Mag-log inสายน้ำไม่อาจย้อนกลับ ชะตาไม่อาจหวนคืน เมื่อชีวิตพลิกผันสู่ยุคที่ไม่คุ้นเคย มีเพียงต้องเดินหน้า ฝ่าฟัน จึงจะสามารถดำรงอยู่
view moreบทชี้แจง
ในเรื่องเป็นแนวนิยายจีนย้อนยุคผสมแฟนตาซีกำลังภายใน
ซึ่งบุคคลในเรื่องจะมีกำลังภายในที่แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม
1.ด้านพละกำลัง
มีความสามารถในการต่อสู้ โจมตี พวกมีวรยุทธ์ คนส่วนใหญ่มักมีปราณด้านนี้กัน
2.ด้านเวทย์มนต์
มีความสามารถในการใช้คาถาในการโจมตี แต่หากต่อสู้ในระยะประชิดจะเสียเปรียบกลุ่มที่มีพละกำลังอยู่มาก เพราะต้องใช้เวลาในการร่ายเวทย์ เป็นความสามารถของชนกลุ่มน้อยที่หาได้ยาก
3.ด้านรักษาฟื้นฟู
มีความสามารถในการรักษาผู้อื่น แต่ไม่มีกำลังในการต่อสู้ มีแต่กำลังในการป้องกันตนเองจากการโจมตีโดย 2 กลุ่มแรก ปัจจุบันผู้มีปราณด้านนี้มีน้อยมาก
ระดับพลัง แบ่งเป็น 9 ระดับเรียงสีได้ แดง, เหลือง,ส้ม, เขียว,น้ำเงิน,ฟ้า ,ชมพู , ม่วง,ทอง แต่ละระดับแบ่งเป็น ระดับต่ำ กลาง สูง
วิธีการเพิ่มระดับต้องอาศัยการฝึกฝน หรือใช้ผลึกธาตุช่วย
ผลึกธาตุ หาได้จากการสังหารสัตว์เทพ ยิ่งสัตว์เทพระดับสูงจะยิ่งมีผลึกธาตุระดับสูงตามได้ด้วย
สัตว์แห่งเทพ แบ่งระดับเช่นเดียวกัน คนทุกคนจะสิทธิมีสัตว์แห่งเทพเป็นคู่พันธะสัญญากัน1ตัว และพัฒนาระดับไปพร้อมๆ กัน
*การทำพันธะสัญญากับสัตว์เทพ
จะสามารถกระทำได้เมื่ออายุ 13 ปีขึ้นไป ลักษณะการทำพันธะสัญญาจะเกิดขึ้นได้เมื่อทั้ง 2 ยอมรับซึ่งกันและกัน ผลตอบแทนจากการทำพันธะสัญญาคือฝ่ายที่มีขั้นต่ำกว่าจะได้เพิ่มระดับขั้น 1 ขั้น
การยกเลิกพันธะทำได้ตลอดเวลา แต่ต้องแลกด้วยการที่ผู้ขอยกเลิกพันธะสัญญานั้นจะต้องลดระดับลง 1 ขั้น และผู้ถูกขอเลิกพันธะสัญญาเองจะได้รับพลังเพิ่มระดับอีก 1 ขั้นเป็นการตอบแทนเช่นกัน แต่หากคู่พันธะสัญญาตายจากไประดับขั้นของอีกฝ่ายที่มีชีวิตอยู่ก็จะลดลง 1 ขั้นเช่นกัน
.....................................................................................
บทที่ 1
เสียงเพลงมาร์ชพยาบาลจบลง จันทร์จิรายกยิ้มกว้างดวงหน้าเปี่ยมด้วยความสุข นาฬิกาที่บอกเวลา 24.00 น. บ่งบอกเวลาเข้าเวรของเธอ ทั้งที่วันนี้เป็นวันเกิดครบรอบอายุยี่สิบเจ็ดปี แต่เพราะโรงพยาบาลชุมชนที่อยู่ห่างไกลจากตัวเมืองมากกว่าสองร้อยกิโลเมตร ทำให้จำนวนพยาบาลมีไม่เพียงพอกับความต้องการ วันนี้จันทร์จิราจึงต้องอยู่เวรโดยมีหน้าที่ส่งต่อผู้ป่วยภาวะวิกฤตจากโรงพยาบาลชุมชนไปส่งโรงพยาบาลจังหวัด อาชีพพยาบาลอย่างเธอมีทางเลือกมากมาย หากแต่เพราะชีวิตที่ไม่เหลือใครอย่างเธอไม่จำเป็นต้องดิ้นรนแข่งขันอะไร ดังนั้นเธอจึงเลือกที่จะทำตามความฝันของเธอ อุทิศตนเพื่อผู้ป่วย ร่างบางหยิบเค้กที่ปักเทียนยกขึ้นเป่าอวยพรให้ตนเองพบความสุขในชีวิต
ติ๊ด... ติ๊ด...
“ของขวัญวันเกิดใช่ไหมนี่”
“ลูกจันทร์มีคนไข้ post arrest CPR ขึ้นตอนนี้ On ETT รีเฟอด่วน”
“ค่ะ เดี๋ยวจันทร์ไปเดี๋ยวนี้เลยค่ะ”
ใช้เวลาไม่ถึงสิบนาที จันทร์จิราก็มาถึงห้องฉุกเฉินในชุดที่พร้อมกับการเดินทางครั้งนี้ ร่างบางตรงเข้าไปรับเวรในทันที เนื่องจากเข้าใจสถานการณ์ฉุกเฉินนี้ดี
“คนไข้ผู้ชาย อายุน่าจะประมาณสามสิบปี ไม่มีบัตรอะไรเลย มีคนไปเจอนอนหมดสติที่ข้างทาง เลยเรียกรถกู้ภัยไปรับ แรกรับคนไข้ไม่รู้สึกตัว คลำชีพจรไม่ได้ ทางทีมกู้ชีพเลย CPR (ปั๊มหัวใจ) มาจนถึงโรงพยาบาล และทางเราได้ CPR ต่อ หลังจากนั้น HR ก็ขึ้น (หัวใจกลับมาเต้น) หมอใส่ท่อให้แล้วนะ ตอนนี้ moniter EKG (เครื่องประเมินการเต้นของหัวใจ) ไว้ให้ แล้ว...” รายละเอียดอื่นๆ ถูกส่งต่อมาอีกชุดใหญ่ จันทร์จิราได้แต่ปาดเหงื่อในใจ คนไข้อาการหนักขนาดนี้แต่พยาบาลนำส่งกลับมีเธอแค่คนเดียว หากเกิดคนไข้หัวใจหยุดเต้นกลางทาง เธอคงได้แต่ร้องขอสวรรค์ช่วย
รถฉุกเฉินออกเดินทางทันทีที่ทุกอย่างพร้อม จันทร์จิราตรวจสอบอุปกรณ์ต่างๆ บนรถด้วยความตั้งใจ ระยะเวลาสามชั่วโมงนับจากนี้คือนาทีชีวิตของคนไข้ในมือเธอ จะอย่างไรเขาจะต้องปลอดภัย จันทร์จิราภาวนาในใจให้คุณพระคุณเจ้าคุ้มครอง หากแต่สิ่งที่เธอกลัวมาตลอดก็เกิดขึ้น
ติ๊ด...
สัญญาณชีพจรบนหน้าจอเครื่องที่แสดงการเต้นของหัวใจกลายเป็นเส้นตรง มือบางรีบคลำชีพจรในทันที ไม่มีการเต้นของหัวใจ เร็วยิ่งกว่ากะพริบตา ร่างบางรีบทำการ CPR ในทันที
“ลุงพร คนไข้ arrest แวะโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุด” หลังจากที่เอ่ยออกไป ลุงพรก็เหยียบคันเร่งจนมิด เพราะนาทีชีวิตของคนไข้ที่กำลังต้องการการช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน ขณะที่เบื้องหน้าคือสี่แยก มีรถติดไฟแดงประมาณห้าคัน ลุงพรเปิดเสียงสัณญาณฉุกเฉินพร้อมกับประกาศขอทาง รถสี่คันแรกชิดเข้าด้านซ้ายยอมไปกลับรถเพื่อหลีกทางให้อย่างรวดเร็ว หากแต่รถอีกคันด้านหน้ากลับไม่ยอมขยับ
“พี่หลบชิดซ้ายให้รถพยาบาลหน่อยสิ”
หญิงวัยยี่สิบกว่าปีเอ่ยบอกสามีผู้เป็นคนขับรถอย่างหงุดหงิดใจ
“หลบทำไมอีกสามสิบวิก็ไฟเขียวแล้ว จะรีบอะไรนักหนา ชิดซ้ายตามเธอว่าเราก็ต้องไปยูเทิร์นไกลจะตาย”
“แต่เขาอาจจะมีคนเจ็บหนักก็ได้นะพี่”
“เงียบๆ ไปเลย รีบนักก็เบี่ยงขวาไปเลย”
“แต่มันอันตรายนะพี่ เราก็ไม่ได้รีบสักหน่อย ช่วยๆ กันไม่ได้รึไง”
ขณะที่คนในรถคันหน้ากำลังเถียงกัน จันทร์จิราก็เริ่มที่จะหมดแรงลงทุกที ด้วยมาคนเดียวไม่อาจมีคนเปลี่ยนช่วยเธอ แต่ถึงอย่างไรก็มิอาจหยุดมือ ลุงพรตัดสินใจหลบเข้าเลนขวาแล้วขยับรถเพื่อจะฝ่าไฟแดงไปด้านหน้า แต่เวลานี้เป็นเวลาของไฟเขียวแยกทางขวามือเช่นกันทำให้รถที่พุ่งออกมาก็มีไม่น้อย หากแม้รถคันเมื่อครู่ยอมหลีกทางให้สักนิด พวกเขาก็คงไม่ต้องมาเสี่ยงขนาดนี้
“ลุงพร จันทร์จะไม่ไหวแล้ว”
เสียงของจันทร์จิราอ่อนแรงอย่างเห็นได้ชัด ลุงพรตัดสินใจพุ่งรถออกไปเมื่อเห็นช่องว่างของรถบนถนน และรถทางขวาเหมือนจะชะลอตัวให้ทาง แต่เมื่อรถเคลื่อนออกไประหว่างถนนกลับมีรถกระบะสีขาวพุ่งออกมาจากทางขวาด้วยความเร็วสูง เพราะเวลาบนป้ายสัญญาณจราจรบอกเวลาที่เหลือเพียงสามวินาทีสุดท้าย หากช้าอีกเพียงนิดเขาจะต้องรอสัญณาณไฟรอบใหม่ซึ่งคงใช้เวลาอีกนานทีเดียว
แรงกระแทกจากด้านขวาของรถพยาบาลทำให้จันทร์จิรากระเด็นไปชิดตัวรถด้านซ้าย คล้ายโลกหมุนเร็วผิดปกติ ร่างบางกลิ้งไปมาราวลูกข่างกระแทกกับอะไรต่อมิอะไรจนมิอาจแยกได้ เพียงชั่วพริบตาที่รถพยาบาลคันขาวหมุนไปบนถนนกลางสี่แยก หากแต่นั่นก็คือช่วงสุดท้ายของลมหายใจของสามชีวิตในรถที่ถูกพรากจากไป
“พี่รถชน”
“เออ... เห็นแล้ว”
“เห็นไหมพี่ ฉันบอกให้พี่หลบ พี่ก็ไม่เชื่อฉัน ไม่อย่างนั่นคนในรถคงไม่...”
หญิงสาวในรถคันเดิมกล่าวต่อว่าสามีพร้อมน้ำตาไหลอาบแก้ม ขณะที่ฝ่ายชายได้แต่หน้าซีดมือสั่นจ้องมองเหตุการณ์เบื้องหน้าด้วยความรู้สึกผิดท่วมท้นในใจ หากแม้นย้อนเวลาได้เขาจะไม่ลังเลเลยที่จะตัดสินใจให้ทาง
“อี้เอ๋อร์ข้าอยากได้ยินเสียงเจ้า”น้ำเสียงเว้าวอนทั้งที่ยังดูดกลืนยอดอกของนาง หากแต่สิ่งที่ทำให้ม่อฉ่ายอี้มิอาจทานทนคือนิ้วหยาบยาวที่ซุกเข้าไปกลางกายสาวของนางจนสุด“อ๊ะ...”ร่างบางของนางเกร็งกระตุกตอดรัดนิ้วของเขาแน่น หลิวหนิงเฉินแทบอยากถอนนิ้วของตนออกแล้วผสานตัวตนของเขาและนางเสียเดี๋ยวนี้ หากแต่เพราะเขาและนางห่างหายจากกันไปนาน เขายังมิอยากเร่งรีบกับนางมากนัก นิ้วยาวจึงขยับเข้าออกกระตุ้นนาง เสียงหวานครวญดังลั่นอย่างลืมตัว เมื่อถูกเขาเร่งเร้าด้วยนิ้วยาว หลิวหนิงเฉินลุกขึ้นจับเรียวขาแยกออกจากกัน มองใบหน้าที่เย้ายวนด้วยอารมณ์ปรารถนาของนางแล้วแทบจะโหมกายใส่นางเสียเดี๋ยวนี้“ท่านพี่ข้าไม่ไหวแล้ว”หลิวหนิงเฉินเร่งจังหวะส่งนางนำไปก่อน นิ้วยาวถูกนางตอดรัดแน่นเสียจนแทบขยับมิได้ เสียงหวานครวญดังลั่นก่อนเกร็งกระตุก เขาก้มหน้าลงดูดกลืนน้ำหวานที่ไหลล้นออกมา ลิ้นยาวตวัดขึ้นลงก่อนสอดใส่ปลุกเร้าอารมณ์ที่ควรมอดดับของนางให้ตื่นตัวอีกครั้ง มือบางจับศีรษะของเขากดลงแนบแน่น แอ่นกายรับสัมผัสจากลิ้นร้อน ยิ่งเขาสอดใส่นางยิ่งครวญคราง มือบางขยำผมนุ่มของเขาจนสุดแรง เมื่อแรงปรารถนาพุ่งถึงขีดสุดอีกครั้ง“อ่า... ท่
“เจ้าอาจต้องเหนื่อยหน่อย”“ข้าไม่กลัว”หลิวหนิงเฉินยกยิ้มกว้างจดจ้องดวงตาใสเปล่งประกายแน่วแน่ของนาง ก่อนก้มลงจุมพิตที่หน้าผากเนียนนุ่มอีกครั้ง“ข้าขอร้องท่านสักอย่างได้หรือไม่”หลิวหนิงเฉินถอนจุมพิตสบดวงตาหวานที่มีแววแน่วแน่อีกครั้ง“ไม่ว่าท่านกำลังทำอะไรอยู่ อย่าทอดทิ้งข้าเช่นนี้อีก ข้ามิได้อ่อนแอเช่นที่ท่านกังวล”นางรู้ดีว่าที่เขาไม่ให้นางเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการจัดการปรับเปลี่ยนเมืองหลวนซานนั้นเพราะห่วงเรื่องความปลอดภัยของนาง ที่เมืองหลวนซานนั้นมิได้มีเพียงผู้มีอิทธิพลในเมืองเท่านั้น กลุ่มคนนอกเมืองที่เคยมาติดต่อกับเจ้าเมืองหงนั้นก็มีมากมาย เมื่อหลิวหนิงเฉินเข้ามาล้างระบบเดิม คนเหล่านั้นย่อมเสียผลประโยชน์เป็นจำนวนมาก การกำจัดเขาจึงเป็นวิธีการที่ดีที่สุดหลิวหนิงเฉินพยักหน้าอย่างจนใจ ก่อนหน้านี้เขาสามารถข่มใจตนเองได้ หากแต่เมื่อได้พบนางอีกครั้งเขามั่นใจในความรู้สึกของตนว่ามิอาจจากนางได้อีก“ข้าสัญญา... แม้เจ้าอยากไปจากข้า ข้าก็จะไม่ปล่อยเจ้าไป”“ข้าไม่มีทางไปจากท่านแน่นอน”ม่อฉ่ายอี้โผเข้าโอบกอดเอวสอบแนบแน่น ใบหน้างามซบที่อกกว้าง“มีสิ่งหนึ่งที่ข้าจำเป็นต้องบอกเจ้า”ม่อฉ่ายอี้ตัวสั่นส
หนึ่งปีที่เขาทุ่มเทแรงกายทุกอย่างให้กับเมืองหลวนซาน ทุกวันแม้อยากมาเยี่ยมเยียนหานางก็มิสามารถกระทำได้ หลายครั้งที่เขาลุกขึ้นมาเพื่อเตรียมตัวมาหานางแต่กลับถูกฉุดรั้งด้วยปัญหาต่างๆ มากมาย จวบจนวันนี้วันที่ทุกอย่างเรียบร้อยลงตัวเขาจึงสามารถมาหานางได้ร่างบางที่เอนกายพิงต้นไม้ใหญ่กลางทุ่งหญ้าหน้ากระท่อม แม้เป็นยามค่ำคืนหากแต่แสงจันทร์ยังคงฉายให้เห็นใบหน้าหวานที่หลับสนิทชัดเจน มุมปากสวยยกยิ้มหวานคล้ายกำลังฝันดี มือหนาหยาบกร้านยกขึ้นเกลี่ยผิวหน้าอ่อนเยาว์ของนางแผ่วเบา แต่กลับทำให้ดวงตาหวานปรือขึ้น นางยกยิ้มกว้างให้เขา“ข้าฝันเห็นท่านอีกแล้ว แต่ทำไมวันนี้ท่านจึงดูทรุดโทรมนัก”น้ำเสียงงัวเงียของนางกับดวงตาหวานที่ปรือคล้ายคนละเมอทำให้เขาอดที่จะยกยิ้มกว้างไม่ได้ ก่อนที่จะโน้มตัวลงจุมพิตที่หน้าผากเนียนนุ่มของนางแผ่วเบา“ข้าคิดถึงเจ้า”สัมผัสอ่อนโยนนี้คล้ายจริงจนม่อฉ่ายอี้ใจสั่น ดวงตาหวานเบิกกว้างแม้ค่อนข้างมั่นใจว่าเขากลับมาหานางแล้ว หากแต่ส่วนลึกก็ยังคงหวาดกลัว หวาดกลัวว่าทุกอย่างจะเป็นเพียงภาพฝันที่เพียงนางตื่นก็จางหายไปเช่นทุกครั้ง“ข้ากำลังฝันใช่หรือไม่”หลิวหนิงเฉินเลื่อนริมฝีปากลงมาตามแก้ม
“ท่านรู้จักสถานที่นี้ได้อย่างไร”ม่อฉ่ายอี้ยกยิ้มกว้างกางแขนหมุนตัวกลางทุ่งหญ้าที่ออกดอกบานสะพรั่งสีม่วงอ่อน กลีบดอกเล็กเมื่อโดนชายผ้าของม่อฉ่ายอี้พลันพลิ้วไหวล่องลอยขึ้นบนอากาศ หลิวหนิงเฉินมองภาพเบื้องหน้าแล้วยกยิ้มกว้างงดงามปานเทพเซียนจำแลงเขาพึ่งเข้าใจคำเปรียบเปรยนี้ในวันนี้นี่เอง ม่อฉ่ายอี้เป็นเจ้าที่เดินเข้ามาหาข้า เช่นนั้นนับจากนี้ก็อย่าหวังว่าจะจากข้าไปที่ใดอีกม่อฉ่ายอี้ทิ้งตัวลงนอนใต้ต้นไม้ใหญ่หน้ากระท่อมหลังน้อย สายตาหวานจดจ้องกลีบดอกเล็กที่ลอยฟุ้งด้วยรอยยิ้มหวาน นางเคยฝัน... ฝันว่าสักวันนางจะสามารถปล่อยวางทุกสิ่ง ใช้ชีวิตโดยมิต้องหวาดระแวงทุกคนรอบตัว หายใจโดยมิต้องหวั่นเกรงผงพิษ กินอาหารโดยมิต้องผ่านการตรวจสอบโดยคนทดลองที่ตายแทนนางมาแล้วหลายคน ชีวิตที่เรียบง่ายเช่นคนสามัญทั่วไปแม้เพียงเวลาสั้นๆ ข้าก็พอใจ“ข้าเตรียมอาหารเช้าไว้แล้วเจ้าหิวหรือยัง”เสียงนุ่มทุ้มเอ่ยเรียกนางออกจากภวังค์ ก่อนยันกายลุกขึ้นเดินตามพ่อครัวจำเป็นไปในตัวกระท่อม แม้เป็นเพียงกระท่อมหลังเล็กที่มีเพียงห้องเดียว แต่ทุกอย่างถูกจัดเอาไว้อย่างเป็นระเบียบ เครื่องใช้ที่สะอาดสะอ้านมีกลิ่นหอมอ่อนๆ ของอากาศยามเ
“ส่วนหนึ่งต้องขอบคุณเจ้า ผลึกธาตุที่เจ้าให้พี่ชายข้าไว้ทำให้การฝึกฝนของข้าใช้เวลาสั้นลง”วิหคเพลิงกระซิบเสียงเบา เรื่องนี้เป็นความลับที่เขาพึ่งค้นพบ หากสัตว์เทพชั้นสูงตัวอื่นรู้เข้าเรื่องวุ่นวายอาจเกิดขึ้นได้ เยว่เอ๋อร์ขมวดคิ้วเรียว เช่นนั้นหากความลับนี้มีผู้ล่วงรู้ เหล่าสัตว์เทพพวกนี้คงอายุสั้นแ
เจี้ยนเว่ยมองน้องสาวตัวเองที่พลาดท่า เขาปล่อยพลังปราณเข้าโจมตีเจ้ากระทิงป่าก่อนที่มันจะจู่โจมน้องสาวของเขาอีกครั้ง ดวงตาดุร้ายหันมาจดจ้องศัตรูตรงหน้าที่ลอบโจมตีมันก่อนทะยานพุ่งใส่รวดเร็ว ต้าเจี้ยนเว่ยปล่อยพลังปราณเข้าโจมตีหากแต่ก็มิสามารถกระทำอันตรายใดมันได้ ร่างใหญ่โตพุ่งใส่เขาอย่างต่อเนื่อง ต้าเจ
“ข้าจะไปด้วย”นกเซียนเหยากระพือปีกเล็กๆ ของตนตามมา แม้ปีกของมันจะเล็กแต่ว่าความเร็วไม่น้อยหน้าวิหคเพลิงสักนิด พริบตาสามชีวิตก็ทะยานมาสู่ยอดเขาได้สำเร็จ เยว่เอ๋อร์กวาดสายตามองโดยรอบ หากแต่ก็ปราศจากต้น ตี้ชางสักต้น ดวงตาหวานส่อแววผิดหวังมิน้อย“เยว่เอ๋อร์ ข้าได้กลิ่นดอกตี้ชางแถวๆ นี้”คำบอกกล่าวของนก
ผู้เข้ารับการทดสอบต่างแยกย้ายกันไป เยว่เอ๋อร์และพวกเดินขึ้นไปทางเหนือของป่ามรณะตามที่ว่านหานเซียนเคยบอกเอาไว้ ต้นตี้ชางมักขึ้นในป่าเขตร้อนที่อากาศถ่ายเทสะดวก ที่ทางเหนือมีหุบเขาอยู่หนึ่งลูก ทั่วทั้งภูเขาเป็นหินอัคนีเนื่องจากในอดีตเคยเป็นภูเขาไฟมาก่อน ลักษณะจึงโล่งโปร่งถ่ายเทอากาศได้ดี เหมาะแก่การเต






Rebyu