Mag-log inสำนักคุ้มภัยเก้าจักยุตกรา คือสำนักคุ้มภัยที่ตั้งขึ้นเพื่อผดุงความสมดุลระหว่างภพ เป็นปราการหลักปราการเดียวแห่งภพมนุษย์ ที่หลงเหลืออยู่จากการระเบิดที่จัตุรัสเฟิงสุ่ย ที่เหลือเป็นเพียงสำนักเซียนหรือผู้ฝึกตนเล็กๆ
ผู้ก่อตั้งคือกงซุนต้าเฉียน ภพต้นกำเนิดคือมนุษย์ แต่ถือศีลบำเพ็ญเพียรและทำความดีเวียนวนถึงห้าร้อยชาติ ทำให้เค้าบรรลุได้จักราภพภูมิสวรรค์ อายุยืนยาวกว่ามนุษย์ทั่วไป
สำนักนี้รับเกณฑ์ร์เหล่า เทพเซียน มนุษย์ (ต้องมีผสม) อมนุษย์ เข้าฝึกฝนเพื่อปกปักรักษาสมดุลระหว่างภพ ไม่มี มนุษย์ เทพ เซียน ปีศาจ ภูตผีวิญญาณ ใดสามารถละเมิดข้อตกลงในสัญญานี้ได้ จะมีหนทางเดียวคือการเวียนว่ายของดวงจิตเพื่อกลับคืน
แต่สำหรับพวกแอบข้ามภพและเป็นข้อห้ามก็มีมากมาย ดวงจิตที่ต้องการข้ามภพภูมิ คือบำเพ็ญเพียรจนแก่กล้าเปลี่ยนความดำมืดความหม่นเทาของดวงจิตให้ส่องแสงสว่าง หรือในทางตรงข้ามจากสว่างไปสู่ความดำมืด ดวงจิตที่ถูกฝึกขัดเกลาจนพร้อมสำหรับการเกิดใหม่นี้จะส่งสัญญาณและรับรู้สัญญาณถึงดวงจิตในต่างภพที่กำลังอ่อนแรงลงและหมดบุญในภพนั้นๆ เมื่อรับรู้สิ่งที่กำลังหมดอายุและการแตกทำลายดวงจิตในเวลาอันใกล้ ดวงจิตที่ที่สว่างหรือดำมืดนี้จะทิ้งกายเดิมในภพภูมิเดิมและจะไปกำเนิดในภพใหม่พร้อมกลืนกินดวงจิตที่กำลังแตกดับและเข้าแทนร่างและถือกำเนิดใหม่ในภพภูมินั้นสืบไป
และอีกวิธีการละเมิดโดยการข้ามภพไปภพภูมิอื่นเพื่อการแฝงร่าง ขโมยร่าง ขโมยและกลืนกินหรือครอบงำดวงจิตหรือวิญญาณ ล้วนเป็นโทษทัณฑ์ที่หนักหนา
ผู้ฝึกตน มือปราบมาร เหล่าปรมาจารย์ และกงซุนต้าเฉียน จากสำนักคุ้มภัยแห่งนี้ที่ตั้งอยู่บนหุบเขาเก้ากระจก มีหน้าที่เป็นปราการด่านแรกและด่านเดียวในการปกป้องมนุษย์จากศัตรูต่างภพ ภพมนุษย์เป็นภพที่ไร้ซึ่งพลังจักรา ดังนั้นผู้คนถึงให้การนับถือสำนักแห่งนี้มาก
“แกร๊ง! แกร๊ง! เสียงระฆังสำนักคุ้มภัยถูกตีขี้น
“มีคำสั่งจากเจ้าสำนัก ให้นักเรียนทุกท่านทั้งที่เข้ารายงานตัวใหม่ในวันนี้ และ ศิษย์ในทุกชั้นปีเข้าร่วมการประชุมที่หอประชุม”
เสียงดังเจี้อยแจ้วรอบบริเวณสำนักคุ้มภัย ตัวสำนักฉาบด้วยสีทองอร่าม ตั้งตัวโดดเด่นลอยกินพื้นที่อาณาเขตกว้างใหญ่ไพศาล หุบเขาเก้ากระจกคือบริเวณเดียวใน หมู่บ้านชุนเทียนที่ใบไม้และดอกไม้ยังคงออกตามฤดูกาล อาจจะด้วยเพราะมนต์คุ้มภัยที่เหล่าบรรพาจารย์สวดติดตรึงไว้แต่สมัยเหตุระเบิดใหญในอดีต และเป็นหน้าที่สืบมาจนปัจจุบันที่ศิษย์และสมาชิคทุกคนของสำนักต้องสละเวลาเวียนเข้า “หอสวดแดนมนุษย์” เพื่อสวดบทต่อเวลาการคุ้มยันต์ให้หุบเขาเก้ากระจกแห่งนี้
สิ่งที่โดดเด่นอีกอย่างคือกระจกเก้าบาน ที่ถูกตั้งขึ้นเป็นปราการล้อมรอบหุบเขาจินลู่ซี (เก้ากระจก) คนละมุม แต่ละตำแหน่งเพื่อรวบรวมและสะท้อนพลังและรับพลังกันไปมา กระจกคือแหล่งรวบรวมและเพิ่มพูนพลังให้เหล่าผู้ฝึกตน รวมถึงเตือนภัยป้องกันศัตรู การตั้งตัวของสำนักคุ้มภัย สีของตัวสำนัก กระจกทั้งเก้า ล้วนแล้วแต่มีเงื่อนงำพันผูกทุกภพทุกภูมิไว้ร่วมกันอย่างแยกกันไม่ออก ถ้าสำนักคุ้มภัยแห่งนี้โดนทำลาย มนุษย์ อมนุษย์ เทพ มาร ปีศาจ เซียน สิ่งมีชีวิต สิ่งไม่มีชีวิต ทุกอย่างที่เชื่อมต่อ จะนำมาซึ่งความวุ่นวายและคืนสู่ความสงบยากยิ่ง ยกเว้น กระจกบานที่สิบในตำนาน ที่กล่าวว่าจะสามารถหยุดยั้งความวุ่นวายทุกอย่างได้นั้นจะมีอยู่จริง!
“แกร๊ง!แกร๊ง!” เสียงระฆังดีดังครั้งที่สองเป็นสัญญาณเพื่อเรียกรวมตัวเข้าร่วมพิธี
“ข้าจูจินผิง ปรมาจารย์กระจกสวรรค์ หัวหน้าหอควบคุมฝั่งเหนือเป็นตัวแทนกล่าวต้อนรับเหล่าผู้ฝึกตนทั้งใหม่และเก่าเข้าสู่งานปฐมนิเทศการฝึกภาค1ประจำปี หวังเป็นอย่างยิ่งว่าทุกท่านจะพากเพียรฝึกตนให้แกร่งเป็น ผู้ฝึกตน ผู้คุมกฎ มือปราบมาร หรือแม้แต่ปรมาจารย์ ที่ดีได้ในอนาคต”
สำหรับผู้ฝึกตนทุกคน จะเข้ารับการฝึกทดสอบและรับการคัดเลือกเข้าประจำฝ่ายที่สนใจ ในระยะเวลาการฝึกสามเดือน ถ้าไม่ผ่านก็ขอให้เพียรพยายามต่อไปเพื่อรอการคัดเลือกในครั้งต่อๆ ไป” เจียงซีฟ่านปรมาจารย์กระจกปรภพ ผู้นิ่งเงียบและน่าเกรงขามกล่าวต่อ
หลุนจินเหลียง ปรมาจารย์กระจกมนุษย์ กล่าวต่อ “ทุกคนมีสิทธิ์เลือกสาขาวิชาที่ตัวเองต้องการโดยสามารถเข้ารับการฝึกทดสอบ เวทย์ มนต์ พลังจักรา และความสามารถพื้นฐานอื่นๆ ก่อนว่าผ่านและเหมาะสมกับตนไหม”
“การฝึกทุกอย่างล้วนมาจากความรักและความพยายามข้าหวังเป็นอย่างยิ่งว่าทุกคนจะผ่านพ้นและประสบความสำเร็จไปได้ด้วยดี” ฟ่านตงตง ปรมาจารย์กระจกอมนุษย์กล่าวเสริม
ฉีเทียนหลงปรมาจารย์กระจกภูติ ปรากฎกายออกมาจากด้านหลังพร้อมเริ่มกล่าว “ตั้งแต่อดีตกาลมาทั่วหล้า มากภพภูมิ ต่างฝ่ายต่างอยู่มิข้องเกี่ยว แต่ก็หาเคยไม่ ที่จะสร้างเรื่องเดือดร้อนให้แก่กัน แต่ตั้งแต่เหตุการณ์ระเบิดในอดีตที่ จัตุรัสเฟิงสุ่ย ประตูระหว่างภพถูกทำลาย เกิดรอยแยกระหว่างภพ ความสมดุลผันแปร แต่เพราะ ท่านกงซุนต้าเฉียน และ เหล่าบรรพาจารย์ รวมพลังประสานสะกดความชั่วร้าย และ สร้างสำนักคุ้มภัยแห่งนี้ขึ้นเพื่อธำรงค์ความสมดุล ปกป้องภพภูมิมนุษย์ ข้าหวังเป็นอย่างยิ่งว่าคำสอนแห่งบรรพาจารย์จะถูกเคารพและปฏิบัติอย่างแน่นหนักสืบไป
“ก็ใช่หน่ะสิ! ใครจะชั่วช้าได้เท่าเจ้าวั่งซู คนทรยศต่อเผ่าพันธุ์มันตั้งใจระเบิดเพื่อให้ไปีศาจวิญญาณจากปรภพข้ามมาได้” คนซุบซิบ เริ่มโหมดังขึ้น
“คงไม่มีใครกล้าคิดชั่วทำเลวอย่างมันอีก คนอย่างไม่เหมาะสมกับสำนักคุ้มภัยเก้าจักยุตกราที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้”
“เงียบๆ!” เสียงดังกังวานแทรกขึ้น นั่นคือเสียงของ ฟงอี๋หวินปรมาจารย์กระจกภพปีศาจ “สิ่งเลวร้ายแบบในอดีตจะไม่สามารถเกิดขึ้นซ้ำได้อีกถ้าพวกเรารวมแรงรวมใจสามัคคีฝึกฝนตัวจนแก่กล้าทั้งบู๋บุ๋นจิตใจตั้งใฝ่คุณธรรมละทิ้งความชั่วความหลงลำพองตัวทั้งปวง”
หลินซีซี ปรมาจารย์หญิงกระจกเดรัจฉานร่างเล็กเสียงอ่อนโยนกล่าวต่อ “สิ่งมีชีวิตทุกสรรพสิ่งมาจากต่างภพล้วนสามารถมีชีวิตของตนได้ในอาณาเขตตัวเอง ปัญหาต่างๆ จะไม่เกิดถ้าไม่มีการก้าวข้ามล้ำเส้น และการควบคุมสอดส่าย ยุติธรรม มีเมตตา ปกปัก รักษาภพมนุษย์ ให้มีสืบไปคือหน้าที่อันทรงเกียรติของพวกเรา ผู้ฝึกตน และ มือปราบมาร สำนักเก้าจักยุตกรา”
“ผู้ฝึกตนที่ละทิ้งหน้าที่อุดมการณ์ตนไม่มีสำนึกผิดชอบชั่วดี ละทิ้งและทรยศต่อหน้าที่ จิตสำนึก และเผ่าพันธุ์ จะถูกสาปแช่งชั่วนิรันดร์ “เสียงรวมพลังอันเข้มแข็งหนักแน่นของ ปรมาจารย์กระจกพืชพันธุ์ หลานหลี่เซ่อ และ ปรมาจารย์กระจกความฝัน หลี่เลี่ยงเฟิ่ง
เสียงฮือฮาดังขึ้นทั่วห้อง เรียก “สกุลเจ้า! มันต้องไม่ตายดีแหลกสลายชั่วนิรันดร์!”
“ต่อให้จิตวิญญาณของมันก็ไม่มีภพให้อยู่ไอพวกทรยศต่อเผ่าพันธุ์ “
“ใช่! ใช่!”
เสียงฮือฮาดังค่อยๆ เบาลง เมื่อการมาถึงของ เจ้าวั่งซู
ผู้คนต่างพากันกระซิบ “ใช่คนนี้รึเปล่า เจ้าวั่งซูรุ่นใหม่จากตระกูลเจ้า”
“ใบหน้าที่หล่อเหลาไร้ที่ตินี่คงมาจากการจำแลงกายของปีศาจเพื่อล่อลวงคนที่สืบทอดจากเลือดหมาป่าดำทางฝั่งพ่อมัน”
“สกุลชั่วช้า อย่าคิดว่าจะอยู่ได้ มาชูคอได้ทั้งๆ ที่ทำชั่วช้าก็เพราะแค่มีอำนาจถือเคียวเปิดประตูสู่ภพได้ ถุย!”
“นี่ข้าไม่คิดเลยว่าข้าจะได้รับการต้อนรับยิ่งใหญ่กว่าเหล่าบรรพาจารย์ด้านบนนั่นอีก” เจ้าวั่งซูพูดกับตัวเองในใจ พร้อมหยิบพัดสีดำลายหมาป่าทองพู่ยาวประดับดิ้นทองสะบัดกีบแฉกเปิดออกป้องหน้าและก้าวเท้าถอยหลัง เสมือนว่าเดินเข้าผิดห้องหลีกลี้ออกไปอย่างรวดเร็วแต่ก็ยังคงมาดหนุ่มรูปงามไม่มีหลุด
“ข้าไม่นึกเลยว่า สิ่งที่ตระกูลข้า” ก่อนหยุดสะอึก สีหน้าเศร้าหมองลง
“จริงๆ แล้วสิ่งที่ท่านปู่ทวดข้าทำไว้ก็นานมากแล้วนะ ส่วนเจ้าวั่งซูรุ่นต่อๆ มา ข้าก็ไม่รู้ว่าพวกเค้าทำอะไรไว้บ้าง แต่ก็คงทำไปเพื่อช่วยเหลือผู้คน แต่กลับถูกกลับขาวเป็นดำต้องโดนประณามชั่วนิรันดร์ เห้อ นี่เป็นบาปกรรมที่ต้องตกทอดมาถึงข้าอยู่แล้วเหมือนเป็นชะตากรรมที่ไม่อาจหลีกลี้” เจ้าวั่งซูเดินมายืนใต้ต้นไม้ใหญ่กับสายลมที่ปลิวกระทบหน้าด้วยสีหน้าเศร้าใจ
“ข้าจักเปลี่ยนความเชื่อและปัญหามากมายที่เกิดมาแล้วมากมายขนาดนั้นได้อย่างไร เฟยเฟยบอกข้าที ตอนนี้ข้าเขว้งขว้างเหลือเกิน”
“ฮะ!” ใครกัน ชื่อ ที่ข้าเรียกตะกี้ ทำไมข้าถึงเอ่ยนามที่ข้าไม่รุ้จักนี้ขึ้นมาได้นะ” เจ้าวั่งซู เอ่ยกับตัวนึกฉงนแปลกใจ
“แต่ช่างเถอะเรื่องมันนานมากแล้ว มันเป็นเรื่องของท่านปู่ทวด และเจ้าวั่งซูคนอื่นๆ ข้าแก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว ปล่อยมันไปเถอะ” วั่งซูพูดกับตัวพร้อมยิ้มเล็กๆ สายลมที่อ่อนโยนพัดลูบไล้ใบหน้างามหมดจด อบอุ่น เย็นสบาย คล้ายอ้อมกอดโอบรัดตัวเค้า
“สรุปวันนี้ข้าไม่ต้องเข้าพิธีหล่ะสิ หลิ่งกวาง” วั่งซูพูดกับจิ้งจอกดำเก้าหางภูตประจำกาย
“แง๊ว!” จิ้งจอกดำส่งเสียงรับ พร้อมพยักหน้า
“อืมก็ดี!” เพื่อเลี่ยงผู้คน เจ้าวั่งซูตัดสินใจเดินชมรอบๆ บริเวณสำนักคุ้มภัยแห่งนี้แทน
“ใช่วันนี้เราควรเดินสำรวจสถานที่นี้ ว่าจะยิ่งใหญ่ลึกลับตามคำเล่าลือเล่าอ้างไหม และพรุ่งนี้ค่อยมาพบเหล่าบรรพาจารย์อีกทีเพื่อรับหน้าที่อย่างเป็นทาง”
เจ้าวั่งซูคิดและเดินต่อไปทางน้ำตกผ่านเข้าไปในถ้ำรู้ตัวอีกทีก็ยืนอยู่หน้าบ่อน้ำ และนั่นหน้ากระจกภพพืชพันธุ์ เนื่องด้วยกายทิพย์แห่งตระกูลเจ้าที่สามารถผ่านเข้าออกได้ทุกกระจกภพ เจ้าวั่งซูเดินผ่านเข้ากระจกภพพืชพันธุ์แรงดูดกระจกดูดร่างผ่านข้ามไปอีกภพ สีเขียวของพันธุ์ไม้และสีแสดแปลกตามากมายของเหล่าดอกไม้สะพรั่งหมู่มวลดอกไม้พืชพันธุ์โอบล้อมป่าม่านน้ำตกมีละอองควันน้ำฝอยๆ ลอยละล่องเต็มบริเวณช่างงดงาม
ในขณะที่เจ้าวั่งซูกำลังเพลิดเพลินกับความงามของพฤกษานานาพันธุ์นั้น พลันเหลือบไปเห็นคนผู้หนึ่งสวมอาภรณ์สีขาวหัวจรดเท้าสว่างจ้ากำลังนั่งใต้ต้นไม้ใหญ่ริมน้ำตก มือถือพู่กันใหญ่และกระดาษกำลังเขียนหรือวาดสิ่งที่อยู่ตรงหน้า แต่สิ่งเห็นดูสวยงาม แปลกตา แข็งแรงคล้ายศาตรามากกว่าแค่กระดาษพู่กัน ข้างกายมีมังกรสีขาวใหญ่ตาสีฟ้าเข้มสะท้อนน้ำเป็นประกายดั่งคริสตัลงดงามดั่งไพลินนอนขดข้างกาย
“คนผู้นี้คือใครกัน ทำไมช่างคุ้นเคย เราเคยรู้จักคนผู้นี้หรอ?” เจ้าวั่งซูพูดกับตัวเอง ขณะที่ขาก็พยายามก้าวไปข้างหน้าเพื่อมองให้ชัด แต่ดันเหยียบถูกกิ่งไม้ “กร็อบ!”
ผู้ใดหน่ะ “เสียงนุ่มอ่อนโยนแต่หนักแน่นกล่าวถามขึ้น”
เจ้าวั่งซูทำหน้าเหยเกพร้อมเอ่ย “เอ่อคือข้า ข้า คือ….”
ทันใดนั้น เหล่าพืชพันธุ์รอบกายพากันสลัดใบ ร่วงหล่น เปลี่ยนเป็นสีเทาหม่นคล้ายเถ้า ปลิดปลิวลงกระทบพื้น
เกิดอะไรขึ้น ประตูแห่งภพเปิดออกหรอ ทั้งสองต่างพากัน ชะงักมองไปรอบ
“เแต่ทำไมข้ารู้สึกคุ้นเคย ยามมองเจ้าในอิริยาบถนี้จัง” เจ้าวั่งซูคิดในใจพูดเสียงดังถามออกไป “ท่านเป็นใครกัน เราเคยพบกันมาก่อนไม๊ ท่านจะอยู่ก้บข้าไปชั่วนิรันดร์ไม๊” เจ้าวั่งซูตาพร่า มองฮวาเฟยฟาที่นั่งลงใต้ต้นไม้ริมน้ำนั่นไกลๆ และ พูดจาแปลกๆ
“ท่านเป็นใครเราเคยพบกันมาก่อนไหม?” เจ้าวั่งซูมองหน้าฮวาเฟยฟาและเอ่ยถามอ่อนโยน ก่อนที่ทุกอย่างจะพล่าเบลอและตัดไป
“ที่นี่ คือสถานที่ที่เราเคยพบพานครั้งวันวาร และเราสองพบกันเพื่อจับมือก้าวสู่นิรันดร์ เฟยฟาที่รักแห่งข้า”
“แล้วปกติการแข่งขันเพื่อบรรจุเป็นมือปราบมารที่หุบเขาจินลู่ซี นี่มันมีการแข่งอะไรบ้าง” เจ้าวั่งซูเอ่ยถาม ขณะ ที่ปากก็กัดไก่คำโต และซดน้ำซุบไม่ขาด“การที่จะได้เป็นมือปราบมารต้องผ่านด่านทดสอบทั้งเก้ากระจก โดยปกติแล้ว จะมีแค่ปรมาจารย์กระจกนั้นๆ ที่สามารถทะลุผ่านข้าออกกระจกได้ ดังนั้นในการแข่งขัน ผู้เข้าแข่งขันล้วนถูกคัดเลือกว่าแกร่งสุดอันดับหนึ่ง และ สอง เป็นตัวแทนจากแต่ละบ้านทั้งเก้ากระจก ซึ่งในแต่ละปีก็จะมีตัวแทนที่เหมาะสม มีแค่บ้านละคนมากสุดสองคนไม่เกินนี้ ดังนั้นในแต่ละปี จะมีผู้เข้าแข่งขันมากสุดไม่เกิน 18 คนส่วนในวิธีการคือ ปรมาจารย์ท่านนั้นจะใช้มนต์แบ่งจิตเข้าในร่างผู้เข้าแข่งขันเพื่อหลอกกระจกให้ปล่อยกายหยาบของผู้เข้าแข่งขันทั้งหมดเข้าไปในกระจกนั้นๆ ที่ทุกคนเชื่อว่าเป็นภพเสมือนจริง แต่อย่างที่พวกเรารู้กันมาว่าเบื้องหลังกระจกคือเส้นทางสู่ภพภูมินั้นๆที่แท้จริง เมื่อเข้าไปแล้วผู้เข้าแข่งขันจะเจอศัตรูที่ทางปรมาจารย์เหล่านั้นตระเตรียมไว้ซึ่งเป็นศัตรูจริงๆ จากภพนั้น และทำการสู้รบโดยใช้วิชาและไหวพริบที่ตนฝึกฝนมา ต่อกรกับสิ่งมีชีวิตจากต่างภพ ถ้าคนไหนสามารถ
ทั้งสองนั่งอยู่ด้วยกัน คุยกัน คนนึงดีดผีผา อีกคนเป่าซวินดำสิบสองซุ่น ทำนองผสมผสานเข้ากัน เคล้าสุรา และอาบโฉลมแสงจันทร์กันทั้งคืน จนพล๊อยหลับหัวชนกัน อยู่ตรงบริเวณชานเรือนริมน้ำก่อนย่ำรุ่งเมื่อแสงอาทิดย์สาดแสงแยงตา เจ้าวั่งซูก็เริ่มรู้สึกตัว เมื่อลืมตาตื่นขึ้นมาสิ่งแรกที่เห็นคือดวงหน้าอันงดงามของฮวาเฟยฟาอยู่ตรงหน้า คนที่อยู่ตรงหน้ากำลังหลับ ผิวละเอียดขาวราวหิมะ พวงแก้มเแดงชมพูระเรื่อ วงตายาวระหงขนตายาวเข้มดำเป็นแพ ช่างงดงามไร้ที่ติราวกับเทพปั้น “แต่ก็เป็นเทพจริงๆ เนอะ” วังซูคิดกับตัวเองข้างในใจ ก่อนจะนอนมองจ้อง ดื่มด่ำ กับสิ่งมีชีวิตที่หลับเหมือนเด็กไร้พิษภัยอยู่ตรงหน้าแบบเคลิบเคลิ้ม และลืมตัวยื่นมือออกไป สัมผัสแก้มฮวาเฟยฟา มือที่ใหญ่นิ้วเรียวสวย สัมผัสใบหน้างดงาม“ข้าขอโทษนะที่ทิ้งให้เจ้าอยู่คนเดียว เจ้าจะรู้สึกเดียวดาย และเป็นทุกข์ขนาดไหนนะ ในยามที่ข้าตายจากไป ข้าหวังว่าจากนี้ไปข้าจะสามารถทำอะไรเพื่อเป็นการชดใช้ให้เจ้าได้บ้าง” เจ้าวั่งซูมองคนที่อยู่ตรงหน้าด้วยความรัก ความรู้สึกผิด และบ่นเปรยออกมา“ก็มากอยู่ ที่ว่าจะชดใช้ ได้
“หลายปีหลังมานี้ ไม่ใช่แค่ที่หมู่บ้านชุนเทียนที่บรรยากาศวิปริตถูกปกคลุมด้วยฤดูใบไม้ร่วง แต่ใบไม้ที่ร่วงหล่นนี้ก็ติดตามตัวข้าไปทุกๆที่ ที่ข้าไป ดอกไม้ที่งดงาม ต้นไม้ที่เขียวชอุ่มกลับร่วงโรยทันตา ยามข้าแวะเวียนผ่าน ปกติฤดูสับเปลี่ยนเป็นเรื่องปกติ แต่ครั้นที่เกิดเหตุระเบิดครั้งนั้น ร่างเจ้าวั่งซูแตกสลาย และใจของข้าก็แตกสลายไปพร้อมกันเจ้าวั่งซูแแท้จริงแล้วเป็นบุตรแห่งปีศาจหมาป่าดำเจ้าแห่งปรภพผู้ควบคุมไฟ ในขณะที่มารดาเค้าคือเทพธิดาแห่งแสงจันทร์จากภพสวรรค ส่วนข้าพระบิดาคือเทพแสงอาทิตย์ และพระมารดาคือเทพธิดามังกร เจ้าวั่งซูเหยียบอยู่สามภพคือปรโลก มนุษย์ และสวรรค์ ในขณะที่ข้า ภพเดรัจฉาน มนุษย์ และสวรรค์ และเราทั้งสองคือผู้ถือครองศาตราที่แกร่ง และสำคัญที่สุดอย่างเคียวสู่ภพ และ ดาบสุสานมังกรดังนั้น แม้การระเบิดที่จัตุรัสเฟิงสุ่ย อาจสร้างรอยแตกร้าวระหว่างภพ และความสูญเสียต่อสรรพชีวิตมากมาย แต่ การแตกสลายของเราสองคน ก็มีส่วนหนักหนาไม่แพ้กันที่ทำให้ธรรมชาติบิดเบี้ยวอย่างชัดเจน สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนคือ คล้ายว่าชะตาของเราสองเหมือนจะถูกผูกไว้กับฤดูใบไม้ร่วง ข้าจำได้ครั้งแรกที่มัน
“นี่ในอดีต กับการแค่เฟยเฟยสูญเสียความเป็นตัวเอง ก็กระทบ และวุ่นวายกันถึงสามภพ นี่องค์ชายแห่งมังกรช่างยิ่งใหญ่จริง แล้วสรุปพ่อแม่เฟยเฟยไปหาความทรงจำที่ไหนกัน” วั่งซูนึกคิดกับตัวเองก่อนที่ความทรงจำจะตัดภาพกลับมา ที่ห้องอาบน้ำบ้านตระกูลเจ้า“เอ๊ะ! นี่ข้ากลับมาปัจจุบันแล้วหรอ” เจ้าวั่งซูพูดกับตัวเองก่อนที่จะเห็นบรรดาบ่าวไพร่สกุลเจ้าเดินนำทาง เทพแห่งแสงอาทิตย์และเทพธิดาสี่เอ๋อเข้ามา “ไม่ใช่นี่คืออดีตแต่เป็นที่บ้านข้า ว่าแต่พวกเค้าเข้ามาทำอะไรในนี้” วั่งซูรีบเดินตามไปดูทั้งสองต่างแยกกัน และยืนจังก้าหน้ารูปปั้นกิเลนไฟ กับ หงส์ฟ้า ที่ยืนคายน้ำอยู่ ทั้งคู่ร่ายมนต์เรียกหาดวงจิตและยิงพลังไปที่รูปปั้น ดวงตาของกิเลนไฟและหงส์ฟ้าเปล่งสว่างฉับพลัน ดวงจิตกิเลน และ หงส์ ลอยขึ้นออกจากร่างบิน และ กระโดดเข้าหาซบคลอเคลียกัน“ฮะ! นั่น! ที่นั่งอยู่บนหลังหงส์คือเฟยเฟย ส่วนบนหลังกิเลน คุ้นคุ้น นั่นมันข้าหนิ! เอ๊ะ! ไม่ใช่หรือว่าจะเป็น ท่านปู่ทวดเจ้าวั่งซู ข้ากับท่านปู่ทวดหน้าตา น้ำเสียง แล
ทุกคนชลมุนวุ่นวายวิ่งกันไปมาทะลุผ่านตัวเจ้าวั่งซูไป องค์จักรพรรดิและองค์จักรพรรดินีแห่งสวรรค์ เรียกประชุมรวม เหล่าทวยเทพเทวดา และบรรดาเซียนเพื่อแก้วิกฤตที่เกิดขึ้น เรื่องราวความวิปริตของธรรมชาติไม่ได้เกิดขึ้นแค่ที่ภพภูมิมนุษย์ แต่เป็นอีกสองภพต้นกำเนิดขององค์ชายและเผ่าพันธุ์มังกร ภพสวรรค์ และ ภพเดรัจฉาน ทั้งสองภพต่างได้รับแรงกระเพื่อมจากการแตกสลายขององค์ชายแห่งมังกรผู้ควบคุมกระแสน้ำทั้งสามภพ เจ้าวั่งซูรีบเดินตามเหล่าทวยเทพเซียนไปที่โถงศักดิ์สิทธิ์ประชุม เหล่าเทพเซียนมากมายเข้าแถวยืนเป็นระเบียบ สักพักองค์จักรพรรดิและองค์จักรพรรดินีแห่งสวรรค์ก็เสด็จออกมา“ตัวจริงก็ยังหนุ่มสาวนะเนี๊ยะ ทำไมพวกเทพเซียนนี่ไม่รู้จักแก่ คงกินท้อพันปีกัน จนต้นนั้นโตออกลูกออกผลไม่ทัน” เจ้าวั่งซูคิด“องค์จักรพรรดิและองค์จักรพรรดินีขอจงทรงพระเจริญหมื่นปีหมื่นๆ ปี” เหล่าทวยเทพเซียนประสานเสียงกล่าวสรรเสริญ“วันนี้ มีผู้ให้เกียรติเข้าร่วมประชุมกับพวกเรา ท่านผู้ปกปักภพเดรัจฉานและผู้นำจิตวิญญาณแห่งเหล่าสรรพสัต
น่าจะเป็นยามดึก ในสวนดอกไม้ภายในบริเวณคฤหาสน์แห่งนี้ เก๋งจีนตรงเรือนริมน้ำตกมีเพียงเสียงน้ำไหล และ แสงจันทร์ส่องสว่างกลางท้องฟ้า นั่น “เฟยเฟย” ทำไมเค้าดูแปลกไป สีเสื้อหม่น ใบหน้าหมองเศร้า เหมือนมีน้ำตาเอ่อตรงดวงตาคู่งาม ในตากลวงว่างเปล่า เหมือนคนใจสลาย ในมือถือสุราดอกมฤตยูดำ (ดอกมฤตยูดำคือดอกไม้ที่ผสมข้ามสายพันธุ์ระหว่าง ดอกมฤตยูดำที่ปลูกแค่บริเวณคฤหาสน์ตระกูลเจ้า และ พลังจักราของคนสกุลเจ้า) มีต้นกำเนิดและมีที่เดียวคือสกุลเจ้าคนที่คิดค้นคือ เจ้าวั่งซูรุ่นที่1และถูกนำมาหมักเป็นเหล้ารสเริด เมาแต่ไม่หนักหัวและสามารถช่วยสร้างความคิดและจินตนาการของผู้ดื่มให้สมจริง ดื่มเพื่อลืมความทุกข์จากโลกแห่งความเป็นจริงไป่ชิงหลงขดนอนอยู่บนโขดหินหน้าน้ำตก เกล็ดของชิงหลงจากสีขาวสว่างเปลี่ยนเป็นสีหม่นเหมือนขี้เถ้าและนอนหมดแรงอยู่ตรงนั้น “นั่นเจ้าเป็นอะไรเฟยเฟย” เจ้าวั่งซูเดินเข้าไปใกล้เพื่อฟังสิ่งที่ฮวาเฟยฟาพึมพำ “ทำไมท่านถึงทิ้งข้าไป ไหนว่าเราจะอยู่และร่วมกันต่อสู้เคียงข้างกันไปตลอด ทำไมทำไม” และเสียงก็เงียบหายไ







