Share

บทที่ 7

Author: ฮูฮู
คำถามของนางทำให้จี้จือจิ่งใจไหววูบ เขารีบเอ่ยว่า “มิใช่การเสียสละ! มัน…มันเป็นเพียงทางแก้เฉพาะหน้า! หว่านหลิงทนไม่ไหวจริงๆ! หร่วนเยวียน เจ้าเข้มแข็งกว่านาง เจ้าต้องผ่านมันไปได้แน่! หลังจากเรื่องนี้ผ่านไป ข้าจะชดเชยให้เจ้าอย่างแน่นอน และจะดีกับเจ้าให้มากกว่าเดิมเป็นเท่าตัว! เจ้าอยากได้สิ่งใดก็ได้ทั้งนั้น!”

หร่วนเยวียนมองใบหน้าของเขาที่กำลังแก้ตัวอย่างร้อนรน พลันรู้สึกเหนื่อยล้าอย่างยิ่ง และรู้สึกว่าน่าขันอย่างยิ่งเช่นกัน

“หากนี่ไม่ใช่การเสียสละ แล้วคืออันใดกัน?” นางถามเบาๆ ราวกับกำลังถามตัวเอง จี้จือจิ่ง ข้าแต่งให้ท่านมาห้าปี ในใจท่านมีตู้หว่านหลิง ข้าก็ทนมาแล้ว ท่านเมินเฉยและละเลยข้าเพื่อนาง ข้าก็ทนมาแล้ว ท่านให้ข้าทำแท้งบุตรของเราเพื่อนาง ข้าก็ทนมาแล้ว เพื่อนาง ท่านทอดทิ้งข้าไว้ที่ริมหน้าผา ข้าก็ยังทนมาแล้ว…”

นางเงยหน้าขึ้นมองเขา ในที่สุดแววตาที่เคยสงบนิ่งก็ไหวกระเพื่อมขึ้นเล็กน้อย เต็มไปด้วยความเศร้าโศกและสิ้นหวังที่หนักอึ้งจนไม่อาจจางหาย “สุดท้ายแล้ว ข้าได้อะไรกลับมาบ้าง? นี่หรือคือสิ่งที่ท่านเคยพูดไว้ว่า ครั้งหน้าหากต้องเลือกระหว่างข้ากับตู้หว่านหลิง ท่านจะเลือกข้าอย่างแน่นอน?”

ความสิ้นหวังในดวงตาของนางทิ่มแทงจี้จือจิ่งจนใจพลันร้อนรน เขาอ้าปากเหมือนจะพูด ทว่าถ้อยคำที่เตรียมไว้กลับติดค้างอยู่ในลำคอเสียอย่างนั้น

ในตอนนั้นเอง เสียงฝีเท้าหนักอึ้งและพร้อมเพรียงก็ดังมาจากนอกเรือน พร้อมกับเสียงชุดเกราะเสียดสีกัน

“พระเสาวนีย์จากไทเฮามาถึงแล้ว…!”

แม่นมหลายคนพร้อมองครักษ์ในเครื่องแต่งกายของราชสำนักเดินเข้ามาด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ แม่นมอาวุโสผู้เป็นหัวหน้ากวาดสายตาคมกริบไปทั่วห้อง “รับพระเสาวนีย์จากไทเฮา ให้จับกุมผู้ที่จัดงานเลี้ยงผิดแบบแผน และลบหลู่ของพระราชทาน ขอถามท่านรัฐทายาท ในจวนนี้ ผู้ใดเป็นผู้รับผิดชอบจัดงานเลี้ยงฤดูใบไม้ผลิครั้งนี้?”

สายตาของทุกคนต่างหันไปจับจ้องที่จี้จือจิ่ง

ทั้งร่างของจี้จือจิ่งแข็งเกร็ง หมัดกำแน่น เส้นเลือดบนหลังมือปูดนูนขึ้นมา

เขาเหลือบมองหร่วนเยวียนที่นอนอยู่บนเตียง ใบหน้าซีดเผือด แววตานิ่งสนิทไร้ชีวิต แล้วราวกับมองเห็นใบหน้าของตู้หว่านหลิงที่กำลังร้องไห้ด้วยความหวาดกลัว

เวลาราวกับหยุดนิ่งไป

ทุกวินาทีช่างยาวนานราวกับหนึ่งศตวรรษ

ในที่สุด จี้จือจิ่งก็ค่อยๆ ยกมือขึ้นอย่างเชื่องช้าและยากเย็นยิ่ง ก่อนจะชี้ไปทางหร่วนเยวียน

“…เป็นนาง”

เพียงสองคำ เบาหวิวราวไร้น้ำหนัก ทว่ากลับประหนึ่งคมมีดที่คมกริบที่สุด ตัดเสี้ยวสุดท้ายของความหวังอันริบหรี่ในใจหร่วนเยวียนจนขาดสะบั้นโดยสิ้นเชิง

หร่วนเยวียนมองเขาอยู่ ก่อนจะยิ้มขึ้นมาอย่างกะทันหัน

รอยยิ้มนั้นงดงาม ทว่ากลับว่างเปล่าจนปราศจากความอบอุ่นแม้เพียงเสี้ยว หยาดน้ำตาค่อยๆ ไหลจากหางตาของนางลงมาอย่างไร้สุ้มเสียง

นางไม่มองเขาอีกแม้แต่แวบเดียว และไม่เอ่ยสิ่งใดอีก

เมื่อแม่นมก้าวเข้ามา นางก็เปิดผ้าห่มออกด้วยตนเอง พลางลงจากเตียง จัดชุดนอนบางๆ ให้เรียบร้อย ยืดแผ่นหลังตรง แล้วก้าวทีละก้าวไปหาคนในวังที่เย็นชาเหล่านั้น

เมื่อเดินผ่านข้างกายจี้จือจิ่ง นางมิได้หยุดฝีเท้า ราวกับเขาไร้ตัวตน

จี้จือจิ่งยื่นมือออกไปหมายจะรั้งนางไว้โดยไม่รู้ตัว ทว่าปลายนิ้วกลับสัมผัสได้เพียงชายเสื้ออันเย็นเยียบและอ่อนนุ่มของนาง ก่อนมันจะลื่นหลุดจากมือจนคว้าไว้ไม่อยู่

“อาเยวียน…” ลำคอของเขาแห้งผาก เขาคิดจะพูดอะไรบางอย่าง

ทว่าหร่วนเยวียนเดินพ้นประตูห้องไปเสียแล้ว ก้าวเข้าสู่ราตรีอันหนาวเหน็บ

หนึ่งวันหนึ่งคืนในสำนักลงทัณฑ์ คือช่วงเวลาแห่งความมืดมนที่ยาวนานที่สุดเท่าที่นางเคยเผชิญมาในชีวิตนี้

การเฆี่ยนด้วยแส้ การโบยด้วยไม้ การลงทัณฑ์ด้วยเข็ม การทรมานด้วยน้ำ…สารพัดทัณฑ์ทรมานที่นางไม่เคยจินตนาการถึง ถูกนำมาใช้กับนางสลับกันไปทีละอย่าง

ความเจ็บปวดทำให้นางด้านชาไปนานแล้ว ส่วนสติก็ถูกฉุดรั้งไปมาซ้ำแล้วซ้ำเล่าอยู่ระหว่างการรู้สึกตัวกับการหมดสติ

นางกัดฟัน ไม่ร้องขอความเมตตา ไม่ร้องไห้ร้องตะโกน เพียงจดจำนิ้วของชายผู้นั้นที่ท้ายที่สุดชี้มายังนาง และคำสองคำอันเบาหวิวนั้นไว้จนฝังลึกในใจ

วันรุ่งขึ้น นางถูกลากขึ้นไปบนหอประตูเมือง

ลมหนาวต้นฤดูพัดกรีดใบหน้าราวคมมีด ชุดนักโทษบางๆ บนร่างของนางชุ่มโชกไปด้วยเลือดจนทั่ว ก่อนจะถูกความหนาวจับจนแข็งกรังเป็นเปลือก

มือทั้งสองของนางถูกล่ามไว้ด้วยโซ่เหล็ก ร่างของนางถูกแขวนห้อยอยู่ ณ จุดที่สะดุดตาที่สุดบนหอประตูเมือง

เบื้องล่างมีชาวบ้านนับไม่ถ้วนมารวมตัวมุงดู ต่างชี้ไม้ชี้มือ พากันวิพากษ์วิจารณ์เซ็งแซ่

“นี่น่ะหรือฮูหยินของรัฐทายาท? ได้ยินว่านางลบหลู่ของที่ไทเฮาพระราชทาน!”

“หน้าตาก็ดีอยู่หรอก เหตุใดถึงได้ไม่รู้จักคิดเช่นนี้!”

“สมน้ำหน้า! นี่เป็นความผิดฐานลบหลู่เบื้องสูงเชียวนะ!”

ความอัปยศ ความเจ็บปวด ความหนาวเหน็บ…ล้วนพันเกี่ยวประดังเข้าด้วยกัน

หร่วนเยวียนก้มหน้า เส้นผมยุ่งเหยิงบดบังใบหน้าของนาง

นางหลับตา ไม่รับฟังสิ่งใดจากภายนอกทั้งสิ้น

สติของนางค่อยๆ เลือนรางลง

ในที่สุด ยามตะวันลับขอบฟ้า นางก็ฝืนประคองตัวต่อไปไม่ไหวอีก หมดสติไปโดยสิ้นเชิง

…

เมื่อตื่นขึ้นมาอีกครั้ง นางก็พบว่าตนอยู่ในเรือนเล็กอันห่างไกลและเงียบเหงาของตน

ทั่วทั้งร่างราวกับถูกบดจนแหลกแล้วประกอบขึ้นใหม่ ไม่มีส่วนใดเลยที่ไม่เจ็บปวด

ข้างเตียงมีองครักษ์หน้าตาไม่คุ้นนายหนึ่งยืนอยู่ ครั้นเห็นนางฟื้นขึ้นมา เขาก็โน้มกายคำนับ “ฮูหยิน ท่านฟื้นแล้ว ท่านรัฐทายาทสั่งให้ข้าน้อยรออยู่ที่นี่ ส่วนของเหล่านี้…”

เขาชี้ไปยังกองกล่องแพรที่วางซ้อนอยู่บนโต๊ะด้านข้าง “ทั้งหมดนี้เป็นของที่ท่านรัฐทายาทมอบให้ท่าน เพื่อให้ท่านพักรักษาบาดแผลให้ดี ท่านรัฐทายาทบอกว่า…คุณหนูตู้ตกใจเสียขวัญ เขาจะไปพักเป็นเพื่อนนางที่คฤหาสน์บ่อน้ำพุร้อนนอกเมืองสักหลายวัน เพื่อปลอบขวัญนาง ไว้กลับมาแล้ว…ค่อยชดเชยให้ท่านขอรับ”

หร่วนเยวียนมองกล่องแพรหรูหรา ผ้าไหมเนื้อดีหลากชนิด รวมถึงอัญมณีและเครื่องประดับเหล่านั้น ซึ่งกำลังเปล่งประกายเย็นเยียบอยู่ภายใต้แสงสลัว

ชดเชยหรือ?

นางหมดใจไปนานแล้ว ต่อให้มีของกำนัลและการชดเชยมากมายเพียงใด ก็เป็นเพียงดินอีกไม่กี่กอบที่เติมลงบนหลุมศพ หาได้ช่วยอันใดขึ้นมา

หลังองครักษ์จากไป หร่วนเยวียนฝืนทนความเจ็บปวดอย่างรุนแรง ค่อยๆ ขยับตัวลงจากเตียงทีละน้อย

ชุนซิ่งขอบตาแดงก่ำ ขวางนางไว้ “ฮูหยิน! ท่านจะไปทำอันใดเจ้าคะ? อย่างน้อยก็รอให้บาดแผลดีขึ้นสักหน่อยก่อนเถอะเจ้าค่ะ!”

หร่วนเยวียนค่อย ดันมือนางออก น้ำเสียงแหบพร่า ทว่ากลับสงบนิ่งอย่างผิดปกติ “ข้ารอต่อไปไม่ไหวแล้ว”

อีกหนึ่งวัน หนึ่งเค่อ หรือแม้แต่หนึ่งวินาที นางก็รอไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว

วันนี้ก็คือวันสิ้นเดือน

เป็นวันที่หนังสือหย่าฉบับนั้นมีผลอย่างเป็นทางการกับทางราชการ

นางก้าวไปทีละก้าว ฝืนทนความเจ็บปวดที่เสียดแทงถึงหัวใจ เดินออกจากประตูหลังจวนรัฐทายาท ก่อนจะลับหายไปบนถนนอันวังเวงในต้นฤดูหนาว

หน้าที่ว่าการเมืองหลวง นางยื่นหนังสือหย่าฉบับที่มีตราประทับส่วนตัวของจี้จือจิ่งประทับอยู่

เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบตรวจสอบจนแน่ใจว่าถูกต้องไม่มีข้อผิดพลาด ก่อนหยิบตราราชการออกมา แล้วกดตราประทับลงอย่างแรง

“หร่วนซื่อกับจี้จือจิ่งรัฐทายาทแห่งเจิ้นเป่ยโหว วาสนาครองคู่ได้สิ้นสุดลงแล้ว นับแต่นี้ต่างฝ่ายต่างแยกทาง ไม่เกี่ยวข้องกันอีก นี่คือหนังสือหย่าโดยความยินยอมที่มีตราราชการรับรองแล้ว เก็บรักษาไว้ให้ดีล่ะ”

กระดาษเบาหวิวแผ่นหนึ่งถูกยื่นส่งถึงมือนาง

หร่วนเยวียนรับมา ปลายนิ้วสั่นไหวเล็กน้อย

นางพับเอกสารอย่างระมัดระวัง แล้วเก็บไว้แนบกาย

จากนั้น นางก็ยื่นสำเนาที่คัดขึ้นอีกฉบับให้เจ้าหน้าที่ แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาแต่ชัดเจนว่า “รบกวนใต้เท้าช่วยนำเอกสารฉบับนี้…ไปส่งยังจวนรัฐทายาทแห่งเจิ้นเป่ยโหว และมอบให้รัฐทายาทจี้ด้วยเจ้าค่ะ”

เมื่อจัดการทุกอย่างเสร็จสิ้น นางก็หันหลังออกจากที่ว่าการ แล้วว่าจ้างรถม้าคลุมผ้าสีครามธรรมดาๆ มาคันหนึ่ง

คนขับรถม้าเป็นชายชราหน้าตาซื่อๆ เขาเอ่ยถามนางว่า “แม่นาง จะไปที่ใดหรือ?”

หร่วนเยวียนเลิกม่านรถม้าขึ้น มองเมืองหลวงแห่งนี้เป็นครั้งสุดท้าย เมืองที่กักขังนางไว้นานถึงห้าปี และแบกรับทั้งความรัก ความแค้น และความสิ้นหวังทั้งหมดของนางไว้

จากนั้น นางก็ปล่อยม่านลง พลางเอนกายพิงผนังรถม้าอันเย็นเยียบ แล้วหลับตาลง

“เจียงหนาน”

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • ดอกท้อร่วงโรย ดวงใจข้ามิหวนคืน   บทที่ 20

    มีทั้งภาพนางขณะอ่านหนังสือริมหน้าต่าง ขณะชมดอกไม้อยู่ในลานเรือน ขณะง่วนอยู่ในครัว กระทั่งยังมี...ภาพนางในมุมด้านข้างเมื่อครั้งอยู่ในเมืองหลวง นั่งอยู่ในรถม้าด้วยสีหน้าเหงาหงอยลายเส้นละเอียดอ่อน แฝงไว้ด้วยความรู้สึกอันลึกซึ้งที่มุมขวาล่างของภาพทุกภาพ ล้วนมีวันที่กำกับไว้ภาพที่วาดไว้แรกสุด กลับเป็นภาพในปีที่นางเข้าพิธีปักปิ่น ณ งานเทศกาลโคมไฟในเมืองหลวง เป็นชั่วขณะที่นางทายปริศนาโคมไฟข้อหนึ่งถูก แล้วคลี่ยิ้มออกมาตอนนั้น นางยังไม่รู้จักเจียงเยี่ยนนางประคองภาพเหล่านั้นไว้ในมือ นั่งเหม่อนิ่งอยู่ในห้องหนังสือเป็นเวลานานเมื่อเจียงเยี่ยนกลับมาในตอนค่ำ นางถามเขาว่า “เหตุใดท่านจึง...ดีกับข้าถึงเพียงนี้?”เจียงเยี่ยนมองขอบตาที่แดงเรื่อของนาง ก็เข้าใจในทันทีว่านางเห็นอะไรมาเขามิได้พูดถึงความรักที่เฝ้าเก็บซ่อนไว้อย่างระมัดระวังตลอดหลายปีนั้น มิได้พูดถึงความหม่นเศร้าเมื่อได้ยินข่าวว่านางออกเรือน มิได้พูดถึงความโกรธและความเจ็บปวดใจเมื่อล่วงรู้ถึงสภาพที่นางต้องเผชิญอยู่ในจวนโหว และยิ่งมิได้พูดถึงความบ้าคลั่งในยามที่นางตกหน้าผาแล้วหายตัวไป เมื่อเขาแทบค้นไปทั่วทั้งภูเขาเขาเพียงยื่นมือออ

  • ดอกท้อร่วงโรย ดวงใจข้ามิหวนคืน   บทที่ 19

    หนึ่งปีต่อมาภายในกระโจมที่สกปรกและทรุดโทรมที่สุดแห่งค่ายทหารซีซาน ตู้หว่านหลิงขดตัวอยู่ตรงมุมหนึ่ง ทั่วร่างเต็มไปด้วยคราบโสโครกและร่องรอยบาดแผลแววตาของนางเลื่อนลอยไร้ประกาย ปากยังคงพึมพำซ้ำไปซ้ำมา “พี่จือจิ่ง...ช่วยข้าด้วย...พี่จือจิ่ง...พวกมันจะสังหารข้าแล้ว...”เหล่าสตรีที่อยู่ข้างๆ พากันหัวเราะเยาะ“ยังฝันอยู่อีกหรือ? พี่จือจิ่งของเจ้าน่ะ ทิ้งเจ้าไว้ที่นี่ไม่เหลียวแลมาตั้งนานแล้ว!”“ได้ยินว่าเขาเสียสติไปแล้ว กอดเสื้อผ้าเก่าๆ ชิ้นหนึ่งกระโดดลงสระบัว พอช่วยขึ้นมาได้ก็ดูโง่งมเลอะเลือนไปเสียแล้ว ผู้ใดจะยังจำเจ้าได้อีกเล่า?”ตู้หว่านหลิงราวกับไม่ได้ยิน ยังคงพึมพำอยู่เช่นเดิม แววตาว่างเปล่ามองแสงจากฟ้าเพียงเล็กน้อยที่ลอดลงมาจากรูโหว่บนหลังคากระโจมบางครั้งก็มีทหารเดินเข้ามาทั้งที่เมามาย ลากนางขึ้นแล้วพาตัวออกไปนางไม่ดิ้นรนอีกต่อไป ราวกับตุ๊กตาชำรุดตัวหนึ่งเมืองหลวง จวนเจิ้นเป่ยโหวความคึกคักในวันวานที่ผู้คนเคยเข้าออกไม่ขาดสายหายไปนานแล้ว ป้ายถูกฝุ่นจับ ประตูชาดเงียบเหงาร้างผู้คนณ เรือนเล็กที่อยู่ในส่วนเปลี่ยวที่สุดของจวน ประตูลานปิดสนิทจี้จือจิ่งนั่งอยู่บนรถเข็น ขากางเกง

  • ดอกท้อร่วงโรย ดวงใจข้ามิหวนคืน   บทที่ 18

    เขาก้าวไปข้างหน้าอีกสองก้าว เข้าใกล้ขอบหน้าผามากขึ้นแววตาของเจียงเยี่ยนพลันนิ่งขึง เขาดึงหร่วนเยวียนให้ถอยหลังมาเล็กน้อยแต่จี้จือจิ่งกลับราวกับไม่รับรู้ เขาหันกลับมามองหร่วนเยวียน บนใบหน้ากลับปรากฏรอยยิ้มประหลาดบางๆ ที่เจือแววคล้ายได้หลุดพ้น“อาเยวียน ตอนนั้นข้าเลือกตู้หว่านหลิง ข้าติดค้างชีวิตเจ้าไว้” เสียงของเขาแผ่วเบา ถูกสายลมพัดกระจายไป “ตอนนี้ ข้าจะคืนชีวิตข้าให้เจ้า ดีหรือไม่?”ยังไม่ทันสิ้นคำ ท่ามกลางสายตาตื่นตระหนกของทุกคน เขากลับกระโจนลงไปในเหวลึกที่ปกคลุมด้วยหมอกจริงๆ!“จี้จือจิ่ง!” เจียงเยี่ยนพลันหน้าเปลี่ยนสี เขาตวาดลั่น พลางยื่นมือออกไปคว้าตามสัญชาตญาณ ทว่ากลับคว้าได้เพียงเศษชายเสื้อที่ขาดวิ่นเหล่าองครักษ์ร้องออกมาด้วยความตกใจพลางกรูกันเข้าไป ทว่าริมหน้าผากลับว่างเปล่าไร้ผู้คน เหลือเพียงสายลมภูเขาที่พัดหวีดหวิวร่างของหร่วนเยวียนไหววูบเพียงเล็กน้อยจนแทบสังเกตไม่เห็น ใบหน้าซีดลงนิดหนึ่ง นิ้วมือเผลอกำแขนเสื้อของเจียงเยี่ยนแน่นโดยไม่รู้ตัวเจียงเยี่ยนโอบหร่วนเยวียนเข้าสู่อ้อมแขนทันที พลางบดบังสายตาของนางไว้ ก่อนออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ “ลงไปตามหา! หากยังมีชีวิต

  • ดอกท้อร่วงโรย ดวงใจข้ามิหวนคืน   บทที่ 17

    วันนี้เขาสวมเสื้อคลุมยาวสีฟ้าครามดุจท้องนภาหลังฝน ยิ่งขับให้ใบหน้าดูหล่อเหลาสง่างาม เรือนกายสูงสง่าผึ่งผายเมื่อเห็นภาพตรงหน้า เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย ก้าวเข้าไปข้างหน้าไม่กี่ก้าว ก่อนเข้าขวางหร่วนเยวียนไว้ด้านหลัง แล้วกวาดสายตาเย็นเฉียบไปยังจี้จือจิ่งที่อยู่บนพื้น“รัฐทายาทจี้” เจียงเยี่ยนเอ่ยเสียงไม่ดังนัก ทว่าน้ำเสียงกลับแฝงแรงกดดันที่ไม่เปิดช่องให้โต้แย้ง “กลางวันแสกๆ ยังตามพัวพันสตรีที่มีสามีแล้วไม่เลิก นี่หรือคือการอบรมสั่งสอนของจวนเจิ้นเป่ยโหวของท่าน? หรือว่าที่ถูกโบยในเมืองหลวง ยังไม่มากพออีก?”จี้จือจิ่งทำราวกับมิได้ยินคำพูดของเจียงเยี่ยน เพียงจ้องหร่วนเยวียนไม่ละสายตา ราวกับว่าในโลกนี้เหลือเพียงนางผู้เดียว“อาเยวียน...” เขาเรียกนางอีกครั้ง น้ำเสียงแตกพร่าจู่ๆ หร่วนเยวียนก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ นางจึงยกมือดึงปิ่นเล่มหนึ่งออกจากเรือนผมมันคือปิ่นรูปผีเสื้อที่เก่ามากเล่มหนึ่ง ปีกผีเสื้อที่ถักพันด้วยเส้นทองหม่นมัวไร้ประกายไปนานแล้ว กระทั่งบิดเบี้ยวเสียรูปไปบ้างรูม่านตาของจี้จือจิ่งหดวูบ…ปิ่นเล่มนั้นเป็นของที่เขาซื้อให้นางอย่างไม่ใส่ใจนัก เมื่อครั้งกลับมาจากเจียงหนานในปี

  • ดอกท้อร่วงโรย ดวงใจข้ามิหวนคืน   บทที่ 16

    ราตรีดำดิ่งลึก เทียนแดงลุกโชติช่วงจี้จือจิ่งถูกโยนออกจากจวนสกุลเจียง ร่างทรุดลงนั่งอยู่ตรงมุมถนนอันเย็นเยียบและสกปรกเขาได้ยินเสียงครึกครื้นที่ดังแว่วมาจากที่ไกลออกไป เป็นเสียงของเหล่าแขกเหรื่อที่กำลังหยอกล้อกันในคืนเข้าหอเขานึกภาพออกว่า ภายในห้องที่ติดอักษร “囍” เต็มไปหมดนั้น เทียนแดงกำลังสั่นไหว อาเยวียนของเขาสวมชุดเจ้าสาวที่เขาเคยใฝ่ฝันถึงครั้งแล้วครั้งเล่า แต่กลับกำลังเผยรอยยิ้มให้บุรุษอีกคนเขาถึงกับได้ยินเสียงหัวเราะแผ่วเบาที่คล้ายมีคล้ายไม่มี เป็นเสียงหัวเราะกระซิบกระซาบระหว่างคนรักกัน และเสียงครางที่ลึกซึ้งยิ่งกว่านั้น ซึ่งทำให้หัวใจแทบแตกสลายทุกเสียงที่เล็ดลอดเข้ามา ล้วนเหมือนเข็มอาบพิษจำนวนมากมาย แทงเข้าไปซ้ำแล้วซ้ำเล่าในส่วนที่อ่อนโยนที่สุดของหัวใจเขา ความเจ็บปวดทำให้เขาขดตัวลง ราวกับสุนัขป่าที่ถูกทอดทิ้งและใกล้สิ้นใจเขาขยับริมฝีปากอยู่หลายครั้ง อยากร้องไห้ แต่กลับไม่อาจเปล่งเสียงใดออกมาได้มีเพียงของเหลวร้อนระอุเท่านั้น ที่หลั่งทะลักออกมาจากเบ้าตาอันแห้งผากเขารู้แล้วว่า ตนเองได้สูญเสียนางไปอย่างสิ้นเชิงสูญเสียไป ตลอดกาลฤดูใบไม้ผลิของซูโจวมาถึงเร็ว ดอกท้อที่ว

  • ดอกท้อร่วงโรย ดวงใจข้ามิหวนคืน   บทที่ 15

    หร่วนเยวียนกำมีดสั้นเย็นเยียบนั้นไว้ มือของนางมั่นคงไม่สั่นไหวหลังผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวสีแดง นางนิ่งเงียบ มองบุรุษตรงหน้าซึ่งกำลังคลุ้มคลั่งจากนั้น นางค่อยๆ ชักมือของตนกลับมาทีละน้อยด้วยความเชื่องช้าอย่างยิ่งมีดสั้นตกลงบนพื้น พร้อมเสียง “เคร้ง” หนึ่งครั้งท่ามกลางสายตาสิ้นหวังของจี้จือจิ่ง นางยกมือขึ้น ก่อนจะค่อยๆ เปิดผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวของตนออกภายใต้มงกุฎหงส์ เครื่องประทินโฉมประณีตงดงาม คิ้วตาราวภาพวาด ทว่าดวงตาคู่นั้นกลับเย็นเยียบราวน้ำแข็งที่ก่อตัวมานับพันปี ไร้ซึ่งความอบอุ่นแม้แต่น้อย“จี้จือจิ่ง” นางเอ่ยขึ้น เสียงไม่ดังนัก ทว่ากลับชัดเจนจนก้องกังวานไปทั่วทุกมุมของโถงพิธี “ท่านจำได้หรือไม่ ตอนที่ข้าคุกเข่าลง ร้องไห้อ้อนวอนขอให้ท่านอย่าทำลายบุตรในครรภ์ ท่านพูดอะไรกับข้า?”จี้จือจิ่งแข็งค้างไป ภาพเหล่านั้นที่เขาจงใจลืมเลือน พลันหลั่งไหลขึ้นมาในใจอย่างไม่อาจควบคุมได้…ใบหน้าซีดขาวของนาง ดวงตาที่เต็มไปด้วยความสิ้นหวัง มือที่สั่นเทาของนางซึ่งกำชายเสื้อเขาไว้...หร่วนเยวียนมองสีหน้าที่ซีดเผือดลงในชั่วพริบตาของเขา นางยิ้มออกมาเบาๆ ทว่าน้ำตากลับไหลรินผ่านแก้ม ลบเลือนชาดบนพวงแก้มจนจา

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status