Masukหลังจากไทฮองไทเฮาเสด็จมาหาหนิงเฉิงฮ่องเต้วันนั้น วันนี้ก็ผ่านมาสองวันแล้ว ถึงเขาจะไม่ไปเยี่ยมนางแต่เมื่อหมอหลวงกลับมาจากตำหนักคุนหนิง เขาก็ให้เหล่าหมอหลวงมารายงานอาการป่วยของสวี่ฮองเฮาในทันที
หมอหลวงทุกคนที่มารายงานก็จะบอกคล้ายๆกันว่านางมีร่างกายที่อ่อนแอเป็นทุนเดิมบวกกับสภาพอากาศในเมืองหลวงมีอากาศเย็น ไม่เหมือนแคว้นเหลียนที่ตลอดทั้งปีมีเพียงหน้าร้อนและหน้าฝนเท่านั้น สวี่ฮองเฮาจึงอาจปรับตัวไม่ค่อยได้ ยิ่งช่วงนี้หน้าหนาวใกล้มาเยือนอากาศเริ่มเย็นลงยิ่งทำให้ร่างกายสวี่ฮองเฮาแย่ลงไปกว่าเดิม
เมื่อหนิงเฉิงฮ่องเต้ได้ยินหมอหลวงรายงาน เขาก็กำชับให้เหล่าหมอหลวงคอยดูแลนางให้ดี หากอาการของนางแย่ลงหรือมีสิ่งใดผิดปกติก็ให้มารายงานเขาได้ทันที ความจริงไม่ใช่ว่าเขาไม่เป็นห่วงสวี่ฮองเฮาเพียงแต่เมื่อเห็นว่านางมีพฤติกรรมน่าสงสัยก็ทำให้เขาเริ่มระแคะระคายไม่อาจทำดีกับนางได้ เพราะเขากลัวว่าหากทำดีกับนางแล้วตัวเขาเองเผลอมีใจให้สวี่ฮองเฮาแต่กลับมารู้ภายหลังว่านางมีแผนการร้าย เขาเองจะต้องเป็นผู้ลงโทษคนที่เขารักอีก เขาจึงได้สร้างกำแพงในใจมากั้นระหว่างเขาและสวี่ฮองเฮาไว้ตั้งแต่เนิ่น ๆ
“ฝ่าบาท องครักษ์เฟิ่งมาขอเข้าเฝ้าพ่ะย่ะค่ะ” เกากงกงเข้ามารายงานหนิงเฉิงฮ่องเต้
“ให้เขาเข้ามาเถอะ” หนิงเฉิงฮ่องเต้ที่กำลังอ่านฎีกาอยู่อย่างใจจดใจจ่อ ถึงจะได้ยินเกากงกงรายงานก็ไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้น ได้แต่เอ่ยปากตอบ
“ฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ ทหารที่ประตูเมืองรายงานว่าอ๋องน้อยเหลียนเดินทางมายังเมืองหลวง เพิ่งผ่านด้านประตูเมืองเข้ามาเมื่อเช้าพ่ะย่ะค่ะ” เฟิ่งจางหยงองครักษ์คนสนิทของหนิงเฉิงฮ่องเต้เข้ามาถึงก็รีบรายงาน
หนิงเฉิงฮ่องเต้เมื่อได้ยินก็ตบโต๊ะเสียงดังก่อนจะตวาดลั่นเมื่อได้ยินเฟิ่งจางหยงเอ่ยถึงการมาเยือนของอ๋องน้อยเหลียนที่ไม่ได้บอกกล่าวมาก่อนล่วงหน้า
“พวกเจ้ายังอยากมีชีวิตกันอยู่หรือไม่ เขามาถึงเมืองหลวงแล้วเพิ่งรู้ตัวกันอย่างนั้นหรือ หน่วยทหารสอดแนมตายกันหมดแล้วหรือไร” หนิงเฉิงฮ่องเต้กล่าวเสียงดังน้ำเสียงเต็มไปด้วยโทสะ
เฟิ่งจางหยงรู้ดีว่าตอนนี้หนิงเฉิงฮ่องเต้ทรงระแวงเหลียนอ๋องอยู่ไม่น้อย และในยามนี้อ๋องน้อยเหลียนยังเดินทางมาถึงเมืองหลวงโดนไม่บอกกล่าวล่วงหน้ายิ่งเพิ่มความระแวงให้กับหนิงเฉิงฮ่องเต้เป็นอันมาก
“ฝ่าบาทอย่างทรงกริ้วไปเลยพ่ะย่ะค่ะ อ๋องน้อยเหลียนมากับองครักษ์เพียงแค่สองสามนายเท่านั้น และแต่งตัวมาราวกับชาวบ้านธรรมดา ทหารสอดแนมเหล่านั้นจะไม่รู้ก็ไม่แปลก และยังมีสตรีนางหนึ่งมาด้วย กระหม่อมให้คนตรวจดูแล้วไม่มีผู้ติดตามมาเพิ่ม และยังสั่งให้คนคอยจับตามองอ๋องน้อยเหลียนและพวกพ้องของเขาไว้หากว่ามีความเคลื่อนไหวอันใด องครักษ์ลับจะเร่งมารายงานโดยทันที”
หนิงเฉิงฮ่องเต้หันมามองหน้าเฟิ่งจางหยงสหายคนสนิท ตอนแรกเขายังมีโทสะไม่หายแต่เมื่อเห็นสีหน้าของเฟิ่งจางหยงจึงผ่อนคลายลง ถึงอย่างไรเฟิ่งจางหยงก็เป็นคนรอบคอบและเชื่อถือได้ เพราะความระแวงในตัวเหลียนอ๋องทำให้เขาใส่อารมณ์กับเฟิ่งจางหยงอย่างลืมตัว ถึงตอนนี้เขากับเฟิ่งจางหยงจะมีฐานะเป็นเจ้าแผ่นดินกับข้าราชบริพาร แต่ในสายตาของหนิงเฉิงฮ่องเต้เฟิ่งจางหยงไม่ได้เป็นเพียงขุนนางคนหนึ่งของเขา แต่ยังเป็นสหายคนสนิทที่อยู่เคียงข้างและผ่านความเป็นความตายมากับเขาอีกด้วย
‘ถึงอย่างไรข้าเองก็ไม่ควรลืมรักษาจิตใจของผู้เป็นสหายไม่เช่นนั้นแล้วจางหยงก็คงจะปฏิบัติต่อข้าดังเช่นขุนนางคนหนึ่งกับเจ้าแผ่นดินที่มีอำนาจเท่านั้น’ เขาคิดในใจก่อนจะระบายลมหายใจออกมาเฮือกใหญ่
“ในเมื่อเจ้าจัดการแล้วเราก็วางใจ” หนิงเฉิงฮ่องเต้เอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ใจเย็นลง
“ฝ่าบาท ท่านอย่าได้กังวลเรื่องอ๋องน้อยเหลียนเลยพ่ะย่ะค่ะ เรื่องที่พระองค์ทรงกังวลมีมากพอแล้ว หากพระองค์เชื่อใจกระหม่อม กระหม่อมจะดูอ๋องน้อยเหลียนไว้ไม่ให้คาดสายตา ไม่ให้เขาก่อเรื่องได้เป็นแน่”
“จางหยงไม่ว่าเราและเจ้าจะอยู่ในฐานะใด เจ้าคือสหายที่เราไว้ใจที่สุดเสมอ”หนิงเฉิงฮ่องเต้ยิ้มอย่างอ่อนแรงให้สหายของเขา
เฟิ่งจางหยงเห็นสีหน้าและรอยยิ้มของหนิงเฉิงฮ่องเต้ก็รับรู้ได้ทันทีว่าหนิงเฉิงฮ่องเต้คงเหนื่อยล้ากับราชกิจเป็นอย่างมาก เขาพึ่งจะครองราชย์ได้ไม่นานมีเรื่องมากมายที่ต้องจัดการ ทั้งเรื่องภายในท้องพระโรงที่ตัวหนิงเฉิงฮ่องเต้ไม่ได้มีฐานอำนาจมากนัก และยังจะแคว้นข้างๆที่มีความเคลื่อนไหวตั้งแต่ข่าวเรื่องการก่อกบฏแพร่กระจายออกไป ไม่เพียงแคว้นรอบด้านแม้กระทั่งแคว้นที่อยู่ในอำนาจการปกครองที่ถูกเหล่าท่านอ๋องทั้งหลายดูแลอยู่ก็มีความกระด้างกระเดื่องอยู่ไม่น้อย แต่ยังโชคดีที่ข่าวการปราบกบฏด้วยตนเองของหนิงเฉิงฮ่องเต้ก็ได้แพร่ออกไปเช่นกัน จึงทำให้เหล่าท่านอ๋องกลัวเกรงอยู่บ้างหากคิดจะกบฏขึ้นมาจริง ๆ
เพราะอ๋องที่ครองแคว้นในแต่ละแคว้นล้วนรู้กันดีถึงความสัมพันธ์ของเฉิงหนิงเฉิงกับเฉิงหนิงอันพี่น้องทั้งสองที่รักใคร่กัน ในราชวงศ์ที่ผ่านมามีแต่พี่น้องแย่งชิงบัลลังก์ มีเพียงสองคนพี่น้องนี้เท่านั้นที่ต้องการให้อีกฝ่ายได้ขึ้นเป็นฮ่องเต้
เมื่อเฉิงหนิงเฉิงได้รับรายงานจากแม่ทัพเฟิ่งพ่อของเฟิ่งจางหยง ว่าองค์รัชทายาทเฉิงหนิงอันก่อกบฏจับตัวฮ่องเต้ไว้เป็นตัวประกัน และไม่มีใครรู้ว่าฮ่องเต้ยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ เมื่อได้รับรายงานถึงในใจเฉิงหนิงเฉิงจะไม่อยากเชื่อ แต่เฉิงหนิงเฉิงรู้ดีว่าแม่ทัพเฟิ่งไม่มีทางส่งรายงานนี้มาหากไม่ตรวจสอบแล้วเป็นอย่างดี เพราะแม่ทัพเฟิ่งย่อมรู้ดีถึงความสัมพันธ์ของเฉิงหนิงเฉิงกับเฉิงหนิงอันอยู่แล้ว
การปราบกบฏในครั้งนี้มีแต่คนคาดว่าองค์รัชทายาทเฉิงหนิงอันหากถูกจับได้ ก็คงจะเพียงแค่ถูกเนรเทศ เพราะพวกเขาล้วนคิดว่าเฉิงหนิงเฉิงคงไม่อาจตัดใจสังประหารผู้เป็นพี่ชายได้ แต่ทุกคนกลับต้องตกตะลึงเมื่อได้ยินว่าเฉิงหนิงเฉิงสังหารผู้เป็นพี่ชายด้วยมือตนเองต่อหน้าเหล่าทหาร แม้แต่พี่ชายที่เขาเทิดทูนเขายังกล้าสังหารอย่างไม่ปรานีนับประสาอะไรกับเหล่าท่านอ๋องทั้งหลายที่ไร้ความผูกพัน
นับตั้งแต่เหตุการณ์นั้นทำให้ทุกคนมองหนิงเฉิงฮ่องเต้ใหม่ ภาพที่จดจำในสายตาเหล่าขุนนางและผู้ที่เคยพบเจอว่าเขาเป็นเพียงองค์ชายแสนสำราญจิตใจอ่อนโยน และมักให้ความสำคัญกับคนที่อยู่ใกล้ตัวจนบางครั้งทำให้เขาขาดความเด็ดขาด บัดนี้ได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงไม่ว่าจะเป็นเพราะสถานการณ์บังคับหรือเพราะนี้อาจเป็นตัวตนที่ซ่อนอยู่ของเขา แต่มันทำให้ผู้ที่คิดจะช่วงชิงบัลลังก์หรือคิดจะตั้งแคว้นของตนให้เป็นแคว้นอิสระไม่ขึ้นต่อเขาก็ต้องคิดไตร่ตรองใหม่อีกครั้ง
หลังจากเฟิ่งจางหยงกลับไปไม่ถึงครึ่งวัน เฟิ่งจางหยงก็กลับมารายงานหนิงเฉิงฮ่องเต้ว่าอ๋องน้อยเหลียนส่งเทียบมาขอเข้าเฝ้าหนิงเฉิงฮ่องเต้และสวี่ฮองเฮาในวันพรุ่งนี้ หนิงเฉิงฮ่องเต้จึงได้อนุญาตให้เขาเข้าวังมาได้ เขาเองก็อยากรู้ว่าสาเหตุใดที่ทำให้อ๋องน้อยเหลียนเดินทางมาในครั้งนี้
เมื่อนางเห็นว่าบุรุษตรงหน้ากำลังมองสำรวจเรือนร่าง หัวใจนางสั่นไหวดวงหน้าอวบอิ่มร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ หลู่ม่านม่านเบือนหน้าหนีแสร้งหลบตาอย่างเขินๆ มือสองข้างทำได้เพียงกำผ้าปูที่นอนเอาไว้แน่น เพื่อระบายความรู้สึกประหม่าเขินอาย ยิ่งเขาเห็นท่าทางของนางยิ่งเพิ่มราคะในตัวของเขาให้เพิ่มขึ้นจนยากจะอดใจ เขาก้มลงไปที่ลำคอขาวของนางก่อนที่จะใช้จมูกโด่งซุกไซ้ซอกคอสูดกลิ่นหอมกรุ่นเข้าเต็มปอด เขาขบเม้นลำคอขาวจนเกิดเป็นรอยสีกุหลาบไล่ลงมาถึงเนิ่นอกอวบ เขาใช้ลิ้นร้อนไล่วนตุ่มเล็กน่ารักจนแข็งเป็นไต สองมือบีบเคล้าอกเนื้อนิ่มเบาสลับแรงตามจังหวะสตรีตัวน้อยทำตัวไม่ถูก ได้เพียงแต่ขบเม้นริมฝีปากเอาไว้แน่น ปล่อยให้บุรุษตัวโตทำตามใจอย่างไม่กล้าขัดขืน เขาค่อย ๆ เคลื่อนริมฝีปากต่ำลงไปเรื่อย ๆ เพียงริมฝีปากร้อนถึงท้องน้อย สตรีตัวน้อยถึงกับสะดุ้งเฮือกจนเผลอร้องเสียงหลงออกมาบุรุษตัวโตถึงกับยกยิ้มอย่างภูมิใจ ที่สามารถทำให้สตรีตัวน้อยร้องครางออกมาได้ เขาจับขาของนางอ้าออกก่อนที่จะยกขาเรียวพาดบนไหล่ เขาก้มหน้าลงมองเนินนูนกึ่งกลางกายที่กลีบเนื้ออวบอิ่มขาวนวลสตรีตัวน้อยรู้สึกได้ถึงลมหายใจที่รดใส่จุดอ่อนไหวระ
“ฝ่าบาทช่วยหม่อมฉันเล่นละครหน่อยนะเพคะ” หลี่เยว่เล่อไม่ฟังเสียงตอบรับจากเฉิงหนิงเฉิง ก็เดินไปหยิบกาน้ำมาเขวี้ยงลงกับพื้นจนแตกกระจายเฉิงหนิงเฉิงยืนมองหลี่เยว่เล่อและหลู่ม่านม่านที่ยืนอยู่ด้านหลังก็รู้ได้ทันทีว่าละครที่แสดงที่อุทยานนั้นจัดฉากขึ้นมาเพื่อกลั่นแกล้งเฟิ่งจางหยงสหายรักของเขา เพราะดูจากสีหน้าของหลู่ม่านม่านที่ยืนอยู่ไม่น่าจะโศกเศร้าเสียใจ ไม่เช่นนั้นแล้วหลี่เยว่เล่อคงไม่หายโกรธเขาง่ายถึงเพียงนี้เฉิงหนิงเฉิงหันหลังคิดจะออกไปบอกสหาย แต่กลับโดนสตรีตัวน้อยจับแขนเอาไว้ พร้อมเอ่ยเสียงเบา ๆ แต่คำพูดของนางกลับทำให้เขาหยุดชะงัก“บุตรของฝ่าบาทอยู่ในท้องของหม่อมฉัน พระองค์กล้าขัดใจหม่อมฉันหรือเพคะ” นางเอ่ยพร้อมลูบท้องเบา ๆ“ฝ่าบาท ทรงเป็นอันใดหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ” น้ำเสียงร้อนรนยังไม่ทันที่เฉิงหนิงเฉิงจะเอ่ยอันใด เสียงเกากงกงก็ลอยเข้ามาเสียก่อน เขามองสตรีตรงหน้า ก็รู้ทันทีว่าเขาควรตอบเช่นไร“พวกเจ้าถอยออกไป ไม่ต้องมายุ่ง”เฉิงหนิงเฉิงได้แต่เอ่ยขอโทษสหายของตนเองในใจ เขาลูบท้องสตรีตรงหน้าเบา ๆ ด้วยมือที่สั่นระริกเพราะความตื่นเต้นดีใจที่เขาจะได้เป็นพ่อคนหลังจากนั้นไม่นานนักนางกำนัลจินก็เข้
เฟิ่งจางหยงนั่งลงบนเตียงใหญ่ ที่ถูกจัดตกแต่งใหม่อย่างสวยงามราวกับเตียงนี้จัดไว้เพื่อร่วมหอ เพียงแต่ไม่ได้ตกแต่งด้วยสีแดงก็เท่านั้น หลังจากที่เขานั่งลงแล้วก็จับสตรีตัวน้อยที่พาดอยู่บนไหล่ลงมานั่งบนตักของเขา สตรีตัวน้อยหลุบตาต่ำไม่กล้าสบตาอีกฝ่าย ใบหูของนางทั้งร้อนทั้งแดง ทำให้บุรุษที่ได้เห็นเกิดความเอ็นดูจนอดไม่ไหวที่จะจุมพิตลงบนหน้าผากเล็กของนางเขาจับคางน้อย ๆ ของสตรีตัวเล็กให้เชิดขึ้น เพื่อรับริมฝีปากจากเขา หลู่ม่านม่านหลับตาลงรับสัมผัสอันอ่อนโยน ริมฝีปากของเขาค่อย ๆ เปลี่ยนมุมให้จูบลึกล้ำแนบชิดมากขึ้น ก่อนลิ้นร้อนจะค่อย ๆ สอดเข้ามาในโพรงปากเนื้อนิ่มของสตรีตัวน้อย ลิ้นของทั้งสองพัวพันกันจนทำให้ร่างกายของทั้งสองร้อนวูบวาบหลู่ม่านม่านสัมผัสได้ว่านางกำลังนั่งทับบางอย่างที่กำลังขยายตัวอยู่ ใบหน้าของนางเห่อร้อนขึ้นมาทันที เฟิ่งจางหยงรู้ตัวดีว่าหากเขายังไม่หยุดตอนนี้ ต่อให้นางไม่ยินดีเขาก็คงต้องล่วงเกินนางแล้ว เขารีบถอดริมฝีปากออกก่อนจะอุ้มนางวางลงนั่งบนเตียงนอน ทั้งสองนั่งนิ่งเงียบทำตัวไม่ถูก ใบหน้าทั้งสองราวคนเป็นไข้ตัวร้อนเฟิ่งจางหยงไม่อยากให้บรรยากาศในห้องอึดอัด จึงเป็นฝ่ายเริ่มพูดข
จวนตระกูลเฟิ่งเฟิ่งจางหยงก้าวเท้าเข้าสู่ประตูจวนทั้งที่ยังคิดแผนการอันใดไม่ได้ เพราะเขายังกังวลใจถึงความรู้สึกของทั้งสองฝ่าย“คุณชายกลับมาแล้วหรือเจ้าคะ ฮูหยินรอคุณชายอยู่ที่ห้องโถงรับแขกเจ้าค่ะ”เฟิ่งจางหยงดวงตาเบิกโตเมื่อรู้ว่ามารดากำลังรอเขากลับมา ราวกับว่ามารดาได้คาดการณ์ทุกอย่างเอาไว้แล้ว เฟิ่งจางหยงเดินตามสาวใช้ไปยังห้องโถง เพียงเขาได้เห็นหน้าของมารดาในใจก็รู้สึกราวมีหินหลายก้อนโถมเข้ามาใส่ เขารู้ได้ทันทีว่าเขาคงไม่อาจรักษาความสัมพันธ์ได้ทั้งสองฝ่าย เขาคงต้องตัดสินใจเลือกฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเท่านั้น“ท่านแม่ลูกอกตัญญูไม่อาจแต่งกับสตรีที่ท่านต้องการได้ ขอท่านแม่โปรดอภัยให้ลูกสักครั้ง” เฟิ่งจางหยงคุกเข่าขอร้องฮูหยินเฟิ่งนั่งมองบุตรชายของตน พร้อมยกยิ้มที่มุมปาก ก่อนที่จะประคองยกถ้วยน้ำชาขึ้นจิบอย่างช้า ๆ ราวกับจะทรมานคนตรงหน้า นางแสร้งไม่สนใจบุตรชายอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่จะเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบราวไม่รู้สึกเห็นอกเห็นใจอันใด“เจ้าแน่ใจแล้วหรือที่เลือกทำเช่นนี้”“ลูกแน่ใจแล้วขอรับ ท่านแม่โปรดส่งเสริมลูกด้วย” เฟิ่งจางหยงเสียงสั่นเล็กน้อย แต่ใบหน้าดูจริงจัง“เจ้ารักนางมากถึงขั้นกล้าขัดใจข
เฟิ่งจางหยงถูกมารดารั้งเอาไว้ จนไม่สามารถตามหลู่ม่านม่านได้ทัน กว่าเขาจะได้เข้าวังมาหลู่ม่านม่านก็กลับถึงตำหนักคุนหนิงเสียแล้ว ครั้นจะให้เข้าตามนางเข้าไปในตำหนักคุนหนิงก็คงเป็นเรื่องไม่สมควร เขาจึงได้แต่จำใจต้องรอมาใหม่พร้อมกับหนิงเฉิงฮ่องเต้หลังจากผ่านไปไม่ถึงครึ่งชั่วยาม บุรุษเจ้าของวังหลวงก็มาพร้อมกับนางกำนัลขันทีจำนวนมาก เมื่อรู้ว่าสตรีเจ้าของวังหลังนั่งพักผ่อนอยู่ที่อุทยานเขาก็ไม่ลังเลที่จะเดินไปหานางกำนัลขันทีเดินตามผู้เป็นนาย ในมือถืออาหารที่จัดเรียงใส่ถ้วยจานพร้อมตกแต่งอย่างสวยงามเดินเป็นแถวตามมาผู้เป็นนายไม่ห่าง กลิ่นหอมในอากาศยั่วยวนน้ำลายจนพาคนที่ได้กลิ่นจินตนาการถึงหน้าตาของอาหารนั้นได้อย่างดีหลี่เยว่เล่อนั่งทอดมองนกที่โบยบินกลับรัง เมื่อได้ยินรายงานว่าหนิงเฉิงฮ่องเต้เสด็จมาก็ปรับสีหน้าเป็นเคร่งขรึมในทัน คราแรกที่หนิงเฉิงฮ่องเต้เห็นก็ทรงเข้าใจได้ว่าหลี่เยว่เล่อยังคงไม่หายโกรธเคืองจึงยังคงแสดงสีหน้ายิ้มแย้มเพื่อให้นางลดโทสะเพียงไม่นานนักบนโต๊ะที่เคยมีแต่เพียงจอกชาวางอยู่ ก็ถูกจัดวางไปด้วยถ้วยจานอาหาร แต่ใบหน้าของสตรีเจ้าของวังหลังกลับไม่รู้สึกยินดีอย่างที่บุรุษหนุ่มนั้น
“พี่สาวคนนี้เป็นอะไรกับท่านอย่างนั้นหรือ” หลู่ม่านม่านเอ่ยถามพร้อมจ้องมองตาเขม็ง รสชาติเปรี้ยวอมฝาดผุดขึ้นมาทันที เมื่อเห็นท่าทางที่เขากลัวสตรีคนอื่นเช่นนี้เฟิ่งจางหยงหันมองสตรีตัวน้อยที่เพ่งมองมายังเขา ก่อนจะสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ จนเต็มปอด ในเมื่อเขาให้คำมั่นกับนางแล้วว่าจะอยู่เคียงข้างนางและก้าวผ่านทุกอย่างไปด้วยกัน หากด่านนี้เขายังก้าวผ่านไปไม่ได้ การที่เขาจะได้ครองคู่กับนางคงไม่ต้องเอ่ยถึงบุรุษตัวโตกว่าลุกขึ้นก่อนจะพยุงสตรีตัวน้อยให้ลุกขึ้นตาม เขาปรับเปลี่ยนสีหน้าตนเองให้ดุสุขุมขึ้น พร้อมเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง“ม่านม่าน นี้คือท่านแม่ของข้า ท่านแม่นี้คือสตรีที่ข้าอยากจะแต่งงานด้วย”หลู่ม่านม่านยืนนิ่งเงียบ แต่ภายในหัวใจเต้นโครมครามราวจะหลุดออกมาข้างนอก นางยังไม่ทันได้ตั้งตัวที่จะพบหน้าแม่สามี อีกทั้งเมื่อครู่นางเองก็ไม่มั่นใจว่าฮูหยินเฟิ่งจะมาทันเห็นนางจุมพิตกับเฟิ่งจางหยงหรือไม่ ในหัวของนางตอนนี้คิดเพียงแต่อยากจะแทรกแผ่นดินหนีไปเสียให้ได้“หยงเอ๋อร์ เจ้าว่านางหัวใจวายตายไปแล้วหรือไม่” ฮูหยินเฟิ่งเอ่ยถามบุตรชายเมื่อเห็นสตรีตัวน้อยยืนนิ่งเฉยหลู่ม่านม่านเมื่อได้ยินเสียงของว่าที่แม่







