Masukสายตาของเขาจับจ้องไปยังคนผู้หนึ่งโดยไม่ละไปแม้แต่น้อย หลี่หมิง! อวี้เหวินเองก็หันไปมองในเวลาเดียวกัน สายตาของคนทั้งสองปะทะกันกลางอากาศ ไร้ซึ่งคำพูด ทว่าความแค้นจากอดีตกลับปะทุขึ้นในพริบตา ราวกับประกายไฟที่ตกลงบนกองฟืนแห้ง! บรรยากาศระหว่างคนทั้งสองพลันเย็นยะเยือกลงอย่างไร้สาเหตุ หลี่หมิงกำหมัด
หลังจากขบวนของตำหนักมังกรเมฆาเข้าสู่เรือนพักบนยอดเขาหยกดำ บรรยากาศโดยรอบก็พลันเงียบลงอย่างน่าประหลาด นอกค่ายกลป้องกัน หมอกพิษเจือปราณมารลอยคลุ้งอยู่ท่ามกลางความมืด ราวกับอสูรร้ายที่ซ่อนตัวเฝ้ามองเหยื่อจากเงามืด รอเพียงโอกาสลงมือ ภายในห้องหินของอวี้เหวิน แสงจากโคมน้ำมันบัวส่องสลัวลงบนร่างของเด็กหนุ
ผู้อาวุโสไป๋! เบื้องหลังของเขาคือเหล่าผู้อาวุโสและศิษย์ระดับสูงของสำนัก ยืนเรียงรายอย่างเป็นระเบียบ แสงอาทิตย์ยามเช้าส่องผ่านม่านหมอกลงมากระทบลานศิลา ทว่ากลับมิอาจขับไล่ความเย็นเยียบที่แผ่ซ่านอยู่ในอากาศได้ อวี้เหวินยืนอยู่บนหัวเรือ ดวงตาคมกวาดมองผู้คนเบื้องล่างอย่างสงบนิ่ง ในที่สุด... พวกเขาก็
ทว่าในขณะที่ทุกคนกำลังจับจ้องไปยังยอดเขาเบื้องหน้า ความมืดมิดของราตรีก็ค่อยๆ จางหายไปทีละน้อย แสงแรกแห่งรุ่งอรุณเริ่มสาดผ่านขอบฟ้าทิศตะวันออกอย่างเชื่องช้า ประกายสีทองอ่อนทะลุม่านเมฆเหนือผืนป่า ทาบลงบนทะเลหมอกสีเทาอมเขียวเบื้องล่าง ราวกับกำลังฉีกกระชากม่านแห่งราตรีให้เปิดออก ทว่าต่อให้แสงอาทิตย์เร
ซูเทียนหลงมิได้สังเกตเห็นความผิดปกติของอวี้เหวิน เขากล่าวต่อทันที “ส่วนสำนักถัดมา... ตระกูลหวัง” เขายกไหสุราขึ้นจิบ ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงกึ่งหยอกล้อ “ตระกูลมหาเศรษฐีแห่งแดนใต้ พวกมันขึ้นชื่อเรื่องความมั่งคั่ง อาวุธวิเศษ ยันต์ค่ายกล และทรัพยากรล้ำค่าล้วนมีพร้อม หากมีสิ่งใดใช้เงินแก้ปัญหาได้ ตระกูลห
ราตรีสุดท้ายก่อนเรือบินวิเศษสีทองจะบรรลุถึงอาณาเขตของสำนักมารเงาหมอก ท้องฟ้าเบื้องบนมืดมิดดุจหมึก ละอองหมอกพิษสีเทาอมเขียวเบื้องล่างทอดตัวปกคลุมผืนป่าดงดิบราวกับอสรพิษยักษ์ที่หลับใหลอยู่ใต้ความมืด เสียงสายลมเหนือเมฆาพัดผ่านค่ายกลป้องกันของเรือดังวูบวาบ บรรยากาศรอบด้านหนักอึ้งและตึงเครียดกว่าทุกคืนท
ผัวะ! เขายกแขนขึ้นป้องกันในเสี้ยวลมหายใจ เคล็ดวิชาเกราะสังวาลย์ดำมืดแผ่ขยายครอบคลุมทั่วร่าง กล้ามเนื้อเขม็งตึง เอ็นและกระดูกกึกก้องอย่างน่าพรั่นพรึง แรงปะทะที่สะท้านสู่กระดูกยังคงส่งตัวเขากระเด็นออกไปสองสามจั้ง ลอยกลางอากาศก่อนกระแทกกับพื้นทราย กลิ้งไถลทิ้งรอยลึกเป็นแนวยาว แววตาเขาสั่นไหวเล็กน้อ
ภายใต้เงาจันทราซีดเซียวที่ทอดแสงนวลลงบนผืนน้ำทะเลอันมืดมิด กลิ่นไอเค็มยังคงล่องลอยเคล้าคลอกับลมราตรี อวี้เหวินยืนหยัดดุจขุนเขาที่มิหวั่นไหวเบื้องหน้าบุรุษวัยกลางคน ดวงตากลับฉายแววกระวนกระวายราวถูกเพลิงแผดเผา แสงจันทร์สาดส่องลงบนใบหน้าคมคายราวสลักเสลา เงาร่างในอาภรณ์ดำสนิทดุจเงามัจจุราชขยับเพียงเล็กน
เบื้องข้างของเขา นางผู้หนึ่งนั่งเงียบงัน เสื้อคลุมสีขาวบางเบาราวม่านหมอกพริ้วไหวยามต้องสายลม ใบหน้างดงามดั่งภาพวาดโบราณแม้ซ่อนอยู่ใต้ผ้าคลุมหน้า หากแววตาเยียบเย็นของนางกลับแฝงไว้ด้วยความเฉียบคม จิตของนางสงบนิ่งยิ่งนัก ราวผืนน้ำใต้แสงจันทร์ ไม่มีคำพูดใดถูกเอื้อนเอ่ยจากคนทั้งคู่ตลอดเวลาหลายชั่วยามที่เ
เลศนัยบางอย่างพลันก่อเค้าในแววตา… ...คล้ายคนที่มิได้อำลาเพียงผู้มาเยือน แต่คือการเฝ้ามองชะตากรรมบางอย่างที่ถูกปล่อยให้เดินทางไกลออกไปอย่างเงียบงัน ... ยามเย็นคล้อยต่ำลงอย่างเนิบช้า แสงสีทองของตะวันยามอัสดงหลอมรวมเข้ากับผิวน้ำทะเลเบื้องหน้าเป็นริ้วระลอกสุกปลั่ง ดุจผืนไหมทองที่ทอดยาวไม่มีสิ้นสุด







