LOGINลึกเข้าไปในป่า ข้ามแม่น้ำ 99 สาย ข้ามเขา 999 ลูก ยังมีหมู่บ้านที่อยู่ท่ามกลางฤดูใบไม้ร่วงตลอดทั้งปีท่ามกลางหุบเขาที่โอบล้อมตัวหมู่บ้านไว้อย่างแน่นหนาลึกลับคล้ายปราการครอบแก้วกัก และ หยุดทุกสิ่งเสมือนว่าคนในห้ามออกคนนอกห้ามเข้า หลบลี้แยกตัวตัดขาดจากโลกภายนอก หมู่บ้านนี้คือ “หมู่บ้านชุนเทียน” หรือ ที่คนทั้งภพมนุษย์กล่าวขานเป็นนามเดียวกันว่า “หมู่บ้านต้องสาป”
หมู่บ้านที่เป็นปราการด่านแรกและด่านสุดท้ายที่ยืนตระหง่านกลางหุบเขาทำหน้าที่เป็นเหมือนเกราะกั้นระหว่างภพมนุษย์และภพอื่นๆ อีกแปดภพ จะกล่าวไปในอดีต หมู่บ้านชุนเทียนเคยเป็นหมู่บ้านที่งดงาม พืชพันธุ์ ดอกไม้ สัตว์ป่า และชาวบ้าน สำนักเซียน สำนักคุ้มภัย สำนักผู้ฝึกตน ต่างอยู่กันอย่างผาสุก ไม่ต่างจากที่อื่นๆ ในโลกใบนี้ แต่เนื่องจากเรื่องราวอันวุ่นวายเอิกเหลิกในอดีตทำให้ ฤดูกาลที่นี่หยุดคงไว้แค่ฤดูใบไม้ร่วง ดอกไม้ ผลไม้ ทุกสิ่งล้วนตายต้นเหี่ยวเฉา ใบไม้ ต้นไม้ทุกต้นในหุบเขานี้เกิดและร่วงหล่นฉับพลันลงพื้นคล้ายกับว่าพื้นที่นี้ถูกสูบกินไอแห่งชีวิตชีวาจนหมดสิ้นไปอย่างไงอย่างนั้น
ว่ากันว่าใน1ปีจะมีงานครบรอบการฟื้นคืนชีวิตหรือพิธีล้างไอปีศาจ เป็นเหมือนการเฉลิมฉลองให้ชีวิต คุณธรรม ความสว่าง ความดีงามคืนกลับสู่หมู่บ้านต้องสาปแห่งนี้ นอกจากการจัดงานประจำทั้งเดือน ช่วงเดือน11 ที่ในยามปกติจะเป็นช่วงฤดูใบไม้ร่วง แต่ จะเปลี่ยนเวลานั้นพลิกกลับเป็นฤดูใบไม้ผลิ จะมีผู้วิเศษจากสำนักเซียนที่ยังเหลืออยู่ สำนักเก้าจักยุตกรา และเหล่าเทพจากภพสวรรค์ เริ่มสวดบทโคลงโบราณเล่าว่ามีอายุยาวนานถึงพันปี “โคลงเจี๋ยหยี่” เพื่อขับไล่ชะล้างและคืนชีวิตชีวาให้กับทุกสรรพสิ่งในหุบเขาแห่งนี้ คัมภีร์บทสวดกว่าหมื่นฉบับจะถูกลำเลียงและเซียน ผู้วิเศษ จะเริ่มประจำการสลับกันสวด ข้ามวันข้ามคืนตลอดทั้งเดือนเสียงสวดจะไม่มีวันหยุด
แสงไฟสีส้มวิบวับตระการจากโคมจะสาดส่องสว่างทั่วหุบเขา เสียงระฆังตีดังก้องกังวานดั่งเสียงปี่จากสวรรค์ ผู้คนพากันไม่หลับไม่นอนเปิดไฟฉลองรื่นเริง ตลาดในเมือง โรงหมอ โรงยา โรงเรียน แม่น้ำริมคลอง ทุกที่ล้วนสว่างและมีชีวิตชีวา จะเป็นเช่นนี้ต่อเนื่องไปยาวนาน 1 เดือน และเมื่อพิธีเริ่ม ทุกสรรพสิ่งคืนกลับมีชีวิต ผู้คนคืนกลับสู่ร่างเดิม นามเดิม ใจเดิม งดงาม เสียงหัวเราะ รอยยิ้ม ผู้คน ส่วน ความชั่วร้าย ความดำมืด ภูตผีวิญญาณปีศาจสิ่งชั่วร้ายจากปรโลก ทั้งหมด จะถูกมนต์ศักดิ์สิทธิ์นี้กดทับ กวาด และชะล้างจนสิ้นแสงสิ้นกำลัง ผนึกลงสู่อีกด้านของภพมนุษย์ คงเหลือไว้เพียงการมีชีวิตที่ขาวสว่างตามครรลองของผู้คนและสรรพสิ่งเหมือนเมื่อครั้งยังไม่ถูกตรึงนามเฉกเช่น “หมู่บ้านต้องสาป” ต่อเนื่องยาวนาน 1 เดือน
“เฮ้ย! ตื่นตื่น! ตื่นได้แล้ว! นี่มันกี่โมงกี่ยาม! พวกเจ้าจะนอนไปถึงไหน รีบลุกขึ้นเตรียมข้าวเตรียมของ” เสียงเรียกดังจากหัวหน้าพ่อบ้าน และหันหน้าถมึงตีงไปทางเหล่าขบวนสาวใช้อีกฟากของครัว “ส่วนพวกเจ้าไปเตรียมปลุกคุณชายวั่งซูให้ท่านลุกขึ้น ชำระร่างกาย แต่งองทรงอาภรณ์ วันนี้คือวันแรกที่นายท่านจะเข้าพิธีปฐมนิเทศ ปวารณาตัวเป็นศิษย์รุ่น 111 ของสำนักคุ้มภัยเก้าจักยุตกรา” แห่งตระกูลเจ้า
ณ ตำหนักจันทร์มืด (月亮 เย่วเลี่ยว) คฤหาสน์แห่งเดียวตั้งตระหง่านสีดำเงาสะท้อนวิบวับกับแสงอาทิตย์ที่สาดส่องกระทบสะท้อนความเป็นมันเลื่อมของตัวตำหนัก ตัดกับธรรมชาติพฤกษารอบด้าน สร้างความลึกลับ ทรงพลัง งดงาม โดดเด่น ให้กับตำหนักแห่งนี้ คือตำหนักที่ตกทอดจากตระกูลเจ้า สกุลที่ถูกเหล่าผู้คนในภพมนุษย์สาปแช่งชั่วนิรันดร์
“นี่เช้าแล้วหรอเนี่ย” เจ้าวั่งซูเอ่ยถามสาวใช้ที่เคาะประตูห้องเพื่อปลุกให้เตรียมตัว
“ใช่ค่ะ คุณชายวั่งซู วันนี้ต้องเตรียมตัวเพื่อเข้ารายงานตัวสำนักคุ้มภัยวันแรกค่ะ”
“ถ้างั้น พวกเจ้าจงเข้ามาเตรียม ให้ข้า เดี๋ยวสักพักข้าจะจัดการตัวเอง”
“ค่ะ คุณชาย”
เหล่าคนรับใช้เดินเข้ามา เตรียมอ่างน้ำอุ่น ตั้งฟืน ใส่ส่วนผสมสมุนไพรผสมน้ำ กลิ่นหอมเริ่มตีฟุ้งกระจาย ควันจากการเผาไหม้จากฟืนลอยคละคลุ้งทั่วห้อง ให้อารมณ์ผ่อนคลาย อีกด้านก็กำลังจัดเตรียมผ้าอาภรณ์ สีดำตัดขอบและลายทอง สีประจำตัวเจ้าวั่งซูสำหรับสวมใส่พาดแขวนไว้ในห้องแต่งตัวอีกฟากหน้ากระจก และต่างพากันกรูออกไปรอด้านนอกและปิดประตู
“เช้านี้อากาศดี สดชื่น ขอให้มันเป็นสัญญาณที่ดีแห่งการเริ่มต้น ฝากสายลมพัดพาความเลวร้ายที่มีมาตั้งแต่อดีตเลือนหายไป” เจ้าวั่งซูพูดกับตัวเอง ในมือโอบอุ้มแก้วชาไอลอยโขมง นั่งริมหน้าต่างเชิดหน้ามองลอดหน้าต่างไปทางเหล่าพืชพันธุ์และแสงอาทิตย์ ยามเช้าอ่อนๆ ที่สาดส่องฉาบบนใบหน้างามคมสันได้รูปสะท้อนวิบวับสีทองพร้อมรอยยิ้มบางๆ แห่งความหวังครั้งใหม่
“น้ำนี่ช่างหอมอุ่นกำลังดี” เจ้าวั่งซูพูดหลังจากปลดผ้าแพรยางใสที่ห่อกายเผยให้เห็นเรือนร่างขาวบางแต่เต็มไปด้วยมัดกล้ามแน่นพองามลงแช่น้ำที่ถูกเตรียมไว้
เสียงเอิกทึกครึกโครมด้านนอกดังขึ้น เจ้าวั่งซูคว้าเสื้อผ้าห่มพันกายและกระโจนขึ้นจากน้ำอย่างรวดเร็ว พร้อมเปิดประตูห้อง “เกิดอะไรขึ้น!” บ่าวใช้สาวนางหนึ่งหน้าตื่นวิ่งผ่านมารีบคลุกเข่าลงและแจ้ง “เอ่อเอ่อ หัวหน้าพ่อครัวเว่ยซานตงค่ะ เค้าโดนปีศาจสวมร่าง กำลังอาละวาดที่ห้องครัวตำหนักริมสระค่ะ”
เจ้าวั่งซูวิ่งกึ่งลอยนำหน้าไปที่เรือนนั่น บ่าวรับใช้ยืนตกใจกลัวขวัญผวากันถ้วนหน้า
“คุณชายย ซาาซาาตง! เค้า” เบื้องหน้าคือกายหยาบของพ่อบ้านซานตงแต่ดวงตาไร้ซึ่งแววใจดีเฉกเช่นเคย รูม่านตาหดเล็กรอบตากลายเป็นสีเหลืองปากยื่นยาวฟันคมกริบเรียงรายลิ้นยาวสองแฉกออกจากปาก มีมืองอกออกมาจากหลังสิบสองมือ ขางอกออกมาสิบสองขา ตัวหยาบผิวหนังคล้ายสัตว์เลื้อยคลาน
“ปีศาจยึดร่าง! ตัวนี้ไม่ได้มาจากปรภพ มาจากภพไหน!?”
“แต่ไม่มีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นมาสักพัก หรือว่าพลังกั้นระหว่างภพอ่อนกำลังลง” เจ้าวั่งซูคิดในใจ พลางหันมาตะโกนเรียกบ่าวไพร่ “เตรียมตาข่ายสวรรค์ ตั้งค่ายล้อมจับมัน”
“ครับ” บ่าวไพร่ตั้งค่ายเตรียมพาดเหวี่ยงตาข่ายกักตัวพ่อบ้านซานตง ร่างปีศาจหลังจากโดนตาข่ายกลับไม่หยุดพยศลงแต่เริ่มขยายร่างใหญ่ขึ้น กรีดร้อง เสียงปวดหูดังก้องกังวาน ปากยื่นยาวคายพ่นพิษกระจายใส่ทุกคนในบริเวณนั้น
“ปีศาจร้ายจงกลับคืนสู่ที่เจ้าจากมา และทิ้งร่างนี้ มนต์กระชากวิญญาณ!” เจ้าวั่งซูหยิบอาวุธคู่กาย “เคียวยมฑูต” ขึ้นกวัดแกว่งง้าวนั้นพร้อมร่ายคาถาไล่ปีศาจคืนวิญญาณ
“กรี๊ด!!” ร่างปีศาจกรีดร้องพร้อมกายเริ่มถอยออกจากร่างพ่อบ้านซานตง แต่กรงเล็บก็คว้าเกี่ยวดวงจิตของซานตงหวังจะกลืนกินเพื่อให้ร่างตัวถูกดึงกลับครอบครองร่างกายมนุษย์
“แกทำอะไรข้าไม่ได้หรอก! ไอ้คนตระกูลเจ้า ไอกึ่งมนุษย์ชั่วช้า เจ้าคิดว่าเจ้าจะสามารถยืนอยู่ตรงกลาง ระหว่างทุกภพเพื่อรักษาสมดุล เพื่อรักษาความสงบ ฮ่าๆๆ! ทั้งที่เจ้าก็รู้ว่ามันไม่เคยมีอยู่จริง ไอพวกมนุษย์ที่มันรักแต่ตัวเองมันไม่เคยมองเจ้าเป็นพวกมัน เจ้าควรจะรู้ว่าที่ของเจ้าคือที่ไหน ฮ่าๆๆ!” ปีศาจแสยะเคี้ยวน้ำลายเหนียวหนืดไหลย้อยพูดยั่วยุเจ้าวั่งซู
“เออ แม้มันจะเจ็บปวดแต่มันก็เป็นความจริง” เจ้าวั่งซูคิดในใจ ว่าพวกมนุษย์ไม่เคยมองตัวเค้าเป็นพรรคพวกแต่เป็นปีศาจจากปรภพ
“แล้วแกเป็นใคร! อาจหาญข้ามประตูภพมา ครองด้านมืดจิตใจมนุษย์ และเข้าสวมร่างแบบนี้ได้อย่างไร” เจ้าวั่งซูตะโกนถามปีศาจ
“กว่าหลายร้อยปีมานี้ประตูระหว่างภพปิดสนิท แม้เคียวสู่ภพอันแรกจะสาบสูญไป แต่การเสียสละดวงจิตในครั้งนั้นน่าจะเพียงพอให้มันกักผนึกทางเข้าออกระหว่างภพ จะมีเพียงปีศาจที่บำเพ็ญเพียรจนตบะแกร่งกล้าในทางสว่างถึงได้ข้ามมาในรูปจิตวิญญาณ เพื่อโอบอุ้มจิตวิญญาณที่หมดอายุขัยของมนุษย์ กลืนกินและสวมร่างเข้าครรภ์มนุษย์เพื่อถือกำเนิดขึ้นในภพภูมิมนุษย์ตามแรงบำเพ็ญเพียรที่กระทำมา “แต่นี่ มันไม่ใช่ ปีศาจที่มีแต่กลิ่นอายแห่งความตาย ความชั่วร้ายเช่นนี้ ไม่ได้ข้ามจากปรภพของเสด็จพ่อแน่นอน มันมาจากที่แห่งใดกัน” เจ้าวั่งซูคิดกังวลใจ
“หึหึหึ! เจ้าคงยังไม่รู้สินะ ว่าการทำแบบนี้ต้องใช้เวลาเป็นร้อยเป็นพันปี และ จะมีใครที่สามารถมีพลังที่มากมายได้ขนาดนี้ ฮ่าๆๆ! เจ้ามันยังอ่อนหัดนัก หารู้ไม่ว่าตอนนี้ทุกภพเป็นอย่างไร และ รอยแยกที่ผนึกระหว่างภพกำลังจะถูกทำลาย ภพทั้งหมดจะถูกทำลายให้เป็นหนึ่งเดียว ยิ่งเป็นภพมนุษย์ที่แสนต่ำต้อยและอ่อนแอ ไร้พลังจักรา จะไม่มีวันพรุ่งนี้สำหรับพวกมนุษย์ ฮ่าๆๆๆ!”
“ใคร!ใครกัน! ที่มีพลังสามารถส่งวิญญาณร้ายเช่นเจ้าข้ามภพมาได้ ปีศาจที่แกว่าเป็นใคร จงบอกข้าเดี๋ยวนี้!” เจ้าวั่งซูตะโกน
เจ้าปีศาจแสยะยิ้ม น้ำลายหยดย้อยน่าเกลียด “เดี๋ยวเจ้าก้คงรู้เอง ไม่นานหรอก เจ้าลูกหมาป่าน้อย ฮ่าฮ่าๆ”
เจ้าวั่งซูกัดฟันด้วยความเจ็บใจ คิดถึงอดีตชาติกำเนิด ของท่านพ่อผู้เป็นปีศาจหมาป่าดำเจ้าแห่งปรภพ ในขณะที่มารดาเค้าคือ เทพธิดาแห่งแสงจันทร์จากภพสวรรค์ ความรักที่นำมาซึ่งความสุขสงบแห่งสงคราม และเจ้าแห่งปรภพยอมจำนนทำสัญญาแก่ทุกภพ นำมาซึ่งการให้กำเนิดบุตรชายครึ่งหมาป่าดำครึ่งแสงจันทร์ทุก 100 ปี กายของเจ้าวั่งซูสามารถคืนร่างต้นกำเนิด หมาป่าดำพร้อมขนยาวแผงคอสลวยทรงพลังไร้ ดวงตาของสัตว์รูม่านหุบสีขาวโพลนไร้เมตตา แต่ขนสีดำเงาตามร่างกายกลับสว่างเจิดจ้างดงามเป็นประกายวิบวับสะท้อนดั่งแสงจันทร์ไม่ต่างจากจิตใจและจิตวิญญาณด้านในที่เป็นการรวมกัน ทั้งเจ้าแห่งด้านมืดและเจ้าแห่งแสงสว่าง ทำให้จิตวิญญาณดวงนี้ สว่างจ้างดงาม แบบไม่เคยพานพบมาก่อน
“หยุดนะ! หยุดกล่าวอะไรเลอะเทอะ! คืนร่างซานตงมาและกลับสู่ที่เจ้าจากมา” เจ้าวั่งซูกล่าวเตือนปีศาจครั้งสุดท้ายพร้อม เหวี่ยงเคียวเปิดประตูสู่ปรภพ ประตูสู่ปรภพเปิดขึ้นด้านหลังปีศาจ
“อ้ากกก! ไอ้คนสกุลเจ้าเอ๋ย อันนี้มันแค่เริ่ม พวกข้ายังมีไม้เด็ดรอเจ้าอยู่อีกเพียบ ฮ่าๆๆ!”
“ประตูสู่ภพจงเปิด ส่งเจ้าปีศาจกลับสู่ภพต้นกำเนิด เจ้าผู้บุกรุกที่รังเกียจ กลับสู่ที่ของเจ้าไปซะ” ด้านในประตูสู่ภพคือความดำมืดมิด ไร้ความรู้สึกถึงพลังชีวิต แต่รับรู้ได้ถึงความอ้างว้างโดดเดี่ยว และ ความแค้นที่มากมาย”
“นั่นคือที่แห่งใดกัน!? มันไม่ได้มาจากปรภพ!? หรือ ภพอมนุษย์!? จริงด้วย” เจ้าวั่งซูพูดกับตัวเอง ด้วยความกังวลใจ
ประตูสู่ภพเปิดและดูดปีศาจและวิญญาณชั่วร้ายออกจากร่างพ่อบ้าน
“ฮ่าๆๆ! แกอย่านึก ว่าจะทำไรพวกข้าได้ จะมีปีศาจตัวอื่นกรูกันมาอีกมากมาย และพลังแห่งพวกข้ากำลังจะครอบงำในทุกภพแกอย่าคิดว่าจะปกป้องมนุษย์ที่น่ารังเกียจพวกนี้ได้ไปตลอด หึหึ!”
ก่อนที่ร่างปีศาจจะหลุดออกจากร่าง มันได้เริ่มคว้าฉวยเอาดวงจิตของซานตงออกมา ดวงจิตเปล่งแสงดั่งลูกแก้วแวววาวส่องสว่างอยู่พักหนึ่ง ปีศาจร้ายนั้นก้หันมาสแยะยิ้มเตรียมกลืนกินเข้าท้อง
“มนต์ผลักไส” แสงพลังจากเจ้าวั่งซูพวยพุ่งสลัดโฉบปัดดวงจิตกระเด็นไปอีกทาง
“ฮึ่ย! หึหึ! ฮ่าๆๆๆ!” “เจ้าอย่าพึ่งลำพองใจ นี่มันพึ่งเริ่มต้น เจ้าหมาป่าน้อย หึหึ!”
ประตูสู่ภพดูดร่างปีศาจเข้าไปและปิดลง ทุกอย่างบรรยากาศรอบด้านสงบลงพร้อมกับข้าวของที่กระจัดกระจาย วั่งซูผายมือเรียกดวงจิตลอยมาที่แขวน และ ผลักกลับคืนสู่ร่างซานตง ร่างกายเริ่มอุ่นขึ้นแต่ยังไม่คืนสติ
“พวกเจ้า! จงนำซานตงไปพัก”
“ครับ!” “ค่ะ!” “คุณชาย”
เจ้าวั่งซู มองรอบๆ อย่างครุ่นคิด ยังติดใจเรื่องการข้ามภพมาของปีศาจร้าย และสิ่งที่มันพูดทิ้งไว้ตอนท้าย คืออะไรกัน หายนะความมืดมนกำลังกลับมาหรอเนี๊ยะ และ หันขวับเดินออกจากประตูไป
“แล้วปกติการแข่งขันเพื่อบรรจุเป็นมือปราบมารที่หุบเขาจินลู่ซี นี่มันมีการแข่งอะไรบ้าง” เจ้าวั่งซูเอ่ยถาม ขณะ ที่ปากก็กัดไก่คำโต และซดน้ำซุบไม่ขาด“การที่จะได้เป็นมือปราบมารต้องผ่านด่านทดสอบทั้งเก้ากระจก โดยปกติแล้ว จะมีแค่ปรมาจารย์กระจกนั้นๆ ที่สามารถทะลุผ่านข้าออกกระจกได้ ดังนั้นในการแข่งขัน ผู้เข้าแข่งขันล้วนถูกคัดเลือกว่าแกร่งสุดอันดับหนึ่ง และ สอง เป็นตัวแทนจากแต่ละบ้านทั้งเก้ากระจก ซึ่งในแต่ละปีก็จะมีตัวแทนที่เหมาะสม มีแค่บ้านละคนมากสุดสองคนไม่เกินนี้ ดังนั้นในแต่ละปี จะมีผู้เข้าแข่งขันมากสุดไม่เกิน 18 คนส่วนในวิธีการคือ ปรมาจารย์ท่านนั้นจะใช้มนต์แบ่งจิตเข้าในร่างผู้เข้าแข่งขันเพื่อหลอกกระจกให้ปล่อยกายหยาบของผู้เข้าแข่งขันทั้งหมดเข้าไปในกระจกนั้นๆ ที่ทุกคนเชื่อว่าเป็นภพเสมือนจริง แต่อย่างที่พวกเรารู้กันมาว่าเบื้องหลังกระจกคือเส้นทางสู่ภพภูมินั้นๆที่แท้จริง เมื่อเข้าไปแล้วผู้เข้าแข่งขันจะเจอศัตรูที่ทางปรมาจารย์เหล่านั้นตระเตรียมไว้ซึ่งเป็นศัตรูจริงๆ จากภพนั้น และทำการสู้รบโดยใช้วิชาและไหวพริบที่ตนฝึกฝนมา ต่อกรกับสิ่งมีชีวิตจากต่างภพ ถ้าคนไหนสามารถ
ทั้งสองนั่งอยู่ด้วยกัน คุยกัน คนนึงดีดผีผา อีกคนเป่าซวินดำสิบสองซุ่น ทำนองผสมผสานเข้ากัน เคล้าสุรา และอาบโฉลมแสงจันทร์กันทั้งคืน จนพล๊อยหลับหัวชนกัน อยู่ตรงบริเวณชานเรือนริมน้ำก่อนย่ำรุ่งเมื่อแสงอาทิดย์สาดแสงแยงตา เจ้าวั่งซูก็เริ่มรู้สึกตัว เมื่อลืมตาตื่นขึ้นมาสิ่งแรกที่เห็นคือดวงหน้าอันงดงามของฮวาเฟยฟาอยู่ตรงหน้า คนที่อยู่ตรงหน้ากำลังหลับ ผิวละเอียดขาวราวหิมะ พวงแก้มเแดงชมพูระเรื่อ วงตายาวระหงขนตายาวเข้มดำเป็นแพ ช่างงดงามไร้ที่ติราวกับเทพปั้น “แต่ก็เป็นเทพจริงๆ เนอะ” วังซูคิดกับตัวเองข้างในใจ ก่อนจะนอนมองจ้อง ดื่มด่ำ กับสิ่งมีชีวิตที่หลับเหมือนเด็กไร้พิษภัยอยู่ตรงหน้าแบบเคลิบเคลิ้ม และลืมตัวยื่นมือออกไป สัมผัสแก้มฮวาเฟยฟา มือที่ใหญ่นิ้วเรียวสวย สัมผัสใบหน้างดงาม“ข้าขอโทษนะที่ทิ้งให้เจ้าอยู่คนเดียว เจ้าจะรู้สึกเดียวดาย และเป็นทุกข์ขนาดไหนนะ ในยามที่ข้าตายจากไป ข้าหวังว่าจากนี้ไปข้าจะสามารถทำอะไรเพื่อเป็นการชดใช้ให้เจ้าได้บ้าง” เจ้าวั่งซูมองคนที่อยู่ตรงหน้าด้วยความรัก ความรู้สึกผิด และบ่นเปรยออกมา“ก็มากอยู่ ที่ว่าจะชดใช้ ได้
“หลายปีหลังมานี้ ไม่ใช่แค่ที่หมู่บ้านชุนเทียนที่บรรยากาศวิปริตถูกปกคลุมด้วยฤดูใบไม้ร่วง แต่ใบไม้ที่ร่วงหล่นนี้ก็ติดตามตัวข้าไปทุกๆที่ ที่ข้าไป ดอกไม้ที่งดงาม ต้นไม้ที่เขียวชอุ่มกลับร่วงโรยทันตา ยามข้าแวะเวียนผ่าน ปกติฤดูสับเปลี่ยนเป็นเรื่องปกติ แต่ครั้นที่เกิดเหตุระเบิดครั้งนั้น ร่างเจ้าวั่งซูแตกสลาย และใจของข้าก็แตกสลายไปพร้อมกันเจ้าวั่งซูแแท้จริงแล้วเป็นบุตรแห่งปีศาจหมาป่าดำเจ้าแห่งปรภพผู้ควบคุมไฟ ในขณะที่มารดาเค้าคือเทพธิดาแห่งแสงจันทร์จากภพสวรรค ส่วนข้าพระบิดาคือเทพแสงอาทิตย์ และพระมารดาคือเทพธิดามังกร เจ้าวั่งซูเหยียบอยู่สามภพคือปรโลก มนุษย์ และสวรรค์ ในขณะที่ข้า ภพเดรัจฉาน มนุษย์ และสวรรค์ และเราทั้งสองคือผู้ถือครองศาตราที่แกร่ง และสำคัญที่สุดอย่างเคียวสู่ภพ และ ดาบสุสานมังกรดังนั้น แม้การระเบิดที่จัตุรัสเฟิงสุ่ย อาจสร้างรอยแตกร้าวระหว่างภพ และความสูญเสียต่อสรรพชีวิตมากมาย แต่ การแตกสลายของเราสองคน ก็มีส่วนหนักหนาไม่แพ้กันที่ทำให้ธรรมชาติบิดเบี้ยวอย่างชัดเจน สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนคือ คล้ายว่าชะตาของเราสองเหมือนจะถูกผูกไว้กับฤดูใบไม้ร่วง ข้าจำได้ครั้งแรกที่มัน
“นี่ในอดีต กับการแค่เฟยเฟยสูญเสียความเป็นตัวเอง ก็กระทบ และวุ่นวายกันถึงสามภพ นี่องค์ชายแห่งมังกรช่างยิ่งใหญ่จริง แล้วสรุปพ่อแม่เฟยเฟยไปหาความทรงจำที่ไหนกัน” วั่งซูนึกคิดกับตัวเองก่อนที่ความทรงจำจะตัดภาพกลับมา ที่ห้องอาบน้ำบ้านตระกูลเจ้า“เอ๊ะ! นี่ข้ากลับมาปัจจุบันแล้วหรอ” เจ้าวั่งซูพูดกับตัวเองก่อนที่จะเห็นบรรดาบ่าวไพร่สกุลเจ้าเดินนำทาง เทพแห่งแสงอาทิตย์และเทพธิดาสี่เอ๋อเข้ามา “ไม่ใช่นี่คืออดีตแต่เป็นที่บ้านข้า ว่าแต่พวกเค้าเข้ามาทำอะไรในนี้” วั่งซูรีบเดินตามไปดูทั้งสองต่างแยกกัน และยืนจังก้าหน้ารูปปั้นกิเลนไฟ กับ หงส์ฟ้า ที่ยืนคายน้ำอยู่ ทั้งคู่ร่ายมนต์เรียกหาดวงจิตและยิงพลังไปที่รูปปั้น ดวงตาของกิเลนไฟและหงส์ฟ้าเปล่งสว่างฉับพลัน ดวงจิตกิเลน และ หงส์ ลอยขึ้นออกจากร่างบิน และ กระโดดเข้าหาซบคลอเคลียกัน“ฮะ! นั่น! ที่นั่งอยู่บนหลังหงส์คือเฟยเฟย ส่วนบนหลังกิเลน คุ้นคุ้น นั่นมันข้าหนิ! เอ๊ะ! ไม่ใช่หรือว่าจะเป็น ท่านปู่ทวดเจ้าวั่งซู ข้ากับท่านปู่ทวดหน้าตา น้ำเสียง แล
ทุกคนชลมุนวุ่นวายวิ่งกันไปมาทะลุผ่านตัวเจ้าวั่งซูไป องค์จักรพรรดิและองค์จักรพรรดินีแห่งสวรรค์ เรียกประชุมรวม เหล่าทวยเทพเทวดา และบรรดาเซียนเพื่อแก้วิกฤตที่เกิดขึ้น เรื่องราวความวิปริตของธรรมชาติไม่ได้เกิดขึ้นแค่ที่ภพภูมิมนุษย์ แต่เป็นอีกสองภพต้นกำเนิดขององค์ชายและเผ่าพันธุ์มังกร ภพสวรรค์ และ ภพเดรัจฉาน ทั้งสองภพต่างได้รับแรงกระเพื่อมจากการแตกสลายขององค์ชายแห่งมังกรผู้ควบคุมกระแสน้ำทั้งสามภพ เจ้าวั่งซูรีบเดินตามเหล่าทวยเทพเซียนไปที่โถงศักดิ์สิทธิ์ประชุม เหล่าเทพเซียนมากมายเข้าแถวยืนเป็นระเบียบ สักพักองค์จักรพรรดิและองค์จักรพรรดินีแห่งสวรรค์ก็เสด็จออกมา“ตัวจริงก็ยังหนุ่มสาวนะเนี๊ยะ ทำไมพวกเทพเซียนนี่ไม่รู้จักแก่ คงกินท้อพันปีกัน จนต้นนั้นโตออกลูกออกผลไม่ทัน” เจ้าวั่งซูคิด“องค์จักรพรรดิและองค์จักรพรรดินีขอจงทรงพระเจริญหมื่นปีหมื่นๆ ปี” เหล่าทวยเทพเซียนประสานเสียงกล่าวสรรเสริญ“วันนี้ มีผู้ให้เกียรติเข้าร่วมประชุมกับพวกเรา ท่านผู้ปกปักภพเดรัจฉานและผู้นำจิตวิญญาณแห่งเหล่าสรรพสัต
น่าจะเป็นยามดึก ในสวนดอกไม้ภายในบริเวณคฤหาสน์แห่งนี้ เก๋งจีนตรงเรือนริมน้ำตกมีเพียงเสียงน้ำไหล และ แสงจันทร์ส่องสว่างกลางท้องฟ้า นั่น “เฟยเฟย” ทำไมเค้าดูแปลกไป สีเสื้อหม่น ใบหน้าหมองเศร้า เหมือนมีน้ำตาเอ่อตรงดวงตาคู่งาม ในตากลวงว่างเปล่า เหมือนคนใจสลาย ในมือถือสุราดอกมฤตยูดำ (ดอกมฤตยูดำคือดอกไม้ที่ผสมข้ามสายพันธุ์ระหว่าง ดอกมฤตยูดำที่ปลูกแค่บริเวณคฤหาสน์ตระกูลเจ้า และ พลังจักราของคนสกุลเจ้า) มีต้นกำเนิดและมีที่เดียวคือสกุลเจ้าคนที่คิดค้นคือ เจ้าวั่งซูรุ่นที่1และถูกนำมาหมักเป็นเหล้ารสเริด เมาแต่ไม่หนักหัวและสามารถช่วยสร้างความคิดและจินตนาการของผู้ดื่มให้สมจริง ดื่มเพื่อลืมความทุกข์จากโลกแห่งความเป็นจริงไป่ชิงหลงขดนอนอยู่บนโขดหินหน้าน้ำตก เกล็ดของชิงหลงจากสีขาวสว่างเปลี่ยนเป็นสีหม่นเหมือนขี้เถ้าและนอนหมดแรงอยู่ตรงนั้น “นั่นเจ้าเป็นอะไรเฟยเฟย” เจ้าวั่งซูเดินเข้าไปใกล้เพื่อฟังสิ่งที่ฮวาเฟยฟาพึมพำ “ทำไมท่านถึงทิ้งข้าไป ไหนว่าเราจะอยู่และร่วมกันต่อสู้เคียงข้างกันไปตลอด ทำไมทำไม” และเสียงก็เงียบหายไ







![เกือบหอบลูกหนีเพราะสามีไม่รัก[PWP]-Omegaverse](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)