LOGINเอี๊ยดดด!!!รถยนต์คันงามของโจนาธานหักหลบรถกระบะที่วิ่งสวนมาอย่างรวดเร็ว ยังผลให้รถเขาใช้เสาไฟฟ้าแทนเบรกชั่วคราว เสียงของการปะทะดังสนั่นทั่วบริเวณ ควันไฟคละคลุ้งแทรกอยู่ทั่วมวลอากาศ แรงอัดกระแทกทำให้ประตูรถยุโรปคันงามพาร่างของหนุ่มใหญ่กระเด็นกระดอนไม่รู้ทิศทาง เนื่องจากว่ามิได้คาดเข็มขัดนิรภัย ร่างหนักหนาลอยละลิ่วขึ้นสูงกว่าระดับสายตา ก่อนจะร่วงลงมากระแทกกับพื้นเบื้องล่าง หนุ่มใหญ่เจ็บปวดทรมานที่กายท่อนร่างสุดจะพรรณนา มวลหมู่โลหิตไหลอาบทั่วตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า และนาทีต่อมาเสียงสัญญาณรถตำรวจและรถพยาบาลก็วิ่งเข้าสู่โสตประสาทแต่โจนาธานรู้ดีว่าการบาดเจ็บหนนี้เขาคงไม่มีทางรักษาให้หายขาดได้ เพราะความเจ็บทรมานมันหนักหนาสาหัสทั้งกายและใจ!...........เวลา 04:37 นาฬิกาภายในห้องเช่าที่ยังมืดสลัว นิลอรนอนพลิกกายกระสับกระส่ายจนเนื้อตัวเปียกชุ่ม เธอฝันร้าย ฝันว่าเห็นบุรุษที่รักสุดหัวใจร่างกายชุ่มโชกไปด้วยหยาดโลหิต เธอสะดุ้งเฮือกเมื่อเห็นใบหน้าของสามีชัดเจน มันชัดเสียจนใจหายวาบ ราวกับว่าวินาทีแห่งความเป็นความตาย เธอได้อยู่ที่นั่นกับเขาด้วย“อือ...หือ...มามี้เป็นอาลาย” เจค็อบงัวเงียลุกมาถามมารด
“ฉันจะพาพวกแกไปส่งที่บ้านคุณตอนเช้า ก่อนเวลาไปโรงเรียน คุณอย่ามัวโอ้เอ้เสียเวลาเลย รีบไปเถอะค่ะ ก่อนที่ฝนจะตกลงมาอีก” เธอย้ำอีกครั้งด้วยการเปิดประตูให้กว้างขึ้นโจนาธานถอดใจ เขาควานหาสมาร์ตโฟนและกุญแจรถในกระเป๋าเสื้อผ้า เมื่อเจอก็คว้ามาแล้วเดินช้าๆ ไปที่หน้าประตู“เธอจะไปส่งฉันข้ามสะพานหรือเปล่า” เขาถามด้วยความหวังเพราะตอนขามาเขามีหล่อนจับจูงจนสามารถก้าวข้ามความกลัวมาได้ ทว่านิลอรกลับยกยิ้มที่มุมปากพร้อมกับส่งสายตาเย้ยหยันมาให้ ก่อนจะตอบเขาด้วยเสียงอันยั่วเย้าของนางมารร้าย“เสียใจค่ะโจนาธาน คุณต้องหัดไว้ให้ชินนะคะ เพราะตั้งแต่วินาทีนี้ คุณจะไม่มีฉันอยู่ข้างกายอีกแล้ว คุณต้องเรียนรู้ที่จะต่อสู้กับความกลัว มากพอๆ กับที่คุณต้องเรียนรู้ และต่อสู้กับคำว่าเชื่อใจ!”โจนาธานนิ่งอึ้ง เขาเข้าใจดีว่าหล่อนหมายถึงเชื่อใจในเรื่องใดบ้าง“ฉันขอโทษแองจี้ ฉัน...”“พอซะที เก็บคำว่าขอโทษไปบอกยมบาลในนรกเถอะ!”ปัง!ประตูไม้ปิดลงเสียงดังสนั่น นิลอรปิดประตูลงกลอนทั้งน้ำตา เธอปิดไฟแล้วก้าวขึ้นเตียงไปนอนกอดบุตรทั้งสอง แน่นอนว่ากว่าจะข่มตาให้หลับลงได้ แม่นางร้ายนิลอรก็ร้องไห้จนตาบวมด้านนอกห้องเช่า ในสถานที่ที่
“ฉะ...ฉัน ฉันไม่ได้เป็นอะไร แค่ตกใจนิดหน่อย” ตอบเบาๆ แล้วหันหลังให้เพราะไม่อาจเก็บซ่อนน้ำตามิให้ไหลหยด อยากบอกเขาเหลือเกินว่าตัวเองเป็นอะไร แต่ก็กลัวว่าเขาจะไม่เข้าใจ กลัวว่าเขาจะเข้าใจผิด“เธอปวดท้องหรือแองจี้” เขาถามอีกหนเพราะคนที่นั่งหันหลังให้ใช้สองแขนโอบรอบเอวราวกับว่ากำลังเจ็บป่วยอยู่“ปะ...เปล่า ฉันไม่ได้เป็นอะไร จะถามทำไมฮะ!” คนที่ถูกถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนเริ่มคุมตัวเองไม่ได้ เขาจะใช้เสียงอบอุ่นแบบนั้นถามภรรยาที่เขาเขี่ยทิ้งอีกทำไม!“ก็ฉันห่วงเธอนี่นา ฉันแค่เป็นห่วงมันผิดด้วยเหรอ”นิลอรน้ำตาร่วงพรู หันกลับมามองสามี สองหน่วยตาของตาแก่สุดที่รักแดงก่ำราวกับว่ากำลังจะร้องไห้ ริ้วรอยแห่งวัยฉายชัดยิ่งขึ้นเมื่อเจ้าตัวขมวดคิ้วเข้าหากันราวกับผูกปมไว้แน่นหนา “ผิดมาก! ถ้าไม่รักไม่เชื่อใจก็อย่ามาห่วงฉัน! ใช่สิ ตอนนี้โดนยัยป้าเอลิซมันเขี่ยทิ้งแล้วนี่ เฮอะ! สมน้ำหน้า! เป็นไงล่ะ พอตั้งท่าว่าจะล้ม ยัยเอลิซอดีตคนที่แสนดีก็รีบแจ้นไปหาผัวใหม่ ซึ้งแก่ใจดีไหมคะมิสเตอร์คิงส์!”“แองจี้ เธอกำลังนอกเรื่องนะ” โจนาธานเตือนสติ หล่อนกำลังส่งเสียงทำลายความเงียบและมันรบกวนสองแสบที่กำลังหลับอยู่“มันคือเรื่
นิลอรไม่ได้ตอบ กำลังพยายามปลดสลักกลอนด้วยมือเพียงข้างเดียว แต่ดูเหมือนว่าจะทำไม่สำเร็จ คนตัวโตกว่าเลยลุกไปช่วยแกร็ก!“ขอบคุณ” เอ่ยเบาๆ ก่อนจะแทรกกายผ่านร่างหนาออกไปยังด้านหลังห้องเช่า จัดการบิดน้ำออกจากเสื้อผ้าให้มากที่สุดก่อนจะพาดมันไว้กับราวเชือกไนล่อนซึ่งขึงเป็นแนวยาวให้ได้ใช้ร่วมกันทุกห้อง ด้านหลังนี้มีกำแพงสูงหนาตั้งอยู่ มันเป็นกำแพงหมู่บ้านโครงการใหญ่ของพวกผู้ดีมีอันจะกิน ซึ่งหนึ่งในนั้นคือบ้านจตุรศิลป์นิลอรสลัดผ้าขึ้นตากไปเรื่อยๆ ด้วยว่าแสงด้านนอกมันไม่ค่อยสว่างเพราะทุกห้องปิดไฟนอนกันหมดแล้ว หญิงสาวจึงต้องมะงุมมะงาหราตากผ้าแบบทุลักทุเลโจนาธานเห็นแม่ของลูกสะบัดผ้าขึ้นตากก็อยากช่วย เขาเดินออกไปช่วยหล่อนซึ่งยืนอยู่ห่างจากประตูราวสามเมตร แต่นิลอรไม่รู้ และพอหันกลับมาร่างบอบบางเลยปะทะกับกำแพงมนุษย์สูงใหญ่ภายใต้เงามืดสลัว“ว้าย!”“แองจี้! เธอเป็นอะไรรึเปล่า โอ...พระเจ้า ให้ตายสิ! ตกใจหมด”หนุ่มใหญ่รีบช้อนร่างที่ยุติการล้มหงายหลังไว้ ด้วยการคว้าราวตากผ้าด้วยมือข้างเดียว เสื้อผ้าที่ตากเพิ่งเสร็จร่วงลงพื้นปูนไปสองชิ้นแต่นิลอรไม่สนใจมันอีกแล้วแล้ว หญิงสาวสบถรัวเร็วเพราะใจหายใจคว่ำจนเข
“แด็ดดี...เจค...เจคหนาว” หนูน้อยเจค็อบรีบบอกบิดาเมื่อคนทั้งสามข้ามสะพานมาหลบฝนใต้ชายคาร้านอาแปะนิลอรควักเงินซื้อนมสดขวดใหญ่จากอาแปะด้วยความเกรงใจที่เธอฝากลูกชายตัวเปียกไว้กับแกเมื่อครู่ ตอนนี้มือข้างหนึ่งของนิลอรจึงมีข้าวของอยู่เต็ม“เดี๋ยวเราก็ได้นอนอุ่นๆ บนเตียงแล้วครับคนเก่ง” โจนาธานบอกบุตรชาย ก่อนจะหันไปหาภรรยา “เอากระเป๋ามาเถอะ ฉันถือเอง” เขาสั่งกรายๆ แต่นิลอรส่ายหน้าแล้วสั่งกลับไปว่าให้เขาอุ้มลูกทั้งสอง ส่วนเธอจะถือของเอง ตอนนี้เธอถือทั้งกระเป๋าเสื้อผ้าของสามี กระเป๋าถือของตัวเองและถุงใส่นมขวดใหญ่คุณแม่ลูกสองพาสามีเดินออกจากร้านขายของชำเพื่อไปยังห้องพัก โดยการเดินเลียบชายคาห้องพักห้องอื่นๆ ที่หันประตูออกมาสู่ทางเดิน เวลานี้ทุกคนในชุมชนคลองน้ำเน่าพากันปิดบ้านเงียบเพราะลมฝนในฤดูร้อนอาจจะพังฝาบ้านและหลังคาที่ทำจากสังกะสี หากไม่ปิดบ้านช่องห้องหับให้ดีโจนาธานอุ้มบุตรทั้งสองด้วยสองแขนอันแข็งแรง เขาดีใจที่เห็นนิลอรยังเข้มแข็ง แต่เขาหดหู่ใจเหลือเกินที่เห็นสภาพที่รายล้อมรอบกายหล่อน หล่อนน่าจะหาบ้านหลังใหม่หรือไม่ก็เช่าคอนโดฯ อยู่ ไม่ใช่มาแออัดในชุมชนแห่งนี้ที่น่าจะเรียกมันว่าสลัม“ทำไ
“บ้านฉันข้ามสะพานนี้ไปแล้วเดินต่ออีกหน่อยก็ถึงแล้ว คุณไม่ต้องลำบากหรอกค่ะ รีบพาเด็กๆ กลับบ้านเถอะ เดี๋ยวฝนตกจะขับรถลำบากนะคะ” น้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความห่วงใยกระแทกใจทั้งคนพูดและคนฟัง ความห่วงใยใส่ใจที่ทั้งสองมีให้กันและกันนั้น สามารถข้ามผ่านความไม่เข้าใจทั้งหลายทั้งปวงมาให้คนทั้งคู่ได้สัมผัส ความเงียบบังเกิดขึ้นชั่วขณะหนึ่งราวกับว่าต้องการเปิดทางให้ความห่วงใยอันลึกซึ้งเดินทางเข้าสู่หัวใจของคนทั้งสอง“ฉันจะเดินไปส่งที่บ้านของเธอ”นิลอรส่ายหน้าอีกหน เด็กๆ ยังอยู่บนรถแถมฝนก็กำลังจะตก เธอจะให้เขาไปส่งได้อย่างไร “อย่าเลยค่ะ คุณกลับไปหาลูกเถอะ พวกแกไม่ชอบเวลาฝนตกนะคะ” รีบบอกแล้วปัดมือเขาออกอย่างสุภาพ และเมื่อเขายังยืนเฉยเธอเลยเดินกลับไปหาเด็กๆ ที่รถโจนาธานเห็นเจ้าหล่อนเดินไปหาลูกๆ ก็ตามกลับมา เขาโอบประคองไหล่บางไว้แล้วพาหล่อนเดินไปด้วยกัน ระยะทางเพียงไม่กี่ก้าวที่ได้เดินเคียงกันนั้นเสมือนโลกทั้งใบหยุดหมุนเพื่อรอให้คนทั้งสองได้เป็นเจ้าของเวลาอันมีค่าร่วมกัน“ฉันอยากให้คุณประคองฉันไปอย่างนี้จนชั่วชีวิต แต่คงเป็นไปไม่ได้แล้ว ขอบคุณนะคะที่ยังห่วงใยฉัน ขอบคุณจริงๆ” นิลอรกระซิบพอให้พ่อของลูกได้ย







