงเอ่ยเสียงเบาหวิว “ฉันรู้” “ครับ?” หัวคิ้วเข้มขมวดยับยู่กับคำตอบที่ได้ยิน“บอกว่าฉันรู้แล้ว”“พ่อรู้ได้อย่างไง” จู่หลงส่ายหน้าระอา จากนั้นก็ลุกขึ้นไปที่ชั้นไม้แกะสลักลายมังกรหยิบเอกสารบางอย่างออกมาให้ลูกชาย“เก่งทุกเรื่อง ฉลาดทุกอย่าง แต่ไม่มีไ
ผิงผิงเรียนรู้การเป็นเลขาของสามีได้หนึ่งสัปดาห์ โดยเวลาส่วนใหญ่มักอยู่แต่ในห้องทำงานกับเฮียหลง ไม่ว่าจะในสถานะไหนเหว่ยหลงก็คือเหว่ยหลง เขาจองจำเธอให้อยู่แต่ในพื้นที่ของเขา ตั้งแต่มาทำงานกับสามีเธอแทบไม่ได้พบเจอคนใหญ่คนโตของที่นี่ เจอแต่หน้าท่านประธานถือว่าข้ามขั้นตอนไปเยอะเลยทีเดียว!ช่วงพักเที่ยงผิงผิงอยู่ทำงานเพียงลำพังภายในห้องแอร์เย็นฉ่ำ ส่วนเฮียหลงเขาไปคุยงานนอกสถานที่ยังไม่กลับมา เหว่ยหลงไม่ได้ให้ผิงผิงติดตามไปด้วย ทำให้นึกถึงคำพูดตอนที่เขาพาฟางฟางเข้าบ้าน เพราะเป็นเลขาจึงต้องไปไหนมาไหนด้วยกันน่ะเหรอ ดูก็รู้ว่าเขาโกหกทั้งเพ ไม่เช่นนั้นเลขาอย่างเธอจะนั่งอ่านเอกสารอยู่ภายในห้องคนเดียวงั้นเหรอ ก๊อกๆ“ขออนุญาตครับ”เป็นอาหลางที่เดินเข้ามาพร้อมกับถาดอาหารจานใหญ่ที่มีฝาครอบอย่างมิดชิด“ของฉันเหรอ” “ครับ เฮียสั่งมาให้น่ะครับ” อาหลางยิ้ม เขานำถาดอาหารวางไว้ที่ห้องครัว ห้องทำงานของเหว่ยหลงกว้างใหญ่มากมีครบทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นห้องครัว ห้องนอน หรือแม้กระทั่งห้องฟิตเนส เพราะมีช่วงหนึ่งที่เฮียหลงไม่กลับบ้าน ผิงผิงเข้าใจแล้วว่าทำไม ก็ห้องทำงานของเขาครบครันเสียขนาดนี้ ดีไม่ดีก็คงพายัย
เหว่ยหลงส่งภรรยาที่บ้าน ส่วนตัวเขาเดินทางไปเคลียร์งานที่บริษัท รวมถึงประสานงานเรื่องการเปลี่ยนเลขาคนใหม่ แน่นอนว่าเมื่อเรื่องนี้ถึงหูจินเยว่ผู้อาวุโสไม่พอใจเป็นอย่างมาก แต่พอรู้ว่าเป็นคำสั่งของชางจู่หลงก็ทำได้เพียงเงียบเท่านั้น จางจือลู่ได้รับเรื่องอย่างรวดเร็ว คิดไม่ถึงว่าหมากที่วางไว้ถูกเปลี่ยนตัวเดินกะทันหัน ดวงตาเรียวคมหันมองหญิงสาวที่นอนหลับอยู่ข้างกายด้วยสีหน้าเรียบเฉย หากเป็นเช่นนั้นหลี่ฟางฟางก็ไม่จำเป็นอีกต่อไป เขาเองก็เบื่อจะคุยดีกับสองพ่อลูกบ้านหลี่จะแย่ หลี่เชียนกำเริบขึ้นทุกวัน ผีพนันเข้าสิงเกินจะกู่กลับ ไม่เอาการเอางานปล่อยทิ้งธุรกิจโรงแรมที่เป็นรายได้หลัก ไม่คิดจะสนใจเข้าดูแล เห็นทีว่าเขาเองก็ไม่มีเหตุจำเป็นต้องช่วยตาแก่นั่นอีกเหว่ยหลงกลับบ้านตอนเที่ยงคืน ใบหน้าหล่อเหลาค่อนข้างหมองคล้ำ ท้องร้องโครกครากประท้วงอย่างหนัก นั่นเป็นเพราะว่าไม่มีอะไรตกถึงท้องสักอย่าง มีหลายเรื่องที่เขาต้องจัดการแทบไม่มีเวลาให้คิดสิ่งอื่นใด ร่างสูงเดินไปยังครัวเพื่อหาอะไรรองท้อง ทว่าแผ่นหลังของใครบางคนทำให้เท้าหนักต้องหยุดชะงัก ผิงผิงยืนอยู่หน้าตู้เย็นหยิบนมกล่องใหญ่รินใส่แก้วในมือด้วยความระ







