Mag-log inวันต่อมา ณ ตำหนักคุนหนิง
“ถวายบังคมฝ่าบาท” สวี่ฮองเฮาลุกขึ้นย่อตัวทำความเคารพทันทีที่เห็นหนิงเฉิงฮ่องเต้ก้าวเท้าเข้ามาถึงห้องโถงรับแขก
“ไม่ต้องมาพิธี” หนิงเฉิงฮ่องเต้เอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
หนิงเฉิงฮ่องเต้รู้ว่าสวี่ฮองเฮายังไม่หายดี จึงได้ให้อ๋องน้อยเหลียนมาเข้าเฝ้าที่ตำหนักคุนหนิงแทนที่จะให้ไปเข้าเฝ้าที่ตำหนักเฉียนชิง แต่เขากลับคาดการณ์ผิดไป เขาคิดว่าอ๋องน้อยเหลียนจะเดินทางมาถึงก่อนเขา แต่จะให้เขายืนรออยู่หน้าตำหนักก็จะเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ในวังหลัง เขาจึงต้องเข้ามารอในตำหนัก
สวี่ฮองเฮาให้นางกำนัลยกชาเข้ามาให้หนิงเฉิงฮ่องเต้ทั้งคู่นั่งเงียบไม่เอ่ยอันใดต่อกัน จนกระทั่งสวี่ฮองเฮาไอเสียงดังขึ้น
“เจ้าอาการเป็นเช่นไรบ้าง ต้องให้เชิญหมอหลวงมาหรือไม่” หนิงเฉิงฮ่องเต้หันมาเอ่ยกับสวี่ฮองเฮาหลังจากได้ยินเสียงไอ
“หม่อมฉันไม่เป็นอันใดมากเพคะ ไม่ต้องเชิญหมอหลวงมาหรอกเพคะ” สวี่ฮองเฮายิ้มให้หนิงเฉิงฮ่องเต้ เมื่อเห็นท่าทางเป็นห่วงของเขา
เขาไม่แม้แต่จะส่งยิ้มคืนให้นาง รอยยิ้มของสวี่ฮองเฮาหายไปทันทีที่หนิงเฉิงฮ่องเต้เมินหน้าใส่นาง ทั้งสองกลับไปนั่งนิ่งเงียบอีกครั้ง ทำเอาคนที่อยู่ภายในห้องโถงรับแขกรู้สึกอึดอัดไปด้วย
เพียงไม่นานทุกคนก็รู้สึกหายใจทั่วท้องทันทีเมื่อเกากงกงเข้ามารายงานว่าอ๋องน้อยเหลียนมาถึงตำหนักคุนหนิงแล้ว แต่เขาไม่ได้มาเพียงคนเดียวยังนำสตรีมาอีกนางหนึ่งด้วย
เมื่อเขาทั้งสองเข้ามายังห้องโถงได้พบเจอกับหนิงเฉิงฮ่องเต้และสวี่ฮองเฮา พวกเขาก็ทำความเคารพอย่างนอบน้อม
“ตามสบาย ไม่ต้องมากพิธี” หนิงเฉิงฮ่องเต้เอ่ย
“ขอบพระทัยฝ่าบาท” อ๋องน้อยเหลียนกับหลี่เยว่เล่อเอ่ยขึ้นพร้อมกัน
“กระหม่อมขอแนะนำฝ่าบาทให้รู้จัก สตรีผู้นี้คือหลี่เยว่เล่อนางเป็นสหายของฮองเฮาพ่ะย่ะค่ะ เพราะนางต้องไว้ทุกข์ให้บิดามารดาที่เสียไปจึงทำให้ไม่ได้เจอกับฮองเฮาเสียนาน ก่อนจะมาแต่งงานกับฝ่าบาท ฮองเฮาทรงบ่นอยากเจอนางมาตลอด วันนี้กระหม่อมจึงพานางมาหาฮองเฮาพ่ะย่ะค่ะ” อ๋องน้อยเหลียนแนะนำสตรีที่อยู่ด้านข้างให้หนิงเฉิงฮ่องเต้ได้รู้จัก และเพื่อจะบอกแก่สวี่ฮองเฮาเป็นนัยว่าสตรีผู้นี้เป็นใคร
สวี่ฮองเฮาเมื่อได้ยินชื่อของสตรีผู้นั้นก็ถึงกับยิ้มออกมาอย่างดีใจจนมีน้ำใสๆซึมออกมาจากหางตา เมื่อนางตั้งสติได้ก็ยกผ้าเช็ดหน้าซับน้ำตาทันทีแต่ไม่ทันหนิงเฉิงฮ่องเต้ก็หันมาเห็นเสียแล้ว
“เจ้าเป็นอันใดอย่างนั้นหรือ”
“หม่อมฉันไม่เป็นไรเพคะ เพียงแต่หม่อมฉันดีใจที่ได้เจอนางเท่านั้น”
ท่าทีของสวี่ฮองเฮาทำให้หนิงเฉิงฮ่องเต้แปลกใจอยู่ไม่น้อย เพราะหากเป็นสหายที่สวี่ฮองเฮาอยากพบเจอจริง ๆก็ต้องแสดงท่าทีดีใจตั้งแต่เห็นหน้าของนาง แต่สวี่ฮองเฮากลับแสดงความดีใจหลังจากอ๋องน้อยเหลียนแนะนำนาง หรือความจริงแล้วสวี่ฮองเฮาไม่ได้รู้จักนางมาตั้งแต่แรก แต่กำลังแสร้งเป็นดีใจที่เจอนางให้เขาได้เห็น
หนิงเฉิงฮ่องเต้สังเกตว่าหลี่เยว่เล่อผู้นี้ตั้งแต่เข้ามานางก็เอาแต่มองสวี่ฮองเฮาและเผลอยิ้มออกมาบ่อยครั้ง เขามั่นใจว่าหลี่เยว่เล่อผู้นี้จะต้องรู้จักสวี่ฮองเฮาจริง ๆ และการมาของอ๋องน้อยเหลียนกับหลี่เยว่เล่อในครั้งนี้ต้องมีแผนการซ่อนอยู่เป็นแน่ ไม่เช่นนั้นแล้วคงไม่โกหกเขาเรื่องที่ทั้งสองเป็นสหายกัน
ยังไม่ทันที่พวกเขาจะได้พูดคุยกันต่อ สวี่ฮองเฮาก็ไอขึ้นมาอีก แต่ครั้งนี้นางไอไม่หยุดและดูเหมือนจะรุนแรงขึ้น หนิงเฉิงฮ่องเต้จึงได้สั่งให้คนไปเชิญหมอหลวงมาตรวจร่างกายของสวี่ฮองเฮา และให้เหล่านางกำนัลพาสวี่ฮองเฮาไปพักผ่อน
หนิงเฉิงฮ่องเต้หันมาเห็นสีหน้าของอ๋องน้อยเหลียนกับหลี่เยว่เล่อมีท่าทางเป็นห่วงสวี่ฮองเฮาจนเห็นได้ชัด จึงได้ทีเชื้อเชิญให้ทั้งคู่พักอยู่ในวังหลวงก่อน เพื่อจะได้จับตาดูทั้งคู่ได้โดยง่าย
“ฮองเฮาร่างกายไม่แข็งแรงนัก บวกกับอากาศช่วงนี้เริ่มเย็นแล้ว นางยังปรับร่างกายไม่ได้ พวกเจ้าก็อยู่ค้างในวังเถิดเราจะให้คนไปจัดเตรียมที่พักให้ พวกเจ้าเดินทางมาเหนื่อยก็พักผ่อนเอาแรงก่อน พรุ่งนี้ค่อยมาเข้าเฝ้าฮองเฮาอีกครั้ง”
“กระหม่อมเป็นบุรุษค้างในวังคงไม่เหมาะสมนัก กระหม่อมขอกลับไปพักที่นอกวังดีกว่าพ่ะย่ะค่ะ การมายังเมืองหลวงของกระหม่อมครั้งนี้มีเพียงพาหลี่เยว่เล่อมาพบกับฮองเฮาเท่านั้น จึงไม่อยากรบกวนฝ่าบาท” อ๋องน้อยเหลียนรู้ว่าหนิงเฉิงฮ่องเต้ให้คนคอยจับตาดูเขาตั้งแต่เข้าเมืองมา เขาจึงได้บอกสาเหตุที่แท้จริงให้หนิงเฉิงฮ่องเต้ได้รับรู้ เพื่อให้เขาคลายความระแวงลง
“รบกวนอันใดกันถึงอย่างไรเจ้าก็เป็นแขกเราก็ควรดูแลเจ้าให้ดี หากเจ้าไม่อยากค้างในวัง เราก็จะให้คนเตรียมเรือนรับรองให้ที่นอกวัง ส่วนหลี่เยว่เล่อในเมื่อนางเป็นสหายที่ไม่ได้พบเจอกันมานานของฮองเฮา เช่นนั้นเจ้าก็ค้างที่ตำหนักคุนหนิงแล้วกัน” หนิงเฉิงฮ่องเต้เอ่ยพร้อมหันไปมองหน้าหลี่เยว่เล่อ
“ขอบพระทัยเพคะฝ่าบาท” หลี่เยว่เล่อเห็นท่าทางอ๋องน้อยเหลียนจะคัดค้านหนิงเฉิงฮ่องเต้ จึงรีบเอ่ยขึ้นทันที
“เช่นนั้นก็ดี เกากงกงท่านไปส่งท่านอ๋องน้อยเหลียนออกจากวัง และจัดเตรียมเรือนรับรองให้อ๋องน้อยเหลียนด้วย” หนิงเฉิงฮ่องเต้พูดกับหลี่เยว่เล่อเสร็จ ก็หันมาสั่งขันทีข้างกาย ก่อนจะเสด็จออกจากตำหนักคุนหนิงไป
“หากเจ้าต้องการอันใด ก็บอกกับนางกำนัลหลู่ได้นะ” อ๋องน้อยเหลียนหันมาเอ่ยกับหลี่เยว่เล่อด้วยสีหน้าและน้ำเสียงเป็นห่วง แต่จะพูดมากกว่านี้ก็ไม่ได้เพราะเกากงกงยืนอยู่ไม่ไกลนัก
“เพคะ ท่านอ๋องน้อยอย่างได้เป็นห่วงหม่อมฉันเลย หม่อมฉันปรับตัวเก่ง ถึงจะแปลกที่หม่อมฉันก็อยู่ได้เพคะ” นางตอบกลับพร้อมรอยยิ้ม
“ท่านอ๋องน้อย อย่าได้ทรงเป็นห่วงคุณหนูหลี่เลยเพคะ ฮองเฮาทรงให้หม่อมฉันมาคอยดูแลคุณหนูหลี่ เช่นนั้นหม่อมฉันต้องดูแลคุณหนูหลี่เป็นอย่างดีแน่เพคะ” หลู่ม่านม่านเดินมาได้ยินที่อ๋องน้อยเหลียนเอ่ยกับหลี่เยว่เล่อพอดีจึงได้รีบเข้ามาบอกอ๋องน้อยเหลียนเพื่อให้เขาสบายใจ
หลังจากหนิงเฉิงฮ่องเต้กับอ๋องน้อยเหลียนออกจากตำหนักคุนหนิงไป หลู่ม่านม่านนางกำนัลคนสนิทที่รับใช้สวี่ฮองเฮาตั้งแต่อยู่แคว้นเหลียนก็มาพาหลี่เยว่เล่อไปยังห้องรับรอง
“เจ้าเตรียมน้ำให้เราอาบหน่อยได้หรือไม่” หลี่เยว่เล่อเมื่อเข้ามาภายในห้องรับรอง ก็เอ่ยขึ้นเสียงดัง
เมื่อหลู่ม่านม่านได้ยินเช่นนั้นก็สั่งให้นางกำนัลคนอื่นไปเตรียมน้ำอุ่นและเสื้อผ้ามาให้หลี่เยว่เล่อทันที หลู่ม่านม่านไล่นางกำนัลคนอื่นออกไป
“พวกเจ้ามีอะไรก็ไปทำเถอะ ฮองเฮาสั่งให้ข้าดูแลคุณหนูหลี่ เช่นนั้นข้าก็จะเป็นคนปรนนิบัติคุณหนูหลี่เอง”
เมื่อทุกคนออกไปหมดแล้ว หลี่เยว่เล่อก็ถอดอาภรณ์ออกก่อนจะลงไปในอ่างน้ำเพื่อแช่น้ำอุ่น นางรู้ดีว่ายามอาบน้ำจะเป็นยามที่องครักษ์ลับจะต้องถอยออกไปไม่กล้ามาจับตาดูนาง และยังเป็นข้ออ้างในการไล่เหล่านางกำนัลขันทีที่เป็นหูเป็นตาให้หนิงเฉิงฮ่องเต้ได้อีกด้วย
“เจ้ารู้ใช่หรือไม่ว่าข้าเป็นใคร” หลี่เยว่เล่อถามหลู่ม่านม่าน
เมื่อนางเห็นว่าบุรุษตรงหน้ากำลังมองสำรวจเรือนร่าง หัวใจนางสั่นไหวดวงหน้าอวบอิ่มร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ หลู่ม่านม่านเบือนหน้าหนีแสร้งหลบตาอย่างเขินๆ มือสองข้างทำได้เพียงกำผ้าปูที่นอนเอาไว้แน่น เพื่อระบายความรู้สึกประหม่าเขินอาย ยิ่งเขาเห็นท่าทางของนางยิ่งเพิ่มราคะในตัวของเขาให้เพิ่มขึ้นจนยากจะอดใจ เขาก้มลงไปที่ลำคอขาวของนางก่อนที่จะใช้จมูกโด่งซุกไซ้ซอกคอสูดกลิ่นหอมกรุ่นเข้าเต็มปอด เขาขบเม้นลำคอขาวจนเกิดเป็นรอยสีกุหลาบไล่ลงมาถึงเนิ่นอกอวบ เขาใช้ลิ้นร้อนไล่วนตุ่มเล็กน่ารักจนแข็งเป็นไต สองมือบีบเคล้าอกเนื้อนิ่มเบาสลับแรงตามจังหวะสตรีตัวน้อยทำตัวไม่ถูก ได้เพียงแต่ขบเม้นริมฝีปากเอาไว้แน่น ปล่อยให้บุรุษตัวโตทำตามใจอย่างไม่กล้าขัดขืน เขาค่อย ๆ เคลื่อนริมฝีปากต่ำลงไปเรื่อย ๆ เพียงริมฝีปากร้อนถึงท้องน้อย สตรีตัวน้อยถึงกับสะดุ้งเฮือกจนเผลอร้องเสียงหลงออกมาบุรุษตัวโตถึงกับยกยิ้มอย่างภูมิใจ ที่สามารถทำให้สตรีตัวน้อยร้องครางออกมาได้ เขาจับขาของนางอ้าออกก่อนที่จะยกขาเรียวพาดบนไหล่ เขาก้มหน้าลงมองเนินนูนกึ่งกลางกายที่กลีบเนื้ออวบอิ่มขาวนวลสตรีตัวน้อยรู้สึกได้ถึงลมหายใจที่รดใส่จุดอ่อนไหวระ
“ฝ่าบาทช่วยหม่อมฉันเล่นละครหน่อยนะเพคะ” หลี่เยว่เล่อไม่ฟังเสียงตอบรับจากเฉิงหนิงเฉิง ก็เดินไปหยิบกาน้ำมาเขวี้ยงลงกับพื้นจนแตกกระจายเฉิงหนิงเฉิงยืนมองหลี่เยว่เล่อและหลู่ม่านม่านที่ยืนอยู่ด้านหลังก็รู้ได้ทันทีว่าละครที่แสดงที่อุทยานนั้นจัดฉากขึ้นมาเพื่อกลั่นแกล้งเฟิ่งจางหยงสหายรักของเขา เพราะดูจากสีหน้าของหลู่ม่านม่านที่ยืนอยู่ไม่น่าจะโศกเศร้าเสียใจ ไม่เช่นนั้นแล้วหลี่เยว่เล่อคงไม่หายโกรธเขาง่ายถึงเพียงนี้เฉิงหนิงเฉิงหันหลังคิดจะออกไปบอกสหาย แต่กลับโดนสตรีตัวน้อยจับแขนเอาไว้ พร้อมเอ่ยเสียงเบา ๆ แต่คำพูดของนางกลับทำให้เขาหยุดชะงัก“บุตรของฝ่าบาทอยู่ในท้องของหม่อมฉัน พระองค์กล้าขัดใจหม่อมฉันหรือเพคะ” นางเอ่ยพร้อมลูบท้องเบา ๆ“ฝ่าบาท ทรงเป็นอันใดหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ” น้ำเสียงร้อนรนยังไม่ทันที่เฉิงหนิงเฉิงจะเอ่ยอันใด เสียงเกากงกงก็ลอยเข้ามาเสียก่อน เขามองสตรีตรงหน้า ก็รู้ทันทีว่าเขาควรตอบเช่นไร“พวกเจ้าถอยออกไป ไม่ต้องมายุ่ง”เฉิงหนิงเฉิงได้แต่เอ่ยขอโทษสหายของตนเองในใจ เขาลูบท้องสตรีตรงหน้าเบา ๆ ด้วยมือที่สั่นระริกเพราะความตื่นเต้นดีใจที่เขาจะได้เป็นพ่อคนหลังจากนั้นไม่นานนักนางกำนัลจินก็เข้
เฟิ่งจางหยงนั่งลงบนเตียงใหญ่ ที่ถูกจัดตกแต่งใหม่อย่างสวยงามราวกับเตียงนี้จัดไว้เพื่อร่วมหอ เพียงแต่ไม่ได้ตกแต่งด้วยสีแดงก็เท่านั้น หลังจากที่เขานั่งลงแล้วก็จับสตรีตัวน้อยที่พาดอยู่บนไหล่ลงมานั่งบนตักของเขา สตรีตัวน้อยหลุบตาต่ำไม่กล้าสบตาอีกฝ่าย ใบหูของนางทั้งร้อนทั้งแดง ทำให้บุรุษที่ได้เห็นเกิดความเอ็นดูจนอดไม่ไหวที่จะจุมพิตลงบนหน้าผากเล็กของนางเขาจับคางน้อย ๆ ของสตรีตัวเล็กให้เชิดขึ้น เพื่อรับริมฝีปากจากเขา หลู่ม่านม่านหลับตาลงรับสัมผัสอันอ่อนโยน ริมฝีปากของเขาค่อย ๆ เปลี่ยนมุมให้จูบลึกล้ำแนบชิดมากขึ้น ก่อนลิ้นร้อนจะค่อย ๆ สอดเข้ามาในโพรงปากเนื้อนิ่มของสตรีตัวน้อย ลิ้นของทั้งสองพัวพันกันจนทำให้ร่างกายของทั้งสองร้อนวูบวาบหลู่ม่านม่านสัมผัสได้ว่านางกำลังนั่งทับบางอย่างที่กำลังขยายตัวอยู่ ใบหน้าของนางเห่อร้อนขึ้นมาทันที เฟิ่งจางหยงรู้ตัวดีว่าหากเขายังไม่หยุดตอนนี้ ต่อให้นางไม่ยินดีเขาก็คงต้องล่วงเกินนางแล้ว เขารีบถอดริมฝีปากออกก่อนจะอุ้มนางวางลงนั่งบนเตียงนอน ทั้งสองนั่งนิ่งเงียบทำตัวไม่ถูก ใบหน้าทั้งสองราวคนเป็นไข้ตัวร้อนเฟิ่งจางหยงไม่อยากให้บรรยากาศในห้องอึดอัด จึงเป็นฝ่ายเริ่มพูดข
จวนตระกูลเฟิ่งเฟิ่งจางหยงก้าวเท้าเข้าสู่ประตูจวนทั้งที่ยังคิดแผนการอันใดไม่ได้ เพราะเขายังกังวลใจถึงความรู้สึกของทั้งสองฝ่าย“คุณชายกลับมาแล้วหรือเจ้าคะ ฮูหยินรอคุณชายอยู่ที่ห้องโถงรับแขกเจ้าค่ะ”เฟิ่งจางหยงดวงตาเบิกโตเมื่อรู้ว่ามารดากำลังรอเขากลับมา ราวกับว่ามารดาได้คาดการณ์ทุกอย่างเอาไว้แล้ว เฟิ่งจางหยงเดินตามสาวใช้ไปยังห้องโถง เพียงเขาได้เห็นหน้าของมารดาในใจก็รู้สึกราวมีหินหลายก้อนโถมเข้ามาใส่ เขารู้ได้ทันทีว่าเขาคงไม่อาจรักษาความสัมพันธ์ได้ทั้งสองฝ่าย เขาคงต้องตัดสินใจเลือกฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเท่านั้น“ท่านแม่ลูกอกตัญญูไม่อาจแต่งกับสตรีที่ท่านต้องการได้ ขอท่านแม่โปรดอภัยให้ลูกสักครั้ง” เฟิ่งจางหยงคุกเข่าขอร้องฮูหยินเฟิ่งนั่งมองบุตรชายของตน พร้อมยกยิ้มที่มุมปาก ก่อนที่จะประคองยกถ้วยน้ำชาขึ้นจิบอย่างช้า ๆ ราวกับจะทรมานคนตรงหน้า นางแสร้งไม่สนใจบุตรชายอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่จะเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบราวไม่รู้สึกเห็นอกเห็นใจอันใด“เจ้าแน่ใจแล้วหรือที่เลือกทำเช่นนี้”“ลูกแน่ใจแล้วขอรับ ท่านแม่โปรดส่งเสริมลูกด้วย” เฟิ่งจางหยงเสียงสั่นเล็กน้อย แต่ใบหน้าดูจริงจัง“เจ้ารักนางมากถึงขั้นกล้าขัดใจข
เฟิ่งจางหยงถูกมารดารั้งเอาไว้ จนไม่สามารถตามหลู่ม่านม่านได้ทัน กว่าเขาจะได้เข้าวังมาหลู่ม่านม่านก็กลับถึงตำหนักคุนหนิงเสียแล้ว ครั้นจะให้เข้าตามนางเข้าไปในตำหนักคุนหนิงก็คงเป็นเรื่องไม่สมควร เขาจึงได้แต่จำใจต้องรอมาใหม่พร้อมกับหนิงเฉิงฮ่องเต้หลังจากผ่านไปไม่ถึงครึ่งชั่วยาม บุรุษเจ้าของวังหลวงก็มาพร้อมกับนางกำนัลขันทีจำนวนมาก เมื่อรู้ว่าสตรีเจ้าของวังหลังนั่งพักผ่อนอยู่ที่อุทยานเขาก็ไม่ลังเลที่จะเดินไปหานางกำนัลขันทีเดินตามผู้เป็นนาย ในมือถืออาหารที่จัดเรียงใส่ถ้วยจานพร้อมตกแต่งอย่างสวยงามเดินเป็นแถวตามมาผู้เป็นนายไม่ห่าง กลิ่นหอมในอากาศยั่วยวนน้ำลายจนพาคนที่ได้กลิ่นจินตนาการถึงหน้าตาของอาหารนั้นได้อย่างดีหลี่เยว่เล่อนั่งทอดมองนกที่โบยบินกลับรัง เมื่อได้ยินรายงานว่าหนิงเฉิงฮ่องเต้เสด็จมาก็ปรับสีหน้าเป็นเคร่งขรึมในทัน คราแรกที่หนิงเฉิงฮ่องเต้เห็นก็ทรงเข้าใจได้ว่าหลี่เยว่เล่อยังคงไม่หายโกรธเคืองจึงยังคงแสดงสีหน้ายิ้มแย้มเพื่อให้นางลดโทสะเพียงไม่นานนักบนโต๊ะที่เคยมีแต่เพียงจอกชาวางอยู่ ก็ถูกจัดวางไปด้วยถ้วยจานอาหาร แต่ใบหน้าของสตรีเจ้าของวังหลังกลับไม่รู้สึกยินดีอย่างที่บุรุษหนุ่มนั้น
“พี่สาวคนนี้เป็นอะไรกับท่านอย่างนั้นหรือ” หลู่ม่านม่านเอ่ยถามพร้อมจ้องมองตาเขม็ง รสชาติเปรี้ยวอมฝาดผุดขึ้นมาทันที เมื่อเห็นท่าทางที่เขากลัวสตรีคนอื่นเช่นนี้เฟิ่งจางหยงหันมองสตรีตัวน้อยที่เพ่งมองมายังเขา ก่อนจะสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ จนเต็มปอด ในเมื่อเขาให้คำมั่นกับนางแล้วว่าจะอยู่เคียงข้างนางและก้าวผ่านทุกอย่างไปด้วยกัน หากด่านนี้เขายังก้าวผ่านไปไม่ได้ การที่เขาจะได้ครองคู่กับนางคงไม่ต้องเอ่ยถึงบุรุษตัวโตกว่าลุกขึ้นก่อนจะพยุงสตรีตัวน้อยให้ลุกขึ้นตาม เขาปรับเปลี่ยนสีหน้าตนเองให้ดุสุขุมขึ้น พร้อมเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง“ม่านม่าน นี้คือท่านแม่ของข้า ท่านแม่นี้คือสตรีที่ข้าอยากจะแต่งงานด้วย”หลู่ม่านม่านยืนนิ่งเงียบ แต่ภายในหัวใจเต้นโครมครามราวจะหลุดออกมาข้างนอก นางยังไม่ทันได้ตั้งตัวที่จะพบหน้าแม่สามี อีกทั้งเมื่อครู่นางเองก็ไม่มั่นใจว่าฮูหยินเฟิ่งจะมาทันเห็นนางจุมพิตกับเฟิ่งจางหยงหรือไม่ ในหัวของนางตอนนี้คิดเพียงแต่อยากจะแทรกแผ่นดินหนีไปเสียให้ได้“หยงเอ๋อร์ เจ้าว่านางหัวใจวายตายไปแล้วหรือไม่” ฮูหยินเฟิ่งเอ่ยถามบุตรชายเมื่อเห็นสตรีตัวน้อยยืนนิ่งเฉยหลู่ม่านม่านเมื่อได้ยินเสียงของว่าที่แม่







