LOGIN“ตราผนึกอักขระเช่นนี้... ลึกล้ำปานท้องนภาที่ไร้ขอบเขต” ชายชราพึมพำพลางถอนหายใจยาว แววตาที่จ้องมองพู่กันนั้นเต็มไปด้วยความอาวรณ์ทว่าก็แฝงด้วยความยอมรับในวาสนา เขาค่อยๆ ประคองพู่กันเล่มนั้นคืนสู่มือของอวี้เหวินอย่างทะนุถนอม “พู่กันเล่มนี้มีจิตวิญญาณของมันเอง... เมื่อครู่ข้าลองหยั่งเชิงดูแล้ว แม้แต่ข้
ใบหน้าของตาเฒ่าจูที่เคยบูดบึ้งถมึงทึง ปรับเปลี่ยนเป็นยิ้มแย้มยินดีดุจดอกไม้บานในฤดูใบไม้ผลิ แม้ในใจจะแอบฉงนสงสัยอยู่บ้างว่าเหตุใดเด็กหนุ่มผู้จองหองผู้นี้ถึงได้เปลี่ยนใจกะทันหันปานพลิกฝ่ามือ ‘หึ... คงเห็นท่าไม่ดี หรือไม่อยากให้ตาเฒ่าจางต้องปะทะกับข้าจนบาดเจ็บกระมัง’ เขาครุ่นคิดพลางปัดความสงสัยทิ้งไปเ
พริบตาที่เสียงตวาดก้องดังมาจากด้านนอก อวี้เหวินสะบัดข้อมือคราหนึ่ง พู่กันไม้โบราณที่แฝงกลิ่นอายเร้นลับพลันหายวับเข้าไปในแหวนมิติอย่างไร้ร่องรอย ดวงตาคมกริบของเขาประสานเข้ากับดวงตาที่สั่นไหวของจางเซวียนเพียงวูบเดียว ทั้งคู่ต่างเข้าใจในเจตนาของกันและกันโดยไร้คำพูด โครม! ประตูแสงค่ายกลถูกกระแทกเปิดออ
‘นี่มิใช่การจองจำ... แต่คือการทดสอบจิตวิญญาณ’ อวี้เหวินรำพึงในใจ เขาหลับตาลง นิ่งสงบดุจพระพุทธองค์ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ เขาเลิกใช้เนตรเปล่งมองดูอักขระบนโซ่ แต่ใช้ ‘ดวงจิต’ สัมผัสถึงจังหวะการเต้นของค่ายกล เขาพบว่าอักขระเหล่านั้นมิได้หยุดนิ่ง แต่มันเปลี่ยนรูปร่างไปตามลมหายใจของเขา อวี้เหวินเริ่มขยับป
ชายชรามองดวงตาที่สงบนิ่งทว่าแฝงด้วยความทะเยอทะยานของเด็กหนุ่มตรงหน้า ก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงกึ่งจริงกึ่งเล่น “ในเมื่อเจ้าเลื่อมใสในตัวหม่าเทียนหลัวถึงเพียงนี้... เจ้าสนใจจะเดินตามรอยเท้าอันลึกลับของเขา มุ่งสู่เส้นทางที่ใช้ 'สติปัญญา' สยบใต้หล้าอย่างนั้นหรือ?” “ข้าสนใจขอรับ” อวี้เหวินตอบโดยมิต้องค
ผู้อาวุโสหานเดินนำอวี้เหวินขึ้นสู่เบื้องบน ยิ่งผ่านแต่ละชั้น กลิ่นอายรอบกายก็ยิ่งหนักอึ้งและบริสุทธิ์ขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งมาถึงโถงทางเดินไม้หอมที่เงียบสงัดที่สุดของชั้นที่เจ็ด สุดทางนั้นมีประตูบานใหญ่แผ่ไอพลังจางๆ ออกมา มันมิได้ทำจากเหล็กกล้าหรือศิลา หากแต่เป็น ประตูแสงค่ายกล ที่ร้อยเรียงขึ้นจากอักข
เสียงของเขากล่าวต่อในทันที ราวกับมิปรารถนาให้ผู้ใดได้จมดิ่งอยู่ในห้วงความคิดนานเกินไป “ผู้ต่อไป… เซียวฝาน ศิษย์ทั่วไป” เสียงแห่งชีวิตกลับมาเคลื่อนไหวอีกครั้ง ทว่าในห้วงใจของผู้คน กลับมีเงาของชื่อหนึ่งฝังแน่นอยู่ อวี้เหวิน นามของผู้กล่าวถ้อยคำที่ดูเหมือนจะขัดต่อหลักการ แต่กลับสั่นคลอนความคิดของผู้
เสียงของชายชราบนแท่นหินสูงยังคงก้องกังวานไปทั่วลานพิธีที่เงียบสงัด มีเพียงเสียงลมจันทร์กระจ่างพัดเอื่อยๆ พาเงาใบไม้พลิ้วไหวแนบไปกับพื้นดิน “ซ่งฮวา ศิษย์ทั่วไป” เสียงเรียกชื่อดุจสายลมที่พัดผ่านผืนน้ำอันเงียบสงบ ดึงดูดสายตาทุกคู่ให้หันไปยังชายหนุ่มร่างผอมผู้หนึ่งที่ยืนอยู่ในแถวหลังสุด เขาสะดุ้งเล็กน
“โอ้ยย สมองของข้าจะระเบิดอยู่แล้ว!” อีกผู้หนึ่งเอ่ยขึ้น พลางยกมือขึ้นกุมศีรษะ ร่างกายแทบจะทรุดลงกับพื้น ศิษย์หญิงอีกนาง แม้ใบหน้างามระเรื่อดั่งดอกท้อแรกแย้ม ก็อดรนทนไม่ไหวกล่าวออกมาว่า “ข้าเคยศึกษาเรื่องค่ายกลมาบ้าง แต่ภาพนี้… มันเปลี่ยนแปลงรวดเร็วเกินไป!” สีหน้าของนางคล้ายกับยามที่เห็นเงาของพญางูร
ครั้งที่สอง สีทองของวัตถุบางชิ้นเริ่มจางซีดลง แปรเปลี่ยนกลับกลายเป็นสีเงินและมืดมิด วัตถุบางอันกระพริบไหวอย่างรวดเร็ว แล้วหายวับไปจากตำแหน่งเดิม ราวกับภาพลวงตาในสายหมอก ครั้งที่สาม เส้นทางที่เคยสว่างไสวกลับดับมืดลงสนิท ราวกับถูกปิดผนึกด้วยตราประทับเวทมนตร์โบราณ วัตถุบางชิ้นกลายเป็นเงาทะมึน บางส่ว







