LOGINหยาดเหงื่อที่ยังอุ่นชื้นบนผิวเนื้อของคนทั้งคู่ค่อยๆ ระเหยกลายเป็นไอเย็นตามแรงลมจากหน้าต่างที่พัดเอากลิ่นฝนเจือจางเข้ามาในห้อง ปรียานุชซบใบหน้าลงกับอกแกร่งที่ยังคงกระเพื่อมไหวตามจังหวะการหายใจที่เริ่มคงที่ รอยยิ้มละไมผุดพรายขึ้นบนริมฝีปากที่เพิ่งผ่านรสสัมผัสอันหอมหวาน นิ้วเรียวสวยค่อยๆ ลากไล้ผ่านมัดกล้ามหน้าอกที่แข็งตึง ก่อนจะหยุดเขี่ยวนเบาๆ ที่ยอดอกของชลธี สัมผัสสากระคายเล็กน้อยของผิวกายชายหนุ่มย้ำเตือนให้เธอรู้ว่านี่คือความจริงที่ไม่ใช่เพียงจินตนาการยามค่ำคืนชลธีระบายลมหายใจยาวด้วยความอิ่มเอม เขากระชับวงแขนโอบร่างบางที่นุ่มนิ่มประดุจปุยเมฆเข้ามาแนบชิดจนไร้ช่องว่าง ก่อนจะก้มลงกดจุมพิตหนักๆ ลงบนกลุ่มผมชื้นเหงื่อที่ส่งกลิ่นหอมดอกไม้อ่อนๆ อย่างรักใคร่เทิดทูน“ผมรักพี่นะครับ...”คำบอกรักที่ทุ้มต่ำและเปี่ยมไปด้วยพลังนั้นสั่นสะเทือนเข้าไปถึงขั้วหัวใจที่เคยแห้งเหี่ยวและแตกระแหง ปรียานุชรู้สึกเหมือนมีกระแสน้ำทิพย์อุ่นๆ หลั่งไหลมาชโลมหัวใจจนมันพองโตเต็มอก เธอเงยหน้าขึ้น สบตาคมที่ทอดมองมาด้วยความบูชา ก่อนจะขยับตัวขึ้นจุ๊บเบาๆ ที่ปลายคางซึ่งเริ่มมีไรเคราเขียวครึ้มของเขา สัมผัสที่สากระคายนั้น
ชลธีโถมกายกลับลงสู่ผืนเตียงที่ยวบยาบตามแรงอารมณ์ที่พุ่งพล่าน นิ้วหนาขยับปลดตะขอกระโปรงผ้าป่านด้วยจังหวะที่กะพริบถี่ ปรียานุชขยับสะโพกงามให้ความร่วมมืออย่างเป็นใจจนอาภรณ์ชิ้นสุดท้ายหลุดพ้นไปจากเรือนร่าง ความงามที่ไร้สิ่งขวางกั้นปรากฏชัดภายใต้แสงสลัวราง ช่างดูบริสุทธิ์และเย้ายวนใจจนเด็กหนุ่มถึงกับลืมหายใจ“อย่างห้ามผมเลยนะครับ... คนดีของผม พี่สวยเหลือเกิน”เสียงที่กระซิบข้างใบหูนั้นสั่นพร่าและแหบพร่าเต็มไปด้วยความเทิดทูน ก่อนที่มือหยาบใหญ่จะเชยจับข้อเท้างามแยกออกกว้างอย่างนุ่มนวลแต่แฝงไปด้วยความมั่นคง เขาซุกใบหน้าลงกับความหอมกรุ่นของโคกเนื้ออวบอูมที่ชุ่มชื่นไปด้วยละอองรักหยาดใส ปลายจมูกโด่งคมสูดดมกลิ่นอายสาวที่เขาถวิลหามาเนิ่นนานจนเต็มปอดลิ้นร้อนระอุเริ่มทำหน้าที่ของมันอย่างเนิบนาบ แตะไล้ลงบนรอยแยกของกลีบเนื้อสีหวานที่กำลังชุ่มฉ่ำ สัมผัสแรกนั้นแผ่วเบาราวกับขนนกนุ่มๆ ที่ปัดผ่าน แต่กลับสร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งร่างของปรียานุช“อูย... ซี้ด... ยะ... อย่า... อย่าทำอย่างนั้น... อูย...”เสียงร้องห้ามนั้นแผ่วเบาจนเป็นเพียงลมหายใจที่ขาดช่วง ทว่าสะโพกงามกลับไม่ยอมถอยหนี เธอขยับแอ่นรับสัมผั
ร่างบางของปรียานุชถูกวางลงบนที่นอนนุ่มอย่างแผ่วเบา ราวกับเขากำลังประคองกลีบดอกไม้ที่แสนบอบบาง แรงยุบตัวของฟูกและกลิ่นหอมสะอาดของผ้าปูที่ซักตากแดดจนแห้งสนิทโชยเข้าจมูก ทว่าแขนเรียวงามกลับยังคงโอบกระชับรอบลำคอแกร่งไว้มั่น ไม่ยอมปล่อยให้ระยะห่างเพิ่มขึ้นแม้แต่เซนติเมตรเดียว สายตาสองคู่ประสานกันในระยะที่ลมหายใจอุ่นจัดรดรินกันและกัน จนสัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือนจากหัวใจที่เต้นรัวแรง“พี่ครับ... ผมรักพี่เหลือเกิน ผมห้ามใจไม่ไหวแล้ว”เสียงทุ้มต่ำที่พร่าสั่นกระซิบชิดริมฝีปาก ก่อนที่ชลธีจะโน้มลงมามอบจูบที่หยั่งลึกเข้าไปถึงก้นบึ้งของจิตวิญญาณ มันไม่ใช่เพียงความใคร่ แต่คือจูบที่เต็มไปด้วยความเทิดทูนและถวิลหาที่อัดอั้นมานานปี ปรียานุชเผยอริมฝีปากรับสัมผัสจากเด็กหนุ่มด้วยความเต็มใจ “อืออ… อุ๊ย… อาาา…”เสียงครางแผ่วในลำคอดังขึ้นอย่างลืมตัว รสจูบนั้นหวานล้ำเหมือนน้ำผึ้งรวงที่มาชโลมใจซึ่งเคยแห้งผากให้กลับมาชุ่มฉ่ำอีกครั้งเขาย้ายริมฝีปากหนาไปพรมจูบทั่วใบหน้าหวานอย่างทะนุถนอม ตั้งแต่หน้าผากมน ไล่มาที่เปลือกตาที่ปิดพริ้ม และพวงแก้มที่ร้อนผ่าวประดุจเปลวไฟสีกุหลาบ ความโหยหาที่ถูกปลดปล่อยทำให้อุณหภูมิใน
สายลมยามบ่ายหอบเอาไอแดดและกลิ่นหอมของดอกหญ้าข้างทางลอยละล่องเข้าปะทะใบหน้าขณะที่รถมอเตอร์ไซค์คันเดิมแล่นลัดเลาะไปตามซอยแคบ ๆ จนเข้าสู่เส้นทางกลับบ้านที่แสนคุ้นตา ปรียานุชหลับตาลงพริ้ม ปล่อยให้ความกังวลทิ้งตัวลงบนแผ่นหลังแกร่งที่ซ่อนอยู่ใต้เสื้อผ้าเนื้อหนาของเด็กหนุ่ม ความอบอุ่นที่แผ่ซ่านออกมาจากร่างของเขาช่างมั่นคงจนหัวใจที่เคยอ้างว้างและแห้งแล้งประดุจผืนทรายที่ขาดน้ำมานานปี กลับมารู้สึกชุ่มฉ่ำและปลอดภัยอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนสองแขนเรียวที่โอบกระชับเอวหนาถูกพันธนาการไว้ด้วยมือหยาบใหญ่ของชลธี เขาละมือข้างหนึ่งลงมากุมมือเล็ก ๆ ของเธอไว้เหนือหน้าตัก บีบเบา ๆ ราวกับจะบอกผ่านสัมผัสว่าเขาพร้อมจะเป็นโล่กำบังและที่พักพิงให้เธอตลอดไป สัมผัสสากระคายแต่ทว่านุ่มนวลนั้นทำให้ปรียานุชขยับใบหน้าซบลงกับแผ่นหลังเขาแน่นขึ้นอีกนิด กลิ่นกายสะอาดสะอ้านผสมไอแดดอ่อน ๆ จากตัวเขาช่างเป็นน้ำหอมที่ปลอบประโลมใจได้ดีที่สุด“พี่ครับ... ถึงแล้วครับ”เสียงทุ้มต่ำที่สั่นพร่าเล็กน้อยดังขึ้นปลุกเธอจากภวังค์อันหวานล้ำ ปรียานุชเผยอเปลือกตาขึ้นช้า ๆ แสงแดดที่รำไรอยู่ใต้ชายคาบ้านไม้หลังเดิมทำให้เธอมึนงงไปครู่หนึ่ง“อืม.
มือที่กำลังพับกางเกงสแล็กสีเข้มของชลธีชะงักลงครู่หนึ่ง กลิ่นอับจาง ๆ ของกระเป๋าเดินทางสีดำใบเก่าโชยเข้าจมูกสลับกับกลิ่นแป้งเย็นอ่อน ๆ จากตัวมารดาที่นั่งอยู่บนเสื่อกกผืนบาง แสงแดดยามบ่ายที่ลอดผ่านฝาบ้านไม้ออกมาเป็นลำ ฉายให้เห็นฝุ่นละอองที่เริงระบำอยู่ในอากาศเหมือนความวุ่นวายที่เขากำลังพยายามจัดระเบียบมันทิ้งไว้เบื้องหลัง“จะกลับวันพรุ่งนี้จริงๆ เหรอลูก ไม่ไปงานแต่งของหนูพิมพ์จริงๆ เหรอ?” หญิงสูงวัยเอ่ยถาม น้ำเสียงแหบพร่าเต็มไปด้วยความเสียดายซ่อนเร้น สายตาฝ้าฟางจ้องมองแผ่นหลังกว้างของลูกชายที่ดูองอาจขึ้นผิดหูผิดตาชลธีระบายลมหายใจออกมาเบา ๆ ก่อนจะยกยิ้มที่มุมปาก แต่มันช่างเป็นรอยยิ้มที่ดูราบเรียบจนน่าใจหาย “ครับแม่... ผมคงไม่ไปหรอกครับ”“คนที่เคยรักใคร่ชอบพอกัน จะไม่ไปร่วมแสดงความยินดีกับเขาหน่อยเหรอ?”คำถามของคนไม่รู้ความจริงกรีดผ่านหัวใจที่เพิ่งจะเริ่มตกสะเก็ดของชลธี เขาขยับกายเข้าไปหาบุพการี มือที่สากระคายจากการฝึกหนักกุมมือที่เหี่ยวหย่นของแม่เอาไว้ แผ่วเบาแต่หนักแน่น เขาจ้องมองดวงตาของแม่พร้อมรอยยิ้มที่เศร้าลึกอยู่ภายใน “ผมไม่ไปจะเป็นการดีที่สุดสำหรับพิมแล้วครับแม่...”หญิงชราถอนหา
เสียงเครื่องยนต์ที่ครางกระหึ่มอย่างเหนื่อยอ่อนค่อยๆ สงบลง เมื่อรถหกล้อสองแถวสีน้ำเงินซีดประจำหมู่บ้านวิ่งเข้าจอดเทียบข้างถนนลูกรังหน้าตลาดชุมชน ฝุ่นดินแดงที่ถูกล้อรถบดขยี้จนละเอียดฟุ้งกระจายขึ้นเป็นม่านหนาตลบอบอวลไปทั่วบริเวณ พ่อค้าแม่ขายและชาวบ้านที่กำลังสาละวนกับการจับจ่ายต่างพากันยกมือขึ้นปิดจมูก พลางโบกมือหยอยๆ ขับไล่ฝุ่นละอองที่ลอยมากระทบผิวสัมผัสจนสากระคายทว่าในจังหวะที่ม่านฝุ่นสีแดงส้มนั้นยังไม่ทันจางหาย ปรากฏร่างสูงโปร่งก้าวลงมาจากท้ายรถหกล้อด้วยท่วงท่าที่มั่นคงและองอาจรองเท้าคัตชูหนังสีดำ กระทบลงบนพื้นดินลูกรังดัง “ปึ้ก” หนักแน่น แสงอาทิตย์ยามสายสะท้อนผ่านเงาวับของรองเท้าที่ขัดมาอย่างประณีตประดุจกระจกเงา ขัดแย้งกับพื้นดินขี้ฝุ่นรอบข้างอย่างสิ้นเชิง ชลธีใน ชุดเครื่องแบบปกติกากีแกมเขียวคอพับ ยืนตระหง่านอยู่กลางวงล้อมของม่านฝุ่น แผ่นอกที่กว้างขึ้นภายใต้เนื้อผ้าที่รีดจนตึงเปรี๊ยะเห็นจีบคมกริบ และหมวกทรงหม้อตาลที่วางระดับสายตาอย่างพอเหมาะพอดี ทำให้บรรยากาศรอบตัวเขาดูเหมือนมีอำนาจลึกลับที่สยบความวุ่นวายของตลาดลงได้ในพริบตาเสียงจอกแจกจอแจของแม่ค้าปลาสดและเสียงสับเขียงหมูพลันเงีย







