Mag-log in“จวนตระกูลกู้ไม่ได้จัดงานมงคลมาห้าปีแล้ว งานนี้เป็นงานที่สำคัญของท่าน ข้าที่เป็นภรรยาย่อมจัดการอย่างรอบคอบเจ้าค่ะ”
ทุกคำที่เอ่ยไร้อารมณ์ใด แต่กลับให้คนที่นั่งอยู่ตรงข้ามเหมือนถูกเข็มพัน ๆ เล่มทิ่มแทงมาเต็มอก
“เว่ยหลินอัน! เจ้ากำลังประชดประชันข้ารึ!” กู้มู่เฉินกัดฟันกรอดด้วยความเดือดดาล
“ไม่มีเรื่องเช่นนั้นหรอกเจ้าค่ะ ท่านอัครเสนาบดีอย่าได้คิดมากไปเลย” นางก้มหน้าลงตรวจบัญชีต่ออย่างไม่แยแสในท่าทีแปลก ๆ ของเขา
เขาปรารถนาให้นางเป็นเช่นนี้มาห้าปีเชียวนะ
“แต่ก่อนเจ้าไม่เคยเป็นเช่นนี้!” เขาจ้องมองนางด้วยแววตาวาวโรจน์ ลมหายใจหนักหน่วง “แม้แต่คำว่า ‘ท่านพี่’ เจ้าก็ยังไม่ยอมเรียกข้าแล้ว!”
เว่ยหลินอันไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมอง ปล่อยให้ความเงียบงันเป็นคำตอบ
กู้มู่เฉินสะบัดแขนเสื้ออย่างแรงด้วยโทสะที่ไร้ทางระบายออก เขาหมุนตัวเดินดุ่ม ๆ ออกจากเรือนผิงอัน มุ่งหน้ากลับไปยังเรือนฮวาหยวนอันอบอุ่นและโอ่อ่า ทิ้งให้เรือนฝั่งตะวันตกจมดิ่งลงสู่ความมืดมิดและความเหน็บหนาวตามลำพังอีกครั้ง
หลังจากเสียงฝีเท้าหนักแน่นของกู้มู่เฉินห่างหายไปในความมืด เว่ยหลินอันจึงค่อยๆ วางพู่กันลงในที่สุด
นางทอดสายตามองผ่านกรอบหน้าต่างไม้ ไปยังแผ่นหลังกว้างของบุรุษที่เดินจากไปอย่างอ้างว้าง รอยยิ้มหยันผุดขึ้นที่มุมปากอย่างห้ามไม่อยู่... เหตุใดเขาจึงเพิ่งจะมาใส่ใจ เพิ่งจะมาหงุดหงิดกับความเฉยชาของนาง เอาในตอนที่หัวใจดวงนี้แหลกสลายจนตัดใจไปหมดสิ้นแล้วเล่า?
ช่างน่าสมเพชตัวเองยิ่งนัก ที่เพียงแค่เศษเสี้ยวความเวทนาและความลังเลใจที่เขาทิ้งไว้เมื่อครู่ กลับยังคล้ายเป็นหยาดน้ำทิพย์ที่เผลอหยดลงมารดดวงใจอันแห้งผากของนางให้สั่นไหวได้อยู่ดี
เช้าตรู่ในอีกวันถัดมา เว่ยหลินอันออกจากจวนตระกูลกู้ตั้งแต่ฟ้ายังสว่าง ไอหมอกยามเช้าปกคลุมทั่วถนนสายหลักของเมืองหลวง รถม้าคันที่นางใช้ประจำไม่ได้มีความหรูหราอันใด ผิดกับรถม้าคันใหม่ที่เขาสั่งทำเพื่อฉินหยวนหยวน ที่จอดเคียงคันทำให้นางเผลอกำหมัด ในตอนนั้นนางถามพ่อบ้านถึงที่มา
“รถม้าคันนี้สั่งมาใหม่หรือ”
“ขอรับฮูหยินน้อย รถม้าคันนี้นายท่านสั่งทำเป็นพิเศษ เพราะคุณหนูฉินแต่งเข้ามามีบรรดาศักดิ์เป็นฮูหยินตราตั้ง จะน้อยหน้าผู้ใดไม่ได้...” พ่อบ้านเอ่ยไปแต่เมื่อเห็นสีหน้าของฮูหยินพลันนึกได้จึงหุบปากฉับ
เว่ยหลินอันเยาะหยันตนเอง นางแต่งเข้ามาสินเดิมของนางเป็นท่านพ่อเตรียมให้ทั้งหมด เมื่อมาอยู่ในจวนกู้นางกตัญญูต่อแม่สามี รถม้าดี ๆ ยกให้ท่านใช้ แต่เขากลับไม่เคยสนใจว่านางมีรถม้าอะไรใช้หรือไม่
ช่างเถอะ...ในเมื่อเขาชอบก็ทำเถอะ อีกไม่นานนักหรอกเพียงแค่จัดการงานแต่งของเขาเรียบร้อย นางก็จะไป
รถม้าคันเก่าแต่ยังใช้งานได้ดีพานางตรงไปยังท่าเรือนอกเมือง เพื่อตรวจรับสินค้า ผ้าไหมแพรพรรณชั้นดี และวัตถุดิบอาหารเลิศรสจากแดนใต้ที่สั่งซื้อมาเพื่อใช้ในพิธีมงคลสมรสอันยิ่งใหญ่
ทันทีที่ถึงท่าเรือ ความวุ่นวายของเหล่ากรรมกรแบกหามก็เริ่มขึ้น พ่อบ้านจวนตระกูลกู้กุลีกุจอนำคนงานไปตรวจนับหีบห่อสินค้า เว่ยหลินอันอาศัยจังหวะนั้นส่งสัญญาณให้สาวใช้คนสนิทยืนดูลาดเลา ส่วนตนเองเดินเลี่ยงหลบสายตาผู้คน ลัดเลาะเข้าไปในตรอกแคบหลังร้านน้ำชาเก่าแก่ริมท่าเรือ
นางมาที่ตรอกแห่งนี้ทุกเดือนตลอดสองปีที่ผ่านมา
ชายชราผู้ทำหน้าที่ส่งสารลับประจำการค้าชายแดนส่งกระบอกไม้ไผ่เล็กๆ ให้นางอย่างเงียบเชียบ เว่ยหลินอันรับมา ซ่อนมันไว้ในแขนเสื้อ ก่อนจะก้าวขึ้นรถม้าแล้วค่อยๆ เปิดผนึกออกอ่านด้วยปลายนิ้วที่สั่นเทา
ลายมือที่คุ้นเคยของท่านพ่อปรากฏสู่สายตา...
ข้อความในจดหมายระบุถึงหลักฐานชิ้นสำคัญที่หลงเหลืออยู่ในเมืองหลวง ซึ่งสามารถพลิกคดีและคืนความเป็นธรรมให้แก่แม่ทัพเว่ยได้ มันคือหลักฐานที่จะล้างมลทินจากการถูกขุนนางกังฉินใส่ร้ายป้ายสีในศึกชิงอำนาจในราชสำนักเมื่อสองปีก่อน
ถ้อยคำเพียงไม่กี่ประโยค สั้นกระชับ ทว่ากลับเปรียบเสมือนแสงสว่างเดียวที่จุดประกายขึ้นในชีวิตอันมืดมนของนาง
ตลอดสองปีที่ผ่านมา นางพยายามขอร้อง วิงวอน และอ้อนวอนกู้มู่เฉินนับครั้งไม่ถ้วน แต่สิ่งที่ได้รับกลับมามีเพียงความนิ่งเฉย ความเย็นชา และการบ่ายเบี่ยงราวกับเรื่องของตระกูลเว่ยไม่เคยมีความสำคัญใดๆ ในสายตาเขา
แต่นี่คือความหวังสุดท้าย...
เว่ยหลินอันกุมจดหมายลับแนบอก หลับตาลงช้าๆ พลางสูดลมหายใจเข้าลึก นางตัดสินใจว่าจะลองคุยกับเขาดูอีกสักครั้ง จะขอร้องเขาเป็นครั้งสุดท้ายในชีวิต อย่างน้อยก็เห็นแก่ข้าวสารที่กลายเป็นข้าวสุก เห็นแก่ความเป็นสามีภรรยาที่ร่วมเตียงเคียงหมอนกันมานานถึงห้าปี
นางรู้ดีแก่ใจว่าตนเองรักเขามากเพียงใด และนางก็รู้ซึ้งยิ่งกว่าใครว่าหัวใจทั้งดวงของเขามีไว้เพื่อฉินหยวนหยวนเท่านั้น ในเมื่อหัวใจของเขาไม่เคยเป็นของนาง นางก็พร้อมจะปล่อยมือ ปล่อยให้คนทั้งสองได้มีความสุข และครองรักกันอย่างสมปรารถนา
ขอเพียงแค่เขาเมตตา ช่วยยื่นมือไปล้างมลทินให้ท่านพ่อที่ต้องทนทุกข์ทรมานอยู่ ณ ด่านหานกวนอันเหน็บหนาว เมื่อนั้น นางก็จะยอมถอยออกไปจากชีวิตของเขา ขอเพียงเขามอบหนังสือหย่า นางก็พร้อมคืนตำแหน่งภรรยาเอก และหายตัวไปจากสายตาของเขา... ตลอดกาล
ความตั้งใจอันเด็ดเดี่ยวสลักลึกอยู่ในแววตา นางพับจดหมายลับเก็บซ่อนไว้อย่างมิดชิด ก่อนจะยกม่านรถม้าขึ้น มองดูเส้นทางที่มุ่งหน้ากลับสู่จวนตระกูลกู้ด้วยหัวใจที่พร้อมจะเดิมพันเป็นครั้งสุดท้าย
ตลอดเวลาที่อยู่ร่วมจวน ยามใดที่หงุดหงิดงุ่นง่านจากราชสำนัก หรือยามที่เห็นนางทำท่าทีเย็นชาเฉยเมยใส่ เขาก็มักจะหาเรื่องลากนางขึ้นเตียง บดขยี้และตักตวงความสุขจากเรือนร่างของนางเพื่อระบายอารมณ์แต่แล้วก็ยังคงหลอกตัวเองซ้ำ ๆ ว่าเขาไม่ได้รักนาง... ช่างโง่เง่านัก ที่แท้หัวใจของเขาเป็นของนางมาตั้งแต่ต้น และเป็นเขาเองที่ไม่เคยขาดนางได้เลยแม้แต่วันเดียว“ข้าเป็นสามีที่โง่เขลาจริง ๆ” เขากระซิบในความมืด ก่อนจะถอนหายใจยาว แล้วหลับไปพร้อมกับนางแต่เมื่อตื่นขึ้น...“หลินอัน...” เว่ยหลินอันที่เพิ่งลุกออกไปชำระร่างกายตอนเช้า เพราะคนบ้านทำให้นางปวดเมื่อยไปหมดพลันเอ็ดเขาเสียงดัง“จะโวยวายอะไรของท่าน”“ข้ากลัวเจ้าหายไป” เขาลุกพรวดขึ้นมีเพียงแค่กางเกงชั้นใน ทำเอาสาวใช้รีบถอยฉากหน้าแดงออกไป“ท่านตื่นก็อาบน้ำให้เรียบร้อย อย่าได้เอะอะโวยวายอีก”เว่ยหลินอันก็ไม่รู้จะเอาหน้าไว้ที่ใด เมื่อคืนคนบ้านตักตวงนางค่อนคืน ต่อให้หูไม่หนวกก็คงได้ยินเสียงดังออกไปข้างนอกช่างน่าอับอายนัก!ต้าฉินมั่นคงเป็นปึกแผ่นแล้ว เว่ยลู่เซียนนั่งตำแหน่งที่ปรึกษาในกองทัพ เพราะไม่อยากรับหน้าที่หนัก เนื่องด้วยยามนี้ต้าฉินต่างทำให้แคว้นใกล้
แสงจันทร์นวลผ่องสาดส่องผ่านรอยแยกของม่านหน้าต่าง ทาบทับลงบนเตียงไม้กว้างที่มีม่านโปร่งทิ้งตัวลงมาปิดกั้นโลกภายนอกกู้มู่เฉินไม่ได้ผลีผลามแม้ในใจจะร้อนรุ่มดั่งกองเพลิง ชายหนุ่มโน้มกายลงต่ำ จรดริมฝีปากอุ่นร้อนพรมจูบอย่างแผ่วเบาตั้งแต่หน้าผากมน เปลือกตาทั้งสองข้าง ก่อนจะเลื่อนลงมาคลอเคลียที่พวงแก้มเนียนละเอียดที่ซับสีเลือดฝาดมือหนาประคองดวงหน้างดงามไว้ด้วยความทะนุถนอมราวกับกลัวว่านางจะแตกสลาย ปลายนิ้วหยาบกร้านลูบไล้ผ่านลำคอระหง แผ่วเบาแต่นำพาประกายไฟร้อนผ่าวแล่นริ้วไปตามผิวเนื้อ“หลินอัน... คนดีของข้า...” เสียงกระซิบพร่าชิดใบหูเจือไปด้วยความเว้าวอนเขาค่อย ๆ ปลดเปลื้องอาภรณ์ของนางออกทีละชิ้นอย่างเชื่องช้า สัมผัสผิวกายเนียนนุ่มดั่งหยกเนื้อดีที่เขาเฝ้าถวิลหาทุกลมหายใจ มือหนาเลื่อนลงมาลูบไล้ตามแนวเอวคอดกิ่ว แผ่นหลังเนียนลื่น ไปจนถึงสะโพกกลมกลึงทุกสัมผัสเต็มไปด้วยความละเมียดละไมและหนักแน่นในคราเดียวกัน เว่ยหลินอันส่งเสียงครางแผ่วเบาในลำคอ ร่างกายบิดเร่าตอบรับสัมผัสอันช่ำชองอย่างไม่อาจต้านทาน เรียวแขนบางที่เคยผลักไส บัดนี้ค่อย ๆ เลื่อนขึ้นไปโอบรอบลำคอแกร่งกู้มู่เฉินประกบริมฝีปากลงมาอีกครั้
“นายท่านไม่สบายหนักมาสองวันแล้วขอรับ พิษไข้ขึ้นสูงจนตัวร้อนดั่งถ่านไฟ แต่ไม่ว่าข้าน้อยจะอ้อนวอนอย่างไร นายท่านก็ดื้อรั้นไม่ยอมกลับจวนไปหาหมอดีๆ ข้าวปลาไม่ยอมกิน เอาแต่นอนเพ้อเรียกหาแต่นายหญิงกับคุณชายน้อยทั้งวันทั้งคืนเลยขอรับ!”“หลิน... หลินอัน...ข้ารักเจ้า พ่อขอโทษ... หรันเอ๋อร์...”เสียงพึมพำแหบพร่าหลุดรอดออกมาจากริมฝีปากที่สั่นระริก ดวงตาคมที่พร่ามัวพยายามจะลืมขึ้นมองชายกระโปรงของนาง มือหนาที่สั่นเทาพยายามจะเอื้อมออกมาไขว่คว้า ทว่ากลับไร้เรี่ยวแรงจนตกลงกระแทกพื้นดัง ตุบ ก่อนที่ร่างสูงใหญ่จะแน่นิ่งไปทั้งที่ยังจับไข้สูงเว่ยหลินอันยกสองมือขึ้นกุมขมับที่ปวดตุบๆ พลางสูดหายใจเข้าลึกอย่างระอาใจเหลือแสนบุรุษผู้นี้... ทั้งโง่เขลา ทั้งดื้อรั้น หัวแข็งยิ่งกว่าลาโง่ไม่มีผิดเพี้ยน! ยามมีอำนาจก็โง่งมจนน่าโมโห ยามจะง้อคนก็ใช้วิธีสิ้นคิดจนพาตัวเองเกือบตายเช่นนี้!“เสิ่นซู! หลินเฮ่อ!” เว่ยหลินอันตวาดเสียงห้วน สะบัดหน้าหนีด้วยความหงุดหงิด“พวกเจ้าสองคนมัวยืนบื้ออยู่ทำไม! รีบไปลากคอเจ้าตัวปัญหานี้เข้าไปในเรือนพักด้านข้าง แล้วไปตามท่านปู่เซี่ยมาต้มยาขับพิษไข้ให้เขาเดี๋ยวนี้ ก่อนที่จะกลายเป็นผีเฝ้าห
แสงอรุณแรกของวันเพิ่งจะจับขอบฟ้า สายลมยามเช้าพัดพากลิ่นไอดินและความสดชื่นลอยอบอวลไปทั่วจวนตระกูลเว่ยทว่าความเงียบสงบกลับถูกทำลายลงด้วยเสียงฝีเท้าเล็กๆ ที่ก้าวกระโดดลงบันไดเรือนอย่างคล่องแคล่ว เจ้าก้อนแป้งอันหรันตื่นแต่เช้าตรู่ ล้างหน้าอย่างเรียบร้อยใบหน้ากลมผ่องฉายแววตื่นเต้น สองแขนป้อมกวัดแกว่งไปมา พลางหันไปกวักมือเร่งรัดคนดูแลข้างกายอย่างร้อนรน“พี่เสิ่นซู เร็วเข้าสิขอรับ! เดี๋ยวร้านหมั่นโถวน้ำตาลแดงหัวมุมถนนจะหมดเสียก่อน หมั่นโถวร้านนั้นทั้งนุ่มทั้งหวานอร่อยมาก ข้าชอบกินเป็นที่สุด แล้วยังมีน้ำเต้าหู้ร้อนๆ ของป้าจางอีก อร่อยเด็ดจนต้องซื้อมาฝากท่านตากับท่านปู่เซี่ยให้ทันตอนตั้งโต๊ะ!”“โธ่... ท่านบรรพบุรุษน้อยของข้าน้อย เดินช้าๆ หน่อยเถิดขอรับ อย่าเพิ่งวิ่ง!”เสิ่นซูยกมือขึ้นปาดเหงื่อกาฬที่ซึมตามหน้าผาก พลางสาวเท้ายาวๆ กึ่งวิ่งกึ่งเดินตามร่างป้อมอย่างเหนื่อยอ่อน เด็กคนนี้ช่างมีเรี่ยวแรงมหาศาลดั่งลูกวัวตัวน้อย ทั้งวันวิ่งเล่นซุกซนไม่เคยหยุดพัก ยามค่ำหัวถึงหมอนก็หลับสนิท แต่พอเช้าตรู่ไก่ยังไม่ทันขันดีก็ดีดตัวลุกขึ้นมาวิ่งพล่านได้อีกแล้ว ช่างเหมือนท่านแม่ทัพเว่ยไม่มีผิดเพี้ยน“ชักช้าจริ
ทันทีที่สะสางเรื่องราววุ่นวายในวังหลวงเสร็จสิ้น กู้มู่เฉินก็ไม่รอช้า ชายหนุ่มควบม้าเร็วฝุ่นตลบมุ่งตรงดิ่งมายังจวนตระกูลเว่ยในทันทีเพราะนางยืนกรานหนักแน่นว่าจะไม่ยอมย่างกรายกลับไปเหยียบจวนตระกูลกู้อีกเป็นอันขาด นางย้ำเตือนด้วยน้ำเสียงเด็ดขาดอยู่เสมอว่า พวกเขาหย่าขาดจากกันไปนานแล้ว!ตึกๆๆ!กู้มู่เฉินสาวเท้ายาววิ่งเข้ามาถึงหน้าเรือนนอนของนาง ทว่ายังไม่ทันที่มือหนาจะได้แตะบานประตู ร่างกลมป้อมของอันหรันก็ก้าวออกมายืนกอดอก ขวางทางเข้าไว้เต็มตัว แววตากลมโตจ้องเขม็งอย่างเอาเรื่อง“ท่านจะมาทำไมอีก... ไยไม่รีบกลับจวนตระกูลกู้ของท่านไปเสีย!”“หรันเอ๋อร์คนดีของพ่อ...” กู้มู่เฉินรีบย่อตัวลงนั่งคุกเข่า สบตากับบุตรชายด้วยความเว้าวอน “พ่ออยากอยู่กับเจ้าและมารดาของเจ้า พ่อคิดถึงพวกเจ้าใจแทบขาดแล้ว”“เหอะ! ฝันกลางวันไปเถอะ!” อันหรันแค่นเสียงสูง เชิดหน้าขึ้นอย่างหยิ่งทะนง “ตัวข้าแซ่เว่ย มีนามว่าเว่ยอัน หรัน! ภายภาคหน้าข้ายังต้องสืบทอดสายเลือดและจวนตระกูลเว่ยให้ท่านตา ส่วนท่านแซ่กู้ ก็จงรีบกลับบ้านแซ่กู้ของท่านไปเดี๋ยวนี้!”วันนี้เขาเพิ่งไปนั่งกินขนมที่โรงน้ำชากลางเมืองมา นักเล่าเรื่องกำลังเล่าถึงช่วงเว
ท่ามกลางความโกลาหลที่แผ่ขยายไปทั่วทุกตำหนักในวังหลัง เปลวเพลิงแห่งความพินาศกำลังเผาผลาญอำนาจที่เคยยิ่งใหญ่ของกุ้ยเฟยจนวอดวายฉินหยวนหยวนซึ่งถูกปลดจากฐานะสตรีสูงศักดิ์จนต้องลดตัวลงมาเป็นเพียงนางกำนัลรับใช้คอยประจบสอพลออยู่ในตำหนักกุ้ยเฟย ยามนี้ดวงตาของนางกลับลุกโชนไปด้วยความละโมบและความกระหายในอำนาจเมื่อเสียงโห่ร้องกึกก้องจากภายนอกยืนยันแน่ชัดแล้วว่า กองทัพกบฏนำโดยกู้มู่เฉินและแม่ทัพเว่ยสามารถบดขยี้กองกำลังรักษาพระองค์และยึดวังหลวงได้สำเร็จ อดีตองค์รัชทายาทผู้เป็นที่พึ่งพิงของตำหนักนี้ก็ถูกตัดศีรษะสังหารไปแล้ว เช่นนั้นนางจะยังมัวภักดีกับนายหญิงผู้ตกอับไปไย!“นี่เจ้า... เจ้าคิดจะทำอันใดกัน!” กุ้ยเฟยที่กำลังลนลานเก็บแก้วแหวนเงินทองใส่ห่อผ้า หันมาตวาดเสียงสั่นเมื่อเห็นฉินหยวนหยวนยืนขวางประตูไว้“กุ้ยเฟยเพคะ... อำนาจของพระองค์จบสิ้นลงแล้ว และคนที่กำลังจะขึ้นเป็นใหญ่ในใต้หล้านี้คือพี่มู่เฉินของหม่อมฉันต่างหาก!” ฉินหยวนหยวนแสยะยิ้มชั่วร้าย แววตาเหี้ยมเกรียมไร้ความปรานี“นังสารเลว! เจ้าคนทรยศเลี้ยงไม่เชื่อง!” กุ้ยเฟย กรีดร้องด่าทอด้วยความเดือดดาลฉินหยวนหยวนไม่สนใจฟังคำก่นด่านั้นแม้แต่น้อย







